เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 110 - ทวนกรีดนภา แปดทักษะเร้นลับแห่งวิถีเบ็ดเตล็ด

บทที่ 110 - ทวนกรีดนภา แปดทักษะเร้นลับแห่งวิถีเบ็ดเตล็ด

บทที่ 110 - ทวนกรีดนภา แปดทักษะเร้นลับแห่งวิถีเบ็ดเตล็ด


บทที่ 110 - ทวนกรีดนภา แปดทักษะเร้นลับแห่งวิถีเบ็ดเตล็ด

เมื่อผ้าคลุมถูกเลิกออก สายตาทุกคู่ก็พุ่งความสนใจไปที่สิ่งนั้นทันที อาวุธขนาดยาวปรากฏอยู่บนมือของเหล่าหลิน

เหล่าหลินขมวดคิ้วแน่น พิจารณาอย่างละเอียดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยถามขึ้น

"นี่คืออาวุธอันใดกัน?"

มิใช่เพียงเขาเท่านั้น แม้แต่เหล่าคนหนุ่มในวิถีหลอมสร้างคนอื่นๆ ต่างก็เผยสีหน้าฉงนสงสัยเช่นกัน

อาวุธเบื้องหน้านี้ พวกเขาไม่เคยพบเห็นมาก่อน

อันที่จริงพวกเขาล้วนมาจากขุมกำลังหลอมสร้างต่างๆ ย่อมมีสายตาแหลมคม แต่ก็ไม่เคยพบเจออาวุธรูปร่างเช่นนี้จริงๆ

อาวุธที่วางอยู่เบื้องหน้ามีความยาวมาก บริเวณส่วนปลายสุดเป็นยอดแหลมคม ส่วนด้านข้างทั้งสองฝั่งเป็นใบมีดรูปโค้งครึ่งเสี้ยว

ลักษณะโดยรวมคล้ายตัวอักษรจิ่ง (井) ดูสมมาตรอย่างยิ่ง แฝงไว้ด้วยความงดงามแปลกตา

เหล่าคนหนุ่มในวิถีหลอมสร้างเริ่มจับกลุ่มวิพากษ์วิจารณ์

"นี่มันของพรรค์ใดกัน? กระบองงั้นหรือ?"

"ข้าว่ามันเหมือนทวนเสียมากกว่า"

"เหลวไหลทั้งเพ หากเป็นทวน เหตุใดจึงไม่มีพู่แดงเล่า ต้องเป็นหอกต่างหาก"

"มิใช่ทวน มิใช่กระบอง มิใช่หอก ตกลงนี่มันคืออาวุธสิ่งใดกันแน่?"

เสียงวิพากษ์วิจารณ์ดังระงมผสมปนเปกันจนอื้ออึง

ทั่วทั้งลานประลองราวกับกลายเป็นตลาดสด ส่งเสียงจอแจไม่ขาดสาย

เหล่าหลินกระแอมไอเบาๆ ทำให้ทุกคนเงียบเสียงลง ก่อนจะหันไปถามโจวอัน

"อาวุธยาวของเจ้าชิ้นนี้มีนามว่ากระไร?"

ด้วยประสบการณ์ที่ผ่านมาของเหล่าหลิน เขาไม่เคยเห็นอาวุธเช่นนี้มาก่อนเลย

โจวอันชี้ไปที่อาวุธเบื้องหน้า พลางเอ่ยตอบ

"สิ่งนี้มีนามว่า ทวนกรีดนภา"

ในแคว้นต้าฉู่แห่งนี้ ไม่เคยมีสิ่งใดที่เรียกว่าทวนกรีดนภามาก่อน

เขาคิดเอาไว้แล้วว่า ในเมื่องานประลองครั้งนี้ นอกจากคุณภาพแล้ว ยังเน้นหนักไปที่ 'ความคิดสร้างสรรค์'

เช่นนั้นก็สร้างสิ่งที่ยังไม่เคยปรากฏขึ้นบนโลกใบนี้เสียเลย

ส่วนเหตุผลที่ต้องเป็นทวนกรีดนภานั้น ก็เพราะมันมีชื่อเสียงโด่งดังยิ่งนัก

ของสิ่งนี้ในชาติก่อนเพียงเอ่ยชื่อออกมา ในหัวของผู้คนย่อมนึกภาพประโยคหนึ่งขึ้นมาได้ทันที...

— ยอดคนต้องลิโป้ ยอดอาชาต้องเซ็กเธาว์

ทวนกรีดนภา คือสัญลักษณ์แห่งความแข็งแกร่งดุดัน

โจวอันนึกถึงมันเป็นสิ่งแรก จึงได้นำมาหลอมสร้างขึ้น

เหล่าหลินลองขยับทวนกรีดนภาในมือดู

"หนักเอาการทีเดียว เจ้าช่วยอธิบายสรรพคุณของมันให้ข้าฟังหน่อยได้หรือไม่?"

โจวอันพยักหน้า

"ทวนกรีดนภาเป็นการผสานคุณสมบัติของทวนและง้าวเข้าด้วยกัน ประกอบด้วยส่วนหัวและส่วนด้าม ส่วนหัวทำจากโลหะ ความยาวโดยรวมของทวนสามารถยาวได้ถึงสามเมตรเศษ"

"สามารถใช้แทงตรง ทิ่มแทง งัด เกี่ยว และจิกได้ เป็นยอดศาสตราที่เหมาะสำหรับทั้งทหารราบและทหารม้า"

"แต่ท่านก็คงเห็นแล้วว่า ของสิ่งนี้ใช้งานได้ยากยิ่ง ทว่าหากฝึกปรือจนเชี่ยวชาญ ย่อมมีอานุภาพร้ายกาจหาผู้ใดเปรียบ"

เหล่าหลินย่อมเป็นผู้เชี่ยวชาญ เขาลองกวัดแกว่งทวนกรีดนภาดูสักรอบ

แม้เขาจะมิใช่นักสู้ แต่ก็สัมผัสได้ว่าอาวุธนี้จับถนัดมือยิ่งนัก

ขณะนั้นเอง มือปราบผู้หนึ่งที่ยืนอยู่ด้านข้างเกิดความสนใจ จึงเดินก้าวออกมา

"ใต้เท้า ข้าเองก็ฝึกฝนวิชาทวน พอจะให้ข้าลองทดสอบดูได้หรือไม่ขอรับ?"

เหล่าหลินพยักหน้า โยนทวนกรีดนภาให้แก่มือปราบผู้นั้น

เหล่ามือปราบของศาลาว่าการล้วนเป็นผู้มีฝีมือตัวจริง ส่วนใหญ่ล้วนก้าวเข้าสู่มาตรฐานขั้นต่ำของการฝึกตนแล้วทั้งสิ้น

เมื่อรับทวนกรีดนภามาไว้ในมือ มือปราบผู้นั้นก็เริ่มร่ายรำเพลงทวนทันที

ยามกวัดแกว่ง ทวนแหวกอากาศเกิดเสียงลมพัดวูบวาบ ทุกท่วงท่าเปี่ยมไปด้วยพละกำลังมหาศาล

"เยี่ยม! เป็นยอดศาสตราโดยแท้!"

หลังจากร่ายรำจบหนึ่งรอบ มือปราบผู้นั้นก็อดไม่ได้ที่จะเอ่ยปากชมเชย พลางใช้มือลูบคลำส่วนปลายของทวนกรีดนภาด้วยความหลงใหล

"มันสามารถใช้แทง งัด เกี่ยว และจิกได้จริงๆ ร้ายกาจจนยากจะป้องกันได้ทัน"

ผู้ฝึกยุทธ์เมื่อได้พบเจออาวุธที่ถูกใจ ย่อมรู้สึกรักใคร่หลงใหลจนไม่อยากวางมือ

น่าเสียดายที่ยามนี้อยู่ในช่วงการประลอง มือปราบผู้นั้นจึงทำได้เพียงข่มความปีติยินดีไว้ในใจ แล้วส่งทวนกรีดนภาคืนให้

เมื่อได้รับอาวุธคืนมา โจวอันก็อธิบายต่อ

"การใช้งานทวนกรีดนภานั้นซับซ้อน จำเป็นต้องอาศัยพละกำลังและทักษะขั้นสูง เป็นการรวมคุณสมบัติของอาวุธเบาและอาวุธหนักเข้าไว้ด้วยกัน"

"ผู้ที่จะใช้งานทวนกรีดนภาได้ดี ต้องมีพละกำลังมหาศาล และมีเพลงทวนที่ลึกล้ำ จึงจะดึงศักยภาพของอาวุธออกมาได้อย่างเต็มที่"

"เมื่อชำนาญแล้ว สามารถนำไปต่อกรกับอาวุธหนักอย่างเช่น กระบองลูกตุ้ม ค้อน หรือทวนวงเดือน เพื่อประลองพละกำลังกันได้"

"หรือจะนำไปต่อกรกับอาวุธเบาอย่างทวน หอก หรือดาบ เพื่อประลองท่วงท่ากระบวนยุทธ์ก็ได้เช่นกัน แต่ผู้ใช้จะต้องมีความพร้อมทางร่างกายสูงมากหากจะนำไปใช้ในสนามรบ"

อธิบายมาถึงตรงนี้ สิ่งที่ควรพูดก็พูดไปหมดแล้ว

เหล่าหลินสมกับเป็นผู้เชี่ยวชาญ เมื่อฟังโจวอันอธิบายจบ เขาก็พิจารณาส่วนปลายของทวนกรีดนภาอย่างละเอียด

"หากตัดใบมีดโค้งออกไปข้างหนึ่ง ให้เหลือเพียงข้างเดียว จะช่วยลดข้อจำกัดในการใช้งานลงไปได้มาก"

โจวอันพยักหน้ารับ

"ถูกต้องแล้ว ทวนกรีดนภาเล่มนี้เหมาะสำหรับแม่ทัพนายกอง ส่วนทวนที่ตัดใบมีดโค้งออกไปข้างหนึ่ง ทหารราบทั่วไปหากได้รับการฝึกฝน ก็สามารถนำไปใช้ในสนามรบได้เช่นกัน"

เหล่าหลินพิจารณาอย่างละเอียดอีกครู่หนึ่ง

"ไม่ต้องประเมินต่อแล้ว เจ้าคืออันดับหนึ่ง ส่วนอันดับสอง ข้าขอพิจารณาอย่างถี่ถ้วนอีกครั้ง"

คำกล่าวนี้มีความหมายชัดเจนยิ่งนัก

ทว่าทันทีที่เหล่าหลินพูดจบ ชายหนุ่มผู้หนึ่งก็ก้าวออกมาร้องคัดค้าน

"ใต้เท้า ข้าไม่ยอมรับ"

ชายหนุ่มประสานมือคารวะ

เหล่าหลินเผยสีหน้าขบขัน

"เหตุใดจึงไม่ยอมรับ? เสนอความคิดเห็นมาได้เลย การประลองของเราเน้นความยุติธรรมและโปร่งใสอยู่แล้ว"

เขารู้สึกขบขันยิ่งนัก พวกที่ชอบเสนอหน้าออกมารับแรงกระแทกเช่นนี้ ช่างน่าขันสิ้นดี

หลงซิงที่ยืนอยู่เบื้องล่าง ได้ยินคำกล่าวของชายหนุ่มผู้นั้นก็ลอบถอนหายใจยาว คล้ายหวนนึกถึงตอนที่ตนเองไปท้าทายโจวอันในครานั้น

"เฮ้อ เด็กหนุ่มที่กำลังจะสูญเสียความมั่นใจไปอีกคนแล้วสินะ"

ชายหนุ่มไม่รับรู้ถึงความคิดของพวกเขา เอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง

"ใต้เท้า การประลองครั้งนี้ แม้ความคิดสร้างสรรค์จะเป็นส่วนหนึ่ง แต่ก็ยังมีการประเมินคุณภาพการหลอมสร้างด้วย การด่วนตัดสินให้เป็นอันดับหนึ่งเพียงเพราะความคิดสร้างสรรค์ ไม่ดูจะรวบรัดเกินไปหน่อยหรือขอรับ?"

สิ่งที่เขากล่าวมามีเหตุผล ชายหนุ่มบางคนจึงก้าวออกมาสมทบ

การประลองย่อมไม่ได้วัดกันที่ความคิดสร้างสรรค์เพียงอย่างเดียว

หากเป็นเช่นนั้น ทุกคนก็แค่นั่งคิดหาไอเดียแปลกใหม่ทุกวันก็พอแล้ว

ดังนั้น หัวใจสำคัญจึงอยู่ที่คุณภาพ

เมื่อได้ยินดังนั้น เหล่าหลินก็เบนสายตาไปที่อาวุธในมือของชายหนุ่มผู้นั้น

มันคือค้อนเหล็กสีดำทมึน ดูหนักอึ้งทรงพลัง

"ยกค้อนในมือเจ้าขึ้นมา" เหล่าหลินสั่งเสียงเรียบ

ชายหนุ่มไม่เข้าใจความหมาย จึงร้อง "หา?" ออกมาคำหนึ่ง

แต่เมื่อเหล่าหลินสั่งการเช่นนั้น เขาก็ยอมยกค้อนขึ้นมาแต่โดยดี

เหล่าหลินเดินเข้าไปหาชายหนุ่มอย่างเชื่องช้า ก่อนจะเงื้อทวนกรีดนภาฟาดฟันลงบนค้อนเหล็กอย่างแรง

"เคร้ง!"

เสียงโลหะกระทบกันดังกังวาน ประกายไฟแลบแปลบปลาบ ค้อนเหล็กกลับถูกฟาดจนแตกกระจายเป็นชิ้นๆ

ชายหนุ่มรู้สึกง่ามมือชาดิก จนเผลอปล่อยมือจากค้อน เศษค้อนที่พังยับเยินร่วงหล่นลงบนพื้น

ภาพตรงหน้าทำให้ทั้งลานประลองเงียบกริบลงในพริบตา ผู้คนที่ก้าวออกมาสมทบเมื่อครู่ ต่างรีบหดหัวกลับไปแทบไม่ทัน ราวกับไม่กล้ามองภาพเหตุการณ์ตรงหน้าอีก

เหล่าหลินกวาดสายตามองไปรอบๆ สีหน้าเริ่มเคร่งขรึม

"ผู้ใดยังไม่ยอมรับอีกบ้าง ถืออาวุธของเจ้าขึ้นมาทดสอบดูสิ"

ไม่มีใครในลานประลองกล้าปริปากพูดแม้แต่คนเดียว

ทดสอบบ้าอันใดกัน!

ใครจะโง่เดินเข้าไปให้ทวนกรีดนภาฟาดจนอาวุธพังยับเยินเล่า?

ไม่มีใครโง่เขลาถึงปานนั้นหรอก

ชายหนุ่มที่ถูกฟาดค้อนจนพังยืนนิ่งอึ้งตาค้าง

เขารู้สึกราวกับตนเองก้าวพลาดตกลงไปในเหวลึก ความอึ้งงันบนใบหน้าค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็นความสิ้นหวัง

"ข้ายอมรับความพ่ายแพ้แล้ว"

ชายหนุ่มประสานมือคารวะ เตรียมตัวหันหลังเดินจากไป

สำหรับผู้ฝึกฝนฝีมือช่างเช่นพวกเขา ย่อมต้องยอมรับในฝีมือที่เหนือกว่าอย่างไม่มีข้อกังขา

"ช้าก่อน"

แต่ในขณะนั้นเอง เหล่าหลินกลับไม่ยอมให้เขาจากไป ซ้ำยังโยนทวนกรีดนภาส่งไปให้

"จะแพ้ก็ต้องแพ้ให้ราบคาบใจ เจ้ารับไปดูเอาเองเถิด"

ชายหนุ่มรับทวนมาโดยสัญชาตญาณ สัมผัสได้ถึงน้ำหนักที่หนักอึ้ง

ด้วยความอยากรู้อยากเห็น เขาจึงลองใช้ทักษะการหลอมสร้างตรวจสอบดู ทันใดนั้น สีหน้าของเขาก็แปรเปลี่ยนเป็นความหวาดหวั่นพรั่นพรึง

"พะ... เพิ่มอานุภาพได้ถึงสองส่วน!"

ทุกคนต่างเป็นผู้ฝึกฝนวิถีหลอมสร้าง แม้สายตาจะแหลมคมไม่เท่าเหล่าหลิน แต่เมื่อได้สัมผัสด้วยตนเอง ย่อมสามารถรับรู้ได้

เพียงพริบตาเดียว พวกเขาก็เข้าใจอย่างถ่องแท้ว่า ทวนกรีดนภาเบื้องหน้านี้ทรงคุณค่าเพียงใด

คราวนี้ชายหนุ่มยอมรับความพ่ายแพ้อย่างหมดจด เขาคืนทวนกรีดนภาให้แก่เหล่าหลินอย่างเงียบงัน แล้วเดินกลับไปยืนประจำที่

ไม่เพียงแต่เขาเท่านั้น แม้แต่เหล่าคนหนุ่มคนอื่นๆ ก็ไร้ข้อกังขาใดๆ อีกต่อไป

เหล่าหลินพยักหน้าอย่างพึงพอใจ

"พักผ่อนครึ่งวัน พรุ่งนี้พวกเจ้าค่อยลงมือหลอมสร้างอุปกรณ์ป้องกัน ทว่ายังคงไม่อนุญาตให้ออกไปด้านนอก พวกเจ้าสามารถแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันได้ตามอัธยาศัย"

กล่าวจบ เหล่าหลินก็สะบัดแขนเสื้อ เดินจากไปทันที

โจวอันก็เตรียมตัวกลับเข้าเรือนพักเช่นกัน

ทว่ายังไม่ทันก้าวไปได้สองก้าว เขาก็พบว่าตนเองถูกห้อมล้อมไปด้วยฝูงชน

เหล่าคนหนุ่มในวิถีหลอมสร้างต่างมีสีหน้าตื่นเต้น ราวกับต้องการสนทนากับเขาอย่างลึกซึ้ง

ช่วยไม่ได้ สำหรับผู้ฝึกฝนฝีมือช่าง สิ่งที่พวกเขาให้ความสำคัญที่สุดก็คือทักษะฝีมือ เมื่อได้พบเจอผู้ร่วมวิถีที่มีฝีมือล้ำเลิศ ย่อมต้องการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เพื่อนำไปพัฒนาตนเอง

แต่โจวอันไม่มีอารมณ์ร่วมด้วยเลย

"ทุกท่าน การหลอมสร้างอาวุธชิ้นนี้ทำให้ข้าเหนื่อยล้าเกินไปแล้ว ข้าเพียงอยากพักผ่อนเท่านั้น" โจวอันปฏิเสธ

เหล่าคนหนุ่มในลานประลองต่างมองหน้ากัน ทุกคนล้วนรู้มารยาทดี จึงหลีกทางให้แต่โดยดี

คนที่อยู่ในสายอาชีพเดียวกันย่อมเข้าใจกันดี

การหลอมสร้างนั้น ดูเผินๆ เหมือนแค่เอาค้อนทุบๆ ตีๆ แต่แท้จริงแล้วมันสูบพลังทั้งกายและใจไปอย่างมหาศาล

ดังนั้นจึงไม่มีผู้ใดกล้ารั้งเขาไว้อีก

โจวอันเดินกลับเข้าเรือนพักไปตามลำพัง

ขณะที่เหล่าคนหนุ่มเริ่มจับกลุ่มพูดคุยกัน

"นี่ พวกเจ้าว่า เหตุใดพวกเราถึงไม่เคยได้ยินชื่อเสียงเรียงนามของเขามาก่อนเลยเล่า?"

"ถามโง่ๆ โลกนี้กว้างใหญ่ไพศาลนัก เจ้าคิดว่าตนเองรู้จักผู้คนหมดทั้งใต้หล้าแล้วหรือ?"

"หลงซิง มิน่าเล่าเจ้าถึงดูหมดอาลัยตายอยาก เจ้าแพ้ได้สมศักดิ์ศรีแล้วล่ะ พวกเราทุกคนต่างก็พ่ายแพ้เช่นกัน"

หลงซิงยิ้มขื่น ไม่ได้กล่าวตอบอันใด

เป็นความจริงที่คนหนุ่มในวิถีหลอมสร้างแห่งมณฑลอวิ๋นไหลทั้งหมด ต้องพ่ายแพ้ราบคาบในวันนี้

แต่ก็ยังมีอีกหลายคนที่ยังแอบมีความหวัง เพราะยังมีการประลองในหัวข้อถัดไปรออยู่

"ตระกูลของข้าเชี่ยวชาญด้านการหลอมสร้างอุปกรณ์ป้องกัน ในการประลองรอบหน้า ข้าจะต้องคว้าชัยชนะมาให้ได้"

"ใช่แล้ว หากพูดถึงการหลอมสร้างชุดเกราะ ตระกูลข้าก็มีชื่อเสียงโด่งดังไม่แพ้ผู้ใด"

"รอบหน้า พวกเราต้องเอาชนะเขาให้จงได้!"

ชายหนุ่มหลายคนเผยสีหน้ามุ่งมั่นฮึกเหิม

หลงซิงเห็นภาพนั้นก็คร้านจะเอ่ยสิ่งใด

บางครั้ง มนุษย์เราก็ต้องถูกสับจนเละเสียก่อน จึงจะรู้ซึ้งว่าโลกใบนี้โหดร้ายเพียงใด

เหล่าคนหนุ่มเริ่มจับกลุ่มสนทนากันอีกครั้ง

โจวอันไม่ได้สนใจสิ่งเหล่านั้น เมื่อกลับเข้าเรือนพักก็ปิดประตูลงกลอน นั่งลงบนเก้าอี้พลางครุ่นคิดอย่างหนัก

"เหตุใดสตรีผู้นั้นจึงยังไม่เคลื่อนไหวใดๆ?"

"ในเมื่องานประลองก็ชิงพญาเหยี่ยวเวหาของสำนักเหยี่ยวล่าเหยื่อไปแล้ว การจะตามหาตัวนางคงเป็นไปไม่ได้ แผนเฝ้าตอรอจระเข้จะได้ผลจริงๆ หรือ?"

เขาไม่ค่อยมั่นใจนัก

แต่ในสถานการณ์ที่ศัตรูอยู่ในที่ลับ ส่วนพวกเขาอยู่ในที่แจ้ง การตั้งรับอย่างสงบเพื่อรอดูสถานการณ์ ถือเป็นวิธีที่ดีที่สุดในยามนี้

ขณะที่เขากำลังขบคิด อีกด้านหนึ่ง ผู้บัญชาการเจิ้งกำลังพิจารณาเอกสารข่าวกรองที่ได้รับมาจากผู้ใต้บังคับบัญชา พลางปรึกษาหารือกับผู้ว่าการซุนที่อยู่ด้านข้าง

"ร้อยทักษะแห่งวิถีเบ็ดเตล็ดงั้นหรือ?"

"เคยปรากฏขึ้นที่นี่งั้นหรือ?"

"แถมยังเป็นต้นกำเนิดอีกด้วย?"

ผู้ว่าการซุนได้ยินสิ่งที่ผู้บัญชาการเจิ้งกล่าว ก็ถึงกับลอบเดาะลิ้นด้วยความตกตะลึง

เมื่อครู่ ผู้บัญชาการเจิ้งได้อาศัยการตรวจสอบข้อมูลข่าวกรอง จนสามารถสืบค้นประวัติความเป็นมาบางอย่างของมณฑลอวิ๋นไหลได้

ข้อมูลเหล่านี้ล้วนเป็นข่าวกรองระดับสูงที่ส่งตรงมาจากสำนักสยบมารส่วนกลาง แม้แต่ผู้ว่าการซุนเองก็ยังไม่เคยล่วงรู้ข้อมูลเหล่านี้มาก่อน

ผู้บัญชาการเจิ้งพยักหน้า

"ใต้เท้าซุน ท่านย่อมรู้ดีว่า 'ร้อยทักษะแห่งวิถีเบ็ดเตล็ด' มีความสำคัญเพียงใด รบกวนท่านช่วยไปแจ้งให้โจวอันทราบที ทางนี้พวกเราคงปลีกตัวไปไม่ได้"

สีหน้าของผู้ว่าการซุนแปรเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียด ก่อนจะพยักหน้ารับ เดินออกจากสถานที่แห่งนั้น มุ่งหน้าไปยังที่พักของโจวอัน

ตลอดทาง สีหน้าของเขาเคร่งขรึมและจริงจัง ราวกับกำลังจะเกิดเรื่องคอขาดบาดตายขึ้น

ระยะทางเพียงสั้นๆ แต่กลับใช้เวลาเดินถึงหนึ่งก้านธูป ในที่สุดเขาก็มาถึงหน้าประตูห้องของโจวอัน ก่อนจะยกมือขึ้นเคาะประตู

อันที่จริง ในระหว่างการประลองเช่นนี้ เขาไม่ควรปรากฏตัวออกมา เพื่อหลีกเลี่ยงข้อครหาและความเข้าใจผิด

แต่ในสถานการณ์คับขันเช่นนี้ ไม่มีทางเลือกอื่นใดแล้ว อีกอย่าง ฝีมือของโจวอันที่เพิ่งแสดงให้เห็นเมื่อครู่ ก็ได้รับการยอมรับจากทุกคนแล้ว คงพอจะลดทอนความเข้าใจผิดลงไปได้บ้าง

เสียงเคาะประตูดังขึ้น โจวอันส่งเสียงตอบรับจากด้านใน ผู้ว่าการซุนจึงผลักประตูเดินเข้าไป

โจวอันกำลังรับประทานอาหารที่มือปราบนำมาส่ง เมื่อเห็นผู้ว่าการซุนเข้ามา เขาก็วางไก่อบในมือลง

"ใต้เท้าซุน มีเรื่องอันใดหรือ?"

การที่ผู้ว่าการซุนมาหาเขาในเวลาเช่นนี้ โจวอันมั่นใจว่าต้องมีเรื่องสำคัญ และคงไม่ใช่เรื่องเล็กๆ แน่

ผู้ว่าการซุนหันไปปิดประตูห้อง เดินมานั่งลงตรงหน้าโจวอัน สีหน้ายิ่งทวีความเคร่งเครียดและหนักใจ

"โจวอัน สถานการณ์บานปลายเกินกว่าที่คาดคิดไว้ พวกเราเดาจุดประสงค์ของมันออกแล้ว มณฑลอวิ๋นไหลแห่งนี้อาจจะต้องเผชิญกับพายุโลหิตและคลื่นคาวเลือด"

โจวอันขมวดคิ้ว

"ใต้เท้าซุน เรื่องนี้เกินกำลังที่มณฑลอวิ๋นไหลจะรับมือไหวแล้วหรือ?"

เขาแค่ถามไปอย่างนั้น แต่ไม่คิดว่าผู้ว่าการซุนจะพยักหน้ารับจริงๆ

เป็นการยืนยันชัดเจนว่า สถานการณ์ได้เกินเลยไปไกลกว่าที่คาดการณ์ไว้แล้ว

"พวกเราได้รายงานเรื่องนี้ไปยังระดับมณฑลแล้ว แต่การเดินทางมาที่นี่ย่อมต้องใช้เวลา เกรงว่ากว่าพวกเขาจะมาถึง ทุกอย่างคงจะสายเกินแก้ไปแล้ว"

เมื่อได้ยินเช่นนั้น โจวอันก็พอจะเข้าใจสถานการณ์คร่าวๆ แล้ว

"ใต้เท้าซุน ในเมื่อท่านมาหาข้าที่นี่ แสดงว่าท่านกับใต้เท้าเจิ้งคงมีแผนรับมือแล้ว และแผนนั้นคงต้องพึ่งพาข้า ใช่หรือไม่?"

ในเมื่อมาหาถึงที่ หากไม่มีแผนรับมือเตรียมไว้ ก็คงไม่มีเหตุผลที่จะมาบอกเล่าเรื่องราวเหล่านี้ให้เขาฟัง

ดังนั้น โจวอันจึงมั่นใจว่า พวกเขามีแผนการอยู่ในใจแล้ว

ผู้ว่าการซุนพยักหน้า เป็นการยอมรับว่าสิ่งที่โจวอันคาดเดานั้นถูกต้อง

"ตอนนี้เวลายังเหลือเฟือ ข้าจะเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้เจ้าฟังอย่างละเอียด"

"เรื่องนี้ยาวนัก ต้องย้อนกลับไปพูดถึงร้อยทักษะแห่งวิถีเบ็ดเตล็ดเสียก่อน"

"ที่เรียกว่าร้อยทักษะแห่งวิถีเบ็ดเตล็ด ก็คือร้อยแขนงวิชาที่ทรงอานุภาพที่สุดในวิถีเบ็ดเตล็ด ซึ่งได้สูญหายไปจากยุทธภพเนิ่นนานแล้ว"

ดวงตาของโจวอันทอประกายวาบ เรื่องราวประวัติศาสตร์อันลี้ลับเช่นนี้แหละที่เขาสนใจที่สุด

เขาคือผู้ที่ทะลุมิติมา เกิดใหม่ในโลกนี้ พูดตามตรง แม้เขาจะมีพลังฝีมือสูงส่ง แต่พื้นฐานความรู้เกี่ยวกับโลกใบนี้กลับกลวงโบ๋

พื้นฐานในที่นี้ไม่ได้หมายถึงสิ่งอื่นใด แต่หมายถึงองค์ความรู้ต่างๆ

ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับโลกใบนี้ของโจวอันจัดว่าย่ำแย่มาก

เรื่องต่อยตีเขาถนัดนัก แต่เรื่องความรู้รอบตัว เขายังถือว่าเป็นเพียงมือใหม่หัดเดิน บางครั้งข้อมูลข่าวสารเหล่านี้ก็อาจเป็นประโยชน์อย่างมหาศาล

ดังนั้นเมื่อได้ยินข่าวกรองลับเหล่านี้ โจวอันจึงรู้สึกสนใจเป็นอย่างยิ่ง

ผู้ว่าการซุนหยุดพักเพียงครู่เดียว ก็เล่าเรื่องราวต่อไป

"ในอดีตกาลอันไกลโพ้น ใต้หล้าถูกแบ่งออกเป็นสี่วิถีหลัก แม้วิถีเบ็ดเตล็ดจะไร้ซึ่งผู้นำที่แท้จริง แต่ก็ไม่ได้อ่อนแอที่สุดเลย นั่นเป็นเพราะการดำรงอยู่ของร้อยทักษะแห่งวิถีเบ็ดเตล็ด"

"ภายหลังเกิดเหตุการณ์บางอย่างขึ้น เรื่องราวเหล่านี้ต้องย้อนกลับไปก่อนยุคสถาปนาแคว้นต้าฉู่ เป็นยุคสมัยที่เก่าแก่ยาวนานจนผู้คนหลงลืมไปหมดสิ้นแล้ว"

"ทว่ามีประโยคหนึ่ง ที่สามารถใช้บรรยายร้อยทักษะแห่งวิถีเบ็ดเตล็ดได้อย่างชัดเจน"

"ร้อยทักษะ ล้วนแย่งชิงความแยบยลจากสวรรค์ หนึ่งทักษะปรากฏ ยุทธภพปั่นป่วน พายุโลหิตก่อตัว คลื่นคาวเลือดพัดโหม!"

คล้ายกับว่าผู้ว่าการซุนจะนึกเรื่องบางอย่างขึ้นมาได้ สีหน้าของเขาพลันดูย่ำแย่ลง

โจวอันยกจอกชาขึ้นจิบ ความรู้สึกราวกับกำลังนั่งฟังเรื่องซุบซิบในยุทธภพ ทำให้เขารู้สึกตื่นเต้นยิ่งนัก

คำบรรยายที่ผู้ว่าการซุนเอ่ยเมื่อครู่ ได้สวมหน้ากากอันลึกลับน่าสะพรึงกลัวให้กับร้อยทักษะแห่งวิถีเบ็ดเตล็ดอย่างสมบูรณ์แบบ

ตามความเข้าใจของโจวอัน ร้อยทักษะแห่งวิถีเบ็ดเตล็ดที่ว่านี้ เพียงแค่ดึงออกมาสักหนึ่งทักษะ ก็เพียงพอที่จะทำให้ยุทธภพปั่นป่วนวุ่นวายได้แล้ว

เคล็ดวิชาที่ทรงอานุภาพถึงเพียงนี้ กลับสูญหายไปจากหน้าประวัติศาสตร์เสียได้ โจวอันขบคิดไม่ตก คงต้องเกิดเรื่องราวร้ายแรงบางอย่างขึ้นเป็นแน่

และก็เป็นไปตามคาด ผู้ว่าการซุนหยุดพักหายใจครู่หนึ่ง ก่อนจะเล่าต่อ

"ร้อยทักษะแห่งวิถีเบ็ดเตล็ดนั้นร้ายกาจยิ่งนัก ทว่ามีคำกล่าวว่า สรรพสิ่งเมื่อถึงจุดสูงสุดย่อมต้องเสื่อมถอย"

"อันที่จริง เรื่องนี้เป็นความลับขั้นสุดยอด มีเพียงน้อยคนนักที่ล่วงรู้ ในยุคนั้น วิถีเบ็ดเตล็ดครองความยิ่งใหญ่เป็นอันดับหนึ่งอย่างแท้จริง"

"โดยเฉพาะขุมกำลังที่ครอบครองร้อยทักษะแห่งวิถีเบ็ดเตล็ด ล้วนรุ่งเรืองถึงขีดสุด ทว่าวันหนึ่ง กลับเกิดเหตุการณ์พลิกผันขึ้น"

"มียอดคนผู้หนึ่งปรากฏกายขึ้น เขาคือผู้มีพรสวรรค์ล้ำเลิศเกินผู้ใดในยุคนั้น ทว่านามของเขากลับไม่อาจสืบค้นได้อีกแล้วในปัจจุบัน"

"ร้อยทักษะแห่งวิถีเบ็ดเตล็ดที่คนทั่วไปต้องใช้เวลาทั้งชีวิตเพื่อศึกษา ทว่าเมื่อตกอยู่ในมือของเขากลับกลายเป็นเรื่องง่ายดายราวพลิกฝ่ามือ"

"เขาทุ่มเทเวลาและกำลังมหาศาล หลอมรวมร้อยทักษะแห่งวิถีเบ็ดเตล็ดเข้าด้วยกัน จนเหลือเพียงแปดทักษะ"

"ขนานนามว่า 'แปดทักษะเร้นลับ' หมายถึงทักษะวิชาที่เลิศล้ำไร้คู่เปรียบ ทั้งในสวรรค์และบนดิน"

ความสนใจของโจวอันยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น เขารีบเอ่ยถามทันทีว่าแปดทักษะเร้นลับนั้นคือสิ่งใดบ้าง

ผู้ว่าการซุนตอบว่า

"แปดทักษะนั้นได้แก่ โอสถเทพสื่อวิญญาณ กู่พิษทลายมาร ศาสตร์คำนวณสื่อสวรรค์ ค่ายกลมายาดับสูญ เคล็ดวิชาสะกดจิตวิญญาณ หลอมสร้างแดนสัมบูรณ์ แพรพรรณถักทอวิจิตร และจัดทัพบัญชาขุนพล"

"น้องโจว เจ้าคงอยากรู้สินะว่าทักษะเหล่านี้มีสรรพคุณเช่นไร และมีความเป็นมาอย่างไร ทว่าน่าเสียดาย แม้แต่ข้าเองก็ไม่ล่วงรู้เช่นกัน"

เมื่อกล่าวถึงตรงนี้ ผู้ว่าการซุนก็เผยรอยยิ้มอย่างจนใจ

"ไม่ว่าจะเป็นแคว้นต้าฉู่หรือแว่นแคว้นอื่น ล้วนปิดผนึกข้อมูลเกี่ยวกับแปดทักษะเร้นลับไว้อย่างมิดชิด ไม่มีทางแพร่งพรายให้ผู้อื่นล่วงรู้เด็ดขาด เพียงแค่รู้ชื่อก็ถือว่าเก่งกาจมากแล้ว เหตุผลก็ง่ายนิดเดียว เพราะมันทรงอานุภาพเกินไป เกรงว่าจะปลุกปั่นความโลภในหมู่ผู้คน"

"มาพูดถึงเรื่องราวหลังจากนั้นกันเถอะ"

"ต่อมา ผู้คิดค้นแปดทักษะเร้นลับผู้นี้ เกิดความโลภทะยานอยาก คิดจะหลอมรวมแปดทักษะเข้าเป็นหนึ่งเดียว ใครจะคาดคิดว่าหลังจากการหลอมรวม เขาจะตกตายไปเสียดื้อๆ"

ตายหรือ?

โจวอันรู้สึกฉงนใจอยู่ลึกๆ

ผู้ที่สามารถสร้างสรรค์แปดทักษะเร้นลับขึ้นมาได้ ย่อมมิใช่คนธรรมดาสามัญ

จากที่ผู้ว่าการซุนเล่ามา คนผู้นี้ในยุคนั้น น่าจะเรียกได้ว่าไร้เทียมทานในใต้หล้าแล้ว

จู่ๆ กลับมาตายอย่างปริศนา นี่มันเกิดเรื่องอันใดขึ้นกันแน่?

แน่นอนว่า เมื่อมองจากสีหน้าของผู้ว่าการซุน เขาก็คงไม่ทราบเรื่องนี้เช่นกัน โจวอันจึงปล่อยให้ผู้ว่าการซุนเล่าต่อไป

ผู้ว่าการซุนกล่าวอย่างเชื่องช้า

"ไม่ใช่แค่เขาที่ตายไป ขุมกำลังทั้งหมดที่ครอบครองร้อยทักษะแห่งวิถีเบ็ดเตล็ด ล้วนถูกกวาดล้างจนสิ้นซากภายในชั่วข้ามคืน"

"ต่อมา ตามบันทึกของคนรุ่นหลังระบุไว้ว่า ในยุคนั้น มีคนผู้หนึ่งบุกตะลุยทำลายล้างขุมกำลังของร้อยทักษะแห่งวิถีเบ็ดเตล็ดจนหมดสิ้น ถอนรากถอนโคนฐานที่มั่นของพวกมันจนราบเป็นหน้ากลอง"

"เล่ามาถึงตรงนี้ เจ้าคงพอเดาออกแล้วสินะว่าคนผู้นั้นคือใคร แน่นอนว่านี่เป็นเพียงข้อสันนิษฐานเท่านั้น"

โจวอันนิ่งคิดไปครู่หนึ่ง ก่อนจะค่อยๆ เอ่ยขึ้น

"ผู้ที่คิดค้นแปดทักษะเร้นลับผู้นั้น คือผู้ที่ทำลายล้างขุมกำลังทั้งหมดของวิถีเบ็ดเตล็ด"

มีเพียงข้อสันนิษฐานนี้เท่านั้นที่ดูสมเหตุสมผลที่สุด ในยุคสมัยที่วิถีเบ็ดเตล็ดผงาดค้ำฟ้า อีกทั้งร้อยทักษะก็ทรงพลังเกินหยั่งถึง

ผู้ที่สามารถกวาดล้างขุมกำลังเหล่านี้ลงได้อย่างราบคาบ นอกเหนือจากผู้ที่หลอมรวมแปดทักษะเร้นลับแล้ว ย่อมไม่มีผู้ใดทำได้อีก

ผู้ว่าการซุนพยักหน้ารับ เป็นการยืนยันว่าสิ่งที่โจวอันคาดเดานั้นถูกต้อง

"ผู้คิดค้นแปดทักษะเร้นลับตายอย่างเป็นปริศนา ทว่าสาเหตุการตายกลับสามารถตรวจสอบได้ เขาตายเพราะพลังปราณในร่างเหือดแห้งจนหมดสิ้น"

"คนรุ่นหลังสันนิษฐานว่า เขาต้องต่อสู้กับยอดฝีมือของร้อยทักษะแห่งวิถีเบ็ดเตล็ด อาศัยกำลังเพียงคนเดียวกวาดล้างพวกมันจนหมดสิ้น แต่ก็ต้องแลกมาด้วยพลังที่เหือดแห้งจนตายตกไปในที่สุด"

"ส่วนสาเหตุเบื้องลึกเบื้องหลัง พวกเราก็สุดจะหยั่งรู้ได้"

การใช้กำลังเพียงคนเดียวกวาดล้างขุมกำลังทั้งหมดนั้น เป็นเรื่องที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งนัก แน่นอนว่า ทำไมเขาถึงต้องทำลายล้างวิชาเหล่านั้น กลับไม่มีเบาะแสใดให้คาดเดาได้เลย

โจวอันเป็นคนฉลาดหลักแหลม อาศัยการเชื่อมโยงข้อมูล ก็สามารถคาดเดาเรื่องราวที่จะเกิดขึ้นต่อไปได้

"ตามความหมายของท่านผู้ว่าการซุน มณฑลอวิ๋นไหลมีความเกี่ยวพันกับร้อยทักษะแห่งวิถีเบ็ดเตล็ด หรือว่าที่นี่จะมีแปดทักษะเร้นลับซ่อนอยู่?"

มีเพียงข้อสันนิษฐานนี้เท่านั้น ที่จะอธิบายต้นสายปลายเหตุทั้งหมดได้

ผู้ว่าการซุนกล่าว

"การตายของบุรุษผู้นั้น ทำให้แปดทักษะเร้นลับสูญหายไปพร้อมกับเขา ทว่าภายหลังก็ยังมีคนพบเห็นร่องรอยของแปดทักษะเร้นลับปรากฏขึ้นอยู่บ้าง มณฑลอวิ๋นไหลเองก็เคยมีคนผู้หนึ่งถือกำเนิดขึ้น"

"คนผู้นั้นเชี่ยวชาญเคล็ดหลอมสร้างแดนสัมบูรณ์ ซ้ำยังเคยป่าวประกาศในยุทธภพว่า ในมณฑลอวิ๋นไหล มีแปดทักษะเร้นลับซ่อนอยู่"

"ต่อมา ผู้คนมากมายแห่แหนกันมาค้นหาที่มณฑลอวิ๋นไหล แต่หาอยู่นานก็ไม่พบสิ่งใด นานวันเข้า ข่าวลือนี้ก็ค่อยๆ จางหายไป"

"อ้อ คนผู้นั้นตายไปแล้ว ตายอย่างน่าอนาถด้วย ก่อนที่จะเติบใหญ่กลายเป็นยอดฝีมือเต็มตัว กลับเที่ยวไปป่าวประกาศว่าตนคือผู้ครอบครองแปดทักษะเร้นลับ ย่อมต้องดึงดูดความละโมบของผู้คน"

โจวอันลูบคางตนเอง

คนพรรค์นี้ช่างโง่เขลาเสียจริง

"ทักษะเร้นลับอื่นๆ อาจจะไม่ค่อยชัดเจนนัก แต่ทักษะนี้พวกเราพอจะมีความรู้อยู่บ้าง"

"เคล็ดหลอมสร้างแดนสัมบูรณ์เกี่ยวข้องกับการหลอมสร้าง ว่ากันว่าไม่เพียงช่วยยกระดับคุณภาพของผลงานหลอมสร้าง แต่หากฝึกฝนจนถึงขั้นล้ำลึก สรรพสิ่งในใต้หล้าล้วนสามารถแปรเปลี่ยนเป็นวัตถุดิบในการหลอมสร้างได้ทั้งสิ้น"

ดวงตาของผู้ว่าการซุนฉายแววหวาดผวา คล้ายกับนึกถึงเรื่องราวบางอย่างขึ้นมาได้

"ว่ากันว่าในตอนนั้น มียอดฝีมือแห่งวิถีเบ็ดเตล็ดกว่าพันคน แต่ละคนล้วนเป็นปรมาจารย์ระดับแนวหน้า ร่วมกันปิดล้อมชายผู้ครอบครองเคล็ดหลอมสร้างแดนสัมบูรณ์"

"พวกเขามาจากต่างแคว้น ผลปรากฏว่ามีผู้เสียชีวิตกว่าแปดร้อยคน ยามเข้าไปตรวจสอบศพ เจ้าเดาได้หรือไม่ว่าสภาพศพของพวกมันเป็นเช่นไร?"

โจวอันเอ่ยถามด้วยความอยากรู้

"เป็นเช่นไร?"

ผู้ว่าการซุนสูดลมหายใจเข้าลึก ความหวาดผวาบนใบหน้ายิ่งทวีความรุนแรงขึ้น

"พวกมัน... อาวุธในมือของพวกมัน กลายเป็นวัตถุดิบหลอมสร้าง แร่ธาตุใต้พิภพผุดขึ้นมาจากพื้นดิน กลายเป็นวัตถุดิบหลอมสร้าง พวกมันตายอย่างน่าอนาถยิ่งนัก!"

โจวอันเบิกตากว้าง สูดลมหายใจลึก

หากเป็นเช่นนั้นจริง มันช่างน่าสะพรึงกลัวเกินไปแล้ว ไม่เพียงช่วยยกระดับคุณภาพของการหลอมสร้าง แต่ยังทำให้ผู้ครอบครองกลายเป็นศัตรูของคนทั้งโลก

วิชาเช่นนี้... เอ๊ะ?

เดี๋ยวก่อน?

ดูเหมือนว่าข้าเองก็สามารถยกระดับคุณภาพของการหลอมสร้างได้เช่นกันนี่...

โจวอันส่ายหน้าไล่ความคิดประหลาดนั้นออกไป

"ตามที่ท่านผู้ว่าการซุนกล่าวมา เป้าหมายของศัตรูคือต้องการครอบครองแปดทักษะเร้นลับ ทว่าเรื่องนี้เกี่ยวข้องอันใดกับพายุโลหิตในมณฑลอวิ๋นไหลเล่า?"

หากนางต้องการเพียงแปดทักษะเร้นลับ ก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไรมากนัก

ผู้ว่าการซุนยิ้มขื่น

"จากที่ได้ฟังจากเจ้าก่อนหน้านี้ พรรคสราญรมย์มักทำตามอำเภอใจ พวกเราเกรงว่าหากพวกมันค้นพบเคล็ดหลอมสร้างแดนสัมบูรณ์เข้าจริงๆ และนำตำแหน่งที่ซ่อนไปป่าวประกาศให้รู้โดยทั่ว ไม่ต้องพูดถึงพวกที่มาอย่างเปิดเผยหรอก ลำพังแค่พวกที่ลอบเข้ามาอย่างลับๆ มณฑลอวิ๋นไหลก็คงไม่อาจพบกับความสงบสุขได้อีกแล้ว"

นั่นคือแปดทักษะเร้นลับเชียวนะ! เพียงแค่ครอบครองได้สักหนึ่งทักษะ ก็เพียงพอที่จะผงาดขึ้นเป็นยอดคนในยุทธภพได้แล้ว

หากเรื่องนี้แพร่งพรายออกไป ซ้ำยังรู้ตำแหน่งที่ตั้งแน่ชัดในมณฑลอวิ๋นไหล ต่อให้ไม่มีพวกที่มาอย่างเปิดเผย ลำพังแค่พวกที่ลอบเข้ามา ก็สามารถก่อกวนจนเกิดความวุ่นวายได้อย่างมหาศาล

เพราะหากมีคนนำมันไปได้ก็แล้วไป ทว่าสิ่งน่ากลัวคือหากไม่มีใครนำมันไปได้ แล้วเรื่องราวกลับลุกลามใหญ่โต ไม่มีใครคาดเดาจุดจบได้

ถึงแม้แคว้นต้าฉู่จะสามารถส่งคนมาชิงตัดหน้าไปก่อนได้ แต่หากมันไม่อาจนำออกไปได้เล่า เรื่องนี้ก็สุดจะคาดเดา

หากนำออกไปไม่ได้ และต้องถูกเก็บซ่อนไว้ในมณฑลอวิ๋นไหลตลอดกาล มณฑลอวิ๋นไหลก็จะกลายเป็นศูนย์กลางแห่งความวุ่นวายอย่างแท้จริง

วิธีที่ปลอดภัยที่สุด คือการฝังความลับนี้ให้ตายไปพร้อมกับผู้รู้

เมื่อโจวอันเข้าใจเรื่องราวทั้งหมดอย่างกระจ่างแจ้งแล้ว จึงเอ่ยถามขึ้น

"บอกแผนการของท่านมาเถิด พวกท่านตั้งใจจะทำเช่นไร?"

ในเมื่อมาหาเขาถึงที่ ย่อมต้องมีแผนการเตรียมไว้ โจวอันเองก็อยากรู้ว่าแผนการนั้นคือสิ่งใด

เขาต้องการสังหารสตรีผู้นั้นอยู่แล้ว

อย่างไรเสียนางก็เคยล่วงเกินเขา ข่มขู่เขา ซ้ำยังจับตัวอวี๋หางไปเป็นตัวประกัน

สตรีผู้นี้จะปล่อยไว้ไม่ได้เด็ดขาด

ขืนปล่อยไว้ก็มีแต่จะสร้างความเดือดร้อนให้ตนเอง

"พวกเราต้องรับมือกับนางทั้งสองทาง"

ผู้ว่าการซุนกล่าว

"หากเป้าหมายของนางคือการลอบสังหารเหล่าคนหนุ่มในวิถีหลอมสร้างที่นี่ สถานที่แห่งนี้ย่อมต้องการกำลังคนคอยคุ้มกัน และหากเป้าหมายของนางคือการตามหาแปดทักษะเร้นลับ สถานที่แห่งนั้นก็ต้องการกำลังคนคอยคุ้มกันเช่นกัน ทว่ากำลังคนของเรามีไม่เพียงพอ"

"ความตั้งใจของพวกเราก็คือ ในเมื่อเจ้าเข้าร่วมการประลองอยู่ที่นี่ ก็ขอให้เจ้ารับหน้าที่คุ้มกันสถานที่แห่งนี้ไป เจ้าวางใจได้ พวกเราจะไม่ให้เจ้าลงแรงเปล่าอย่างแน่นอน"

โจวอันเกิดความสนใจขึ้นมาทันที

"มีผลประโยชน์อันใดมาแลกเปลี่ยน?"

พูดตามตรง ผู้ว่าการซุนช่างรู้ใจเขานัก คำพูดของท่านผู้ว่าการช่างเข้าหูเขายิ่งนัก

ในยุคสมัยนี้ไม่มีงานใดได้มาเปล่าๆ และไม่มีความช่วยเหลือใดที่ไร้ผลตอบแทน เมื่อมีผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้อง ทุกคนย่อมเต็มใจลงมือ

นี่ไม่ใช่เพราะโจวอันหน้าเงิน แต่พวกที่ยอมทำงานให้ฟรีๆ ต่างหากที่เป็นพวกโง่เขลา

โจวอันปรารถนาจะสังหารหมี่ม่ออยู่แล้ว แต่หากได้ผลประโยชน์ติดไม้ติดมือกลับมาด้วย มีหรือเขาจะปฏิเสธ?

"วัสดุหลอมสร้าง" ผู้ว่าการซุนเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง "แก่นแท้แร่เหล็ก ให้เจ้าเบิกใช้ได้ตามใจชอบ เป็นอย่างไร?"

ดวงตาของโจวอันทอประกายวาบ

เขามีเคล็ดวิชาหลอมรวมสรรพสิ่ง และเคยฝึกฝนการตีเหล็กมาช่วงระยะเวลาหนึ่ง จึงพอจะมีความรู้เรื่องการหลอมสร้างอยู่บ้างจากการชี้แนะของปรมาจารย์จ้าว

แท้จริงแล้ว งานหลอมสร้างนั้น ประการแรกขึ้นอยู่กับฝีมือช่าง ประการที่สองขึ้นอยู่กับคุณภาพของวัสดุ

ยิ่งวัสดุมีคุณภาพดีเพียงใด ผลงานที่ได้ย่อมเลิศล้ำตามไปด้วย

แม่ครัวที่เก่งกาจเพียงใด หากไร้ข้าวสารก็มิอาจหุงข้าวฉันใด ช่างหลอมสร้างก็ฉันนั้น

หากได้วัสดุชั้นยอด ผลงานที่รังสรรค์ออกมาย่อมมีมูลค่าพุ่งทะยาน

ดังเช่นผลงานที่โจวอันหลอมสร้างขึ้น ล้วนใช้วัสดุเหล็กธรรมดาสามัญทั้งสิ้น

หากเขาได้ครอบครองวัสดุชั้นเลิศ ผลงานของเขาย่อมต้องทรงอานุภาพยิ่งกว่านี้

สิ่งที่เรียกว่า 'แก่นแท้แร่เหล็ก' นั้น คือสุดยอดแห่งแร่เหล็ก

ความจริงแล้ว ตามหลักความเป็นจริง แร่เหล็กจะมีความแตกต่างกันไปได้อย่างไร ทว่าในโลกใบนี้ แม้แต่สิ่งลี้ลับยังมีอยู่จริง จะเอาตรรกะความจริงมาใช้ตัดสินไม่ได้หรอก

หากมัวแต่หาเหตุผลทางวิทยาศาสตร์ โจวอันคิดว่าตนเองคงกลายเป็นพวกชอบขวางโลกไปเสียแล้ว

"ตกลง!"

เขาตอบรับอย่างไม่ลังเล

เมื่อมีของสิ่งนี้ เขาสามารถนำมาหลอมสร้างยุทโธปกรณ์ประจำกายขึ้นใหม่ ยกระดับความแข็งแกร่งให้ตนเองได้อีกขั้น

ยิ่งไปกว่านั้น เขายังสามารถสังหารหมี่ม่อได้อีกด้วย ยิงปืนนัดเดียวได้นกถึงสองตัว

"แต่ข้ามีเงื่อนไขอยู่ข้อหนึ่ง หากนางตายด้วยน้ำมือพวกท่าน ข้าต้องได้เห็นหัวของนาง"

ในยุคสมัยนี้ มีเพียงการได้เห็นศพของศัตรูด้วยตาตนเองเท่านั้น จึงจะถือว่าปลอดภัยอย่างแท้จริง

ผู้ว่าการซุนรับคำ

"ถึงเวลาพวกเราย่อมต้องนำมาให้เจ้าดูอย่างแน่นอน นอกจากนี้ ทางเราจะจัดเตรียมกำลังคนส่วนหนึ่งไว้คอยช่วยเหลือเจ้าด้วย แน่นอนว่าพวกเขาจะซุ่มซ่อนตัวอยู่ในเงามืด"

โจวอันพยักหน้ารับ

เมื่อตกลงกันเสร็จสิ้น ผู้ว่าการซุนก็ไม่ได้รั้งอยู่ต่อ หมุนตัวเดินจากไปทันที

ห้องพักของโจวอันกลับคืนสู่ความเงียบสงบอีกครั้ง

เขาเฝ้ารอคอยอย่างใจเย็น รอคอยให้การประลองรอบต่อไปมาถึง

...

ภายนอกมณฑลอวิ๋นไหล ท่ามกลางป่าเขาลำเนาไพร

ภายในถ้ำแห่งหนึ่ง

บนฝ่ามือของหมี่ม่อปรากฏเศษหยกขาวที่แตกบิ่นชิ้นหนึ่ง หยกขาวชิ้นนั้นเปล่งประกายแสงสลัวๆ

หมี่ม่อจดจ้องแสงสว่างนั้นด้วยแววตาเปี่ยมด้วยความตื่นเต้น

"ดี! ดี! ดี! ส่งมาอีกเยอะๆ ขอเพียงส่งมาอีกสักหน่อย ก็จะสามารถปลุกมันให้ตื่นขึ้นได้แล้ว"

แสงบนหยกขาวสว่างวาบสลับหรี่ลง ทว่าโดยรวมยังคงเสถียรอยู่

หลังจากรอคอยอยู่ครู่หนึ่ง หมี่ม่อก็เก็บหยกขาวชิ้นนั้นลงไป รอยยิ้มบนใบหน้าของนางยิ่งฉายชัดถึงความตื่นเต้น ราวกับได้ครอบครองสมบัติล้ำค่า

อวี๋หางถูกมัดติดกับก้อนหิน ใบหน้าของเขาซีดเซียวอย่างเห็นได้ชัด

ตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา เขาได้รับอาหารเพียงน้อยนิด ร่างกายจึงซูบผอมและอ่อนล้าลงมาก

"นังมารร้าย นังมารร้าย!"

อวี๋หางยังคงพึมพำด่าทอไม่หยุดปาก

ในแต่ละวัน เขาไม่ได้เผชิญแค่เพียงความทุกข์ทรมานทางร่างกายเท่านั้น ทว่ายังต้องเผชิญกับการทรมานทางจิตใจอีกด้วย

นังมารร้ายผู้นี้ มักจะพร่ำกรอกหูเขาด้วยแนวคิดที่วิปลาสบิดเบี้ยวอยู่เสมอ

สิ่งที่ทำให้เขาประหลาดใจที่สุดคือ แนวคิดที่มองว่าคนธรรมดาสามัญไม่ใช่สิ่งมีชีวิตที่มีค่า

"นังมารร้ายหรือ? ด่าทอซ้ำไปซ้ำมาอยู่แค่นี้ ช่างไร้รสชาติเสียจริง" หมี่ม่อหัวเราะร่วน

"อีกไม่นาน ข้าก็จะกลายเป็นตัวตนที่ไม่มีผู้ใดในใต้หล้าสามารถทัดเทียมได้แล้ว"

"เคล็ดหลอมสร้างแดนสัมบูรณ์ หนึ่งในแปดทักษะเร้นลับ ใครจะไปคาดคิดเล่าว่า งานประลองวิถีหลอมสร้างที่แคว้นต้าฉู่จัดขึ้น จะกลายเป็นการปูทางให้กับพรรคสราญรมย์ของเราโดยบังเอิญ?"

"จุ๊ๆ ใครจะไปคาดคิดว่า การจะล่วงรู้ตำแหน่งที่ตั้งที่แน่นอนของเคล็ดหลอมสร้างแดนสัมบูรณ์นั้น จำเป็นต้องอาศัยผู้ฝึกฝนวิถีหลอมสร้างจำนวนมหาศาล ทุ่มเทกายใจลงมือหลอมสร้าง เพื่อสื่อสารกับพลังปราณแห่งการหลอมสร้าง จากนั้นจึงใช้เศษหยกขาวที่ยอดคนผู้นั้นทิ้งไว้เป็นตัวดูดซับพลัง เพื่อแปรเปลี่ยนเป็นกุญแจไขประตู?"

"การที่แคว้นต้าฉู่จัดงานประลองในครั้งนี้ ช่างเป็นใจให้กับพรรคสราญรมย์ของเราเสียจริง"

ยิ่งเอ่ย หมี่ม่อก็ยิ่งตื่นเต้นจนเก็บอาการไม่อยู่

"เมื่อข้าเปิดประตูสู่เคล็ดหลอมสร้างแดนสัมบูรณ์ได้สำเร็จ เมื่อนั้น ผู้ฝึกฝนวิถีหลอมสร้างทุกคนที่อุทิศพลังปราณแห่งการหลอมสร้าง จะต้องจบชีวิตลงอย่างอนาถ คงไม่มีผู้ใดคาดคิดว่า ข้าสามารถปลิดชีพพวกเขาได้จากระยะไกลเพียงนี้"

"ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า!"

"นังมารร้าย! ขอให้เจ้าไม่ได้ตายดี!" อวี๋หางตวาดด้วยความโกรธแค้น

หมี่ม่อไม่สนใจเขาอีก นางหยิบเศษหยกขาวออกมาชื่นชมอย่างหลงใหลต่อไป

...

เวลาค่อยๆ ผ่านไป พริบตาเดียวก็ถึงวันที่สอง

การมาถึงของวันที่สอง ยิ่งทำให้คนหนุ่มในวิถีหลอมสร้างทุกคนทุ่มเทความพยายามมากยิ่งขึ้น

แม้ว่าในรอบการหลอมสร้างอาวุธ พวกเขาจะถูกโจวอันทิ้งห่างอย่างไม่เห็นฝุ่นก็ตาม

แต่พวกเขาก็ยังคงแอบหวังอยู่ลึกๆ

บางทีในด้านการหลอมสร้างอุปกรณ์ป้องกัน พวกเขาอาจจะเอาชนะโจวอันได้ก็เป็นได้ ใครจะไปรู้

โจวอันไม่ได้ก้าวเท้าออกจากห้องพักเลยแม้แต่ก้าวเดียว เขาหมกตัวอยู่กับการหลอมสร้างอุปกรณ์ป้องกันอย่างตั้งใจ

การประลองรอบนี้ เขามีความคิดสร้างสรรค์ใหม่ๆ ผุดขึ้นมาอีกแล้ว ตั้งใจจะรังสรรค์ผลงานที่แปลกตาให้ทุกคนได้ชมอีกครั้ง

โจวอันหยิบท่อนเหล็กขึ้นมา ก่อนจะเริ่มลงมือเคาะตี

เวลาผ่านไปอีกสองวัน โจวอันก็หลอมสร้างชิ้นส่วนอุปกรณ์ป้องกันทั้งหมดจนเสร็จสมบูรณ์

เวลาที่เหลืออีกสองวัน เขาตั้งใจจะเร่งปั่นเลเวลเคล็ดวิชาหลอมรวมสรรพสิ่งให้เพิ่มขึ้นอีก

ในช่วงสองวันสุดท้าย เสียงเคาะตีเหล็กเริ่มเบาบางลง กระทั่งวันสุดท้ายมาถึง

เสียงร้องเรียกจากด้านนอกดังก้องไปทั่ว โจวอันและเหล่าคนหนุ่มในวิถีหลอมสร้างคนอื่นๆ ต่างหิ้วผลงานการหลอมสร้างของตนเดินออกมาจากเรือนพัก

บนใบหน้าของทุกคนล้วนฉายแววความมั่นใจเต็มเปี่ยม

วินาทีที่โจวอันก้าวออกมา เขาสัมผัสได้ถึงสายตาทุกคู่ที่จับจ้องมา ล้วนแฝงไว้ด้วยรังสีแห่งการท้าทาย

ทว่าคราวนี้เหล่าหลินกลับไม่ทำตามแบบแผนเดิม เขามุ่งตรงไปหาโจวอันเป็นคนแรก

"โจวอัน รอบนี้เริ่มจากเจ้าก่อนเลย"

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 110 - ทวนกรีดนภา แปดทักษะเร้นลับแห่งวิถีเบ็ดเตล็ด

คัดลอกลิงก์แล้ว