- หน้าแรก
- พ่อครัวเทพจุติสะเทือนแดนเซียน
- บทที่ 1010 - สิริมงคลส่งจากสวรรค์
บทที่ 1010 - สิริมงคลส่งจากสวรรค์
บทที่ 1010 - สิริมงคลส่งจากสวรรค์
บทที่ 1010 - สิริมงคลส่งจากสวรรค์
มองดูยอดฝีมือเผ่ามนุษย์จำนวนมากกำลังสวาปามอาหาร บรรดาผู้ฝึกตนอิสระที่ทยอยเดินทางมาถึง ด้านหนึ่งก็เต็มไปด้วยความเคลือบแคลงสงสัย ส่วนอีกด้านหนึ่งก็น้ำลายสอด้วยความอยากกิน
แม้ว่าเย่ฉางชิงจะดับไฟเก็บเตาไปตั้งนานแล้ว ทว่ากลิ่นหอมที่ยังคงล่องลอยอวลอยู่อย่างเจือจางในอากาศ ก็ยังคงทำให้ทุกคนรู้สึกอยากกินจนแทบทนไม่ไหว
"นี่มัน... หอมเหลือเกิน ข้าไม่เคยดมกลิ่นที่หอมหวนถึงเพียงนี้มาก่อนเลย"
"นั่นน่ะสิ หอมยิ่งกว่าหอเพียวเซียงในเมืองเสียอีก นั่นน่ะเป็นเหลาอาหารที่เปิดโดยพ่อครัววิญญาณเชียวนะ"
"มารดามันเถอะ เจ้าหัดมีวิสัยทัศน์หน่อยได้หรือไม่? เถ้าแก่ของหอเพียวเซียงน่ะ หากเอาไปเทียบในสมาคมพ่อครัววิญญาณ มันก็เป็นได้แค่ขยะไร้ค่าดีๆ นี่เอง"
"ถูกต้อง บัดนี้สมาคมพ่อครัววิญญาณล้วนรวมตัวกันอยู่ที่นี่ หอเพียวเซียงจะเอาอะไรมาสู้?"
"แต่กลิ่นหอมนี้มัน..."
"เอาล่ะๆ อดทนไว้"
บรรดาผู้ฝึกตนอิสระอดกลั้นด้วยความทรมานใจยิ่งนัก กว่าที่ทุกคนจะกินเสร็จอย่างยากลำบาก สามดินแดนศักดิ์สิทธิ์ก็ส่งผู้ดูแลมาฝั่งละหนึ่งคน เพื่อทำหน้าที่ต้อนรับผู้ฝึกตนอิสระเหล่านี้
ด้วยฐานะของพวกเขา ย่อมไม่มีทางได้สัมผัสกับตัวตนระดับผู้อาวุโส หรือแม้กระทั่งระดับประมุขศักดิ์สิทธิ์อยู่แล้ว
กระทั่งการที่ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ส่งผู้ดูแลมาต้อนรับด้วยตนเอง ก็นับว่าให้เกียรติมากแล้ว มิเช่นนั้นเพียงแค่ศิษย์ธรรมดาสักคนก็เพียงพอ
"พวกเจ้ามาที่นี่มีธุระอันใดหรือ?"
ผู้ดูแลสำนักเต้าอีที่เป็นผู้นำเอ่ยปากถาม ท่าทีดูอ่อนโยน อีกทั้งเป็นเพราะเพิ่งจะได้กินจนอิ่มหนำสำราญ อารมณ์จึงเบิกบานเป็นพิเศษ บนใบหน้ายังคงประดับด้วยรอยยิ้มจางๆ
"ผู้อาวุโส พวกเราเห็นว่าเมื่อคืนวานนี้ ด่านเทียนหงเหมือนจะเกิดการต่อสู้ครั้งใหญ่ขึ้น จึงได้เร่งรุดมาให้ความช่วยเหลือขอรับ"
พวกเขาไม่ได้ปิดบัง ตอบกลับไปตามตรง เมื่อได้ยินดังนั้น ผู้ดูแลทั้งสามก็พยักหน้าด้วยความพึงพอใจ ทุกคนถือว่ามีน้ำใจไม่เบา
"พวกเจ้ามีน้ำใจแล้ว เมื่อคืนนี้เกิดการปะทะกันขึ้นจริง ทว่าไม่ได้เสียหายอันใด พวกเจ้าก็เห็นแล้ว เผ่ามารถอยทัพไปแล้ว กลับไปเถิด กลับไปทำให้แนวหลังสงบสุข ใช้ชีวิตตามปกติอย่างที่ควรจะเป็น"
"แต่ว่าผู้อาวุโส ด่านเทียนหงแห่งนี้..."
"อ้อ ไม่เป็นไรหรอก ถึงเวลาค่อยสร้างขึ้นมาใหม่ก็แล้วกัน ไปเถิด พวกเจ้าอยู่ที่นี่ก็ช่วยสิ่งใดไม่ได้"
ปลอบโยนทุกคนไปสองสามประโยค ก็ปล่อยให้พวกเขาแยกย้ายกันกลับไป
ไม่จำเป็นต้องตื่นตระหนก ต่อให้ด่านเทียนหงจะเกิดการปะทะขึ้นอีกครั้ง ก็ไม่มีสิ่งใดน่าเป็นห่วง มีพวกเขาอยู่ที่นี่ เผ่ามารไม่น่าหวั่นเกรงแม้แต่น้อย
พวกเขาจากด่านเทียนหงมาด้วยสีหน้าซับซ้อน แม้ภายในใจของบรรดาผู้ฝึกตนอิสระจะยังคงมีข้อกังขา ทว่าก็หมดหนทาง ทำได้เพียงทำตามคำสั่งเท่านั้น
ต่างคนต่างแยกย้ายเดินทางกลับทางเดิม ทว่าระหว่างทาง มีหลายคนอดไม่ได้ที่จะเอ่ยถามด้วยความคลางแคลงใจว่า
"พี่ใหญ่ ท่านว่าบรรดาผู้อาวุโสหละหลวมเกินไปหรือไม่ ตอนที่พูดถึงเผ่ามาร ดูเหมือนจะไม่กังวลเลยสักนิด"
"อย่าพูดจาส่งเดช เรื่องพรรค์นี้ใช่สิ่งที่เจ้ากับข้าจะคาดเดาได้หรือ บัดนี้ด่านเทียนหงไร้เหตุเภทภัย คำพูดของผู้อาวุโสเมื่อครู่พวกเจ้าก็คงได้ยินแล้ว ภารกิจของพวกเราในตอนนี้คือพยายามดูแลแนวหลังให้สงบเรียบร้อย รีบกลับไปเถิด นำข่าวของด่านเทียนหงไปบอกทุกคน"
แม้ปากจะกล่าวเช่นนั้น ทว่าตัวเขาเองก็ยังคิดไม่ตก
เผ่ามารเชียวนะ แต่ทำไมยามที่ยอดฝีมือเผ่ามนุษย์เหล่านี้พูดถึง กลับไม่มีอาการตึงเครียดเลยสักนิด หนำซ้ำดูเหมือนจะแฝงแววเหยียดหยามอยู่กลายๆ ด้วยซ้ำ?
บรรดาผู้ฝึกตนอิสระย่อมไม่รู้ว่าเกิดสิ่งใดขึ้นที่แนวหน้า พวกเขาไม่เคยไปออกรบที่สนามรบ
ทว่าในเวลานี้ ยอดฝีมือเผ่ามนุษย์จำนวนมาก ไม่มีความหวาดกลัวต่อเผ่ามารเลยจริงๆ มารดามันเถอะ ก็แค่ฝูงวัตถุดิบเท่านั้น แทบจะภาวนาให้พวกมันมาส่งถึงหน้าประตูทุกวันเสียด้วยซ้ำ
ภายในด่านเทียนหง บรรดายอดฝีมือเผ่ามนุษย์ก็ร้านเกินกว่าจะซ่อมแซมอันใดแล้ว พวกเขาเรียกเมืองวิญญาณออกมา แล้วหาที่ตั้งค่ายพักแรมตามสะดวก
แต่โดยมีสามดินแดนศักดิ์สิทธิ์เป็นแกนนำ จุดตั้งค่ายที่สำนักใหญ่ต่างๆ เลือก ล้วนล้อมรอบรังมารทั้งสิ้น
ส่วนรังมารก็ยังคงอยู่ภายใต้การเฝ้าระวังอย่างแน่นหนา หากมีความเคลื่อนไหวใดๆ ก็สามารถรับรู้ได้ในพริบตา
นอกจากนี้วัตถุดิบที่ได้มาเมื่อก่อนหน้านี้ สมาคมพ่อครัววิญญาณก็กำลังทยอยจัดเก็บโดยได้รับความช่วยเหลือจากศิษย์สำนักใหญ่ต่างๆ
ครั้งนี้เก็บเกี่ยวผลประโยชน์ได้ไม่น้อยเลย จะให้ฆ่าทิ้งทั้งหมดก็เป็นไปไม่ได้ ต้องหาที่กักขังเลี้ยงดูชั่วคราวเสียก่อน
ฝั่งเผ่ามนุษย์กำลังยุ่งเหยิงวุ่นวาย ทว่าอีกฝั่งหนึ่ง เผ่าอมตะในยามนี้กลับเริ่มจะนั่งไม่ติดเสียแล้ว
เมื่อล่วงรู้ว่าเผ่ามารเจาะรังมารไปถึงภายในด่านเทียนหง เผ่าอมตะก็เกิดความคิดอยากจะยึดคืนอาณาเขตเดิมของตน
อย่างไรเสียที่นั่นก็คือถิ่นฐานของเผ่าอมตะของพวกมันนะ ในอดีตน่ะ
"นี่มัน... แต่พอถึงตอนนั้นฝั่งเผ่ามารจะทำอย่างไรเล่า?"
"ข้าว่าเผ่ามารก็แค่ดีแต่เปลือก ไม่ได้น่ากลัวอันใด ผ่านมาตั้งนานขนาดนี้แล้ว กระทั่งเผ่ามนุษย์ยังจัดการไม่ได้เลย"
"ใช่แล้วล่ะ บางทีตอนนั้นอาจเป็นพวกเราที่ตีตนไปก่อนไข้เอง"
บรรดามหาจักรพรรดิเผ่าอมตะปรึกษาหารือกัน เมื่อเห็นว่าเผ่ามารผ่านมาตั้งนานแล้ว กระทั่งเผ่ามนุษย์สักคนก็ยังจัดการไม่ได้ พวกมันก็คิดเอาเองว่าเผ่ามารคงมีน้ำยาแค่นี้แหละ
ตอนนั้นตอบสนองรุนแรงเกินไป เป็นเหตุให้ต้องยกถิ่นฐานเดิมให้คนอื่นไปฟรีๆ
บัดนี้เผ่ามนุษย์กับเผ่ามารสู้รบกันที่ด่านเทียนหง อย่างน้อยที่สุดผลลัพธ์ก็ต้องเป็นบาดเจ็บทั้งสองฝ่าย นี่มันเปิดโอกาสให้พวกมันพอดีมิใช่หรือ
หากสามารถยึดคืนอาณาเขตเดิมกลับมาได้ บวกกับอาณาเขตของเผ่าปีศาจกว่าครึ่งที่ยึดมาได้ในตอนนี้ เผ่าอมตะของพวกมันก็พลิกวิกฤตเป็นโอกาสได้แล้วมิใช่หรือ
เมื่อคิดถึงจุดนี้ บรรดามหาจักรพรรดิเผ่าอมตะจะยังนั่งติดได้อย่างไร จึงได้ออกคำสั่งทันที เตรียมกรีธาทัพบุกเข้าสู่อาณาเขตเดิมของเผ่าอมตะ
พวกมันต้องทวงทุกสิ่งที่เคยเป็นของตนกลับคืนมา
นี่อย่างไรเล่า เพื่อให้การทหารเน้นความรวดเร็วดุจเทพ ภายในวันนั้น บรรดามหาจักรพรรดิเผ่าอมตะก็นำพายอดฝีมือเผ่าอมตะจำนวนมาก แบ่งกำลังออกเป็นหลายสาย บุกทะลวงเข้าสู่อาณาเขตเดิมของเผ่าอมตะ
ตลอดเส้นทาง ทั่วทั้งอาณาเขตเผ่าอมตะ จะยังหลงเหลือความเจริญรุ่งเรืองดังเช่นกาลก่อนได้อย่างไร
ทุกหนทุกแห่งมีแต่ความรู้สึกอ้างว้างเงียบเหงา
เมื่อมองดูความเปลี่ยนแปลงตลอดเส้นทาง ยอดฝีมือเผ่าอมตะจำนวนมากต่างก็รู้สึกโศกเศร้าเสียใจ
พร้อมกันนั้นก็ลอบสาบานในใจ ว่าครั้งนี้จะต้องยึด "บ้านเกิด" กลับคืนมาให้จงได้
"ได้ยินมาว่าเผ่ามนุษย์ยังทิ้งคนไว้ประจำการที่นี่ส่วนหนึ่ง"
บรรดามหาจักรพรรดิเผ่าอมตะที่เป็นผู้นำกำลังปรึกษาหารือแผนการขั้นต่อไป
"แล้วอย่างไรเล่า เผ่ามนุษย์แค่หยิบมือเดียว จะไปทำอันใดได้?"
"ใช่แล้ว ผ่านศึกด่านเทียนหงมา ต่อให้เผ่ามนุษย์จะทำสำเร็จ พวกเขาจะเอาสิ่งใดมาขวางกั้นพวกเรา"
"วางใจเถิด ครั้งนี้ต้องสำเร็จอย่างแน่นอน"
บรรดามหาจักรพรรดิเผ่าอมตะไม่ได้กังวลเรื่องเผ่ามนุษย์เท่าใดนัก ในสายตาของพวกมัน บัดนี้เผ่ามนุษย์กำลังเอาตัวเองไม่รอด ยังไม่ถูกเผ่ามารล้างบางก็นับว่าดีแค่ไหนแล้ว
กระทั่งหนึ่งในสามด่านปราการใหญ่ของตนเอง ยังถูกเผ่ามารตีแตกไปแล้ว ยังคิดจะมาขัดขวางพวกมันอีกหรือ? ช่างน่าขันสิ้นดี
ในสายตาของเผ่าอมตะ ด่านเทียนหงถูกเผ่ามารตีแตกไปแล้ว และเมื่อไร้ซึ่งที่พึ่งพิงอย่างด่านเทียนหง การปะทะกันระหว่างเผ่ามนุษย์กับเผ่ามาร ย่อมต้องสูญเสียอย่างหนักหน่วงแน่นอน
ในสถานการณ์เช่นนี้ เผ่ามนุษย์ยังจะมีกำลังเหลือมาสนใจพวกมันได้อย่างไร
เวลาผ่านไปไม่นาน หนึ่งในกองกำลังที่นำโดยมหาจักรพรรดิเผ่าอมตะสามตน ก็เดินทางมาถึงค่ายทหารแนวหน้าของเผ่ามนุษย์
เมื่อเผชิญหน้ากับยอดฝีมือเผ่ามนุษย์ที่ถูกทิ้งไว้ประจำการ หนึ่งในมหาจักรพรรดิเผ่าอมตะก็ตวาดเสียงเย็น
"ไสหัวไปเสียเถิด ที่นี่ไม่มีธุระอันใดของเผ่ามนุษย์พวกเจ้าแล้ว"
"หืม? เผ่าอมตะอย่างพวกเจ้าหมายความว่าอย่างไร?"
"ก็หมายความตามตัวอักษรนั่นแหละ ที่นี่เดิมทีก็เป็นถิ่นฐานของเผ่าอมตะของพวกข้า ตอนนี้คืนให้พวกข้า แล้วไสหัวไปได้แล้ว"
เมื่อได้ยินดังนั้น ยอดฝีมือเผ่ามนุษย์ต่างก็โกรธเป็นฟืนเป็นไฟ เผ่าอมตะนี่คิดจะฉวยโอกาสปล้นชิงหรือ?
ช่างรนหาที่ตายนัก เพียงแต่ว่าในเวลานี้ ค่ายทหารแนวหน้าไม่มีมหาจักรพรรดิเผ่ามนุษย์คอยบัญชาการ เมื่อต้องเผชิญหน้ากับมหาจักรพรรดิเผ่าอมตะทั้งสามตน ทุกคนก็หมดหนทางเช่นกัน
ทว่าในวินาทีนั้นเอง เหนือท้องฟ้าที่เดิมทีไร้เมฆหมอก จู่ๆ ก็ปรากฏแสงสีรุ้งเจ็ดประกายสาดส่องลงมา
"นี่มัน..."