- หน้าแรก
- ระบบปรมาจารย์ ปั้นศิษย์ระดับเทพมาตบหน้าพวกเนรคุณ
- บทที่ 24 - ดินแดนบูรพาสั่นสะเทือน
บทที่ 24 - ดินแดนบูรพาสั่นสะเทือน
บทที่ 24 - ดินแดนบูรพาสั่นสะเทือน
บทที่ 24 - ดินแดนบูรพาสั่นสะเทือน
หลังจากจัดการกับเซวี่ยเหมาเสร็จ เย่จือหนิงก็หันไปมองเซวี่ยจิ้นที่อยู่เบื้องล่าง โดยไม่มีทีท่าว่าจะหยุดพักเลยแม้แต่น้อย
หากจัดการกับเขาเสร็จ เรื่องตลกฉากนี้ก็จะจบลงอย่างสมบูรณ์เสียที
"เจ้าเก่งมาก แต่เจ้าก็ยังเอาชนะข้าไม่ได้หรอก"
เซวี่ยจิ้นมองตอบกลับมาพร้อมกับเอ่ยด้วยความมั่นใจ
เย่จือหนิงไม่ได้ตอบกลับอะไร ความรู้สึกที่ผู้ชายคนนี้มอบให้นางมีเพียงคำเดียวเท่านั้นคือ 'ขี้เก๊ก'
เซวี่ยจิ้นสวมหน้ากากครึ่งหน้า เผยให้เห็นเพียงดวงตาอันแหลมคม
ทันทีที่ก้าวขึ้นมาบนลานประลอง เขาก็หลับตาลง
"เซวี่ยจิ้นจะใช้วิชาโจมตีจิตวิญญาณตั้งแต่เริ่มเลยงั้นหรือ น่าตื่นเต้นจัง"
"แน่นอนสิ พลังป้องกันของเขาคงไม่สูงแน่ หากปล่อยให้ศิษย์สำนักฮุ่นเทียนผู้นั้นชี้ดรรชนีออกมาได้อีก เขาไม่ตายคาที่เลยหรือ"
"ก็ไม่รู้ว่านางจะต้านทานการโจมตีจิตวิญญาณของเซวี่ยจิ้นได้หรือเปล่า"
จากประสบการณ์การต่อสู้กับเหวินฝานก่อนหน้านี้ เมื่อเห็นการกระทำของเซวี่ยจิ้น เย่จือหนิงก็รู้ได้ทันทีว่าเขาคิดจะทำอะไร
"การโจมตีจิตวิญญาณอีกแล้วหรือ"
มุมปากของเย่จือหนิงยกขึ้นเล็กน้อย ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมานางได้ใช้เวลาศึกษาเรื่องนี้เป็นพิเศษ
จากนั้นนางก็พบว่า พลังจิตวิญญาณของนางนั้นแข็งแกร่งจนน่ากลัว ระดับจิตวิญญาณน่าจะสูงกว่าระดับพลังบำเพ็ญเพียรของนางเสียอีก
แต่นางก็พบด้วยว่าพลังจิตวิญญาณอันแข็งแกร่งนั้นดูเหมือนจะไม่ใช่พลังของนางเอง
แต่เป็นการหยิบยืมพลังมาจากวิหารวิญญาณเทพนิรันดร์
หลังจากการทดสอบของนางในเวลาต่อมา
เย่จือหนิงก็พบว่าพลังจิตวิญญาณของนางน่าจะสามารถต่อกรกับผู้บำเพ็ญเพียรสายจิตวิญญาณในขอบเขตผสานร่างได้
นี่สิถึงจะเรียกว่าก้าวข้ามระดับความแข็งแกร่งถึงสองขั้นใหญ่ของจริง
ในความมืดมิด มารโลหิตขนาดมหึมาปรากฏตัวขึ้นไม่ไกลออกไป
มารโลหิตร่างใหญ่โตนับร้อยจั้ง ผมสีแดงปลิวไสวไปตามสายลม นัยน์ตาสีเลือดดุจลาวาหลอมเหลว ใบหน้าเต็มไปด้วยลวดลายสีเลือดอันน่าเกลียดน่ากลัว เผยให้เห็นเขี้ยวสีขาวที่ดูดุร้าย
หมอกสีเลือดเดือดพล่านอยู่รอบกาย เกล็ดบนร่างกายที่ก่อตัวจากเลือดแผ่ขยายออกมาราวกับหยกสีแดง เขาสัตว์ทะลุออกมาจากกระหม่อม ทุกตารางนิ้วบนร่างกายล้วนแผ่ซ่านไปด้วยความดุร้ายกระหายเลือด
"นี่คือพลังจิตวิญญาณของเจ้างั้นหรือ"
เย่จือหนิงเอ่ยถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น
วินาทีต่อมา มารโลหิตก็เกิดอาการกระตุกอย่างเห็นได้ชัด
เซวี่ยจิ้นตกตะลึง ทำไมนางถึงพูดได้
พลังจิตวิญญาณของนางน่ากลัวถึงเพียงนี้เชียวหรือ
เบื้องหน้าของเซวี่ยจิ้น พระราชวังขนาดมหึมาที่ใหญ่กว่าร่างกายของเขาหลายพันเท่าปรากฏขึ้น
พระราชวังไม่ได้โจมตีเขา แต่เพียงแค่คลื่นพลังที่แผ่ออกมาก็ทำให้ร่างมารของเขาเริ่มมีร่องรอยของการพังทลายแล้ว
เซวี่ยจิ้นรู้สึกได้เพียงว่าจิตใจของเขาสับสนวุ่นวาย จึงรีบดึงพลังจิตวิญญาณกลับคืนมา
วินาทีต่อมา ท่ามกลางสายตาที่เต็มไปด้วยความสงสัยของฝูงชน เขาก็เบิกตากว้างด้วยความหวาดกลัว
ชั่วขณะหนึ่ง ศิษย์หลายคนต่างก็รู้สึกงุนงง
"จบเร็วขนาดนี้เลยหรือ"
"ไม่ถูกสิ ข้าเห็นว่าศิษย์สำนักฮุ่นเทียนคนนั้นก็ไม่ได้เป็นอะไรเลยนะ"
เซวี่ยจิ้นหอบหายใจอย่างหนักแล้วรีบตะโกนว่า "ข้ายอมแพ้"
สิ้นคำพูด เขาก็รีบหันหลังเตรียมจะลงจากลานประลองทันที
เย่จือหนิงมันสัตว์ประหลาดชัดๆ
การโจมตีจิตวิญญาณเมื่อครู่นี้ไม่ใช่สิ่งที่มนุษย์จะต้านทานได้เลย แม้แต่ผู้อาวุโสหลายท่านในสำนักดาบโลหิตก็ยังไม่แข็งแกร่งขนาดนั้น
นี่จะต้องเป็นวิชาระดับเซียนสายจิตวิญญาณอีกวิชาแน่ๆ
ตอนนี้ในหัวของเขามีเพียงความคิดเดียวเท่านั้น 'วิชาระดับเซียนไม่อาจต่อกรได้'
ก่อนหน้านี้เขายังหลงคิดว่าภายใต้พลังจิตวิญญาณอันแข็งแกร่งของเขา วิชาระดับเซียนก็เป็นเพียงเรื่องไร้สาระ
"คิดจะหนีหรือ"
เมื่อเห็นเซวี่ยจิ้นคิดจะหนี เย่จือหนิงก็ทำราวกับไม่ได้ยินคำยอมแพ้ของเขา นางชี้ดรรชนีออกไปทันที
นางรับปากกับศิษย์น้องเอาไว้แล้วว่าจะแก้แค้นให้พวกเขา จะปล่อยให้เขาหนีไปได้อย่างไร
"ไม่"
คนสุดท้ายของกลุ่มคนโฉดแห่งจันทร์โลหิตก็ถูกสยบด้วยดรรชนีเดียวเช่นกัน
บรรยากาศโดยรอบเงียบกริบ แววตาของเซวี่ยฟางไร้ซึ่งประกายแสงใดๆ มานานแล้ว
"ตายหมดแล้ว ตายกันหมดเลย"
"อ๊าก"
เซวี่ยฟางยกมือขึ้นกุมศีรษะและทรุดตัวลงนั่งยองๆ ด้วยความเจ็บปวด
ในขณะที่ทุกคนคิดว่าเขาไม่สามารถยอมรับความจริงได้นั้น เขากลับถีบเท้าพุ่งทะยานออกไป
เขาก้าวพริบตาเดียวก็บินหนีไปไกลโดยไม่หันกลับมามองอีกเลย
กู้หยวน "..."
เซวียเฉิง "..."
ฝูงชน "???"
แม้แต่ศิษย์สำนักดาบโลหิตที่เหลืออยู่ก็ยังตกตะลึง
ในแผนการเหมือนจะไม่มีขั้นตอนนี้อยู่นะ
แต่ความปรารถนาที่จะเอาชีวิตรอดก็ทำให้พวกเขาตอบสนองอย่างรวดเร็ว คนกว่าร้อยคนแยกย้ายกันหลบหนีไปคนละทิศคนละทางในพริบตา
"หนีเร็ว ผู้อาวุโสเซวี่ยฟางหนีไปแล้ว"
"เชี่ยเอ๊ย หลีกไปไกลๆ เลย อย่ามาขวางทางข้า"
"อย่าตามข้ามา มองไม่เห็นข้า มองไม่เห็นข้า"
ในชั่วพริบตา สถานการณ์ก็วุ่นวายจนดูไม่ได้
แต่ไม่นานนัก ผู้อาวุโสหลายท่านก็บินออกมาจากสำนักฮุ่นเทียน และสกัดกั้นศิษย์สำนักดาบโลหิตที่กำลังหลบหนีเอาไว้ได้ทั้งหมด
เซวี่ยฟางหนีอย่างบ้าคลั่ง ก้มหน้าก้มตาหลับตาหนีอย่างไม่คิดชีวิต
เขาถึงขั้นรู้สึกว่ายังช้าเกินไป จึงยอมใช้เคล็ดวิชาโลหิตหลบหนีด้วยซ้ำ
ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าใด เขาก็ลืมตาขึ้น
สภาพแวดล้อมรอบด้านหยุดนิ่ง แต่เท้าของเขากำลังขยับอยู่นี่นา
"เกิดอะไรขึ้น"
ทันใดนั้น จิตวิญญาณของเขาก็สั่นสะท้าน "จงสูญสลาย"
เซวี่ยฟางตายแล้ว ตายตาไม่หลับ
ในขณะที่เขาตาย ภายในยอดเขาเพียวเมี่ยว อวิ๋นหนิงก็ค่อยๆ ลืมตาขึ้น ก่อนจะกลับไปงีบหลับต่อ
เขาเดาไว้อยู่แล้วว่าเซวี่ยฟางจะต้องหนี
และความแข็งแกร่งของเขาก็ไม่ธรรมดา หากเขาไม่ลงมือ ผู้อาวุโสของสำนักฮุ่นเทียนตามทันก็คงจับกุมตัวไว้ได้ยาก
ไม่นานนัก กู้หยวนก็ปรากฏตัวขึ้นตรงจุดที่เซวี่ยฟางตาย
เขามองดูเซวี่ยฟางที่ไร้ลมหายใจด้วยความรู้สึกเสียวสันหลังวาบ
ผ่านไปเพียงไม่นานก็สามารถสังหารเซวี่ยฟางที่เป็นยอดฝีมือขอบเขตข้ามทัณฑ์สวรรค์รุ่นเก่าได้
คนที่ลงมือจะต้องไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน
เมื่อนำตัวคนของสำนักดาบโลหิตทั้งหมดกลับมาได้แล้ว การต่อสู้ของสำนักฮุ่นเทียนในครั้งนี้ก็นับว่าสมบูรณ์แบบไร้ที่ติ
เวลาผ่านไปเนิ่นนาน ฝูงชนที่มุงดูอยู่หน้าสำนักฮุ่นเทียนถึงจะค่อยๆ สลายตัวไป
และพร้อมกับการจากไปของพวกเขา เรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นในวันนี้ก็จะถูกเผยแพร่กระจายไปทั่วทุกมุมของดินแดนบูรพาตามพวกเขาไปด้วย
"ได้ยินหรือยัง คนของสำนักดาบโลหิตกว่าร้อยคนไปท้าทายสำนักฮุ่นเทียน ผลก็คือถูกกวาดล้างจนหมดสิ้น"
"ที่เจ้าได้ยินมายังน้อยไป ข้ายังได้ยินมาอีกว่า ในกลุ่มนั้นมีกลุ่มคนโฉดแห่งจันทร์โลหิตอยู่ด้วยนะ"
"ที่พวกเจ้าได้ยินมายังน้อยไป ข้ายังรู้มาว่าทั้งสามคนนั้นล้วนถูกอัจฉริยะของสำนักฮุ่นเทียนสังหารด้วยกระบวนท่าเดียวเท่านั้น"
"ข่าวด่วน ข่าวด่วน ละครเรื่องใหม่ของหอข่าวสาร อธิบายเหตุการณ์สำนักฮุ่นเทียนอย่างละเอียด ข้อมูลที่ครบถ้วนที่สุดในตอนนี้ จ่ายเพียงหนึ่งตำลึงเงิน ฟังได้ตั้งแต่เช้ายันค่ำ"
"เร่เข้ามา เร่เข้ามา อย่าพลาดโอกาสดีๆ..."
คนธรรมดารู้จักแค่ดูเรื่องสนุก แต่ผู้บำเพ็ญเพียรกลับให้ความสำคัญกับรากฐานที่แท้จริงของสำนักฮุ่นเทียนมากกว่า
วิชาระดับเซียนปรากฏขึ้นแล้ว
"พี่ชาย ท่านกำลังจะไปไหน ทำไมถึงได้รีบร้อนขนาดนี้"
"แน่นอนว่าไปขอเข้าร่วมสำนักฮุ่นเทียนน่ะสิ นั่นมันวิชาระดับเซียนเลยนะ หากข้ามีโอกาสได้ฝึกวิชาระดับเซียน ต่อให้ข้าต้องกลายเป็นเซียนข้าก็ยอม"
"งั้นก็ถูกแล้วพี่ชาย เรือเหาะของข้าลำนี้สามารถเดินทางได้วันละหมื่นลี้ รับรองว่าท่านจะไปถึงสำนักฮุ่นเทียนเป็นคนแรก สนใจจะดูหน่อยไหม"
"เวรเอ๊ย มาขายของงั้นหรือ ไสหัวไปไกลๆ เลย"
ณ ห้องลับเล็กๆ แห่งหนึ่ง มีแสงเทียนสลัวๆ ส่องประกายอยู่
มีคนสี่คนนั่งล้อมวงกันอยู่ที่โต๊ะ
แต่ละคนล้วนเป็นบุคคลระดับที่หากกระทืบเท้าเพียงครั้งเดียวก็สามารถทำให้ทั่วทั้งดินแดนบูรพาสั่นสะเทือนได้
เจ้าสำนักชิงเซวียน
เจ้าสำนักเฟิงหยิน
เจ้าสำนักว่านเริ่น
เจ้าสำนักโอสถเก้าเพลิง
ทุกคนต่างมีสีหน้าเคร่งเครียด นั่งกอดอกครุ่นคิดอย่างหนัก
เป็นเพราะเพิ่งจะมีข่าวส่งกลับมายังสำนักของตน
สำนักฮุ่นเทียนมีวิชาระดับเซียน
ข่าวนี้ส่งผลเสียอย่างยิ่งต่อพวกเขาที่อยู่ในระดับขุมกำลังสูงสุดเช่นเดียวกัน
แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นข่าวดีด้วย
เพราะเมื่อวิชาระดับเซียนปรากฏขึ้น บางทีพวกเขาอาจจะมีส่วนแบ่งด้วยก็ได้
ทุกคนต่างก็มีแผนการในใจของตนเอง
เวลาผ่านไปเนิ่นนาน เจ้าสำนักชิงเซวียนก็เอ่ยขึ้น "ทุกท่าน เรื่องที่สำนักฮุ่นเทียนมีวิชาระดับเซียน พวกท่านคิดเห็นอย่างไร"
เจ้าสำนักว่านเริ่นตบโต๊ะดังปังแล้วลุกขึ้นยืน "เลิกเล่นลิ้นกันได้แล้ว คนกันเองไม่ต้องพูดอ้อมค้อม วิชาระดับเซียนนี้สำนักว่านเริ่นของข้าจะต้องได้มาครอบครองให้จงได้ สำนักทั้งสี่ของพวกเราจะร่วมมือกันบีบบังคับให้สำนักฮุ่นเทียนส่งมันออกมา หากใครในพวกท่านไม่เข้าร่วม หลังจากนี้ก็อย่าหวังว่าจะได้ส่วนแบ่งเลย"
บรรยากาศในห้องเงียบลงชั่วขณะ
การกระทำนี้มีโอกาสสูงมากที่จะก่อให้เกิดสงครามครั้งใหญ่ จึงต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ
ผ่านไปครู่ใหญ่ เจ้าสำนักเฟิงหยินก็กล่าวว่า "ข้าเห็นด้วย แต่มีข้อแม้หนึ่งข้อ หากใครคิดจะฉวยโอกาสเอาเปรียบ สำนักอีกสามแห่งจะต้องร่วมมือกันจัดการคนคนนั้นให้ราบคาบ"
เจ้าสำนักโอสถเก้าเพลิงกล่าวว่า "ข้าเห็นด้วย"
เจ้าสำนักชิงเซวียนกล่าวว่า "สำนักชิงเซวียนของข้าก็ไม่มีปัญหา"
[จบแล้ว]