- หน้าแรก
- แค่รับศิษย์ก็หยั่งรู้ไร้ขอบเขต
- บทที่ 20 ศิษย์คนที่สอง
บทที่ 20 ศิษย์คนที่สอง
บทที่ 20 ศิษย์คนที่สอง
บทที่ 20 ศิษย์คนที่สอง
สีหน้าของมู่ซิงจือเป็นปกติ เขารู้ดีว่าคำถามของเซินถูเฟิงนั้นเต็มไปด้วยหลุมพราง!
เนื่องจากมรดกสืบทอดด้านการหลอมโอสถของสำนักโอสถนั้นเก่าแก่มาก สำนักโอสถจึงล่วงรู้ความลับเกี่ยวกับการหลอมโอสถมากมายที่คนนอกไม่รู้
เขาถามว่ามีโอสถระดับราชันย์กี่เม็ดที่ถือกำเนิดขึ้นพร้อมกับโอสถระดับเทพเม็ดนั้น หากไม่มีหลุมพรางซ่อนอยู่ มู่ซิงจือก็คงไม่เชื่อแม้แต่เครื่องหมายวรรคตอนเลยด้วยซ้ำ
การนั่งในตำแหน่งเจ้าสำนักจะเรียบง่ายอย่างที่เขาแสดงออกต่อหน้าหลี่เฉิงเป็นประจำได้จริงๆ หรือ?
มู่ซิงจือแย้มยิ้มบางๆ แล้วกล่าวว่า "เรื่องนั้นข้าเองก็ไม่แน่ใจนัก โอสถเม็ดนั้นถูกหลอมขึ้นโดยผู้อาวุโสท่านหนึ่งในสำนักของเรา แม้ว่าพวกเราจะอยู่ในเหตุการณ์ตอนที่ทัณฑ์โอสถร่วงหล่นลงมา แต่พวกเราก็ไม่มีเวลาได้มองเห็นอย่างชัดเจนก่อนที่ผู้อาวุโสท่านนั้นจะนำมันไปเสียก่อน"
เมื่อได้ยินเช่นนี้ หนิงเชียนชิว ผู้อาวุโสสูงสุดแห่งสำนักโอสถก็ตบต้นขาฉาดใหญ่ "ข้าว่าแล้วเชียว! ที่แท้มันก็ถูกหลอมขึ้นโดยผู้อาวุโสจากสำนักอันทรงเกียรติของท่านนี่เอง ท่านเจ้าสำนักมู่ ท่านพอจะแนะนำเขาให้พวกเรารู้จักได้หรือไม่?"
เมื่อได้ยินดังนั้น มู่ซิงจือและคนอื่นๆ ก็เข้าใจทันทีว่าเหตุใดท่านอาเล็กจึงบอกว่าจะไปเก็บตัวบำเพ็ญเพียร
ที่แท้เขาก็คาดเดาไว้แล้วว่าคนของสำนักโอสถจะต้องมาตามหาเขาหลังจากที่มาถึง
"การแนะนำนั้นเป็นเรื่องที่สมควรทำอยู่แล้ว ทว่าดูเหมือนผู้อาวุโสท่านนั้นจะได้รับความรู้แจ้งบางอย่างหลังจากหลอมโอสถเสร็จสิ้น และได้เข้าสู่การเก็บตัวบำเพ็ญเพียรไปแล้ว" มู่ซิงจือกล่าวพร้อมรอยยิ้ม
ประกายแห่งความผิดหวังวาบผ่านดวงตาของเซินถูเฟิงและคนอื่นๆ แต่พวกเขาก็ไม่ได้สงสัยอันใด เพราะด้วยการร่วงหล่นของทัณฑ์โอสถ หากบอกว่าไม่ได้ความรู้แจ้งใดๆ เลยสิถึงจะน่าเหลือเชื่อ
เมื่อผู้บำเพ็ญเพียรเข้าสู่การเก็บตัวบำเพ็ญเพียร อาจจะสั้นเพียงไม่กี่วัน หรืออาจจะยาวนานหลายปี หลายสิบปี หรือแม้กระทั่งหลายร้อยปี
เรื่องนี้คงจะจัดการยากเสียแล้ว
หนิงเชียนชิวครุ่นคิดแล้วเอ่ยถาม "ข้าสงสัยว่าผู้อาวุโสท่านนั้นได้บอกไว้หรือไม่ว่าจะเก็บตัวบำเพ็ญเพียรนานแค่ไหน? หากไม่นาน พวกเราก็พอจะรอได้ แต่หากนานเกินไปก็คงพูดยาก"
มู่ซิงจือปรายตามองหนิงเชียนชิว เขามองออกว่าหนิงเชียนชิวเป็นคนตรงไปตรงมามาก ถึงขั้นพูดโดยไม่ทันยั้งคิดเสียด้วยซ้ำ
วิธีที่เขาพูด ดูราวกับว่าการที่ท่านอาเล็กออกจากด่านบำเพ็ญเพียรมาพบเขาถือเป็นเกียรติสำหรับท่านอาเล็กเสียอย่างนั้น
เขาจะปล่อยให้เป็นเช่นนี้ไม่ได้!
อยากพบท่านอาเล็กงั้นหรือ? ฝันไปเถอะ!
เมื่อคิดได้เช่นนี้ มู่ซิงจือจึงกล่าวว่า "ครั้งล่าสุดที่ผู้อาวุโสท่านนั้นเก็บตัวบำเพ็ญเพียร ก็ปาเข้าไปสิบปีแล้ว ครั้งนี้ข้าเองก็ไม่แน่ใจนัก"
เซินถูเฟิงปรายตามองหนิงเชียนชิว แฝงนัยยะบางอย่าง ก่อนจะประสานมือคารวะมู่ซิงจือแล้วกล่าวว่า "เพื่อแสดงความเคารพต่อผู้อาวุโสที่สามารถดึงดูดทัณฑ์โอสถลงมาได้ แน่นอนว่าพวกเราย่อมไม่อาจบังคับฝืนใจ ทุกอย่างล้วนขึ้นอยู่กับวาสนา ท่านเจ้าสำนักมู่ หากพวกเราจะขอรบกวนพักอยู่ที่นี่สักสองสามวัน ท่านจะว่าอย่างไร?"
"การที่ท่านเจ้าสำนักเซินถูมาพักที่สำนักเทียนจีของข้า นับเป็นพรที่พวกเราได้แต่ปรารถนา จะถือเป็นการรบกวนได้อย่างไรเล่า?"
มู่ซิงจือประสานมือคารวะตอบ ลึกๆ แล้วเขารู้สึกว่าคนพวกนี้คงไม่ยอมแพ้จนกว่าจะได้พบท่านอาเล็กเป็นแน่
เรื่องนี้เจ้าสำนักอย่างเขาไม่อาจตัดสินใจเองได้ เขาต้องไปถามความเห็นของท่านอาเล็กก่อน
แต่ก่อนหน้านี้ท่านอาเล็กได้บอกไว้ว่าจะเก็บตัวบำเพ็ญเพียรสักสองสามวันและไม่อยากถูกรบกวน ดังนั้นคงจะดีกว่าหากไปถามในอีกสองสามวันข้างหน้า!
ส่วนคนจากสำนักโอสถกลุ่มนี้ ก็ปล่อยให้รอเก้อไปก่อนก็แล้วกัน
ในช่วงสองสามวันที่ผ่านมา หลี่เฉิงขลุกอยู่ในหอคัมภีร์เพื่ออ่านหนังสือ ตอนแรกเขาอ่านเฉพาะบันทึกที่เกี่ยวข้องกับโอสถวิญญาณ แต่ต่อมาเขาก็อ่านมันทุกอย่าง
ในขณะเดียวกัน บรรดาผู้บริหารระดับสูงของสำนักโอสถก็เอาแต่ศึกษาวิเคราะห์โอสถผันแปรวิญญาณระดับจักรพรรดิเม็ดนั้น
เวลาล่วงเลยไปห้าวัน หลี่เฉิงกวาดอ่านหนังสือในหอคัมภีร์ไปหกชั้นแรกจนหมดเกลี้ยง ยกเว้นหมวดวิชาบำเพ็ญเพียรและคาถา ก่อนจะยอมออกจากหอคัมภีร์ในที่สุด
"ผู้อาวุโสลำดับที่เจ็ด จัดการเรื่องนั้นเรียบร้อยแล้วหรือยัง?"
ทันทีที่ก้าวออกมาจากหอคัมภีร์ สัมผัสวิญญาณของหลี่เฉิงก็พุ่งตรงไปยังยอดเขาลำดับที่เจ็ด เพื่อตามหาผู้อาวุโสลำดับที่เจ็ด
ผู้อาวุโสลำดับที่เจ็ดเคยบอกไว้ว่าจะจัดการให้เสร็จภายในวันรุ่งขึ้น แต่นี่ก็ปาเข้าไปวันที่หกแล้ว
"จัดการเรียบร้อยตั้งนานแล้วขอรับท่านอาเล็ก หลายวันมานี้ท่านเก็บตัวบำเพ็ญเพียร ข้าจึงไม่กล้าไปรบกวน" ผู้อาวุโสลำดับที่เจ็ดตอบกลับ
ดวงตาของหลี่เฉิงเป็นประกาย ศิษย์คนที่สองของเขาจัดการเรียบร้อยแล้ว!
"มาหาข้าที่ยอดเขาลำดับที่สิบแปดสิ!"
หลี่เฉิงส่งเสียงผ่านกระแสจิต พร้อมกับรีบมุ่งหน้าไปยังยอดเขาลำดับที่สิบแปด
ไม่นานนัก ผู้อาวุโสลำดับที่เจ็ดก็เหาะมาพร้อมกับหลิงซี และร่อนลงห่างจากหลี่เฉิงเพียงไม่กี่ก้าว
หลี่เฉิงมองสำรวจหลิงซีตั้งแต่หัวจรดเท้า เห็นรูปร่างอรชรอ้อนแอ้น ดูนุ่มนวลและสง่างาม ดวงตากลมโตดุจดวงดาวและพระจันทร์สุกสกาว คิ้วเรียวยาวดุจใบหลิว จมูกโด่งรั้น และรูปโฉมที่งดงามชวนมอง
โดยทั่วไปแล้ว ผู้บำเพ็ญเพียรหญิงที่ได้รับการหล่อเลี้ยงจากปราณฟ้าดินมักจะงดงามมาก
หลิงซี ผู้ซึ่งมาจากเผ่าวิญญาณหยินหยาง ทายาทของจิตวิญญาณโดยกำเนิด ย่อมต้องมีรูปโฉมที่งดงามหมดจดอยู่แล้ว
"ศิษย์หลิงซี ขอคารวะท่านอาจารย์!"
หลิงซีก้าวไปข้างหน้าด้วยความประหม่าเล็กน้อย คุกเข่าทำพิธีฝากตัวเป็นศิษย์อย่างว่าง่าย
หลี่เฉิงเข้าใจทันที ดูเหมือนผู้อาวุโสลำดับที่เจ็ดจะอธิบายทุกอย่างให้นางฟังหมดแล้ว
【รับศิษย์สำเร็จ ได้รับรางวัลโอกาสบรรลุธรรม 2 ครั้ง】
【โอกาสบรรลุธรรมที่เหลืออยู่ในปัจจุบัน: 2 ครั้ง】
ในตอนนั้นเอง เสียงแจ้งเตือนที่หลี่เฉิงรอคอยก็ดังขึ้น
เช่นเดียวกับตอนที่เขารับอวิ๋นเทียนฉยงเป็นศิษย์ เขาได้รับรางวัลสองครั้งเช่นกัน
หลี่เฉิงแอบดีใจ ครั้งนี้เรื่องค่ายกลคงจัดการได้เสียที!
หากเขาสามารถใช้โอกาสบรรลุธรรมทั้งสองครั้งนี้เพื่อผลักดันวิชาค่ายกลของเขาให้ถึงระดับปรมาจารย์ค่ายกลระดับเจ็ดได้ เขาก็คงจะพอใจแล้ว
"ลุกขึ้นเถิด ข้าพอจะเข้าใจสถานการณ์ของเจ้าโดยคร่าวๆ แล้ว บัดนี้เมื่อเจ้าอยู่ภายใต้การดูแลของข้า เจ้าก็ไม่จำเป็นต้องอยู่อย่างหวาดระแวงอีกต่อไป" หลี่เฉิงกล่าวพร้อมรอยยิ้ม เขาไม่อยากให้เด็กสาวคนนี้ต้องกังวลจนเกินไป
แค่นี้นางก็ประหม่าจะแย่อยู่แล้ว หากเขาทำหน้าดุ นางจะไม่ยิ่งตื่นกลัวไปกว่าเดิมหรือ?
"ท่านอาเล็ก ข้าขอร้องล่ะ หลิงซีปรารถนาในวิถีแห่งการหลอมโอสถอย่างยิ่ง ข้าหวังว่าท่านอาเล็กจะช่วยเติมเต็มความปรารถนาของนาง" ผู้อาวุโสลำดับที่เจ็ดกล่าวพร้อมประสานมือคารวะ
หลี่เฉิงปรายตามองผู้อาวุโสลำดับที่เจ็ด ก่อนจะเบนสายตาไปที่หลิงซี แล้วเอ่ยถามด้วยความสงสัย "เห็นได้ชัดว่าปราณฟ้าดินธาตุไม้เข้ากับเจ้าได้ดีมาก เหตุใดเจ้าจึงอยากเดินในวิถีแห่งการหลอมโอสถเล่า?"
ปราณฟ้าดินที่โอบล้อมหลิงซีส่วนใหญ่เป็นธาตุไม้ บ่งบอกว่ารากปราณวิญญาณธาตุไม้ของนางแข็งแกร่งกว่ารากปราณวิญญาณธาตุอื่นๆ ในสถานการณ์เช่นนี้ การเลือกเดินบนวิถีแห่งการหลอมโอสถไม่ใช่เรื่องที่ฉลาดนัก
เว้นเสียแต่นางจะสามารถทำความเข้าใจกฎเกณฑ์แห่งไฟได้ หรือปลุกกายาพิเศษบางอย่างขึ้นมาได้ มิเช่นนั้นนางก็จะไม่มีข้อได้เปรียบใดๆ เลยบนเส้นทางการหลอมโอสถ
"เรียนท่านอาจารย์ ข้าเพียงแค่อยากจะช่วยชีวิตคน" หลิงซีกล่าวด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา
ผู้อาวุโสลำดับที่เจ็ดรับช่วงต่อ "อย่าให้ความเยาว์วัยของนางหลอกท่านได้ อันที่จริงก่อนที่นางจะเข้ามาในสำนัก นางตะเกียกตะกายออกมาจากกองซากศพ บางทีการได้เห็นความเป็นความตายมากเกินไปอาจทำให้นางเกิดความหมกมุ่นเช่นนี้ก็เป็นได้!"
หลี่เฉิงไม่ได้ใส่ใจอะไร ท้ายที่สุดแล้ว คนเราจะทำได้ดีก็ต่อเมื่อได้ทำในสิ่งที่รัก หากนางอยากจะฝึกฝนการหลอมโอสถ ก็ปล่อยนางไปเถิด!
ตราบใดที่ความสามารถในการทำความเข้าใจของนางไม่ได้ย่ำแย่จนเกินไป เขาย่อมได้รับโอกาสในการบรรลุธรรมมากมายแน่นอน!
ส่วนเรื่องการสอน หลี่เฉิงก็ไม่คิดจะกั๊กวิชาไว้อยู่แล้ว
ในตอนนั้นเอง มู่ซิงจือก็เหาะมาด้วยความเร็วสูง เสียงของเขาดังมาก่อนตัวเสียอีก "ท่านอาเล็ก คนจากสำนักโอสถต้องการพบท่าน ท่านปรารถนาจะพบพวกเขาหรือไม่?"
"นี่ก็ผ่านมาห้าวันแล้ว พวกเขายังไม่ไปอีกหรือ?" หลี่เฉิงถามด้วยความประหลาดใจ
มู่ซิงจือร่อนลงตรงหน้าหลี่เฉิง ส่ายหน้าเบาๆ "พวกเขาถามทุกวันว่าท่านออกจากด่านบำเพ็ญเพียรหรือยัง และดูไม่มีทีท่าว่าจะกลับเลย พวกเขาคงอยากจะถามท่านว่าหลอมโอสถระดับเทพได้อย่างไรกระมัง!"
"หมายความว่าไง 'คงจะ'? ต้องใช่แน่ๆ อยู่แล้ว" ผู้อาวุโสลำดับที่เจ็ดกล่าวเสริม
หลี่เฉิงหยิบหยกบันทึกเปล่าๆ ออกมา ถ่ายทอดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการหลอมโอสถของเขาลงไป แล้วยื่นให้หลิงซี "เจ้าลองอ่านความรู้ความเข้าใจของข้าดูก่อน แล้วข้าจะสอนเจ้าในภายหลัง"
ดวงตาของผู้อาวุโสลำดับที่เจ็ดเป็นประกาย เขาอดไม่ได้ที่จะกลืนน้ำลาย "เอ่อ ท่านอาเล็ก ข้าขอดูล่วยได้หรือไม่?"
"ทำไมจะไม่ได้ล่ะ หากท่านอยากดูก็ดูไปเถิด ท่านเจ้าสำนัก พวกเราไปพบคนจากสำนักโอสถกันก่อนดีกว่า"
พูดจบ หลี่เฉิงก็ก้าวทะยานขึ้นไปในอากาศแล้ว
มู่ซิงจือรีบตามไปติดๆ "ท่านอาเล็ก เซินถูเฟิง เจ้าสำนักโอสถไม่ใช่คนธรรมดานะ คำพูดของเขามักจะแฝงไปด้วยหลุมพรางเสมอ ท่านต้องระวังตัวให้ดี"
หลี่เฉิงมองมู่ซิงจือ "เขาวางหลุมพรางดักท่านงั้นหรือ?"
"ใช่แล้ว! วันแรกที่พวกเขามาถึง พวกเขาได้สังเกตโอสถผันแปรวิญญาณระดับจักรพรรดิเม็ดหนึ่ง และถามข้าว่ามีโอสถระดับราชันย์กี่เม็ดที่ถือกำเนิดขึ้นพร้อมกับมัน!"
"ข้ารู้สึกได้ทันทีว่ามีหลุมพรางซ่อนอยู่ ข้าจึงไม่ได้ตอบกลับไปตรงๆ"
หลี่เฉิงหรี่ตาลง "คนผู้นี้มีสายตาที่เฉียบแหลมมาก และเขาก็เป็นจิ้งจอกเฒ่าตัวฉกาจเลยล่ะ!"
"โอ้? ท่านหมายความว่าอย่างไรหรือท่านอาเล็ก?" มู่ซิงจือเริ่มสงสัย เพียงแค่นี้ ท่านอาเล็กก็สรุปได้แล้วหรือว่าเซินถูเฟิงมีสายตาที่เฉียบแหลมน่ะ?