เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 45 - ต้องมีเอกลักษณ์

บทที่ 45 - ต้องมีเอกลักษณ์

บทที่ 45 - ต้องมีเอกลักษณ์


บทที่ 45 - ต้องมีเอกลักษณ์

ดอกไม้ไฟในวันสว่างผ่านการพิจารณาจากกองเซนเซอร์แล้ว!

ไม่จำเป็นต้องเลือกเดินเส้นทางภาพยนตร์ใต้ดินเพื่อส่งเข้าร่วมงานเทศกาลภาพยนตร์อีกต่อไป

เรื่องนี้ทำเอากู้หมิงเป่าปากด้วยความโล่งอก

เขารีบสั่งการให้คนนำฟิล์มก็อปปี้ส่งไปประกวดที่เบอร์ลินทันที

หลังจากสั่งงานเสร็จเรียบร้อย

กู้หมิงก็ทิ้งตัวลงนอนบนเตียงขนาดคิงไซส์ในห้องทำงานอย่างสบายอารมณ์ สายตาจับจ้องไปที่เพดาน

เขาเอื้อมมือไปควานหาคนข้างกาย

อืม

ไม่มีคนอยู่

ไม่สามารถฉลองด้วยกันได้ทันที

น่าเสียดายจริงๆ!

คิดได้ดังนั้น

กู้หมิงจึงออกจากบริษัทและมุ่งหน้ากลับบ้าน

แต่ในบ้านกลับไร้เงาผู้คน

"ให้ตายเถอะ หายไปไหนกันหมดเนี่ย"

กู้หมิงจิ๊ปากอย่างขัดใจ

เขาต่อสายหาเหยียนตานเฉิน "คุณโปรดิวเซอร์เหยียน เธออยู่ไหนเนี่ย ดอกไม้ไฟในวันสว่างผ่านเซ็นเซอร์แล้วนะ"

"ในฐานะที่คุณเป็นโปรดิวเซอร์เรื่องนี้เป็นเรื่องแรก ไม่อยากมาฉลองด้วยกันหน่อยเหรอ"

"ฉันกำลังอ่านหนังสืออยู่ที่สถาบันน่ะ" เหยียนตานเฉินกระซิบตอบกลับมา

"สถาบัน..."

พอได้ยินสองคำนี้

กู้หมิงก็รู้สึกไม่คุ้นหูเอาเสียเลย

ตั้งแต่ที่ภาพยนตร์ รถจักรยานของเด็กหนุ่มวัยสิบเจ็ด คว้ารางวัลมาได้ ความถี่ในการไปสถาบันของเขาก็ลดน้อยลงทุกวัน

หลังจากเรื่อง มือเพลิง คว้ารางวัลปาล์มทองคำมาได้

นอกจากตอนที่ต้องไปหาเงินลงทุนสร้างภาพยนตร์เรื่องใหม่และตอนสอบแล้ว

เวลาอื่นเขาก็แทบจะตัดขาดจากสถาบันไปเลย

สถาบันภาพยนตร์ปักกิ่งไม่เหมือนสถาบันการแสดงกลางที่มีกฎเข้มงวดว่าถ้านักศึกษาชั้นปีที่หนึ่งและปีที่สองจะรับงานแสดงต้องเป็นผลงานของผู้กำกับชื่อดังเท่านั้น

สถาบันภาพยนตร์ปักกิ่งไม่ได้เข้มงวดเรื่องนี้มากนัก ยิ่งกู้หมิงเรียนอยู่ปีสามแล้วด้วย ไม่มาเรียนก็ไม่เห็นเป็นอะไร

ถ้าไม่ได้หละหลวมขนาดนี้ ในอนาคตคงไม่มีเด็กสาววัยสิบสี่ปีคนไหนได้เข้าเรียนที่นี่ แถมยังใช้เวลาเกินครึ่งไปกับการรับงานนอกสถาบันได้หรอก

ลองไปทำแบบนี้ที่สถาบันการแสดงกลางดูสิ คิดว่าอาจารย์หวงจะยอมหรือไง

"เดี๋ยวก่อน เธออ่านหนังสืออะไรน่ะ" กู้หมิงสะดุดใจกับคำสำคัญอีกสองคำ

"อยู่ปีสี่แล้วยังต้องอ่านหนังสืออีกเหรอ"

"ขยันขนาดนี้ นี่เธออยากจะสอบปริญญาโทงั้นสิ"

"..." ปลายสายเงียบไปอึดใจหนึ่ง

กู้หมิงเข้าใจแจ่มแจ้งแล้ว

"นี่เธอจะสอบปริญญาโทจริงๆ เหรอ"

"โธ่ เรื่องมันยาวน่ะ ตอนนี้ฉันคุยโทรศัพท์อยู่ในห้องสมุด เอาไว้พักเที่ยงกินข้าวด้วยกันแล้วฉันค่อยเล่าให้ฟังนะ"

"ตกลง!"

พอถึงเวลาพักเที่ยง

กู้หมิงก็ไปหาเหยียนตานเฉินที่ห้องอ่านหนังสือ แล้วเดินไปที่โรงอาหารด้วยกัน

ไม่ได้กินข้าวโรงอาหารมาตั้งนานแล้ว มารำลึกความหลังหน่อยก็ดีเหมือนกัน

"ผู้กำกับกู้"

"ผู้กำกับกู้ มาสถาบันเหรอครับเนี่ย"

ระหว่างทางไปโรงอาหาร นักศึกษาที่ยังจำกู้หมิงได้ โดยเฉพาะพวกนักศึกษาสาขาการแสดง ต่างก็ทำตัวประหนึ่งเจออาจารย์ พวกเขาพากันเอ่ยทักทายกู้หมิงไปตลอดทาง

"ผู้กำกับกู้ ฮอตกว่าอาจารย์ในสถาบันอีกนะเนี่ย!"

เหยียนตานเฉินเอ่ยแซวอย่างอารมณ์ดี ก่อนจะเป็นฝ่ายเริ่มอธิบายเรื่องสอบปริญญาโท "ความจริงฉันก็ไม่ได้คิดจะสอบหรอกนะ แต่อาจารย์ชุยมาหาฉันตอนที่กองถ่าย ดอกไม้ไฟในวันสว่าง พักกองน่ะ คุยกันตั้งนานสองนาน ฉันถึงได้รู้สึกว่าการเรียนต่อปริญญาโทก็เป็นความคิดที่ไม่เลวเหมือนกัน ก็เลยตัดสินใจสมัครไป"

"อย่างนั้นหรอกเหรอ!"

ช่วงนั้นโหวเค่อมิงก็เคยโทรศัพท์มาหาเขาเหมือนกัน ถามว่าถ้าเสนอทุนเรียนต่อปริญญาโทสาขาผู้กำกับให้ เขาจะสนใจเรียนต่อไหม

ไม่รู้ว่าคิดอะไรอยู่กันแน่

ให้ทุนเรียนต่อข้ามสาขาเนี่ยนะ

คุณมาเสนอทุนเรียนต่อปริญญาโทสาขาผู้กำกับให้นักศึกษาสาขาการแสดงแบบผมเนี่ยนะ ก็แค่เพราะผมคว้ารางวัลมาได้สองรางวัลเนี่ยนะ

ถึงขนาดยอมแหกกฎเกณฑ์ขนาดนี้เชียว

ถ้าเป็นคนอื่นคงรีบตกลงรับข้อเสนอไปแล้ว

แต่กู้หมิงไม่อยากเรียนต่อจริงๆ

ในอดีตชาติเขาใช้ชีวิตอิสระจนชินแล้ว ชาตินี้ที่อุตส่าห์เข้าเรียนมหาวิทยาลัยก็เพื่อจะได้เข้าสู่วงการภาพยนตร์ได้ง่ายขึ้นเท่านั้น

ตอนนี้ก็เข้ามาในวงการเต็มตัวแล้ว แถมยังก่อตั้งบริษัทเป็นของตัวเองแล้วด้วย

และเห็นกันอยู่ชัดๆ ว่าบริษัทกำลังเติบโตขึ้นเรื่อยๆ

เวลาพักผ่อนแทบจะไม่พออยู่แล้ว จะให้เอาเวลาไปปวดหัวกับการสอบหรือเรื่องวุ่นวายในสถาบันอีกทำไม

กู้หมิงไม่อยากแบ่งสมาธิไปสนใจเรื่องพวกนั้น เขาจึงปฏิเสธข้อเสนอไปอย่างไม่ไยดี

"ดูท่าทางคราวนี้คงเปลี่ยนเป้าหมายมาที่คุณแล้วล่ะสิ"

"ที่จริงฉันเองก็อยากเรียนต่อเหมือนกันนะ" เหยียนตานเฉินกะพริบตาปริบๆ พลางบีบมือกู้หมิงแน่น

"ช่วงที่ทำหน้าที่เป็นโปรดิวเซอร์ให้กับ ดอกไม้ไฟในวันสว่าง พอได้เห็นฝีมือการแสดงของโจวซวิ่น ฉันก็รู้ตัวเลยว่าตัวเองห่างชั้นกับพวกคนที่มีพรสวรรค์แค่ไหน"

"ในฐานะนักแสดง ฉันคงไม่มีทางพัฒนาไปถึงระดับเธอได้หรอก"

"อย่างดีที่สุด ฉันก็คงฝากผลงานที่เป็นที่น่าจดจำไว้ให้คนดูได้สักบทสองบท แม้เวลาจะผ่านไปสิบกว่าปี คนดูก็ยังจำฉันได้แค่นั้น"

"สู้ไปสอบเรียนต่อปริญญาโท เป็นโปรดิวเซอร์ไปพร้อมๆ กับอัปเกรดวุฒิการศึกษาของตัวเองไม่ดีกว่าเหรอ"

"แบบนี้ระยะห่างระหว่างฉันกับคุณจะได้แคบลงมาอีกนิดนึงด้วย"

ตอนที่พูดประโยคนี้ เหยียนตานเฉินรู้สึกประหม่าเป็นอย่างมาก

ยิ่งเห็นกู้หมิงก้าวหน้าในเส้นทางสายผู้กำกับไปได้ไกลมากเท่าไหร่

เธอก็ยิ่งรู้สึกว่าตัวเองห่างชั้นกับกู้หมิงมากขึ้นเท่านั้น และความกังวลในใจก็เพิ่มทวีคูณ

ในฐานะนักศึกษาของสถาบันภาพยนตร์ปักกิ่ง

เธอย่อมรู้ดีว่ามีหญิงสาวหน้าตาจิ้มลิ้มกี่คนที่พร้อมจะทอดสะพานให้ผู้กำกับ

ขนาดผู้กำกับวัยสี่สิบห้าสิบปีก็ยังมีคนเข้าหาไม่ขาดสาย

ยิ่งไม่ต้องพูดถึงผู้กำกับหนุ่มหล่อไฟแรงเลย นี่มันเนื้อหอมยิ่งกว่าเนื้อพระถังซัมจั๋งในวงการบันเทิงเสียอีก!

ต่อให้คุณจะใจแข็งปฏิเสธปีศาจสาวตนแรกไปได้ แต่คุณจะทนปฏิเสธฝูงปีศาจสาวที่พร้อมใจกันพุ่งเข้ามาหาคุณได้หมดเหรอ

ต่อให้ตอนนี้คุณจะทนได้ แต่เวลาไปออกกองทีละหลายๆ เดือน ไม่ได้เจอหน้าแฟนสาว คนหนุ่มไฟแรงแบบนี้จะทนอดกลั้นไปได้สักแค่ไหนเชียว

ความรู้สึกไม่มั่นคงเหล่านี้ผลักดันให้เธออยากจะพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้นอย่างเร่งด่วน

ในเมื่อเส้นทางสายการแสดงไปไม่รอด สู้เบนเข็มไปเรียนต่อปริญญาโทดีกว่า

"เรียนจบมาแล้วฉันอาจจะไปเป็นอาจารย์สอนที่นี่ก็ได้ ทั้งมีหน้ามีตาในสังคม แถมยังไม่กระทบงานโปรดิวเซอร์อีกต่างหาก"

"แล้วฉันยังสามารถช่วยเฟ้นหาดาราหน้าใหม่ให้บริษัทของคุณได้ด้วยนะ"

"ขีดจำกัดสูงสุดของนักแสดงน่ะ ไม่มีใครคาดเดาได้หรอก แต่เกณฑ์ขั้นต่ำของพวกเขาเนี่ย ดูแค่ตอนเรียนมหาวิทยาลัยก็พอจะเดาออกแล้ว"

"ถ้าฉันได้เป็นอาจารย์ ก็ถือโอกาสช่วยคุณคัดเลือกหัวกะทิไปด้วยเลยไง"

"อาจารย์เหยียนครับ ทำไมผมรู้สึกเหมือนเราสองคนกำลังสวมบทบาทเป็นตัวร้ายในภาพยนตร์เลยล่ะ" กู้หมิงบ่นอุบอิบ ก่อนจะกระซิบข้างหูเหยียนตานเฉิน "อาจารย์เหยียนครับ เราอย่าเพิ่งไปกินข้าวที่โรงอาหารกันเลย แวะไปซื้อชุดเครื่องแบบอาจารย์สักชุดก่อนดีไหมครับ เดี๋ยวผมจะสวมบทเป็นนักศึกษา ให้อาจารย์ช่วยสอนผมสักตั้ง..."

"ฉันกำลังพูดเรื่องจริงจังอยู่นะ คุณคิดว่าแผนของฉันเป็นไงบ้าง" เหยียนตานเฉินหน้าแดงซ่าน รีบเปลี่ยนเรื่องทันที

"ก็ต้องเห็นด้วยสิครับ!"

"วันไหนถ้าคุณนึกครึ้มอยากจะเล่นหนังขึ้นมา ก็รับบทเป็นตัวประกอบในหนังของผมเหมือนที่ผมทำไง"

สำหรับทางเลือกของเธอ กู้หมิงรู้สึกว่าก็ไม่ได้แย่อะไร เผลอๆ อาจจะเหมาะสมกับเธอด้วยซ้ำ

จะเป็นนักแสดงต่อไปทำไมล่ะ

ที่ในอดีตชาติเธอไม่โด่งดังเปรี้ยงปร้างก็มีเหตุผลของมันอยู่นะ

หน้าตาน่ะสวยสะกดก็จริง แต่ฝีมือการแสดงกลับไม่ได้โดดเด่น แถมยังไม่มีเอกลักษณ์ที่ชัดเจนอีก

นอกจากเรื่องทักษะการแสดงแล้ว

เอกลักษณ์นี่แหละคือสิ่งที่สำคัญที่สุดของคนที่จะเป็นดารา

ลองนึกถึง 'สี่นางเอกตัวท็อป' ในอดีตชาติสิ ทั้งสี่คนต่างก็มีเอกลักษณ์ที่โดดเด่นเป็นของตัวเองทั้งนั้น!

กลิ่นอายความสง่างามของหลิวอี้เฟย ลักยิ้มและความสวยใสไร้เดียงสาของถังเยียน ลำคอระหงและสายตาแข็งทื่อราวกับดวงตามารปลิดชีพของหลิวซือซือ รวมถึงสันกรามที่เป็นเอกลักษณ์ของหยางมี่

ไม่ว่าจะแสดงดีหรือไม่ดี แต่คุณก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าพวกเธอมีเอกลักษณ์ที่น่าจดจำใช่ไหมล่ะ!

แค่มองแวบเดียวก็ติดตาตรึงใจแล้ว

กู้หมิงจำได้ว่าในอดีตชาติ ตอนที่ดูมังกรหยก ภาคก๊วยเจ๋ง แม้บทก๊วยเซียงจะไม่ได้ออกฉากบ่อยนัก แต่เขากลับจำหยางมี่ได้แม่นยำ ก็เพราะสันกรามที่เป็นเอกลักษณ์ของเธอนี่แหละ

อีกอย่าง ท้ายที่สุดเขาก็ต้องแต่งงานมีครอบครัว เป็นผู้กำกับแถมยังมีภรรยาเป็นดาราที่มุ่งมั่นทุ่มเทให้กับงานแสดง ล้อเล่นหรือเปล่าเนี่ย!

จะทิ้งงานบ้านงานเรือนให้แม่บ้านจัดการหมดเลยหรือไง

"อืม!" พอได้รับเสียงสนับสนุนจากกู้หมิง อารมณ์ของเหยียนตานเฉินก็ดีขึ้นเป็นกอง

หลังจากทานอาหารเสร็จ เธอก็เต็มใจให้กู้หมิงได้ทดลองสวมบทบาทลูกศิษย์เพื่อเปิดประสบการณ์ก่อนจะได้เป็นอาจารย์จริงๆ

ความน่ายินดีของกู้หมิงในวันนี้ ในที่สุดก็มีคนมาร่วมฉลองด้วยจนได้

……

วันที่ 15 ธันวาคม

กู้หมิง กู้ฉางเว่ย โจวซวิ่น เฉินคุน และหวงเสี่ยวหมิง มารวมตัวกันและออกเดินทางไปไต้หวันด้วยกัน

ในงานประกาศผลรางวัลม้าทองคำครั้งที่ 36 นี้

ภาพยนตร์เรื่อง มือเพลิง อาศัยบารมีจากรางวัลปาล์มทองคำ กวาดรายชื่อเข้าชิงถึงหกสาขารางวัลรวด! ได้แก่ ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม ผู้กำกับยอดเยี่ยม ถ่ายภาพยอดเยี่ยม นักแสดงนำชายและหญิงยอดเยี่ยม และนักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยม!

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 45 - ต้องมีเอกลักษณ์

คัดลอกลิงก์แล้ว