- หน้าแรก
- ระบบปรมาจารย์ ปั้นศิษย์ระดับเทพมาตบหน้าพวกเนรคุณ
- บทที่ 80 - ลูกศิษย์สามคนบรรลุขอบเขตเซียน เซียนจำแลงเจ็ดสิบคนลงมือพร้อมกัน
บทที่ 80 - ลูกศิษย์สามคนบรรลุขอบเขตเซียน เซียนจำแลงเจ็ดสิบคนลงมือพร้อมกัน
บทที่ 80 - ลูกศิษย์สามคนบรรลุขอบเขตเซียน เซียนจำแลงเจ็ดสิบคนลงมือพร้อมกัน
บทที่ 80 - ลูกศิษย์สามคนบรรลุขอบเขตเซียน เซียนจำแลงเจ็ดสิบคนลงมือพร้อมกัน
ทั้งสามคนก็คือ เจียงเทียน เจียงหลี และฟางหาน นั่นเอง
ตอนนี้ทั้งสามคนกำลังนั่งขัดสมาธิหลับตาทำความเข้าใจกฎเกณฑ์อยู่บนบันไดขั้นแรกของบันไดเหยียบฟ้า
ในปากของแต่ละคนอมใบชาหยั่งรู้เอาไว้คนละสิบใบ รอบกายมีรัศมีแสงเปล่งประกายโอบล้อมเอาไว้
หากใครมาเห็นภาพนี้เข้าล่ะก็ คงต้องช็อกจนแทบแทรกแผ่นดินหนีแน่ๆ
นั่นมันใบชาหยั่งรู้นะ
ของวิเศษระดับจักรพรรดิเชียวนะ
ทั่วทั้งสี่ดินแดนยังหาไม่ได้เลยสักใบ แต่ทั้งสามคนนี้กลับมีอมอยู่ในปากคนละสิบใบ
รวมกันแล้วก็ตั้งสามสิบใบเลยนะ
ลูกศิษย์หลายคนต่างก็มองด้วยความอิจฉาตาร้อน
มีทรัพยากรขนาดนี้ ไม่เป็นอัจฉริยะก็ให้มันรู้ไปสิ
"อิจฉาจังเลย ใช้ใบชาหยั่งรู้ตั้งสิบใบสำหรับการฝึกฝนแค่ครั้งเดียว"
"อิจฉาไปก็เท่านั้นแหละ รีบๆ พยายามเข้าเป็นศิษย์สายในให้ได้สิ นายก็จะได้เบิกมาสักสองใบเหมือนกัน"
บรรดาลูกศิษย์ที่ยืนอยู่ใต้บันไดเหยียบฟ้าต่างก็ซุบซิบนินทากันไปต่างๆ นานา
แม้ว่าแดนศักดิ์สิทธิ์จะไม่ได้มีกฎห้ามศิษย์คนอื่นๆ เข้าไปใช้สิ่งอำนวยความสะดวกพร้อมกับศิษย์สายตรง
แต่นั่นคือศิษย์สายตรงเลยนะ
พวกเขาไม่อยากเผลอไปล่วงเกินเข้าโดยไม่ตั้งใจหรอก
ดังนั้น ภายในแดนศักดิ์สิทธิ์ก็เลยมีข้อตกลงที่รู้กันเองอยู่เงียบๆ ว่า
ถ้ามีศิษย์สายตรงเข้าไปใช้งานสิ่งอำนวยความสะดวกของแดนศักดิ์สิทธิ์ คนอื่นๆ ก็จะต้องถอยออกมา เพื่อไม่ให้เป็นการรบกวนการฝึกฝนของศิษย์สายตรง
เจียงเทียนและน้องๆ เองก็จนใจเหมือนกัน
พวกเขาไม่ได้รังเกียจที่จะแบ่งปันสิ่งอำนวยความสะดวกร่วมกับศิษย์คนอื่นๆ หรอกนะ
แต่ด้วยสถานะที่ค้ำคออยู่ ลูกศิษย์หลายคนก็เลยเกรงใจและหวาดกลัวพวกเขา
ตู้ม
ตู้ม
ตู้ม
ในตอนนั้นเอง แสงสีทองสามสายก็พุ่งลงมาจากฟากฟ้าพร้อมกัน
ชั่วขณะนั้น กลิ่นอายพลังของทั้งสามคนบนบันไดเหยียบฟ้าก็พุ่งทะยานขึ้น ราวกับเซียนจุติลงมาเกิด
เบื้องหลังเจียงเทียน มีภาพลวงตาของดวงตาศักดิ์สิทธิ์สีม่วงทองปรากฏขึ้น
ดวงตาสาดแสงเทพ มองทะลุความว่างเปล่าและความโกลาหล ท้องฟ้าสั่นสะเทือน สรรพสัตว์ไม่กล้าสบตา มรรคาทั้งปวงยอมศิโรราบ
และนี่ก็คือ กฎแห่งดวงตา
เบื้องหลังเจียงหลี ปรากฏกระดูกเทพที่แผ่ซ่านไปด้วยรัศมีสีรุ้งนับหมื่นสาย
กระดูกเทพสาดแสงเทพ พลังแห่งกฎเกณฑ์นับไม่ถ้วนหลั่งไหลออกมา เสียงแห่งมรรคดังกึกก้องไปทั่วฟ้าดิน ความโกลาหลสั่นสะเทือน
และนี่ก็คือ กฎแห่งกระดูก
ส่วนเบื้องหลังฟางหาน ก็มีร่างของเทียนหมัวที่ปลดปล่อยแสงมารอันไร้ขีดจำกัดจุติลงมา
เหนือร่างเทียนหมัว พลังมารพุ่งทะยานทะลุฟ้าดิน หมื่นมรรคดังกึกก้อง ท้องฟ้าเปลี่ยนสี สรรพสัตว์สั่นสะท้าน มารร้ายยอมสยบ กฎเกณฑ์หวนคืนสู่จุดศูนย์กลาง
และนี่ก็คือ กฎแห่งมาร
ทั้งสามคนลืมตาขึ้นพร้อมกันในจังหวะนี้
และทะลวงผ่านไปถึงขอบเขตข้ามทัณฑ์สวรรค์ขั้นสูงสุดได้สำเร็จ
แต่มันยังไม่จบแค่นั้น
พวกเขามองหน้ากันแล้วส่งยิ้มให้ ก่อนจะเหาะพุ่งไปยังที่หมายไกลลิบ
และร่อนลงบนเทือกเขารกร้างแห่งหนึ่ง
เพื่อรอรับทัณฑ์เซียน
ใช่แล้ว หลังจากพยายามอย่างหนักหน่วงมาตลอดหลายเดือน บวกกับการเสริมพลังจากปราณม่วงหงเมิงและพลังแห่งกฎเกณฑ์
ทั้งสามคนก็ก้าวเข้าสู่ขอบเขตเซียนแท้จริงได้สำเร็จแล้วตามลำดับ
...
ภายในตำหนักเพียวเมี่ยว
อวิ๋นหนิงนั่งตัวตรงอยู่กลางห้อง
ท่ามกลางฟ้าดิน แสงสีทองเส้นเล็กๆ กำลังหลั่งไหลเข้าสู่ร่างของเขาอย่างบ้าคลั่ง
และกลิ่นอายพลังของเขาก็พุ่งทะยานขึ้นอย่างต่อเนื่องในจังหวะนี้
"กรอบ"
มีเสียงดังกังวานดังมาจากภายในร่างกาย อวิ๋นหนิงประสบความสำเร็จในการทะลวงเข้าสู่ขอบเขตเซียนปฐพีขั้นสองแล้ว
แต่มันยังไม่จบแค่นั้น กลิ่นอายพลังของเขายังคงพุ่งทะยานขึ้นด้วยความเร็วแสง
ในขณะเดียวกัน พลังแห่งกฎเกณฑ์มากมายก็ปรากฏขึ้นภายในจุดหลิงไถของเขาเช่นกัน
และทั้งหมดล้วนเป็นกฎเกณฑ์ขั้นความสำเร็จใหญ่ทั้งสิ้น
ไม่เพียงแค่นั้น
เคล็ดวิชาระดับศักดิ์สิทธิ์ เคล็ดวิชาเซียน และวิชาระดับจักรพรรดินับพันก็ถูกทำความเข้าใจอย่างต่อเนื่องไม่ขาดสาย
อวิ๋นหนิงรู้ดีว่า นี่เป็นเพราะบรรดาศิษย์สายนอกและศิษย์สายในกำลังแสดงผลลัพธ์ของพวกเขานั่นเอง
เขายังพบอีกว่า การฝึกฝนเคล็ดวิชาของศิษย์สายรับใช้จะไม่ส่งผลตอบแทนกลับมาให้เขา มีเพียงศิษย์สายนอก ศิษย์สายใน และศิษย์สายตรงเท่านั้นที่จะส่งผลตอบแทนได้
ตู้ม
ตู้ม
ในที่สุด ระดับพลังของอวิ๋นหนิงก็ไปหยุดอยู่ที่ขอบเขตเซียนปฐพีขั้นหก
ศิษย์สายตรงภายในแดนศักดิ์สิทธิ์ตอนนี้มีแค่มั่วชิงเฉิงและสุ่ยเซียนจื่อสองคนเท่านั้น
ใช่แล้ว เพื่อเร่งให้มั่วชิงเฉิงเติบโตได้เร็วขึ้น อวิ๋นหนิงจึงมอบสถานะศิษย์สายตรงให้กับเธอ
และก็จัดเตรียมสถานะให้กับสุ่ยเซียนจื่อด้วยเหมือนกัน
ในเวลาที่เขาไม่ได้เรียกใช้งาน สุ่ยเซียนจื่อก็สามารถไปฝึกฝนที่สิ่งอำนวยความสะดวกในแดนศักดิ์สิทธิ์ได้อย่างอิสระ
...
เจ็ดวันต่อมา
บริเวณภายนอกแดนศักดิ์สิทธิ์โกลาหล
ท่ามกลางความคาดหวังของบรรดาผู้บำเพ็ญเพียร ในที่สุดเซียนจำแลงทั้งเจ็ดสิบคนก็เดินทางมาถึง
ผู้บำเพ็ญเพียรที่เฝ้ารอจนเกือบจะหลับไปแล้วก็ตาสว่างขึ้นมาทันที และรู้สึกตื่นเต้นสุดๆ
"มาแล้ว มาแล้ว พวกเขาเอาอาวุธเซียนจำแลงมาด้วย"
"เซียนจำแลงเจ็ดสิบคน อาวุธเซียนจำแลงเจ็ดสิบชิ้น แดนศักดิ์สิทธิ์โกลาหลเจอศึกหนักแน่ๆ"
"แฮ่ม น่าเสียดายนะ ถ้าพวกเขารีบคืนอาวุธเซียนจำแลงไปตั้งแต่แรก ก็คงไม่ต้องมาเจอเรื่องแย่ๆ แบบนี้หรอก"
"นายคิดตื้นไปแล้ว แดนศักดิ์สิทธิ์โกลาหลมีเคล็ดวิชาเซียนอยู่นะ ต่อให้รอบนี้รอดไปได้ รอบหน้าพวกนั้นก็หาข้ออ้างอื่นมาเล่นงานอยู่ดีแหละ"
เซียนจำแลงเจ็ดสิบคนแผ่รังสีอำมหิตที่รุนแรงมาก พวกเขายืนเรียงแถวหน้ากระดานอย่างเป็นระเบียบ
เจ้าสำนักเสวียนสุ่ยที่เป็นผู้นำก็หัวเราะลั่นแล้วพูดว่า "มั่วชิงเฉิง ยังไม่ออกมาอีกเหรอ หรือว่าจะรอให้พวกเราลงมือทุบกระดองเต่านี้ให้แตกก่อนถึงจะโผล่หัวออกมา"
ทุกคนจ้องมองไปที่แหวนโกลาหลด้วยสายตาที่ลุกวาว
คลื่นพลังของแหวนโกลาหลนั้นรุนแรงมาก เหนือกว่าอาวุธเซียนจำแลงที่อยู่ในมือของพวกเขาซะอีก
บางทีนี่อาจจะเป็นอาวุธระดับกึ่งเซียนขั้นสูง หรือไม่ก็เป็นอาวุธเซียนของแท้เลยก็ได้
แต่ช่างมันเถอะ หลังจากวันนี้ไป ไม่ว่าจะเป็นเคล็ดวิชาเซียนหรืออาวุธเซียนชิ้นนี้ พวกเขาก็จะเอามันมาให้หมด
แค่ปล้นแดนศักดิ์สิทธิ์โกลาหลครั้งเดียว ก็เทียบเท่ากับการสะสมรากฐานสำนักของพวกเขามานานนับพันปีแล้ว
ผ่านไปเนิ่นนาน แหวนโกลาหลก็ยังคงนิ่งเงียบ ไม่มีการตอบสนองใดๆ เลย
พวกเขาก็เริ่มโกรธขึ้นมาแล้ว
พวกเรามากันตั้งเจ็ดสิบคนเลยนะ
แกกล้าเมินพวกเรางั้นเหรอ
เซียนจำแลงคนหนึ่งที่ค่อนข้างอารมณ์ร้อนก็เตะออกไปเต็มแรง
คลื่นพลังรุนแรงพุ่งเข้าใส่แหวนโกลาหลในทันที
คลื่นพลังที่พาดผ่านไป ฉีกกระชากอากาศจนเกิดเสียงหึ่งๆ ดังลั่น
"นี่คือพลังของเซียนจำแลงเหรอ น่ากลัวจังเลย"
ผู้บำเพ็ญเพียรนับไม่ถ้วนต่างมีสีหน้าตกตะลึง
ไม่ใช่ว่าจะได้เห็นการลงมือของเซียนจำแลงกันบ่อยๆ นะ พวกเขาต้องจับตาดูให้ดีแล้วล่ะ
แต่ในขณะที่คลื่นพลังกำลังจะปะทะเข้ากับแหวนโกลาหลนั่นเอง
ประตูด้านบนของแหวนโกลาหลก็สว่างวาบด้วยแสงสีขาว ค่ายกลปรากฏขึ้นมาลอยๆ
คลื่นพลังปะทะเข้ากับค่ายกล ทำให้เกิดรอยกระเพื่อมขึ้นมาเบาๆ
รอยกระเพื่อมนั้นขยายออกไปแค่สามเมตรก่อนจะหายวับไป
"นี่มัน..."
ในชั่วพริบตา ทั้งบริเวณก็ตกอยู่ในความเงียบงัน
ค่ายกลขนาดใหญ่มหึมา ถูกโจมตีจนเกิดรอยกระเพื่อมแค่สามเมตรเท่านั้น
ถ้าจะพูดให้ถูกก็คือ มันแทบจะไม่ได้สร้างความสะเทือนอะไรให้ค่ายกลเลยด้วยซ้ำ
"การโจมตีเต็มกำลังของเซียนจำแลง ทำได้แค่รอยกระเพื่อมสามเมตรเองเหรอ"
ผู้บำเพ็ญเพียรคนหนึ่งพูดขึ้นมาด้วยความไม่อยากจะเชื่อ
"นี่มันค่ายกลอะไรกัน ถึงขนาดป้องกันการโจมตีจากเซียนจำแลงได้เลยเหรอ"
"มิน่าล่ะ แดนศักดิ์สิทธิ์โกลาหลถึงได้นิ่งนอนใจขนาดนี้ มีกระดองเต่าหนาขนาดนี้ เป็นฉัน ฉันก็ไม่กลัวหรอก"
"ไม่น่าจะใช่หรอกมั้ง สงสัยเซียนจำแลงคนนั้นจะอ่อนเองหรือเปล่า"
เมื่อได้ยินเสียงซุบซิบนินทาดังมาจากรอบๆ เซียนจำแลงคนนั้นก็หน้าแดงก่ำด้วยความโกรธจัดและอับอาย
แต่จากการทดสอบเมื่อกี้ เขาก็รู้แล้วว่าค่ายกลนี้ไม่ธรรมดาจริงๆ
ถ้าขืนทดสอบต่อไปก็มีแต่จะขายหน้าเปล่าๆ
เขารีบหันกลับมาพูดว่า "ทุกท่าน ช่วยข้าทำลายค่ายกลนี้ที"
คนอื่นๆ เมื่อเห็นดังนั้นก็เลิกทำตัวเป็นผู้ชมนอกวงแล้ว เพราะรู้ดีว่าค่ายกลนี้แข็งแกร่งจริงๆ
ส่วนเรื่องที่คนอื่นนินทาว่าเซียนจำแลงคนนี้อ่อนหัดนั้น มีแต่คนโง่เท่านั้นแหละที่คิดแบบนั้น
ในชั่วพริบตา เซียนจำแลงเจ็ดสิบคนก็ยกมือขึ้นพร้อมกัน เวทมนตร์นับไม่ถ้วนพวยพุ่งขึ้นเต็มท้องฟ้า
หลากสีสันตระการตา กว้างใหญ่ไพศาลไร้ขอบเขต
เมื่อเห็นภาพนี้ ผู้บำเพ็ญเพียรจำนวนนับไม่ถ้วนก็รีบถอยห่างออกไปทันที เพราะกลัวว่าจะโดนลูกหลง
แสงวิญญาณหลากสีพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า
เปลวไฟ น้ำแข็ง สายฟ้า และประกายกระบี่หลอมรวมกันเป็นทะเลแสงอันเจิดจ้า พายุพัดโหมกระหน่ำ ฟ้าดินสั่นสะเทือน
เวทมนตร์จำนวนนับไม่ถ้วนฉีกกระชากท้องฟ้า และเทกระหน่ำลงมาเหมือนห่าฝน
เสียงระเบิดดังกึกก้องจนหูแทบหนวก พลังทำลายล้างอันมหาศาลส่องสว่างไปทั่วผืนฟ้า รุนแรงและยิ่งใหญ่จนพุ่งทะลุทะลวงไปถึงชั้นเมฆ
[จบแล้ว]