- หน้าแรก
- พอเปิดประตูมิติได้ทั้งที ผมเลยขอร่วมมือกับรัฐบาลซะเลย
- บทที่ 1303 - สิ่งมีชีวิตแปลกประหลาดสติแตก!
บทที่ 1303 - สิ่งมีชีวิตแปลกประหลาดสติแตก!
บทที่ 1303 - สิ่งมีชีวิตแปลกประหลาดสติแตก!
สิ่งมีชีวิตประหลาดอีกตัวที่อยู่ข้างๆ เงยหน้ามองจอ แววตาเลื่อนลอย ปากก็พึมพำซ้ำไปซ้ำมา
"เด็กสาว... ยานรบ... เด็กสาว... ยานรบ..."
ดูเหมือนมันจะยังช็อกกับฉากการเปลี่ยนร่างของหน่วยนักรบสาวเมื่อกี้ไม่หาย
สิ่งมีชีวิตประหลาดตัวข้างๆ ก็พึมพำกับตัวเอง
"นี่พวกเรากำลังเจอกับสัตว์ประหลาดแบบไหนกันเนี่ย ทำไมเด็กสาวถึงกลายร่างเป็นยานรบพลังทำลายล้างสูงได้ฟะ!"
มันพูดไปก็เผลอกระดึ๊บถอยหลังไป พยายามอยู่ให้ห่างจากหน้าจอ เหมือนคิดว่ายิ่งไกลก็ยิ่งปลอดภัย
ภาพตอนที่หน่วยนักรบสาวของต้าเซี่ยออกรบ ทำเอาพวกมันอ้าปากค้าง!
โดยเฉพาะฉากที่เปลี่ยนร่างพร้อมกันนั่น ภาพมันกระแทกตาเกินไป
มีตัวนึงถึงกับแข็งทื่อไปเลย แล้วก็ค้างอยู่ในท่าเดิมไม่ขยับไปไหนจนถึงตอนนี้
เพื่อนข้างๆ เอาหนวดไปจิ้มๆ มัน
"นี่ยังมีชีวิตอยู่ป่ะเนี่ย?"
ผ่านไปสองวินาที มันถึงได้สติ แล้วกระซิบตอบ
"ข้ากำลังคิดอะไรบางอย่างอยู่น่ะ"
"คิดอะไร?"
มันทำเสียงจริงจังมาก
"ถ้าพวกเธอโอเค อารยธรรมเราเปลี่ยนศาสนาไปบูชาพวกเธอเลยดีไหม?"
พวกที่ล้อมวงอยู่เงียบไปแป๊บเดียว แล้วก็พยักหน้าหงึกๆ พร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย
ตอนนี้ สิ่งมีชีวิตประหลาดที่อยู่ฝั่งตรงข้าม เริ่มปลงตกได้แล้ว
มันยืดตัวขึ้นช้าๆ จัดระเบียบหนวดที่ขดตัวอยู่ให้เข้าที่ แล้วประกาศเสียงดังฟังชัด
"ตั้งแต่นี้เป็นต้นไป ข้าจะเป็นหมาปั๊กที่ซื่อสัตย์ที่สุดของอารยธรรมต้าเซี่ย! ใครหน้าไหนก็ห้ามขวาง!"
ตอนพูดมันถึงกับยืดอกนิดๆ เหมือนกำลังป่าวประกาศเรื่องที่น่ายกย่องที่สุดในโลก
ไอ้พวกที่อยู่รอบๆ ก็วงแตกทันที
"จะเป็นหมาปั๊กก็ต้องต่อแถวเว้ย! ข้าจองคิวแรก!"
"แกไปต่อแถวข้างหลังนู่น ข้าตัดสินใจตั้งแต่เมื่อกี้แล้ว!"
"ตัดสินใจบ้าอะไรของแก เมื่อกี้ยังเห็นตัวสั่นงกๆ อยู่เลย!"
"ตัวสั่นแล้วไงล่ะ ตัวสั่นแต่ก็จงรักภักดีเว้ย!"
มีตัวนึงไวปานวอก เอาหนวดไปขีดเขียนยึกยือๆ บนพื้น แล้วพูดว่า
"ข้าเซ็นชื่อก่อน ข้าเข้าตี้ก่อน!"
ตัวข้างๆ เหลือบมอง
"นี่แกวาดรูปอะไรของแกเนี่ย?"
มันตอบอย่างหน้าชื่นตาบาน
"ใบสมัครเข้าตี้ไงล่ะ!"
ไอ้ตัวนั้นเงียบไปพักนึง
"แต่ข้าว่ามันเหมือนจดหมายสั่งเสียมากกว่านะ"
จู่ๆ ในคุกก็วุ่นวายกันยกใหญ่
มีทั้งพวกที่แย่งกันโชว์ความจงรักภักดี มีทั้งพวกที่นั่งถกกันเรื่อง "สวัสดิการการเป็นหมาปั๊ก" อย่างเอาเป็นเอาตาย แล้วก็มีพวกที่เนียนถามว่า "ฝั่งต้าเซี่ยมีข้าวให้กินป่ะ?"
พวกทหารของจักรวรรดิเหยียนหลงที่ยืนคุมอยู่ข้างนอก ตอนแรกก็ตีหน้าขรึมอยู่หรอก
แต่พอได้ยินที่พวกมันคุยกัน ก็แอบสบตากันแล้วหลุดขำออกมา
ทหารคนนึงส่ายหน้า
"ตอนโดนจับมาใหม่ๆ เห็นยังกร่างกันอยู่เลย"
คนข้างๆ หัวเราะร่วน
"แต่ดูตอนนี้สิ แข่งกันประจบซะงั้น"
อีกคนยืนพิงกำแพง มองดูพวกตัวประหลาดในคุกแย่งกัน "ลงทะเบียน"
"ก็อย่างว่าแหละ ในจักรวาลนี้ พลังคือที่สุด"
น้ำเสียงของเขาสบายๆ แต่ก็แฝงความมั่นใจ
ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน ใครหมัดใหญ่กว่า คนนั้นก็คือสัจธรรม!
ตัดภาพมาที่ฝั่งเฉินม่อ ท้องฟ้าเริ่มกลับมาสงบอีกครั้ง
มิติที่เคยถูกฉีกกระชากจนเละเทะ กำลังค่อยๆ ฟื้นฟูตัวเอง แสงดาวไกลๆ กลับมาเรียงตัวเป็นเส้นสายปกติ ราวกับไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้น
เหลือเพียงเศษเสี้ยวพลังงานที่ยังสลายไม่หมด ล่องลอยไปมาในห้วงอวกาศอันมืดมิด เป็นเหมือนเครื่องเตือนใจว่า เพิ่งจะมีการต่อสู้ระดับโลกาวินาศเกิดขึ้นที่นี่
เฉินม่อยืนอยู่หน้าจุดชมวิว กอดอกมองอยู่พักใหญ่ ก่อนจะถอนหายใจยาวๆ
"ในที่สุดก็จบสักที"
ท่าทางของเขาก็ดูผ่อนคลายลงตามคำพูด
นักวิจัยหลายคนที่อยู่รอบๆ ตอนแรกเครียดกันจนเส้นเลือดแทบปูด ตอนนี้ก็ทิ้งตัวลงบนเก้าอี้ บางคนถึงกับเอนคอหลับตาพริ้ม เหมือนเพิ่งวิ่งมาราธอนเสร็จหมาดๆ
เฉินม่อหันไปหาซู่เหยียน
"ดร.ซู่เหยียน ดูทรงแล้วจักรวาลแถบนี้น่าจะปลอดภัยไปอีกพักใหญ่ แต่คราวก่อนที่เราไปเจาะกำแพงจักรวาลของโลกนี้เข้า เพื่อป้องกันไม่ให้มีศัตรูจากจักรวาลอื่นบุกเข้ามาอีก เราควรจะทิ้งไพ่ตายอะไรไว้หน่อยไหม?"
น้ำเสียงของเขากลับมาใช้ความคิดอย่างมีเหตุผลแล้ว แต่ในแววตายังคงซ่อนความระแวดระวังเอาไว้
ก็แหม เพิ่งจะเจอเรื่องระทึกขวัญรัวๆ มาหมาดๆ จะให้วางใจร้อยเปอร์เซ็นต์ก็คงยาก
ซู่เหยียนพยักหน้า
"ก็จริงนะ"
เขาพูดพลางยกมือขึ้นมาเรียกภาพโฮโลแกรมแสดงข้อมูลขึ้นมาหลายจอ เป็นภาพจำลองโครงสร้างพลังงานบริเวณรอบๆ โครงสร้างต้นกำเนิดโลก
"แล้วก็เรื่องของอารยธรรมทวนตรรกะ โครงสร้างต้นกำเนิดโลกที่พวกเขาสร้างขึ้นมา ตัวผู้พิทักษ์ แล้วก็อาวุธแนวคิดนั่นด้วย เราต้องศึกษาให้ลึกกว่านี้อีก"
จังหวะการพูดของเขาดูเนิบนาบ แต่แฝงไปด้วยความกระตือรือร้นของนักวิจัย
เห็นได้ชัดว่า การโจมตีเมื่อกี้ นอกจากจะทำให้เขาทึ่งแล้ว มันยังเป็นสิ่งล่อตาล่อใจชิ้นโตสำหรับเขาด้วย
เฉินม่อชำเลืองมองกราฟข้อมูลที่ซับซ้อนจนชวนปวดหัวพวกนั้น แล้วก็อดไม่ได้ที่จะแซว
"นี่นายกะจะไปขุดคุ้ยยันบรรพบุรุษเขาเลยรึไง!"
ซู่เหยียนขยับแว่นตา ตอบหน้านิ่ง
"ในวงการวิทยาศาสตร์ ไม่มีคำว่าบรรพบุรุษหรอกนะ"
เฉินม่อหลุดขำ
"โอเคๆ ตามใจนายเลย"
ส่วนผู้พิทักษ์ที่ลอยอยู่ข้างๆ ตอนนี้แสงที่แกนกลางกลับมาเป็นปกติแล้ว
ถึงจะเพิ่งซัดกับต้าเซี่ยไปหยกๆ แต่ตอนนี้มันดูมีสติมากกว่าเดิมเยอะ
มันรู้ตัวดีว่า สภาพของมันก่อนหน้านี้มันไม่ปกติ
ไอ้โหมดปกป้องขั้นสุดยอดที่เกือบจะหลุดการควบคุมนั่น พอนึกย้อนดูแล้ว ตัวมันเองยังรู้สึกเลยว่ามันแปลกๆ
มันแอบโล่งใจนิดๆ ที่ต้าเซี่ยช่วยดึงสติมันกลับมาได้ ผ่านการต่อสู้!
ผู้พิทักษ์เงียบไปพักหนึ่ง ก่อนจะเริ่มพูดขึ้นเอง
"ไม่เป็นไรหรอก แต่ข้ามีคำขออย่างนึง"
เสียงของมันไม่ได้แข็งกร้าวเหมือนตอนแรก แต่เจือความมีเหตุมีผลและรู้จักควบคุมตัวเองมากขึ้น
เฉินม่อหันไปมองแกนกลางอัจฉริยะขนาดยักษ์นี่ สีหน้าเหมือนรู้ทัน
"แกอยากให้พวกเราช่วยตามหาอารยธรรมทวนตรรกะในอนาคตงั้นสิ?"
เขาถามหยั่งเชิง แต่ก็มีแวว 'กะไว้แล้วเชียว' อยู่ในน้ำเสียง
ผู้พิทักษ์ตอบแบบไม่ลังเล
"ใช่!"
แสงที่แกนกลางกะพริบนิดๆ เหมือนกำลังจัดเรียงข้อมูล
ก่อนจะพูดต่อ
"ถ้าให้ข้าหาเอง คงยากที่จะเข้าถึงเทคโนโลยีข้ามมิติได้!"
"ความสามารถของข้า ส่วนใหญ่ก็ใช้ได้แค่ในจักรวาลนี้เท่านั้น"
"แต่พวกท่านไม่เหมือนกัน"
สายตาของมันเหมือนกำลังจับจ้องมาที่เฉินม่อ
"ตอนนี้พวกท่านก็มีเทคโนโลยีข้ามมิติอยู่แล้ว"
"นั่นก็แปลว่า พวกท่านมีโอกาสมากกว่าข้าเยอะ"
มันหยุดไปนิดนึง แล้วเปลี่ยนน้ำเสียงให้อ่อนลง
"บางทีในอนาคต อาจจะได้บังเอิญเจอเจ้านายของข้าก็ได้ ใครจะไปรู้?"
พอพูดถึงตรงนี้ ในน้ำเสียงของมัน กลับมีความคาดหวังเล็กๆ ซ่อนอยู่
"ถ้าถึงตอนนั้น ช่วยฝากความคิดถึงไปให้พวกเขาด้วยนะ!"
ประโยคนี้มันพูดเบามาก แต่กลับฟังดูจริงจังที่สุดตั้งแต่คุยกันมา