- หน้าแรก
- ติ๊ง! ระบบโกงอัปเกรดศักยภาพไร้ขีดจำกัด
- บทที่ 280 - เขตดาวโกลาหล ช่างเป็นขุมทรัพย์เสียจริง!
บทที่ 280 - เขตดาวโกลาหล ช่างเป็นขุมทรัพย์เสียจริง!
บทที่ 280 - เขตดาวโกลาหล ช่างเป็นขุมทรัพย์เสียจริง!
บทที่ 280 - เขตดาวโกลาหล ช่างเป็นขุมทรัพย์เสียจริง!
เมื่อเจตจำนงของเขาขยับวูบ อาณาเขตวิชาต้องห้ามก็สลายตัวไป
เวินฉิงเสวี่ยและอู่เทียนจี๋ที่เฝ้ารอคอยอยู่ภายนอกมาโดยตลอด พลันเผยสีหน้าปีติยินดีออกมาในทันที
"พี่เจียงเหิง ท่านไม่เป็นอะไรก็ดีแล้ว!"
เวินฉิงเสวี่ยรีบพุ่งทะยานเข้าไปหา พลางกล่าวด้วยความปลาบปลื้มใจ
ส่วนอู่เทียนจี๋นั้นหันมองไปรอบด้าน ก่อนจะเอ่ยถามด้วยความประหลาดใจว่า "ยอดฝีมือระดับขอบเขตอริยะผู้นั้นเล่า ตายแล้วหรือ"
เจียงเหิงไม่อยากอธิบายความน่าอัศจรรย์ของวิชาผนึกของตนเองให้มากความ จึงพยักหน้ารับอย่างส่งเดช "ตายแล้ว"
"ตัวตนที่อยู่เหนือขอบเขตราชันเทพ ขอบเขตอริยะที่ไม่เคยปรากฏขึ้นมาก่อน เจ้ากลับสามารถเผชิญหน้าและสังหารมันได้ ช่าง..."
อู่เทียนจี๋เดาะลิ้นด้วยความทึ่ง ชั่วขณะหนึ่งเขานึกหาคำศัพท์มาบรรยายไม่ออก จึงทำได้เพียงกล่าวต่อไปว่า "ช่างร้ายกาจเกินไปแล้ว!"
เจียงเหิงยื่นมือออกไป เผยให้เห็นหอกยาวสีทองที่อยู่ในกำมือ
"นี่คือวัตถุศักดิ์สิทธิ์ของยอดฝีมือเผ่าเทพที่ชื่อลู่เค่อผู้นั้น ข้าผนึกมันเอาไว้ชั่วคราวแล้ว"
อู่เทียนจี๋รีบเอ่ยขึ้นมาในทันที "การสังหารลู่เค่อ เป็นผลงานที่มาจากกำลังของเจ้าเพียงผู้เดียว ของเชลยชิ้นนี้จึงตกเป็นสิทธิ์ขาดของเจ้า"
เจียงเหิงพยักหน้ารับ เขาแบมือยื่นไปตรงหน้าเวินฉิงเสวี่ย ก่อนจะเอ่ยกลั้วรอยยิ้ม "ให้เจ้าก็แล้วกัน! ประจวบเหมาะกับที่เจ้าหยั่งรู้พลังกฎเกณฑ์แสงสว่างแล้ว ก็สามารถหยั่งรู้พลังแห่งวิถีแสงสว่างต่อไปได้เลย ถือว่าสืบทอดเจตนารมณ์ของกระบี่แสงฉาน หอกเล่มนี้ถูกกำหนดมาให้เป็นของเจ้าแล้ว"
เวินฉิงเสวี่ยเหาะลงมาหยุดอยู่บนฝ่ามือของเขา นางหยิบหอกยาวสีทองขึ้นมาแล้วเก็บเข้าแหวนมิติ ก่อนจะพยักหน้ารับอย่างเงียบๆ
ความซาบซึ้งใจบางอย่าง ไม่จำเป็นต้องเอ่ยเป็นวาจา เก็บเอาไว้ในใจย่อมดีที่สุด
ในขณะที่ทั้งสามคนเตรียมตัวจะออกเดินทางต่อ ทันใดนั้นพวกเขาก็เห็นเงาร่างอีกสองสายบินตรงมาจากแดนไกล
"การต่อสู้ครั้งนี้ ปล่อยให้เป็นหน้าที่ข้าเอง!"
ร่างของอู่เทียนจี๋พุ่งทะยานออกไปเป็นคนแรก มุ่งหน้าเข้าหาเงาร่างทั้งสองสายนั้น
"ทุกคนควรมีส่วนร่วม ข้าก็ด้วย!"
เวินฉิงเสวี่ยก็พุ่งทะยานร่างตามหลังอู่เทียนจี๋ไปติดๆ เช่นกัน
ร่างสูงใหญ่ดั่งขุนเขาของเจียงเหิง คอยตามหลังพวกเขาทั้งสองคนไปอย่างเงียบเชียบ
"อู่เทียนจี๋! ไม่ได้เจอกันเสียนาน ไม่รู้ว่าฝีมือของเจ้าพัฒนาก้าวหน้าขึ้นบ้างหรือไม่"
ชายเผ่าคนยักษ์ผู้มีส่วนสูงเกือบสิบเมตรซึ่งเป็นผู้นำกลุ่ม ระเบิดเสียงหัวเราะอย่างเบิกบาน
"นั่วตุน! เลิกพูดจาไร้สาระเสียที! เข้ามาเลย!"
ร่างของอู่เทียนจี๋ไม่ได้หยุดชะงักเลยแม้แต่น้อย เขาพุ่งเข้าไปประชิดตัวอีกฝ่าย ก่อนจะตวัดมือวูบ รอยแยกมิติจำนวนมหาศาลก็ม้วนตัวกวาดทะยานไปเบื้องหน้า
เผ่าคนยักษ์นามว่านั่วตุนพุ่งตัวเข้าปะทะตรงๆ ทั่วทั้งร่างของมันอาบไล้ไปด้วยสายฟ้าที่สว่างเจิดจ้า มันปล่อยหมัดออกไปหนึ่งหมัด
มังกรอัสนีตัวเขื่องพุ่งทะยานออกมา ปะทะเข้ากับรอยแยกมิติ ก่อนจะสลายหายไปพร้อมกัน
อีกด้านหนึ่ง
เวินฉิงเสวี่ยกวัดแกว่งกระบี่ยาวอย่างต่อเนื่อง ลำแสงสีขาวทำลายล้างพุ่งทะลวงออกไปสายแล้วสายเล่า
ยอดฝีมือเผ่าคนยักษ์อีกคนหนึ่งพยายามเบี่ยงตัวหลบ ทว่ากลับพบว่าลำแสงสีขาวทำลายล้างนั้นรวดเร็วเกินไป ร่างกายเพิ่งจะเตรียมตัวขยับหลบ ก็ถูกยิงเข้าที่แขนซ้ายเสียแล้ว
ลำแสงสีขาวทำลายล้างระเบิดออกในชั่วพริบตา!
เนื้อหนังบนแขนของชายผู้นั้นแตกกระจาย ถูกระเบิดจนกลายเป็นรอยแหว่งขนาดเท่าชามใบใหญ่ ทว่าเมื่อเทียบกับขนาดร่างกายที่สูงถึงสิบเมตรของเผ่าคนยักษ์แล้ว บาดแผลนี้ก็จัดได้ว่าเป็นเพียงแค่รอยถลอกเท่านั้น
มันล้มเลิกความคิดที่จะหลบหลีกไปโดยปริยาย มันยกแขนทั้งสองข้างขึ้นไขว้กันไว้ระดับศีรษะ พายุหมุนอันไร้ที่สิ้นสุดก่อตัวขึ้นเป็นโล่วายุขนาดยักษ์อยู่เบื้องหน้า จากนั้นมันก็แบกรับห่าฝนลำแสงสีขาวทำลายล้าง พุ่งทะยานเข้าใส่คู่ต่อสู้อย่างดุดัน
เวินฉิงเสวี่ยพริ้วกายหลบหลีกไปมา ขณะเดียวกันกระบี่ยาวในมือก็ชี้ตรงไปยังอีกฝ่าย นางปลดปล่อยลำแสงสีขาวทำลายล้างออกมาอย่างต่อเนื่องราวกับปืนกล
จุดเด่นที่สุดของพลังกฎเกณฑ์แสงสว่างก็คือความเร็วในการโจมตี ภายใต้ระดับพลังบ่มเพาะที่ไล่เลี่ยกัน แทบจะไม่มีผู้ใดสามารถหลบหลีกได้เลย
ทว่าพลังป้องกันของโล่วายุของอีกฝ่ายก็นับว่าน่าทึ่งยิ่งนัก มันสามารถสกัดกั้นลำแสงสีขาวทำลายล้างทั้งหมดเอาไว้ได้อย่างง่ายดาย
เวินฉิงเสวี่ยจึงเปลี่ยนกระบวนท่าในทันที
นางกวัดแกว่งกระบี่ยาวไปมา ปราณกระบี่สีขาวบริสุทธิ์ถูกฟาดฟันแหวกอากาศออกไปสายแล้วสายเล่า
ยอดฝีมือเผ่าคนยักษ์ยื่นมือออกมาตบฉาด คมมีดวายุอันแหลมคมไร้ที่สิ้นสุดก็แปรสภาพเป็นพายุหมุนกวาดม้วนไปเบื้องหน้า เข้าปะทะกับปราณกระบี่อย่างจัง
สนามรบของทั้งสองฝั่งเต็มไปด้วยความปั่นป่วนของพลังกฎเกณฑ์ และพายุพลังปราณที่บ้าคลั่ง
เจียงเหิงผู้มีส่วนสูงเกือบสองพันเมตร ยืนสงบนิ่งเฝ้าดูการต่อสู้อยู่ในระยะห่าง
เวลาผ่านไปไม่นานนัก
สนามรบแห่งหนึ่งก็เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้น
เห็นเพียงแค่อู่เทียนจี๋ตวัดมือขวาเบาๆ รอยแยกมิติขนาดมหึมาก็ฟาดฟันผ่านร่างของนั่วตุนไปในพริบตา
ฉับพลันนั้น แขนข้างหนึ่งก็ปลิวว่อนขึ้นสู่ท้องฟ้า
นั่วตุนพริ้วกายหลบฉาก มือซ้ายที่ยังคงสมบูรณ์ดีคว้าแขนที่ลอยเคว้งอยู่กลางอากาศเอาไว้แน่น ก่อนจะนำมาทาบประกบเข้ากับรอยแผลที่แขนขาด ก้อนเนื้อบริเวณนั้นเกิดการบีบรัดตัวและเชื่อมต่อเข้าหากันอย่างรวดเร็ว
มันหัวเราะลั่นอย่างไม่ยี่หระ "อู่เทียนจี๋ พลังฝีมือของเจ้าพัฒนาก้าวหน้าขึ้นมากจริงๆ ถึงขั้นหยั่งรู้พลังแห่งวิถีมิติได้แล้ว การต่อสู้ครั้งนี้เจ้าเป็นฝ่ายชนะ"
"ถอย!"
มันปรายตามองสนามรบอีกแห่งหนึ่ง ก่อนจะตวาดลั่น แล้วรีบเหาะทะยานหนีไปให้ไกล
เจียงเหิงพุ่งตัววูบ เข้าไปขวางทางมันเอาไว้ในทันที
"พ่ายแพ้แล้วคิดจะหนีงั้นหรือ ทิ้งแหวนมิติเอาไว้สิ!"
ร่างอันสูงใหญ่ดุจขุนเขาสูงตระหง่านตระหง่านอยู่ในห้วงความว่างเปล่า แววตาดุจดั่งเทพเจ้าเบื้องบนที่กำลังก้มมองประชากรชั้นต่ำ
เขาจ้องมองนั่วตุนด้วยสายตาเย็นชาเช่นนั้น
"อู่เทียนจี๋ นี่เจ้าคิดจะสู้ตายกับข้างั้นหรือ"
ทว่านั่วตุนกลับไม่แม้แต่จะปรายตามองเขา สายตาของมันยังคงจับจ้องไปยังอู่เทียนจี๋ที่อยู่อีกด้านหนึ่ง
ในสายตาของมัน เจียงเหิงก็เป็นเช่นเดียวกับเวินฉิงเสวี่ยที่อยู่อีกสนามรบหนึ่ง เป็นเพียงแค่ผู้ใต้บังคับบัญชาระดับผู้อาวุโสที่อู่เทียนจี๋พามาเปิดหูเปิดตาเท่านั้น ไม่คู่ควรให้มันชายตามองด้วยซ้ำ
มีเพียงอู่เทียนจี๋เท่านั้น ที่มีคุณสมบัติพอจะเป็นคู่ต่อสู้ของมันได้
มีเพียงอู่เทียนจี๋เท่านั้น ที่มีคุณสมบัติพอจะเจรจากับมันได้
"ดูเหมือนว่าคงต้องให้เจ้าลิ้มรสความเจ็บปวดเสียบ้างแล้ว"
เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายไม่สนใจตน เจียงเหิงก็ไม่ได้โกรธเคืองแต่อย่างใด เขาเพียงกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
จากนั้นร่างของเขาก็ขยับวูบ ไปปรากฏตัวอยู่เบื้องหน้านั่วตุนในพริบตา ฝ่ามือยักษ์ฟาดประทับลงมาอย่างรุนแรง
การเคลื่อนย้ายพริบตาและการโจมตีอันกะทันหันนี้ ทำเอานั่วตุนถึงกับใจหายวาบ มันรีบชกหมัดสวนกลับไปเพื่อต้านทาน
มังกรอัสนีตัวหนึ่งปะทะเข้ากับฝ่ามือยักษ์อย่างจัง
ท่ามกลางสายตาอันตื่นตระหนกของนั่วตุน มังกรอัสนีพลันแตกสลายไปในพริบตา ทว่าฝ่ามือยักษ์ยังคงกดทับลงมาอย่างต่อเนื่อง ก่อนจะกระแทกเข้าใส่ร่างกายของมัน
พละกำลังอันไร้เทียมทานทำให้ร่างกายของมันสั่นสะท้านขึ้นมาในทันที รอยแยกมิติจำนวนนับไม่ถ้วนระเบิดออกรอบกาย กรีดเฉือนสร้างบาดแผลลึกหลายเชียะขึ้นบนร่างของมันนับครั้งไม่ถ้วน
อู่เทียนจี๋ที่อยู่ไกลออกไปเพิ่งจะยักไหล่ ก่อนจะเอ่ยตอบกลั้วรอยยิ้มหยอกล้อ "ขออภัยด้วย เป็นเจ้าต่างหากที่ต้องสู้ตาย พวกข้าไม่เห็นจำเป็นต้องสู้ตายเลยสักนิด"
ร่างของเขาขยับวูบ พุ่งตรงไปยังสนามรบอีกแห่งหนึ่ง
เมื่อเขาสังหารยอดฝีมือเผ่าคนยักษ์อีกคนหนึ่งได้อย่างรวดเร็ว และเหาะกลับมาสังเกตการณ์พร้อมกับเวินฉิงเสวี่ย ก็ประจวบเหมาะกับที่ได้เห็นเจียงเหิงใช้มือข้างหนึ่งกุมร่างของนั่วตุนเอาไว้แน่น ส่วนมืออีกข้างหนึ่งก็ชูสองนิ้วขึ้นมา คีบแขนของนั่วตุนเอาไว้ ก่อนจะออกแรงกระชากอย่างแรง จนแขนข้างนั้นหลุดขาดกระเด็นออกไปทั้งเป็น
"รีบๆ ยอมส่งแหวนมิติมาแต่แรกก็สิ้นเรื่องแล้วมิใช่หรือ เหตุใดต้องบีบบังคับให้ข้าลงมือด้วยเล่า"
เจียงเหิงถอนหายใจออกมาอย่างจนปัญญา เขาถอดแหวนมิติออกจากท่อนแขนที่ขาดสะบั้น ก้อนเนื้อบนมือบีบรัดตัวตามปกติ ก่อนจะกลืนกินมันเข้าไปในร่างกาย
จากนั้นเขาก็ประกบมือทั้งสองข้างเข้าหากัน กุมร่างของนั่วตุนเอาไว้แน่น พละกำลังอันไร้ที่สิ้นสุดระเบิดออกที่กลางฝ่ามือ รอยแยกมิติจำนวนนับไม่ถ้วนฉีกกระชากอย่างบ้าคลั่งไม่หยุดหย่อน
ผ่านไปนานหลายอึดใจ
หลังจากที่เจียงเหิงระเบิดพลังโจมตีไปหลายพันครั้ง ในที่สุดร่างกายของนั่วตุนก็แหลกสลายกลายเป็นหมอกเลือดปลิวว่อนหายไป
เขาหันกลับไปมองเวินฉิงเสวี่ยและอู่เทียนจี๋ ก่อนจะเอ่ยกลั้วรอยยิ้ม "เขตดาวโกลาหลเป็นสถานที่ล้ำค่าจริงๆ มองไปทางใดก็เจอแต่ขุมทรัพย์ทั้งนั้น!"
อู่เทียนจี๋ระเบิดเสียงหัวเราะอย่างเบิกบาน "นั่นเป็นเพราะว่าเจ้าแข็งแกร่งพอที่จะไปแย่งชิงของผู้อื่นมาได้ต่างหาก จึงได้รู้สึกว่ามีขุมทรัพย์มากมาย ฮ่าๆๆ!"
"กฎเกณฑ์เดิม นั่วตุนถูกเจ้าสังหารด้วยกำลังของเจ้าเพียงผู้เดียว ดังนั้นของเชลยของมันจึงตกเป็นสิทธิ์ขาดของเจ้า"
"ส่วนของเชลยจากลูกน้องของมันผู้นั้น พวกเราจะแบ่งปันกันตามสัดส่วนปกติ"
อู่เทียนจี๋หยิบแหวนมิติออกมาหนึ่งวง หลังจากแบ่งปันสิ่งของภายในนั้นเสร็จสิ้นอย่างคร่าวๆ แล้ว ทั้งสามคนก็ออกเดินทางต่อไป มุ่งหน้าไปยังทิศทางหนึ่ง
[จบแล้ว]