- หน้าแรก
- บันทึกป่วนทวีปโต้วหลัว วิญญาณยุทธ์พยัคฆ์ขาวไร้เทียมทาน
- บทที่ 111: จูจู๋ชิงเห็นเลือดเป็นครั้งแรก ความริษยาของไต้อุ้ยซือ
บทที่ 111: จูจู๋ชิงเห็นเลือดเป็นครั้งแรก ความริษยาของไต้อุ้ยซือ
บทที่ 111: จูจู๋ชิงเห็นเลือดเป็นครั้งแรก ความริษยาของไต้อุ้ยซือ
บทที่ 111: จูจู๋ชิงเห็นเลือดเป็นครั้งแรก ความริษยาของไต้อุ้ยซือ
ทหารเดนตายทั้งสามไม่เคยคาดคิดมาก่อนเลยว่าองค์ชายสี่ผู้นี้จะไม่เปิดโอกาสให้พวกมันได้ร้องขอชีวิต และลงมือสังหารโดยไม่พูดพร่ำทำเพลง
พวกมันทั้งสามรับใช้องค์ชายใหญ่ไต้อุ้ยซือมานานหลายปี ก่อนหน้านี้เคยรับภารกิจไปกดข่มองค์ชายรองไต้อวี้เซวียนและองค์ชายสามไต้มู่ไป๋ ซึ่งทุกครั้งล้วนประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี
ภายใต้การร่วมมือของทั้งสาม องค์ชายทั้งสองทำได้เพียงตกเป็นฝ่ายตั้งรับและถูกทุบตีฝ่ายเดียว พฤติกรรมเช่นนี้เป็นสิ่งที่ราชวงศ์รู้กันดีและปล่อยผ่าน หากองค์ชายรองและองค์ชายสามมีความสามารถพอ ก็ย่อมสามารถตอบโต้กลับด้วยวิธีเดียวกันได้
ทว่าการกระทำของไต้อี้เฉินกลับเหนือความคาดหมายของพวกมัน ไม่เพียงแต่การโจมตีสามระลอกแรกจะพลาดเป้า แต่ในชั่วพริบตาเดียว พวกมันทั้งสามก็ถูกซัดจนล้มลงไปกองกับพื้น ซ้ำยังรู้สึกปวดศีรษะอย่างรุนแรงโดยไม่อาจหาคำอธิบายได้
วินาทีต่อมา พวกมันก็เห็นไต้อี้เฉินปลดปล่อยกระบวนท่าสังหารออกมา เห็นได้ชัดว่าหมายเอาชีวิต ตอนนั้นเองพวกมันถึงเพิ่งนึกอยากจะเผยนามของตนออกมา ขอเพียงเอ่ยชื่อย่อมถือว่ายังอยู่ในกฎเกณฑ์ แม้พวกมันอาจจะต้องทนรับความเจ็บปวดจากการถูกทรมานร่างกาย ทว่าอย่างน้อยก็ไม่ต้องถึงแก่ความตาย
ไต้อี้เฉินย่อมรู้เรื่องนี้ดี แล้วเขาจะปล่อยให้พวกมันได้เอื้อนเอ่ยสิ่งใดออกมาได้อย่างไร ในเมื่อกล้ามาหาเรื่องเขา ก็ต้องเตรียมใจที่จะทิ้งชีวิตไว้ที่นี่แล้ว
ไต้อี้เฉินจ้องมองไปยังทิศทางหนึ่งด้วยสีหน้าทะมึนตึง ทิศทางนั้นคือสถานที่พักอาศัยของไต้อุ้ยซือ
ในฐานะองค์ชาย หอพักของพวกเขาล้วนหรูหราที่สุดในโรงเรียน แม้จะเรียกว่าหอพัก ทว่าแท้จริงแล้วกลับเป็นคฤหาสน์ส่วนตัวแยกเดี่ยว ซึ่งเอื้ออำนวยต่อการต่อสู้แย่งชิงกันอย่างลับๆ ระหว่างเหล่าองค์ชายเป็นอย่างดี
ท้ายที่สุดแล้ว หากต้องพักอาศัยร่วมชายคาเดียวกับผู้อื่น การลงมือทำเรื่องบางอย่างย่อมไม่สะดวกนัก
"จู๋ชิง ไปกันเถอะ พรุ่งนี้เช้าพอมีคนมาพบเข้า ย่อมมีคนมาจัดการเรื่องนี้เอง" ไต้อี้เฉินปลดเกราะออก สีหน้าของเขากลับมาเป็นปกติอีกครั้ง เขาเอ่ยกับจูจู๋ชิงด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน พยายามอย่างเต็มที่เพื่อไม่ให้นางต้องตื่นตระหนกตกใจ ราวกับว่าบุรุษผู้แสนเย็นชาเมื่อครู่นี้ไม่ใช่ตัวเขาเลยสักนิด
ทว่าจูจู๋ชิงกลับส่ายหน้า นางเม้มริมฝีปากแน่นและผลักมือของไต้อี้เฉินที่ปิดบังดวงตาของตนอยู่ออกไป สายตาที่นางใช้จ้องมองไต้อี้เฉินนั้นแน่วแน่และเด็ดเดี่ยวยิ่งนัก "ไม่ อี้เฉิน วันนี้พวกมันต้องพุ่งเป้ามาที่ข้าแน่ ในเมื่อข้าก้าวเข้ามาพัวพันกับการชิงดีชิงเด่นของราชวงศ์แล้ว ภาพเหตุการณ์เช่นนี้ ไม่ช้าก็เร็วข้าก็ต้องเผชิญหน้ากับมันอยู่ดี!"
ไต้อี้เฉินมองเงาสะท้อนของตนเองในดวงตาของจูจู๋ชิงพลางถอนหายใจออกมาอย่างจนใจ "ตกลงตามนั้น ข้าก็แค่หวังว่าเจ้าจะไม่ทนไม่ไหวจนอาเจียนออกมาเสียก่อนล่ะ"
ตามเนื้อเรื่องเดิม แม้ว่าจูจู๋ชิงจะมีอุปนิสัยที่ค่อนข้างเด็ดเดี่ยวเข้มแข็ง แต่ก่อนที่จะเข้าร่วมกับโรงเรียนสื่อไหลเค่อ นางก็แทบไม่เคยเห็นฉากนองเลือดมากนัก มิเช่นนั้นนางคงไม่รู้สึกคลื่นไส้ในตอนที่ลงมือสังหารทีมเทพจอมโหดเป็นแน่
การลงมือสังหารเป็นครั้งแรก ผนวกกับการต้องมาเห็นฉากที่นองเลือดชวนสยดสยองเช่นนี้ อาการอยากอาเจียนย่อมเป็นเรื่องปกติธรรมดา
เขายังจำได้ดีถึงตอนที่ตนเองเห็นภาพนองเลือดเป็นครั้งแรก แม้เขาจะไม่อาเจียนออกมา แต่ใบหน้าของเขาก็ซีดเผือดไร้สีเลือดไม่ต่างกัน
ในชาติก่อน เขาเป็นเพียงมนุษย์เงินเดือนที่เพิ่งเรียนจบมหาวิทยาลัย แม้จะเคยเห็นภาพคนตายผ่านหน้าจอมาบ้างไม่น้อย แต่การต้องมาเผชิญกับสถานการณ์จริงตรงหน้าย่อมให้ความรู้สึกที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
ดังนั้น ไต้อี้เฉินจึงนึกชื่นชมเหล่าตัวเอกในนิยายที่เพิ่งทะลุมิติไปยังต่างโลก แล้วสามารถวางท่าทีสงบเยือกเย็นราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้นหลังจากลงมือฆ่าคนเป็นครั้งแรกได้ เหมือนกับว่าในชาติก่อนพวกเขาเคยทำเรื่องทำนองนี้มาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน
เมื่อไต้อี้เฉินละมือที่ปิดบังดวงตาของจูจู๋ชิงออก นางก็รวบรวมความกล้าแล้วค่อยๆ เพ่งสายตามองไปยังร่างไร้ศีรษะร่างหนึ่ง ยามที่เดินเข้าไปใกล้ กลิ่นคาวเลือดที่คละคลุ้งและเข้มข้นก็พัดมาเตะจมูกของนางในทันที
อุแหวะ—
เมื่อได้เห็นสภาพอันน่าอเนจอนาถนี้ จูจู๋ชิงก็รีบวิ่งไปด้านข้างแล้วอาเจียนออกมาอย่างหนัก นี่เพิ่งจะผ่านไปเพียงชั่วก้านธูปนับตั้งแต่นางทานมื้อค่ำเสร็จ
ไต้อี้เฉินก้าวเดินตามไปโดยไม่ได้รังเกียจอันใด เขาหยิบผ้าเช็ดหน้าออกจากอุปกรณ์วิญญาณเก็บของและช่วยเช็ดปากให้นาง พลางเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วงว่า "เจ้าไม่เป็นไรใช่หรือไม่?" ขณะที่เอ่ยถาม มืออีกข้างของเขาก็คอยลูบแผ่นหลังของนางไปมาอย่างแผ่วเบา
จูจู๋ชิงไม่ได้เอ่ยตอบในทันที นางใช้เวลาปรับลมหายใจอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะส่ายศีรษะ "ข้า... ข้าไม่เป็นไร นี่เป็นสิ่งที่ข้าจำต้องเรียนรู้และเผชิญหน้ากับมันในวันข้างหน้าอยู่แล้ว"
ทันใดนั้น จูจู๋ชิงก็ช้อนสายตามองไต้อี้เฉินด้วยความวิตกกังวล "อี้เฉิน ในเมื่อตอนนี้ท่านสังหารพวกมันไปทั้งสามคนแล้ว จะมีปัญหาอันใดตามมาภายหลังหรือไม่?"
"ไม่มีปัญหาอันใดหรอก ศีรษะของพวกมันแหลกเหลวกลายเป็นเศษเนื้อไปหมดแล้ว ผู้ใดจะไปรู้เล่าว่าพวกมันเป็นใคร?"
ขณะที่ไต้อี้เฉินเอ่ยตอบ ประกายแสงเย็นเยียบก็วาบผ่านแววตาของเขา ดูเหมือนว่าเขาจำต้องสั่งสอนบทเรียนอันลึกซึ้งให้ไต้อุ้ยซือได้ลิ้มลองเสียบ้างแล้ว เขาแอบวางแผนการอยู่ภายในใจ ทว่าจูจู๋ชิงกลับไม่ได้สังเกตเห็นถึงความผิดปกตินี้เลยแม้แต่น้อย
การลอบจู่โจมเมื่อครู่มาจากอัครวิญญาจารย์ถึงสามคน หากก่อนหน้านี้เขาไม่ได้อยู่ที่นี่ด้วย จูจู๋ชิงก็คงจะต้องได้รับบาดเจ็บสาหัสเป็นแน่
ไต้อุ้ยซือรู้ถึงระดับความแข็งแกร่งของเขาดี หากเป้าหมายในการลอบสังหารครั้งนี้คือตัวเขา อีกฝ่ายย่อมไม่มีทางส่งขยะพรรค์นี้มาอย่างแน่นอน
พวกมันทั้งสามต่างก็มีอายุไม่ใช่น้อยๆ ดูจากรูปลักษณ์แล้วน่าจะอยู่ในวัยสามสิบหรือสี่สิบปี แต่กลับเป็นได้เพียงอัครวิญญาจารย์ นั่นแสดงให้เห็นว่าพรสวรรค์ของพวกมันช่างต่ำต้อยเสียเหลือเกิน
อวี้เสี่ยวกาง: เจ้ากำลังหลอกด่าผู้ใดกัน! ข้าอายุห้าสิบกว่าปีแล้ว ยังเป็นแค่มหาวิญญาจารย์ระดับยี่สิบเก้า ข้ายังไม่เห็นเคยปริปากบ่นอันใดเลย!
เมื่อเกิดเหตุการณ์ลอบสังหารเช่นนี้ขึ้น ไต้อี้เฉินจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องเดินไปส่งจูจู๋ชิงกลับที่พักของนางเสียก่อน
ที่พักสำหรับตระกูลจูของนางก็นับว่าเป็นสิทธิพิเศษอันโดดเด่นในเขตที่พักอาศัยของสตรี ซึ่งตัวอาคารเองก็เป็นคฤหาสน์หลังเล็กเช่นเดียวกัน
หลังจากส่งจูจู๋ชิงกลับถึงที่พักอย่างปลอดภัยแล้ว ไต้อี้เฉินกลับไม่ได้มุ่งหน้ากลับไปยังที่พักของตนเองในทันที ทว่าเขากลับเดินทอดน่องอย่างเนิบนาบมุ่งหน้าไปยังสถานที่พำนักของไต้อุ้ยซือแทน
ไต้อี้เฉิน: ข้าได้แต่หวังว่าค่ำคืนนี้เจ้าจะไม่ได้อยู่ภายในโรงเรียนนะ มิเช่นนั้น ก็เตรียมตัวนอนหยอดน้ำข้าวลงจากเตียงไม่ได้ไปอีกนานเลยเถอะ!
ในขณะเดียวกัน ทางด้านไต้อุ้ยซือที่เพิ่งจะอาบน้ำเสร็จ เขากำลังเอนกายลงนอนอย่างแสนสบายอยู่บนโซฟาภายในคฤหาสน์ของตน บนโต๊ะมีไวน์แดงวางอยู่หนึ่งแก้ว ท่อนบนของเขาเปลือยเปล่า มุมปากปรากฏรอยยิ้มหยันผุดขึ้นมา
เมื่อลองคำนวณเวลาดูแล้ว ป่านนี้ทหารเดนตายทั้งสามคนนั้นก็น่าจะเริ่มลงมือปฏิบัติการแล้วใช่หรือไม่?
เขาต้องการสั่งสอนให้ไต้อี้เฉินได้รับรู้เอาไว้ว่า บัลลังก์แห่งจักรวรรดิซิงหลัวจะต้องตกเป็นของเขาแต่เพียงผู้เดียวเท่านั้น!
แม้ว่าไต้อี้เฉินจะไม่อาจใช้ทักษะผสานวิญญาณยุทธ์พยัคฆ์ขาวโลกันตร์ร่วมกับจูจู๋ชิงได้เนื่องจากวิญญาณยุทธ์เกิดการกลายพันธุ์ แต่เขาก็ยังไม่อาจนิ่งนอนใจได้อยู่ดี ระดับความแข็งแกร่งของไต้อี้เฉินพัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็วจนน่าใจหาย ซ้ำร้ายตอนนี้ยังมีจูจู๋ชิงผู้ครอบครองพลังวิญญาณสมบูรณ์แต่กำเนิดปรากฏตัวขึ้นมาอีก หากวันดีคืนดีเสด็จพ่อของเขาเกิดหน้ามืดตามัวตัดสินใจยกบัลลังก์ให้กับคนทั้งสองขึ้นมาล่ะ? หากเป็นเช่นนั้นแล้วจะเกิดอะไรขึ้น?
ท้ายที่สุดแล้ว พรวรรสวรรค์ระดับพลังวิญญาณสมบูรณ์แต่กำเนิดก็ไม่เคยปรากฏขึ้นในหน้าประวัติศาสตร์ของราชวงศ์มาก่อน บัดนี้กลับปรากฏขึ้นมาพร้อมกันถึงสองคน ตราบใดที่พวกเขายังไม่ด่วนตกตายไปเสียก่อน ในภายภาคหน้าพวกเขาย่อมก้าวขึ้นเป็นราชทินนามพรหมยุทธ์ได้อย่างแน่นอน ซึ่งในจักรวรรดิของพวกเขายังไม่เคยมีผู้เชี่ยวชาญระดับราชทินนามพรหมยุทธ์ปรากฏตัวขึ้นเลยสักคนเดียว
แน่นอนว่านี่ไม่ใช่เหตุผลหลักที่ทำให้เขาตัดสินใจลงมือ เหตุผลที่สำคัญที่สุดก็คือ เขาสามารถสัมผัสได้ลางๆ ถึงความลำเอียงที่เสด็จพ่อไต้อวี่เฉิงมีต่อไต้อี้เฉิน
เรื่องนี้สามารถสังเกตเห็นได้อย่างชัดเจน นับตั้งแต่ตอนที่เด็กนั่นปลุกวิญญาณยุทธ์ได้เมื่ออายุหกขวบแล้ว
ในสถานการณ์ปกติ ตามกฎระเบียบของบรรพบุรุษที่สืบทอดกันมา จูจู๋ชิงสมควรที่จะต้องตกเป็นคู่หมั้นของไต้มู่ไป๋ ทว่ากลับเป็นเพราะไต้อี้เฉิน กฎข้อนี้จึงถูกยกเว้นไป
ในสถานการณ์ปกติ ไต้อี้เฉินย่อมไม่มีคุณสมบัติมากพอที่จะเข้าร่วมการแข่งขันเพื่อแย่งชิงบัลลังก์ เพียงเพราะวิญญาณยุทธ์ของเขาไม่ใช่พยัคฆ์ขาว ทว่าเขาก็ยังคงได้รับการยกเว้นอีกครั้ง
ในสถานการณ์ปกติ ตรัสของกษัตริย์ย่อมถือเป็นสิทธิ์ขาดอันเป็นที่สุด เสด็จพ่อของเขาเคยให้คำมั่นสัญญาเอาไว้ว่าจะอนุญาตให้จูจู๋ชิงสามารถเลือกคู่หมั้นของตนเองได้ ทว่ากลับเป็นเพราะไต้อี้เฉิน กฎเกณฑ์ทุกอย่างก็ถูกยกเว้นไปเสียหมด!!
เขาได้ยินข่าวแว่วมาว่า ไต้อวี่เฉิงตั้งใจจะพระราชทานหมั้นหมายจูจู๋ชิงให้กับไต้อี้เฉินโดยตรงเสียด้วยซ้ำ ทว่ากลับถูกไต้อี้เฉินปฏิเสธอย่างสุภาพ โดยให้เหตุผลว่าอยากปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปตามธรรมชาติดีกว่า
ในเวลานั้นไต้มู่ไป๋ก็อยู่ในเหตุการณ์ด้วย เขาจึงได้รับรู้ข่าวสารนี้ผ่านทางอีกฝ่ายอย่างรวดเร็ว น้องสามของเขามันช่างเป็นขยะที่ไร้ประโยชน์เสียจริงๆ!
จักรพรรดิผู้มีอำนาจล้นฟ้าที่ไหนกันจะยอมใช้น้ำเสียงปรึกษาหารือพูดคุยกับองค์ชายผู้เป็นโอรส? ในฐานะที่เขาเป็นถึงองค์ชายใหญ่ ทว่าไต้อวี่เฉิงกลับมีท่าทีที่ค่อนข้างเย็นชาและหมางเมินต่อเขา แต่มันกลับแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิงเมื่อเป็นไต้อี้เฉิน ความรู้สึกอิจฉาริษยาพลันพลุ่งพล่านขึ้นมาในจิตใจของเขาอย่างมิอาจพรรณนาได้! และความไม่ยินยอมพร้อมใจอย่างถึงที่สุด!