- หน้าแรก
- ปลุกพลังหลุมดำมฤตยู ข้านี่แหละผู้ไร้เทียมทาน
- บทที่ 20 - สวี่ซีอวิ๋น: เขาคงไม่ได้คิดจะทำอะไรฉันหรอกนะ...
บทที่ 20 - สวี่ซีอวิ๋น: เขาคงไม่ได้คิดจะทำอะไรฉันหรอกนะ...
บทที่ 20 - สวี่ซีอวิ๋น: เขาคงไม่ได้คิดจะทำอะไรฉันหรอกนะ...
หลังจากปรับสมดุลพลังเสร็จ หลินเทียนก็ตวัดสายตาเจ้าเล่ห์ไปมองสวี่ซีอวิ๋น
ได้เวลาส่งลูกน้องคนนี้ออกโรงแล้ว
o((⊙﹏⊙))o
เห็นหลินเทียนเดินตรงดิ่งเข้ามา สวี่ซีอวิ๋นก็ลุกลี้ลุกลน แอบกลัวขึ้นมานิดๆ รอยยิ้มของหมอนี่มันให้ความรู้สึกขนลุกแปลกๆ
เธออยากจะเผ่นหนี แต่ร่างกายกลับแข็งทื่อไม่ยอมขยับ
อยากจะอ้าปากด่า ปากก็ดันหุบสนิท
อย่าเข้ามานะว้อยยย!!
ตอนนี้ร่างกายเธอไม่ยอมฟังคำสั่ง อยากขยับแค่ไหนก็ขยับไม่ได้ ขืนหมอนี่ทำเรื่องบัดสีบัดเถลิงกับเธอขึ้นมา เธอจะเอาปัญญาที่ไหนไปสู้ล่ะ...
"ไม่ต้องกลัว ฉันแค่จะให้เธอช่วยอะไรนิดหน่อยเอง"
เหมือนหลินเทียนจะอ่านความคิดเธอออก เขาหัวเราะหึๆ
ช่วยเหรอ? ฉันว่าแกอยากให้ฉันช่วยปลดปล่อยตัณหามากกว่ามั้ง!
สวี่ซีอวิ๋นดิ้นพล่านอยู่ในใจ ร่างอรชรสั่นเทิ้มพยายามสลัดให้หลุดจากการควบคุมของหลินเทียน แต่ไม่นานเธอก็รู้ว่ามันสูญเปล่า เธอขยับไม่ได้เลยสักนิด
จบสิ้นแล้ว จบกัน...
ความสิ้นหวังเกาะกุมหัวใจสวี่ซีอวิ๋น วันนี้ฉันต้องมาทิ้งชีวิต(สาว) ไว้ที่นี่จริงๆ เหรอเนี่ย
หลินเทียนไม่รู้เลยว่าในหัวเธอจินตนาการไปไกลถึงไหนแล้ว เขาแค่ใช้วาจาสิทธิ์สั่งให้เธอออกไปล่าสัตว์อสูร
พอรู้เจตนาที่แท้จริงของหลินเทียน สวี่ซีอวิ๋นก็ถึงกับอึ้งไปเลย
แค่นี้เองหรอ?
พร้อมกับถอนหายใจโล่งอกออกมาเฮือกใหญ่
แต่ไม่นานสวี่ซีอวิ๋นก็ดึงสติกลับมาได้ พอมองดูร่างกายที่ขยับไปเองโดยไม่ฟังคำสั่ง ความรู้สึกนี้มันทรมานยิ่งกว่าโดนฆ่าซะอีก
เธอรู้ดีว่าฝีมือใคร
แต่ทำไมฉันถึงยอมทำตามคำสั่งหมอนี่ง่ายๆ แบบนี้ล่ะเนี่ย?!
สวี่ซีอวิ๋นไม่เข้าใจตัวเองเลย เธอวิ่งแจ้นไปลากสัตว์อสูรกลับมาประเคนให้หลินเทียนตั้งมากมาย แถมยังทำตามคำสั่ง ซ้อมพวกมันจนปางตายเหลือลมหายใจรวยรินอีกต่างหาก
มองดูสัตว์อสูรที่นอนกองเกลื่อนพื้น หลินเทียนก็ยกนิ้วโป้งให้สวี่ซีอวิ๋นอย่างถูกใจ สมกับเป็นกึ่งเทพจริงๆ ทำงานไวเว่อร์
สัตว์อสูรฝูงนี้อย่างต่ำๆ ก็ขอบเขตราชัน ขอบเขตจุนนี่ไม่ต้องพูดถึง ที่ทำให้เขาเซอร์ไพรส์คือ มีขอบเขตจักรพรรดิปนมาด้วยตั้งสามสี่ตัว
ผู้หญิงคนนี้โหดเอาเรื่องเลยแฮะ
มิน่าล่ะเมื่อกี้เสียงถึงได้ดังสนั่นหวั่นไหวขนาดนั้น ที่แท้ก็ไปเจอสัตว์อสูรขอบเขตจักรพรรดินี่เอง
สัตว์อสูรนับร้อยตัวนอนหายใจรวยรินอยู่บนพื้น บางตัวก็เหลือแค่เฮือกสุดท้ายแล้ว
เพื่อไม่ให้เป็นการเสียของ หลินเทียนก็สาดแบล็กโฮลออกไปทันที
[สังหารสัตว์อสูรขอบเขตจักรพรรดิ ได้รับแต้ม 941,327]
[สังหารสัตว์อสูรขอบเขตจุน ได้รับแต้ม 31,245]
...
เสียงระบบเด้งเตือนรัวๆ ไพเราะเสนาะหูยิ่งกว่าเสียงดนตรีสวรรค์
แต้มของหลินเทียนพุ่งกระฉูดขึ้นมาอีกหลายล้านในพริบตา
ระดับพลังก็ทะลวงผ่านไปถึงขอบเขตจักรพรรดิขั้นแปดเรียบร้อย
เขาก็เริ่มรู้ตัวแล้วว่า สัตว์อสูรระดับต่ำๆ พวกนี้ให้พลังงานกับเขาได้น้อยลงทุกที ถ้าอยากจะอัปเลเวลให้เร็วกว่านี้ คงต้องหากลืนกินพวกที่พลังสูงกว่าตัวเองซะแล้ว
คิดได้แบบนั้น หลินเทียนก็มีแผนในใจทันที เป้าหมายคือราชันอสูรอีกสองตัวที่เหลือไงล่ะ ตัวนึงขอบเขตจักรพรรดิขั้นแปด อีกตัวขั้นเก้า พลังงานที่ซ่อนอยู่ต้องไม่ธรรมดาแน่ๆ รับรองว่าดันเขาให้ถึงขั้นเก้า หรือไม่ก็กึ่งเทพได้สบายๆ
พอคิดมาถึงตรงนี้ นัยน์ตาหลินเทียนก็ลุกโชนด้วยความตื่นเต้น
เรื่องวุ่นวายที่เกิดขึ้นในเทือกเขา คงเรียกความสนใจจากราชันอสูรอีกสองตัวได้แล้วล่ะมั้ง ตอนนี้ก็แค่รอให้พวกมันโผล่หัวมาก็พอ
ส่วนงานต่อไป ก็แค่ปล่อยให้ลูกน้องกำมะลอคนนี้ไปวิ่งล่าสัตว์อสูรต่อ
หึๆ...
หลินเทียนอดไม่ได้ที่จะชื่นชมความฉลาดปราดเปรื่องของตัวเอง โคตรจะจีเนียสเลย
รอยยิ้มและแววตาชั่วร้ายนั่น ทำเอาสวี่ซีอวิ๋นที่ยืนดูอยู่ข้างๆ ถึงกับใจคอไม่ดี
ในขณะเดียวกันก็รู้สึกทึ่งสุดๆ พอหมอนี่ใช้แบล็กโฮลกลืนกินสัตว์อสูรพวกนั้นเข้าไป ระดับพลังก็พุ่งไปถึงขอบเขตจักรพรรดิขั้นแปดเฉยเลย
ไม่นานเธอก็ตระหนักได้ว่า หลินเทียนคนนี้ไม่ธรรมดาซะแล้ว
ผู้ชายคนนี้มีพลังในการช่วงชิงระดับการฝึกตนของสิ่งมีชีวิตอื่น มาเป็นของตัวเองได้หน้าตาเฉยเลย
หลักฐานมันฟ้องทนโท่ มีแค่ความเป็นไปได้นี้แหละ
พอคิดมาถึงตรงนี้ สวี่ซีอวิ๋นก็ตัวสั่นเทิ้ม แววตาสลดลงอย่างน่าสงสาร หมอนี่คงไม่ได้กะจะใช้ประโยชน์จากฉันเสร็จ แล้วก็จับฉันกลืนกินไปอีกคนหรอกนะ?
เธอพยายามงัดพลังทั้งหมดมาสู้เพื่อหลุดพ้นจากการควบคุมของหลินเทียนซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่ก็ไร้ผล สุดท้ายก็ได้แต่ถอดใจ ยอมรับชะตากรรมแต่โดยดี
...
ในขณะเดียวกัน อีกฟากหนึ่ง
ณ ส่วนลึกสุดของเทือกเขาสัตว์อสูร เงาร่างของสัตว์ร้ายสองตัวยืนประจันหน้ากันอยู่
พวกมันคืออีกสองราชันอสูรที่ยิ่งใหญ่ทัดเทียมกับราชสีห์ม่วงทองนั่นเอง
ตัวหนึ่งคืองูเหลือมยักษ์สีดำ ลำตัวยาวหลายร้อยเมตร ลำตัวหนาเตอะราวกับถังน้ำ เกล็ดแข็งแกร่งปกคลุมทั่วทั้งร่าง
ส่วนอีกตัวคือนกเผิงยักษ์ ยืนสองขาเหมือนมนุษย์ ด้านหลังมีปีกสีดำทมิฬกางสยาย แขนขาเล็กๆ นั่นซุกซ่อนพลังมหาศาลเอาไว้ ใบหน้าแบบนกของมันดูน่าเกรงขามสุดๆ
"ลูกพี่ ไอ้มนุษย์สองคนนั้นมันกำเริบเสิบสานเกินไปแล้วนะ ไม่เพียงแต่ฆ่าสัตว์อสูรในอาณาเขตของเราไปตั้งเยอะแยะ แม้แต่น้องสามก็ยังตายด้วยน้ำมือพวกมันอีก"
พอถึงระดับนี้แล้ว พวกมันสามารถพูดภาษามนุษย์ได้สบายๆ บางตัวที่มีสายเลือดพิเศษก็แปลงร่างเป็นมนุษย์ได้ด้วยซ้ำ
งูเหลือมยักษ์เดือดดาลสุดๆ นัยน์ตางูจ้องเขม็งไปที่นกเผิงยักษ์ แค่มันขยับตัวนิดเดียว แผ่นดินก็สั่นสะเทือนแล้ว
'น้องสาม' ที่มันพูดถึง ก็คือราชสีห์ม่วงทองนั่นแหละ
นกเผิงยักษ์ยังคงนิ่งเงียบ มองไปทางเสียงร้องโหยหวนที่ดังแว่วมาแต่ไกล คล้ายกับกำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่าง
ท่าทีของมันทำเอางูเหลือมยักษ์งงเป็นไก่ตาแตก ลูกพี่กำลังคิดอะไรอยู่เนี่ย?
ไอ้มนุษย์สองคนนั่นฆ่าฟันมาจนจะถึงถิ่นพวกเราอยู่แล้ว แต่ลูกพี่กลับยืนนิ่งไม่ไหวติงเลยเนี่ยนะ
"เมื่อกี้เจ้าบอกว่า มนุษย์ผู้หญิงคนนั้นอยู่ขอบเขตกึ่งเทพงั้นรึ?"
เวลาผ่านไปพักใหญ่ นกเผิงยักษ์ก็ถอนหายใจยาว แล้วหันมาถามเจ้างู
"ใช่แล้ว ข้าดูมาอย่างดี มนุษย์นั่นอยู่ขอบเขตกึ่งเทพจริงๆ แต่ถ้าข้ากับลูกพี่ร่วมมือกัน มนุษย์หน้าไหนจะสู้พวกเราได้ล่ะ"
งูเหลือมยักษ์รู้ดีว่าลูกพี่กำลังกังวลเรื่องอะไร แต่เรื่องที่น้องสามตาย มันทนรับไม่ได้เด็ดขาด สาบานเลยว่าจะต้องฆ่ามนุษย์สองคนนั้นให้ได้
ต้องแก้แค้น ต้องล้างแค้นให้จงได้
พวกมันทั้งสามโตมาด้วยกัน ฝ่าฟันอุปสรรคมาด้วยกัน จนสาบานเป็นพี่น้องกัน ความผูกพันลึกซึ้งราวกับสายเลือดเดียวกัน
ถ้าพวกมันสองตัวร่วมมือกัน ต่อให้ต้องรับมือกับขอบเขตเทพขั้นหนึ่ง ก็ยังพอฟัดพอเหวี่ยง ประสาอะไรกับแค่กึ่งเทพ
นกเผิงยักษ์ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้าตกลง
อย่างที่น้องรองว่า ถ้าพวกมันสองราชันร่วมมือกัน ก็ไม่เคยมีใครในเทือกเขาสัตว์อสูรนี้ต่อกรได้เลย
ใบหน้าของมันแปรเปลี่ยนเป็นถมึงทึง กัดฟันกรอด "ไปกันเถอะ ไปดูกันซิว่าพวกมันจะมีน้ำยาแค่ไหน เทือกเขาสัตว์อสูรเป็นถิ่นของเรา จะปล่อยให้พวกมันมาทำกำเริบเสิบสานไม่ได้"
ว่าแล้วมันก็กางปีกโผบินขึ้นสู่ท้องฟ้า กลายเป็นเส้นแสงพุ่งตรงไปยังจุดที่หลินเทียนกับสวี่ซีอวิ๋นอยู่
"เจ๋งมากพี่ใหญ่"
เห็นดังนั้น งูเหลือมยักษ์ก็รีบเลื้อยตามไปติดๆ ทางที่มันเลื้อยผ่านราบเป็นหน้ากลอง สัตว์อสูรเคราะห์ร้ายที่หลบไม่ทันโดนทับแบนติดดิน แซะไม่ออกกันเลยทีเดียว
การปรากฏตัวของสองราชันอสูร ทำเอาสัตว์อสูรทั้งเทือกเขาสั่นสะท้านไปตามๆ กัน
แต่ส่วนใหญ่กลับดีใจจนเนื้อเต้น ในที่สุดท่านราชันทั้งสองก็ออกโรงแล้ว เผ่าพันธุ์ของเรามีหวังรอดแล้วโว้ยยย
ถ้าราชันอสูรทั้งสองยังไม่ออกโรงอีก บางเผ่าพันธุ์คงได้สูญพันธุ์จริงๆ แน่
"ฟู่... ขาดอีกแค่นิดเดียวก็จะทะลุขอบเขตจักรพรรดิขั้นเก้าแล้วเชียว"
หลินเทียนพ่นลมหายใจขุ่นมัวออกมา แล้วลุกขึ้นยืน ใช้เวลาปรับสมดุลพลังอยู่นิดหน่อย
ช่วงเวลานี้ เขากลืนกินสัตว์อสูรไปอีกบานตะไท น่าเสียดายที่ตอนนี้ร่างกายเขาต้องการพลังงานมหาศาล พวกสัตว์อสูรขอบเขตจุน หรือจักรพรรดิระดับล่างๆ มันไม่พอยาไส้เขาแล้วล่ะ
ตอนนี้แบล็กโฮลของเขาก็ขยายใหญ่ขึ้นไปอีก มีขนาดเกือบสามร้อยเมตร ลอยเด่นอยู่บนฟ้า น่าเกรงขามจนทั้งคนทั้งสัตว์อสูรเห็นแล้วต้องสยอง
ส่วนสวี่ซีอวิ๋นก็ได้แต่ยืนทื่ออยู่ข้างๆ การกระทำของหลินเทียนทำเอาเธอชาไปทั้งตัว นายก็ฆ่าสัตว์อสูรพวกนั้นเองได้สบายๆ แท้ๆ แล้วจะลากฉันมาเป็นเบ๊ทำไมเนี่ย!
ระหว่างที่เธอแอบด่าหลินเทียนสาปแช่งอยู่ในใจ จู่ๆ คลื่นพลังอันน่าสะพรึงกลัวสองสายก็พุ่งตรงมา ทำเอาเธอใจหล่นวูบ
เสียดายที่เธอพูดไม่ได้ ขยับก็ไม่ได้ ไม่งั้นคงเผ่นหนีไปนานแล้ว เพราะเธอรู้ดีว่าใครกำลังมา
"มากันสักทีนะ"
สัมผัสได้ถึงคลื่นพลังทั้งสองสาย หลินเทียนก็หันขวับไปมอง พร้อมกับรอยยิ้มแสยะกว้าง...