- หน้าแรก
- ติ๊ง! ระบบโกงอัปเกรดศักยภาพไร้ขีดจำกัด
- บทที่ 120 - การปฏิรูปของสมาคมรุ่งอรุณ
บทที่ 120 - การปฏิรูปของสมาคมรุ่งอรุณ
บทที่ 120 - การปฏิรูปของสมาคมรุ่งอรุณ
บทที่ 120 - การปฏิรูปของสมาคมรุ่งอรุณ
หลังจากนิ่งเงียบไปพักใหญ่ ก็มีผู้หนึ่งเอ่ยขึ้น
"มีสิ่งหนึ่งที่ข้าคิดว่าท่านประธานฟ่านมองโลกในแง่ร้ายเกินไป"
"ศัตรูของพวกเรามีเพียงจวนไท่ซุ่ยเท่านั้น ไม่ใช่เก้าดินแดนศักดิ์สิทธิ์"
"ทุกคนล้วนรู้ดีว่า ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ครอบครองอาณาเขตกว้างใหญ่ไพศาล มีความมั่งคั่งมหาศาล มีอำนาจล้นฟ้า และมีความแข็งแกร่งที่หยั่งไม่ถึง"
"ขุมกำลังที่แข็งแกร่งถึงเพียงนี้ ข้าไม่เชื่อหรอกว่าประมุขศักดิ์สิทธิ์ทั้งเก้าแห่งจะไม่มีความมักใหญ่ใฝ่สูงส่วนตัวเลย"
"ดังนั้น ข้าจึงคิดว่าเป้าหมายหลักของพวกเราคือการสั่นคลอนโครงสร้างของโลกใบนี้ เมื่อถึงเวลานั้น ย่อมต้องมียอดฝีมือนับไม่ถ้วนลุกฮือขึ้นมาต่อต้าน และเก้าดินแดนศักดิ์สิทธิ์อาจจะกลายมาเป็นกำลังเสริมให้กับพวกเราเสียด้วยซ้ำ"
ขณะที่กล่าว น้ำเสียงของเขาก็เปลี่ยนไป
"อย่างไรก็ตาม ข้าเห็นด้วยกับความคิดของท่านประธานฟ่าน"
"การเอาแต่หมกมุ่นอยู่กับการซ่อนเร้น กลับทำให้การพัฒนาของสมาคมรุ่งอรุณต้องหยุดชะงัก ระดับการบ่มเพาะของพวกเราก็ยากที่จะยกระดับขึ้น หากปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไป ผลเสียย่อมมีมากกว่าผลดี"
อีกคนหนึ่งก็สนับสนุนขึ้นมาเช่นกัน
"ข้าเองก็เห็นด้วยกับความคิดของท่านประธานฟ่าน"
"พวกเราซ่อนเร้นมาสามร้อยกว่าปี แต่กลับไม่มีความมั่นใจเลยว่าจะสามารถรับมือกับดินแดนศักดิ์สิทธิ์เพียงแห่งเดียวได้ แล้วกับจวนไท่ซุ่ยที่กดขี่เก้าดินแดนศักดิ์สิทธิ์จนไม่กล้าต่อต้านมานับพันปีล่ะ พวกเราต้องใช้เวลาอีกนานเท่าใดจึงจะมั่นใจว่าจะสามารถต่อกรได้?"
"ขอบเขตนิพพานมีอายุขัยเพียงหนึ่งพันปีเท่านั้น"
"ต่อให้มีโอกาสเป็นไปได้ ทุกคนที่นั่งอยู่ที่นี่ ก็คงไม่มีผู้ใดมีชีวิตอยู่รอดไปจนถึงวันนั้นอย่างแน่นอน"
สิ้นคำกล่าวนั้น ทุกคนก็จมดิ่งสู่ความเงียบงัน เหตุผลง่ายๆ เช่นนี้ ใช่ว่าจะไม่เคยมีใครนำมาคิดทบทวนมาก่อน และเป็นเพราะความน่าสะพรึงกลัวของจวนไท่ซุ่ยนี่เอง ที่ทำให้ทุกคนมีสัญชาตญาณของการหลีกหนีฝังลึกอยู่ในจิตใต้สำนึก พยายามปลอบใจตนเองว่า 'รอให้ฝึกฝนจนแข็งแกร่งพอเสียก่อน ค่อยไปโค่นล้มจวนไท่ซุ่ย' แม้ในระหว่างที่ซ่อนตัว ระดับการบ่มเพาะจะพัฒนาช้าลงเรื่อยๆ ก็ไม่มีผู้ใดกล้าเสนอแนวคิดที่รุนแรงออกมา
จนกระทั่งวินาทีนี้ เมื่อประธานคนใหม่เป็นผู้นำ กลุ่มคนที่หัวรุนแรงจึงไม่ปิดบังความคิดของตนเองอีกต่อไป และพากันสนับสนุนคำพูดของฟ่านจื่ออ๋าง ในขณะที่ยังมีอีกหลายคนที่กำลังลังเลอยู่นั้น ก็มีเสียงหนึ่งเอ่ยขึ้นมาอย่างแผ่วเบา
"ทุกท่านอย่าลืมสิ ในขณะที่ความแข็งแกร่งของพวกเราพัฒนาไปอย่างเชื่องช้าเป็นเต่าคลาน จวนไท่ซุ่ยกลับมียอดอัจฉริยะหลั่งไหลเข้าไปไม่ขาดสาย และพัฒนาอย่างก้าวกระโดดอยู่ตลอดเวลา"
"หากเป็นเช่นนี้ต่อไป ช่องว่างระหว่างพวกเราก็จะมีแต่ถ่างกว้างขึ้นเรื่อยๆ"
ในที่สุด ทุกคนก็เริ่มยอมรับความคิดเห็นของฟ่านจื่ออ๋าง เวลานั้นเอง ฟ่านจื่ออ๋างก็กล่าวต่อ
"ในเมื่อทุกคนตกลงที่จะเปลี่ยนนโยบายหลักขององค์กร ภายใต้เงื่อนไขนี้ พวกเรามากลับสู่ประเด็นแรกกันต่อ ว่าพวกเราจะรับมือกับการสืบสวนของดินแดนศักดิ์สิทธิ์ที่กำลังจะเกิดขึ้นได้อย่างไร"
"ความคิดเห็นของข้าคือ ไม่เพียงแต่ไม่หลีกเลี่ยง แต่ต้องเร่งขยายขนาดขององค์กรอย่างเต็มกำลัง"
"ข้อแรก ปรับเปลี่ยนโครงสร้างองค์กรให้คล้ายคลึงกับจวนไท่ซุ่ย"
"ก่อตั้งองค์กรย่อยขึ้นมาสิบสองแห่ง ให้สมาชิกระดับห้าดาวทุกท่านแยกย้ายกันไปดูแล โดยมีสมาชิกระดับสี่ดาวเป็นผู้บริหารจัดการและลงมือปฏิบัติ และต้องรายงานให้พวกท่านทราบเป็นระยะ"
"ข้อสอง รับสมาชิกใหม่ให้มากขึ้น และแทรกซึมเข้าสู่สำนักอื่นๆ ให้มากขึ้น"
"แน่นอนว่า แม้พวกเราจะไม่ยึดถือการซ่อนเร้นเป็นนโยบายอันดับหนึ่งอีกต่อไป แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่ซ่อนเร้น"
"นับจากนี้ไป เฉพาะสมาชิกระดับสี่ดาวขึ้นไปเท่านั้น จึงจะมีสิทธิ์รู้ถึงการมีอยู่ของสมาคมรุ่งอรุณ องค์กรย่อยแต่ละแห่งจะไม่มีการติดต่อสื่อสารระหว่างกัน..."
ด้วยโอกาสนี้ สมาคมรุ่งอรุณก็เริ่มทำการปฏิรูปครั้งใหญ่
...
ในขณะเดียวกัน ดินแดนศักดิ์สิทธิ์เทียนหยวนได้จัดเตรียมกำลังคนจำนวนมาก เพื่อเริ่มสืบสวนยอดฝีมือขอบเขตนิพพานทั้งหมดภายในอาณาเขตของราชวงศ์ หรือแม้กระทั่งยอดฝีมือขอบเขตเสวียนจ้างที่เสียชีวิตอย่างผิดปกติ หรือหายสาบสูญไปในช่วงร้อยปีที่ผ่านมา
ผู้บริหารระดับสูงของดินแดนศักดิ์สิทธิ์รู้ดีว่า ผู้ที่แอบทะลวงเข้าสู่ขอบเขตนิพพานโดยไร้ตัวตนนั้น ส่วนใหญ่ก็คือยอดฝีมือขอบเขตเสวียนจ้างบางคนที่อาศัยการจัดฉากแสร้งตายเพื่อหลบซ่อนตัว แล้วแอบทดลองทะลวงระดับด้วยตนเอง ทว่าการสืบสวนในวงกว้างเช่นนี้ ต่อให้ใช้กำลังของดินแดนศักดิ์สิทธิ์ ผนวกกับเครือข่ายข่าวกรองของหอเชียนซาน การจะสืบหาองค์กรลับที่ซ่อนตัวอยู่โดยปราศจากเบาะแสใดๆ ก็เปรียบเสมือนการงมเข็มในมหาสมุทร
ต้องยอมรับว่า การที่เจียงเหิงซัดหมัดเดียวระเบิดศีรษะของประธานสีจนแหลกละเอียด ก็ถือเป็นการช่วยเหลือสมาคมรุ่งอรุณโดยไม่ได้ตั้งใจ ทำให้ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ไม่สามารถระบุตัวตนจากศพ และไม่สามารถสืบสาวไปถึงข้อมูลอื่นๆ ได้มากนัก
สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่านั้นคือ ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ได้ก้าวพลาดไปสู่ความเชื่อที่ฝังหัวแต่แรก
ในมุมมองของดินแดนศักดิ์สิทธิ์ เป้าหมายของยอดฝีมือขอบเขตนิพพานสวมหน้ากากทั้งสอง ย่อมต้องเป็นผู้อาวุโสแห่งดินแดนศักดิ์สิทธิ์ หรือไม่ก็สตรีศักดิ์สิทธิ์อย่างแน่นอน แม้จะไม่รู้ว่ามีจุดประสงค์อันใดก็ตาม แต่อีกฝ่ายยกพลมาอย่างยิ่งใหญ่ถึงเพียงนี้ ย่อมไม่มีทางพุ่งเป้ามาที่เจียงเหิงและเวินฉิงเสวี่ยอย่างแน่นอนใช่หรือไม่?
หากเป็นเช่นนั้นจริง เหตุใดจึงไม่ลงมือให้เร็วกว่านี้ เหตุใดต้องรอจนกว่าจะมีผู้อาวุโสแห่งดินแดนศักดิ์สิทธิ์ร่วมเดินทางไปด้วย จึงค่อยลงมือเล่า?
ภายใต้ความคิดเช่นนี้ ชั่วขณะหนึ่งจึงไม่มีผู้ใดเชื่อมโยงเหตุการณ์ในครั้งนี้เข้ากับเจียงเหิงเลยแม้แต่น้อย และยิ่งไม่มีผู้ใดเชื่อมโยงไปถึงสำนักต้าหลัวด้วย
...
ภายในดินแดนศักดิ์สิทธิ์ ในขณะที่เจียงเหิงกำลังเก็บตัวฝึกตนอยู่นั้น ก็มีผู้มาเยือนถึงที่
"เจียงเหิง ออกมา!"
ผู้ที่มาเยือนคือชายหนุ่มสามคน พวกเขาทุบประตูเรือนดังปังๆ เจียงเหิงที่อยู่ภายในห้องฝึกตนขมวดคิ้ว เขาหยุดการฝึกตนแล้วเดินออกไป
"พวกเจ้าเป็นใคร? มีธุระอันใดก็ว่ามา"
เมื่ออีกฝ่ายไร้มารยาท น้ำเสียงของเจียงเหิงก็ย่อมไม่เกรงใจเช่นกัน
"ได้ยินมาว่าเมื่ออยู่โลกภายนอก เจ้าได้รับสมญานามว่าไร้เทียมทานในขอบเขตทะเลวิญญาณ ทั้งยังเป็นที่โปรดปรานของสตรีศักดิ์สิทธิ์ ข้าเองก็อยู่ในขอบเขตทะเลวิญญาณเช่นกัน จึงอยากจะมาประจักษ์ในความแข็งแกร่งของเจ้าเสียหน่อย"
ชายหนุ่มคนหนึ่งกล่าวด้วยใบหน้าหยิ่งยโส พร้อมกับเชิดคางขึ้นเล็กน้อย การต่อสู้ระหว่างสตรีศักดิ์สิทธิ์และเจียงเหิงไม่ได้ถูกแพร่งพรายออกไป ดังนั้นคนเหล่านี้จึงไม่รู้ซึ้งถึงความแข็งแกร่งที่แท้จริงของเจียงเหิง และยังคงใช้การแสดงออกของเจียงเหิงในงานประลองร่วมครั้งนั้นมาเป็นเกณฑ์วัดความสามารถ ส่วนรายละเอียดเรื่องการลอบโจมตีของยอดฝีมือขอบเขตนิพพานนั้น ยิ่งมีเพียงผู้บริหารระดับสูงของดินแดนศักดิ์สิทธิ์ไม่กี่คนเท่านั้นที่รู้เรื่อง
"แค่เนี้ย? สวะอย่างเจ้าน่ะรึ จะมาท้าประลองกับข้า?"
เจียงเหิงขมวดคิ้ว มองอีกฝ่ายด้วยความรำคาญ
"ไสหัวกลับไปฝึกฝนให้ถึงขอบเขตหมื่นวิถีแล้วค่อยมาใหม่เถอะ!"
เจียงเหิงเตรียมจะปิดประตูเรือนทันที แต่ชายหนุ่มคนนั้นกลับยกมือขึ้นยันประตูไว้
"เดี๋ยวก่อน!"
"ไอ้หนู เพิ่งจะเข้ามาในดินแดนศักดิ์สิทธิ์ก็กำเริบเสิบสานถึงเพียงนี้ ข้า..."
ชายหนุ่มยังกล่าวไม่ทันจบ เจียงเหิงก็มีสีหน้าเย็นชา ฟาดฝ่ามือออกไปอย่างกะทันหัน กระแทกเข้าที่หน้าอกของอีกฝ่าย ร่างของชายหนุ่มกระเด็นลอยละลิ่วราวกับลูกกระสุนปืนใหญ่
สหายสองคนที่อยู่ด้านหลังหน้าถอดสีพร้อมกัน รีบรีดเร้นพลังปราณแท้ขึ้นมาป้องกันตนเองในพริบตา วินาทีต่อมา ร่างของชายหนุ่มก็พุ่งเข้ามาชนอย่างจัง ทั้งสามคนกระเด็นถอยหลังไปหลายก้าว ชายหนุ่มนอนกองอยู่บนพื้น กระอักเลือดคำโตออกมาหลายระลอก
สหายทั้งสองยันตัวลุกขึ้นจากพื้น ช่วยพยุงร่างของชายหนุ่มให้ลุกขึ้นนั่ง มองดูสภาพเลือดกบปากของเขา พลางเอ่ยถาม
"เจ้าไม่เป็นไรใช่หรือไม่?"
ชายหนุ่มร้องครวญครางด้วยความเจ็บปวด ก่อนจะปาดคราบเลือดที่มุมปากออก จ้องมองเจียงเหิงด้วยสายตาดุร้าย แล้วคำราม
"ไอ้เด็กบัดซบ เจ้ากล้าลอบโจมตีงั้นรึ!"
สิ่งที่เขาไม่รู้ก็คือ ฝ่ามือของเจียงเหิงในครั้งนี้ ได้รั้งพลังส่วนใหญ่เอาไว้แล้ว มิฉะนั้น ร่างกายของเขาคงจะแหลกสลายไปในพริบตา ทว่าถึงกระนั้น ชายหนุ่มก็ยังคงได้รับบาดเจ็บสาหัส อวัยวะภายในส่วนใหญ่ล้วนได้รับความเสียหายในระดับที่แตกต่างกันไป กล้ามเนื้อทั่วร่างฉีกขาดไปเกินครึ่ง สูญเสียความสามารถในการเคลื่อนไหวไปชั่วขณะ ในสายตาของเขา การโจมตีของเจียงเหิงในครั้งนี้ คือการจงใจลงมืออย่างเหี้ยมโหด
หนึ่งในสหายที่มีรูปร่างกำยำมองออกถึงความยากลำบากในการเคลื่อนไหวของเขา จึงขมวดคิ้วมุ่น หันไปตวาดใส่เจียงเหิงเสียงกร้าว
"เจียงเหิง เจ้าเพิ่งจะก้าวเท้าเข้าสู่ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ ก็กำเริบเสิบสานถึงเพียงนี้ คิดว่าที่นี่คือสำนักบ้านนอกคอกนาของเจ้าอย่างนั้นหรือ?"
"เมื่ออยู่ต่อหน้าศิษย์พี่ในสำนักเดียวกัน กลับกล้าลงมือลอบโจมตี ช่างไร้ซึ่งจรรยาบรรณแห่งวิถียุทธ์สิ้นดี!"
เจียงเหิงมองทั้งสามคนด้วยสายตาเย็นชา เอ่ยด้วยใบหน้าไร้ความรู้สึก
"พูดจบหรือยัง? หากจะลงมือก็เข้ามาเลย มัวแต่เห่าหอนเป็นสุนัข ช่างขายหน้าดินแดนศักดิ์สิทธิ์เสียจริง"
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ทั้งสามคนก็หน้าถอดสีพร้อมกัน
[จบแล้ว]