- หน้าแรก
- เป็นม่ายยุคเจ็ดศูนย์แล้วไง ขนสมบัติแม่ผัวไปเลี้ยงลูกจนได้ดี
- บทที่ 20 เด็กคนนี้ดวงแข็งจริงๆ
บทที่ 20 เด็กคนนี้ดวงแข็งจริงๆ
บทที่ 20 เด็กคนนี้ดวงแข็งจริงๆ
บทที่ 20 เด็กคนนี้ดวงแข็งจริงๆ
"ไม่เป็นไรก็ดีแล้วๆ ฉันล่ะตกใจแทบแย่!"
กู้เจ๋อหมิงแทบจะร้องไห้อยู่แล้ว เขาไม่อยากจะคิดเลยว่าถ้าน้องสาวกับพี่สามเป็นอะไรไป เขาจะกลับไปสู้หน้าคนทางบ้านได้ยังไง
สุดท้ายเพราะตู้โดยสารมันวุ่นวายเกินไป เขาก็เลยชิงลุกขึ้นอุ้มกู้ซืออวี๋ขึ้นหลังพากลับไปที่ตู้นอนตู้พิเศษก่อน
ตอนนี้สถานการณ์ฝั่งนี้เริ่มวุ่นวายหนัก พนักงานบนรถไฟต่างก็ออกมาช่วยกันควบคุมความสงบเรียบร้อย ตำรวจรถไฟก็บุกเข้าไปจับกุมคนร้ายทั้งสองคนไว้ได้แล้ว ส่วนคนเจ็บเมื่อครู่ก็ได้รับการปฐมพยาบาลห้ามเลือดเบื้องต้น
พอถึงสถานีหน้า ก็จะรีบส่งตัวคนเจ็บไปโรงพยาบาลทันที
ตอนที่กู้ซืออวี๋ถูกวางลงบนเตียง ร่างกายเธอก็ยังสั่นระริกไม่หาย
"น้องเล็ก! เมื่อกี้เธอวู่วามเกินไปแล้วนะ! ถ้าจังหวะนั้นเธอไม่หันกลับไป ป่านนี้ไม่รู้เลยว่าตัวเธอจะยังอยู่ตรงนี้หรือเปล่า!"
กู้ซิวหย่วนพอนึกย้อนไปถึงเหตุการณ์เมื่อครู่ก็ยังใจสั่นไม่หาย ใครจะไปคิดว่าไอ้หมวกฟางนั่นมันจะมีพรรคพวกอยู่ด้วย แถมพรรคพวกมันยังกะจะมาแก้แค้นก่อนหนีไปอีก
กู้ซืออวี๋เองก็นึกหวาดเสียวอยู่เหมือนกัน มือไม้นี่ยังสั่นไม่หายเลย
"พี่สาม ตกลงมันเกิดอะไรขึ้นกันแน่" กู้เจ๋อหมิงยังไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไร นึกไม่ถึงเลยว่าต้นสายปลายเหตุทั้งหมดจะมาจากกู้ซืออวี๋...
จังหวะนั้นเอง ก็มีคนกลุ่มหนึ่งเดินเข้ามาในตู้โดยสาร พอเห็นหน้ากู้ซืออวี๋ พวกเขาก็ทำวันทยหัตถ์ให้เธอทันที!
"สวัสดีครับสหาย! คุณไม่เป็นอะไรใช่ไหม! เรื่องเมื่อกี้ต้องขอบคุณคุณมากเลยนะครับ! สองคนนั้นเป็นพวกโจรหนีคดีจริงๆ ด้วย! ตอนนี้พวกเราควบคุมตัวไว้ได้แล้ว ค้นในกระเป๋าพวกมันเจอทั้งกระสุนปืน เงินสดเพียบ แถมยังมีอุปกรณ์แปลงโฉมอีก สองคนนี้เป็นผู้ร้ายที่มีหมายจับมาตลอดช่วงนี้เลยล่ะครับ..."
แต่สิ่งที่พวกเขาไม่ได้บอกก็คือ สองคนนี้ก่อคดีฆ่าคนมาแล้วหลายศพ หนีล่องใต้มาเรื่อยๆ กบดานมาแล้วหลายที่
คราวนี้พวกมันกะจะหนีลงใต้แล้วลักลอบข้ามไปฝั่งฮ่องกง ในกระเป๋าพวกมันยังมีทองคำอยู่ตั้งเยอะ ซึ่งก็ปล้นมาสดๆ ร้อนๆ ระหว่างทางนี่แหละ
พอสามพี่น้องตระกูลกู้ได้ฟัง ยิ่งรู้สึกหวาดเสียวเข้าไปใหญ่
กู้ซืออวี๋ไม่คิดเลยว่าสองคนนี้จะก่อคดีฆ่าคนมาเยอะขนาดนี้ นึกกลัวอยู่เหมือนกัน แต่ก็แอบโล่งใจที่ช่วยจับตัวพวกมันไว้ได้ทัน ไม่อย่างนั้นนะ ขืนปล่อยให้มันลงรถไฟไป ยุคนี้กล้องวงจรปิดก็ยังไม่มี จะไปงมเข็มในมหาสมุทรตามหาตัวคนร้ายมันจะไปง่ายได้ยังไง
ถึงแม้ยุคนี้จะไปไหนมาไหนต้องใช้หนังสือแนะนำตัว แต่ดูทรงแล้วสองคนนี้คงมีประสบการณ์หลบหนีโชกโชน ถ้าตั้งใจจะซ่อนตัวจริงๆ ก็คงไม่ใช่งานยาก ขืนหนีลงใต้ทะลุไปถึงฮ่องกงได้เมื่อไหร่ ก็เหมือนปล่อยเสือเข้าป่าชัดๆ
แบบนั้นคนที่ตายไปก่อนหน้านี้ก็ตายฟรีสิ
ถึงอย่างนั้น สายตาเธอก็ยังอดไม่ได้ที่จะกวาดมองไปที่กลุ่มคนที่เพิ่งเข้ามา แต่กลับไม่เห็นผู้ชายคนที่ช่วยชีวิตเธอไว้เลย
เธอเลยจำต้องละสายตากลับมาด้วยความผิดหวังเล็กๆ
"เอ่อ สหายครับ แถวนี้พอจะมีหมอไหม น้องสาวผมข้อเท้าพลิก สงสัยต้องให้หมอช่วยดูหน่อย!"
กู้ซิวหย่วนก้มมองข้อเท้ากู้ซืออวี๋ ปรากฏว่าตอนนี้มันบวมเป่งขึ้นมาซะแล้ว
ตำรวจรถไฟทำหน้าเกรงใจ "ตอนนี้ยังไม่มีครับ แต่เดี๋ยวสถานีหน้าพวกเราก็จะลงกันแล้ว ถึงตอนนั้นเดี๋ยวเราพาไปหาหมอที่โรงพยาบาลแล้วกันนะครับ! พวกคุณวางใจเถอะ เรื่องคราวนี้ต้องขอบคุณพวกคุณมากจริงๆ ส่วนเรื่องรางวัลตอบแทนรับรองว่าไม่ขาดตกบกพร่องแน่ แล้วเดี๋ยวจัดการซื้อตั๋วรถไฟขากลับให้ด้วยเลย!"
สามพี่น้องมองหน้ากัน ดูท่าคงต้องเอาตามนี้แหละ ส่วนเรื่องรางวัลอะไรนั่น พวกเขาไม่สนใจหรอก ขอแค่ทุกคนปลอดภัยก็พอแล้ว
"ตกลงครับ งั้นเดี๋ยวพวกเราขอตัวเก็บของก่อน"
เจอแบบนี้เข้าไปก็คงกินข้าวเช้ากันไม่ลงแล้วล่ะ สามพี่น้องจัดการเก็บข้าวของ แล้วเดินตามพนักงานบนรถไฟลงไป
แต่ใครจะไปคิดล่ะว่า ผู้โดยสารหลายคนที่ร่วมชะตากรรมเฉียดตายมาด้วยกัน พอตอนลงจากรถ มีคนจำกู้ซืออวี๋ที่ขี่หลังพี่ชายอยู่ได้ คงเห็นว่าเธอได้รับบาดเจ็บ ก็เลยพากันยัดเยียดของกินของใช้ใส่มือสามพี่น้องใหญ่เลย
"สหาย เรื่องเมื่อกี้ต้องขอบคุณพวกคุณมากจริงๆ น้ามีของกินอยู่นิดหน่อย รับไว้เถอะนะ"
ปกติกู้เจ๋อหมิงก็เป็นคนเข้ากับคนง่ายอยู่แล้ว แต่เจอเหตุการณ์ระทึกขวัญเมื่อกี้เข้าไป ตอนนี้ก็ยังขวัญหนีดีฝ่ออยู่ พอมีคนมายัดของใส่มือ ปฏิกิริยาแรกก็คือปฏิเสธท่าเดียว!
"ไม่เป็นไรครับๆ! เกรงใจแย่เลย"
แต่จะต้านทานความกระตือรือร้นของทุกคนได้ยังไงล่ะ มีคนแรกก็ต้องมีคนที่สองตามมา บางคนก็เอาขนมเปี๊ยะที่ทำเองมาให้ บางคนก็ยัดนมผงให้ถุงนึง ในถุงตาข่ายยังมีทั้งผลไม้กระป๋องสารพัดอย่าง
กว่าจะลงจากรถไฟมาได้ กู้ซืออวี๋น่ะเดินตัวปลิว แต่กู้เจ๋อหมิงนี่สิ หอบของพะรุงพะรังเต็มสองมือไปหมด
ชาวบ้านช่างมีน้ำใจกันจริงๆ
พอลงจากรถไฟ ก็มีคนเจ็บถูกหามลงมาด้วย เพราะมีการแจ้งประสานงานกับเจ้าหน้าที่สถานีนี้ไว้ล่วงหน้าแล้ว พอผู้โดยสารลงจากรถปุ๊บ ก็มีเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์เข้ามารับช่วงต่อทันที
แม้แต่กู้ซืออวี๋เองก็ถูกจับขึ้นเปลหามกับเขาด้วยเหมือนกัน
พอถึงโรงพยาบาล กู้ซืออวี๋ก็ถูกเข็นเข้าห้องฉุกเฉิน แต่ก่อนจะเข้าไป กู้ซิวหย่วนก็ยังไม่วายรีบบอกหมอว่า "เอ่อ หมอครับ น้องสาวผมท้องอยู่นะครับ ฝากด้วยนะครับ!"
พอหมอรู้ว่าคนเจ็บเป็นคนท้อง ก็หันไปมองกู้ซืออวี๋ด้วยสายตาทึ่งๆ เรื่องระทึกขวัญบนรถไฟเมื่อกี้ พวกเขาได้ยินข่าวลือมาตลอดทางแล้ว
นึกไม่ถึงเลยว่าสหายหญิงคนนี้จะใจเด็ดขนาดนี้!
เมื่อกี้มีทั้งคนโดนน้ำร้อนลวก ทั้งคนโดนมีดบาด แถมยังมีคนโดนลูกหลงจากกระสุนปืนถากหูไปอีก ตอนนี้ก็เลยจับมารักษาพร้อมๆ กันหมดเลย
ส่วนไอ้ฆาตกรสองคนนั่น ตอนนี้ถูกควบคุมตัวแยกไปอีกที่แล้ว แถมยังมีคนประกบดูแลรักษาอย่างใกล้ชิดด้วย แต่ตั้งแต่โดนคุมตัวลงจากรถไฟ พวกมันก็เอาแต่แหกปากโวยวายไม่หยุด
ตามแผนที่พวกมันวางไว้ พวกมันไม่มีทางโดนจับง่ายๆ แบบนี้หรอก!
ก็เพราะนังตัวดีนั่นคนเดียว!
สองคนนั้นแหกปากร้องคำราม ด่าทอสาดเสียเทเสียมาตลอดทาง คนอันตรายแบบนี้ ก็สมควรโดนจับแยกขังเดี่ยวนั่นแหละ
พอกู้ซืออวี๋ถูกเข็นเข้าห้องฉุกเฉิน หมอกับพยาบาลก็กรูเข้ามาถามไถ่อาการอย่างกระตือรือร้น "มีตรงไหนรู้สึกไม่สบายบ้างไหม หรือว่าเจ็บตรงไหนหรือเปล่า บอกพวกเราได้เลยนะ!"
กู้ซืออวี๋ส่ายหน้า "แค่ข้อเท้าพลิกน่ะค่ะ แล้วก็มีแผลถลอกตามตัวนิดหน่อย ตอนนี้ยังไม่ค่อยรู้สึกผิดปกติอะไรค่ะ"
ถึงจะบอกแบบนั้น แต่ในฐานะฮีโร่ของคดีนี้ กู้ซืออวี๋ก็ยังถูกจับไปตรวจร่างกายอย่างละเอียดอยู่ดี โชคดีที่สุดท้ายผลออกมาว่า เด็กในครรภ์ปลอดภัยดีไม่มีปัญหาอะไร
คุณหมอยังอดทึ่งไม่ได้ "เด็กคนนี้ดวงแข็งจริงๆ! รู้จักปกป้องแม่ตัวเองด้วยนะ!"
แต่เพราะเพิ่งเจอเรื่องตกใจขวัญเสียมาหมาดๆ บวกกับข้อเท้าที่ยังเจ็บอยู่ กู้ซืออวี๋ก็เลยต้องนอนพักดูอาการที่โรงพยาบาลต่อไป
กู้ซืออวี๋ก็ไม่ได้ขัดข้องอะไร แค่บอกให้กู้ซิวหย่วนโทรไปบอกที่บ้านหน่อย แต่ก็ไม่ได้เล่าเรื่องระทึกขวัญบนรถไฟให้ฟังหรอกนะ แค่บอกว่ามีธุระนิดหน่อยเลยต้องกลับช้ากว่ากำหนด
ฝั่งกู้อันปังที่รับสายถึงจะสงสัย แต่ก็ทำได้แค่เอาข่าวนี้ไปบอกคนในบ้าน
แต่คราวนี้อวี๋ชุนฮวากลับยิ่งเป็นกังวลหนักกว่าเดิมเข้าไปอีก
จู่ๆ ทำไมถึงมีธุระให้ต้องเลื่อนวันกลับล่ะ
พอนึกย้อนไปถึงความฝันช่วงสองสามคืนที่ผ่านมา ในใจก็ยิ่งว้าวุ่นใจไม่สงบ
ถ้าไม่ใช่เพราะยุคนี้เขาห้ามงมงายไสยศาสตร์ ป่านนี้เธอคงวิ่งโร่ไปจุดธูปไหว้พระขอพรแล้วล่ะ
หลังจากวุ่นวายมาพักใหญ่ ในที่สุดกู้ซืออวี๋ก็ได้เอนหลังนอนพักบนเตียงผู้ป่วยพร้อมกับกินมื้อเช้าเสียที พอผ่านช่วงเวลาที่ความกลัวหายไป ความตึงเครียดที่สะสมมาตลอดก็ค่อยๆ ผ่อนคลายลง
พอกินข้าวเสร็จ กู้ซืออวี๋ก็รู้สึกอ่อนเพลีย ล้มตัวลงนอนปุ๊บก็หลับสนิทไปเลย
เธอนอนหลับยาวไปจนถึงช่วงเย็น ระหว่างนั้นก็มีไข้ขึ้นมานิดหน่อย สองพี่น้องกู้ซิวหย่วนก็คอยเฝ้าไข้ดูแลอยู่ข้างเตียงไม่ห่าง ผลัดเปลี่ยนเวรกันดูแลอย่างใกล้ชิด
ตอนนี้กู้ซิวหย่วนออกไปซื้อข้าวพอดี ในห้องพักก็เลยเหลือแค่กู้เจ๋อหมิง
พอเห็นกู้ซืออวี๋ตื่นแล้ว กู้เจ๋อหมิงก็รีบปรี่เข้ามาหาด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
(จบบท)