- หน้าแรก
- ข้านี่แหละ พี่ชายที่แข็งแกร่งที่สุดในใต้หล้า!
- บทที่ 400 - หินสีดำก็คือทองคำ!
บทที่ 400 - หินสีดำก็คือทองคำ!
บทที่ 400 - หินสีดำก็คือทองคำ!
บทที่ 400 - หินสีดำก็คือทองคำ!
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ทุกคนก็ถึงกับชะงักงันไป
ในยามนี้ หลายคนได้ฟังคำพูดขององค์หญิงใหญ่และจูเก่ออวิ๋นเจวี๋ย แทบจะปักใจเชื่อไปแล้วว่าถังอี้มีเจตนาร้าย และจงใจปั่นหัวพวกตนเล่น
แต่ผลคือยามนี้ถังอี้กลับสั่งให้ยกทองคำขึ้นมา!
ยกทองคำขึ้นมา! ช่างเป็นถ้อยคำที่โอหังทรงพลังเสียนี่กระไร
ชั่วขณะนั้นหลายคนก็เริ่มสับสนตกลงว่าเป็นองค์หญิงใหญ่และจูเก่ออวิ๋นเจวี๋ยที่พูดปด? หรือว่าภูเขาหนานซานมีทองคำอยู่จริงๆ?
แต่มันก็ไม่ถูกนี่นา องค์หญิงใหญ่และจูเก่ออวิ๋นเจวี๋ยระดมคนมาหลายหมื่นคน แทบจะพลิกแผ่นดินค้นหาทั่วภูเขาหนานซานรัศมีนับร้อยลี้จนพรุนไปหมดแล้ว หากมีทองคำอยู่จริง จะตกถึงมือถังอี้ได้อย่างไร?
อย่าว่าแต่พวกเขาเลย กระทั่งองค์หญิงใหญ่และจูเก่ออวิ๋นเจวี๋ยได้ยินคำพูดของถังอี้ ก็ยังตกตะลึงจนอ้าปากค้าง
จะเป็นไปได้อย่างไร? ภูเขาหนานซานพวกเขาขุดจนกลวงไปหมดแล้ว นอกจากหินสีดำๆ ก็มีแต่หินสีดำๆ ไม่เคยมีทองคำอันใดเลยแม้แต่น้อย
แต่ยามนี้ถังอี้กลับบอกให้ยกทองคำขึ้นมา? นี่มันหมายความว่าอย่างไร?
เขาขุดทองคำออกมาจากภูเขาหนานซานได้จริงๆ งั้นหรือ? คิดจะนำมาวางไว้กลางลานกว้างให้ทุกคนได้เชยชม จากนั้นก็ระดมให้ทุกคนไปช่วยกันขุดทองคำอย่างนั้นหรือ?
ล้อเล่นอันใดกัน!
"ใต้เท้า ทองคำมาถึงแล้วขอรับ!"
ขณะที่ทุกคนกำลังตกอยู่ในภวังค์ความคิด จู่ๆ หลังจวนศาลจิงเจ้าก็มีเสียงฝีเท้าดังสับสนวุ่นวาย ดึงสติของทุกคนให้กลับมา
ในชั่วพริบตา ทุกคนก็หันขวับไปมองทางประตูโค้ง ก็เห็นมือปราบหลายสิบคนเดินออกมาจากลานด้านหลัง แบ่งเป็นกลุ่มละสองคน กำลังช่วยกันหามหีบเหล็กใบใหญ่ออกมาอย่างยากลำบาก...
เมื่อเห็นภาพเหตุการณ์นี้ทุกคนก็ตกตะลึงไปในทันที หากหีบเหล็กนับสิบใบนี้เต็มไปด้วยทองคำทั้งหมด นั่นมิใช่มูลค่านับแสนตำลึงเชียวหรือ?
องค์หญิงใหญ่และจูเก่ออวิ๋นเจวี๋ยมองดูภาพตรงหน้า สีหน้ายิ่งย่ำแย่ถึงขีดสุด เจ้านี่ขุดทองคำออกมาจากภูเขาหนานซานได้จริงๆ งั้นหรือ?
ทว่าเมื่อมือปราบที่หามหีบเหล็กเดินเข้ามาใกล้ ฝูงชนที่เดิมทีหนาวสั่นงันงกก็สัมผัสได้ถึงคลื่นความร้อนระอุที่ปะทะเข้าใส่หน้า และเมื่อสายตาตกลงไปในหีบเหล็ก ทุกคนก็ถึงกับยืนใบ้รับประทานไปในทันที
ภายในหีบเหล็กหาใช่ทองคำไม่ แต่เป็นเตาไฟ เตาไฟที่เปลวเพลิงสีน้ำเงินเข้มกำลังลุกโชนเริงระบำไปตามสายลม
เมื่อเตาไฟถูกวางลงบนพื้น ทุกคนก็สัมผัสได้ในทันทีว่าความหนาวเหน็บทั่วทั้งร่างถูกขับไล่ไปจนสิ้น ทว่ายามนี้ผู้ใดจะไปสนใจเตาไฟกันเล่า?
สายตาทุกคู่ต่างพุ่งเป้าไปที่ถังอี้อย่างพร้อมเพรียง ใบหน้าเต็มไปด้วยความตกตะลึงและตื่นตะลึง
กระทั่งองค์หญิงใหญ่ ฉีเหวินเต้า และจูเก่ออวิ๋นเจวี๋ย ก็ยังตกตะลึงจนตาค้าง เอาแต่จ้องมองถังอี้อย่างเลื่อนลอย
นี่หรือคือการยกทองคำขึ้นมา? เจ้าแน่ใจนะว่าไม่ได้ยกกองไฟขึ้นมา?
พวกเราอุตส่าห์เตรียมใจรับมือกับแสงทองอันเจิดจ้าที่จะสาดส่องจนแสบตาแล้ว ผลคือเจ้ากลับเอาสิ่งนี้มาให้พวกเราดูเนี่ยนะ?
"เดี๋ยวก่อน ทองคำเล่า? ไหนบอกจะยกทองคำขึ้นมาอย่างไร?"
"ทำไมหรือ จงหย่งโหว นี่เจ้าเห็นเปลวเพลิงสีทองเป็นทองคำไปด้วยงั้นหรือ?"
"ถังอี้ เจ้าอย่าให้มันเกินไปนักนะ เห็นพวกเราเป็นของเล่นงั้นหรือ?"
"..."
เมื่อได้สติ บรรดาตระกูลใหญ่ต่างก็โกรธเป็นฟืนเป็นไฟ
มารดามันเถอะ พวกเรามาร่วมงานเลี้ยงชมทองคำ ก็เพราะเชื่อมั่นว่าถังอี้อย่างเจ้าพูดคำไหนคำนั้น ผลคือเจ้ากลับปั่นหัวพวกเราเล่นซ้ำแล้วซ้ำเล่า เจ้าเห็นพวกข้าเป็นศาลพระภูมิไม่มีปากมีเสียงงั้นหรือ?
ทว่าเมื่อเผชิญกับข้อกังขาและความโกรธเกรี้ยวของฝูงชน ถังอี้กลับสงบนิ่งเป็นอย่างยิ่ง เขานั่งสั่นขาอยู่บนเก้าอี้พลางหัวเราะร่วน
"ทองคำงั้นหรือ? นี่แหละคือทองคำ หากไม่เชื่อ พวกท่านก็ลองดูให้ละเอียดสิ"
กลุ่มคนมองดูเตาไฟที่ลุกโชนอย่างบ้าคลั่ง ใบหน้าดำมืดไปตามๆ กัน บัดซบ ต่อให้จ้องมองจนตาถลน ก็ไม่มีทางเปลี่ยนเตาไฟให้กลายเป็นทองคำได้หรอกกระมัง? เจ้าเห็นพวกข้าเป็นคนโง่เขลาเบาปัญญาหรืออย่างไร?
ทำไมหรือ เอาแต่จ้องมองกองไฟ แล้วมันจะสกัดทองคำแท้ออกมาจากเปลวเพลิงได้งั้นหรือ?
"หึหึ ฮ่าฮ่าฮ่า..." จูเก่ออวิ๋นเจวี๋ยชี้ไปที่ถังอี้ หัวเราะเย้ยหยันเสียงเย็น "จงหย่งโหวช่างวางอำนาจบาตรใหญ่เสียจริง นี่คิดจะอาศัยความโปรดปรานที่ฝ่าบาทมีต่อเจ้า มาบีบบังคับให้พวกเราชี้กองไฟให้เป็นทองคำงั้นหรือ?"
"ชี้กองไฟเป็นทองคำ ช่างเปรียบเปรยได้ดีนัก" องค์หญิงใหญ่แย้มสรวลจ้องมองถังอี้ เอ่ยว่า "ไม่แน่ว่าถ้อยคำนี้ ในอีกพันปีร้อยปีให้หลัง อาจจะถูกเล่าขานสืบต่อกันไปชั่วกัลปาวสาน เหมือนกับบทกวีเหล่านั้นของจงหย่งโหวก็เป็นได้นะ"
"เพียงแต่วันนี้ หากไม่มีคำอธิบายให้กระจ่าง ต่อให้ขุนนางถังจะได้รับความโปรดปรานจากฝ่าบาทอย่างล้นเหลือ เกรงว่าจะฟังไม่ขึ้นกระมัง..."
ถังอี้ถือจอกชาลุกขึ้นยืน เป่าน้ำชาที่ร้อนระอุในจอกเบาๆ จิบเล็กน้อยเพื่อดับกระหาย จากนั้นจึงกวาดสายตามองไปทั่วบริเวณ ส่ายหน้าอย่างไร้คำจะเอ่ย
"เฮ้อ บิดาช่างประเมินสติปัญญาของพวกท่านสูงเกินไปจริงๆ!"
"ข้าบอกว่านี่คือทองคำ มันก็คือทองคำ พวกท่านลองสังเกตเตาไฟที่อยู่ตรงหน้าให้ละเอียดถี่ถ้วนเสียก่อน แล้วค่อยมาพูดคุยกับข้า"
เมื่อฝูงชนได้ยินเช่นนั้นก็แทบจะโกรธจนอยากจะพุ่งเข้าไปรุมทุบตี สังเกตเตาไฟให้ละเอียดงั้นหรือ? สังเกตเตาไฟให้ละเอียดแล้วมันจะกลายเป็นทองคำหรืออย่างไร? เจ้าจะพ่นเรื่องไร้สาระ ก็ให้มันมีขอบเขตบ้างได้หรือไม่?
"หืม? ไม่ถูกสิ นี่มัน... นี่มันคือหินสีดำนี่นา?!"
ในเวลานั้นเอง ในที่สุดก็มีคนในฝูงชนร้องอุทานออกมาด้วยความตกใจ จดจำเชื้อเพลิงที่ลุกไหม้อยู่ในเตาเหล็กได้
เมื่อทุกคนได้ยินเช่นนั้น สายตาก็พุ่งเป้าไปที่เตาเหล็กอย่างพร้อมเพรียง ก็เห็นก้อนกลมๆ สีดำที่มีรูพรุนเต็มไปหมดกำลังลุกไหม้อยู่ในเตาเหล็ก นั่นมิใช่ก้อนหินสีดำที่ถูกบดจนเป็นโคลนหรอกหรือ?
"เป็นหินสีดำจริงๆ ด้วย? ถังอี้เจ้าบ้าไปแล้วหรือ ถึงกล้าคิดจะทำร้ายพวกเรา"
"มีพิษ รีบถอยเร็ว!"
"ไอ้โจรชั่วถังอี้ เจ้าจะต้องตายอย่างอนาถ!"
"..."
ในชั่วพริบตา หลายคนก็โกรธเป็นฟืนเป็นไฟ หวาดผวาจนต้องก้าวถอยหลังไปหลายก้าว สถานการณ์กลายเป็นความโกลาหลวุ่นวาย
หากมิใช่องครักษ์เสื้อแพรปิดล้อมประตูใหญ่ไว้แต่เนิ่นๆ ยามนี้คาดว่าหลายคนคงจะเริ่มวิ่งหนีออกไปข้างนอกแล้ว
กระทั่งองค์หญิงใหญ่และจูเก่ออวิ๋นเจวี๋ยก็ยังหน้าเปลี่ยนสี จ้องมองถังอี้อย่างระแวดระวัง วินาทีนี้พวกเขากลับรู้สึกว่า งานเลี้ยงชมทองคำของถังอี้นั้นเป็นเพียงข้ออ้าง การเรียกพวกตนมารวมตัวกันเพื่อจะกวาดล้างให้สิ้นซากต่างหากที่เป็นเรื่องจริง?
"บัดซบ เลิกร้องโวยวายได้แล้ว หุบปากให้บิดาเดี๋ยวนี้!" ถังอี้ยกมือข้างหนึ่งขึ้นอุดหู ตวาดลั่นด้วยเสียงอันดุดัน
เมื่อได้ยินเสียงคำรามของเขา ความวุ่นวายในบริเวณนั้นจึงค่อยๆ สงบลง
เมื่อเห็นสายตาทุกคู่หันกลับมามอง ถังอี้ก็ชี้ไปที่เตาไฟแล้วเอ่ยว่า "สิ่งนี้ไม่ได้เรียกว่าหินสีดำอันใดทั้งนั้น สิ่งนี้เรียกว่าถ่านรังผึ้ง เป็นสิ่งที่ข้าเพิ่งจะคิดค้นขึ้นมาใหม่"
"แน่นอนว่า มันถูกแปรรูปมาจากสิ่งที่พวกท่านเรียกว่าหินสีดำจริงๆ แต่ได้ผ่านกระบวนการล้างพิษมาแล้ว หินสีดำที่กำลังลุกไหม้อยู่ตรงหน้าพวกท่านในยามนี้ ไร้ซึ่งพิษภัยใดๆ"
ขอเพียงไม่เผาไหม้ในสถานที่ปิดทึบ มันก็จะไม่มีพิษ... ถังอี้แอบต่อประโยคนี้อยู่ในใจ
ถ้อยคำเช่นนี้ไม่อาจเอ่ยออกมาได้ในยามนี้ ต้องหลอกล่อเจ้าพวกนี้ให้ตายใจเสียก่อน รอให้เหมืองถ่านหินเปิดขายอย่างเป็นทางการเมื่อใด ค่อยป่าวประกาศความรู้เรื่องความปลอดภัยก็ยังไม่สาย
และเมื่อทุกคนได้ฟังคำพูดของถังอี้ ต่างก็มองหน้ากันเลิ่กลั่ก ยิ่งรู้สึกมึนงงหนักเข้าไปอีก
สรุปว่าที่เอะอะโวยวายมาตั้งนาน เจ้าต้องการจะบอกว่าหินสีดำเท่ากับทองคำอย่างนั้นหรือ?
เมื่อถังอี้เห็นว่าบรรดาตระกูลใหญ่ยังคงตั้งสติไม่ได้ เขาก็ยกมือขึ้นตบหน้าผากตัวเอง เอ่ยว่า "ประโยชน์ของถ่านหินมีมากมาย ที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดก็คือการให้ความอบอุ่น หากเทียบกับถ่านไม้ที่มีราคาแพง ถ่านรังผึ้งนั้นคุ้มค่าและประหยัดกว่า ทั้งยังทนไฟได้นานกว่า"
"เงินที่ใช้ซื้อถ่านไม้หนึ่งก้อน เพียงพอที่จะซื้อถ่านรังผึ้งได้อย่างน้อยสิบก้อน ราษฎรทั่วไปไม่มีเงินซื้อถ่านไม้ ราษฎรจำนวนมากในฤดูหนาวอันโหดร้ายทำได้เพียงทนหนาวกัดฟันสู้ ทว่าพวกเขาเหล่านั้น สามารถหาซื้อถ่านรังผึ้งได้"
"และครอบครัวราษฎรธรรมดาทั่วไป ปริมาณการใช้ถ่านรังผึ้งในหนึ่งวัน จะอยู่ที่ประมาณสี่ถึงแปดก้อน หรือก็คือราวๆ สิบอีแปะเท่านั้น"
"วันละสิบอีแปะ ก็สามารถใช้ทำอาหาร ให้ความอบอุ่น ไม่ต้องคอยจุดไฟใหม่ทุกครั้งที่ทำอาหาร ไม่ต้องออกไปตัดฟืนทุกวี่ทุกวัน"
"แน่นอนว่า ยังรวมไปถึงการหลอมเหล็กกล้า การตีเหล็ก การเผาปูนซีเมนต์ และอื่นๆ ล้วนจำเป็นต้องใช้ถ่านหินทั้งสิ้น..."
"..."
ถังอี้พ่นน้ำลายอธิบายถึงสรรพคุณของถ่านหินไม่หยุดปาก ใช้วิธีที่ตรงไปตรงมาและเข้าใจง่ายที่สุด เพื่ออธิบายประโยชน์ของถ่านหินให้พวกเขาฟัง
บรรดาตระกูลใหญ่ที่เดิมทีโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ คิดว่าเขาจงใจปั่นหัวเล่น ยามนี้เมื่อได้ฟังคำอธิบายของเขา ดวงตาก็ค่อยๆ เบิกกว้างขึ้นทีละน้อย กระทั่งลมหายใจก็ยังหอบถี่ขึ้นมา
พวกเขาไม่ใช่คนโง่เขลา วินาทีนี้ในที่สุดพวกเขาก็ตระหนักได้แล้วว่า เหตุใดถังอี้จึงบอกว่าก้อนสีดำที่ลุกไหม้อยู่ในเตาเหล็ก คือทองคำ
นี่มันคือสิ่งของที่มากพอจะพลิกโฉมยุคสมัยได้เลยเชียวนะ!
[จบแล้ว]