เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 680 - มุ่งสังหารจ้าวควงอิ้น

บทที่ 680 - มุ่งสังหารจ้าวควงอิ้น

บทที่ 680 - มุ่งสังหารจ้าวควงอิ้น


บทที่ 680 - มุ่งสังหารจ้าวควงอิ้น

ไฉหรงจ้องมองจ้าวควงอิ้นที่สวมชุดฉลองพระองค์ลายมังกรด้วยความโกรธจนตัวสั่น

"ดี ดีมาก จ้าวควงอิ้น ข้าสู้อุตส่าห์ไว้วางใจเจ้ามากถึงเพียงนี้! ไม่คิดเลยว่าคนทรยศที่แท้จริงจะอยู่ข้างกายข้านี่เอง! เรื่องในวันนี้ก็เป็นฝีมือเจ้าใช่หรือไม่?!"

จ้าวควงอิ้นปวดหัวตึบ เขาก็ไม่รู้ว่าจะอธิบายให้ไฉหรงฟังอย่างไรดี ได้แต่ส่งสายตาขอความช่วยเหลือไปทางเยิ่นเสี่ยวเทียน

"ข้าถามเจ้าอยู่ ตอบข้ามา!" เมื่อเห็นจ้าวควงอิ้นเอาแต่เงียบ ไฉหรงก็ทนไม่ไหวและตวาดเสียงดังลั่น

เมื่อเห็นดังนั้น เยิ่นเสี่ยวเทียนก็จำใจต้องก้าวเข้าไปห้ามปราม "เรื่องนี้มีเรื่องเข้าใจผิดกันนิดหน่อยครับ ถ้าผมเดาไม่ผิด คุณคือฮ่องเต้โฮ่วโจวซื่อจง ไฉหรงใช่ไหม? เรื่องในวันนี้ไม่ใช่ฝีมือของตาเฒ่าจ้าว... เอ้อ... จ้าวควงอิ้นหรอกครับ คุณนั่งลงก่อนเถอะ เดี๋ยวผมจะอธิบายเหตุผลให้คุณฟังอย่างละเอียดเอง"

ไฉหรงไม่ได้สนใจเยิ่นเสี่ยวเทียน เขาสะบัดมือของเยิ่นเสี่ยวเทียนออก ก้าวฉับๆ ไปหาจ้าวควงอิ้นแล้วตบหน้าเขาอย่างแรง

"จ้าวควงอิ้น ถ้าเจ้าเป็นลูกผู้ชายก็จงตอบคำถามข้ามา!"

จ้าวควงอิ้นยืนนิ่ง ยอมรับฝ่ามือของไฉหรงแต่โดยดี

เยิ่นเสี่ยวเทียนสบตากับหลิวซิ่ว หลิวซิ่วเข้าใจความหมายในทันที เขาและเยิ่นเสี่ยวเทียนช่วยกันจับตัวไฉหรงขึ้นมาแล้ววางลงบนโซฟาอย่างนุ่มนวล

เยิ่นเสี่ยวเทียนโน้มตัวลงไปพูดกับไฉหรงว่า "คุณฟังผมอธิบายก่อนเถอะครับ คนนี้คือจ้าวควงอิ้นจริงๆ แต่ไม่ใช่จ้าวควงอิ้นในยุคของคุณหรอกนะ"

ไฉหรงหันไปมองจ้าวควงอิ้นโดยสัญชาตญาณ แล้วก็พบว่าเป็นจริงอย่างที่เยิ่นเสี่ยวเทียนพูด แม้ว่าจะมีใบหน้าเหมือนจ้าวควงอิ้นที่เขารู้จัก แต่จ้าวควงอิ้นตรงหน้ากลับดูแก่ชรากว่ามาก โดยเฉพาะเส้นผมบริเวณจอนที่เริ่มมีสีขาวแซมให้เห็นแล้ว

"คำพูดของเจ้าหมายความว่าอย่างไร?" ไฉหรงพยายามข่มความโกรธในใจลง แล้วเอ่ยถามเยิ่นเสี่ยวเทียน

เยิ่นเสี่ยวเทียนอธิบายว่า "อย่างที่ผมเพิ่งบอกไป จ้าวควงอิ้นคนนี้คือจ้าวควงอิ้นจากอนาคตในอีกหลายสิบปีข้างหน้าของคุณ ไม่ใช่จ้าวควงอิ้นคนปัจจุบันที่คุณรู้จักหรอกครับ"

ไฉหรงขมวดคิ้วตวาด "ข้าไม่ได้ถามเรื่องนั้น! ข้าถามว่าทำไมจ้าวควงอิ้นถึงได้สวมชุดฉลองพระองค์ลายมังกรมาอยู่ที่นี่ได้ต่างหาก!"

จ้าวควงอิ้นส่งสายตาอันขมขื่นไปให้เยิ่นเสี่ยวเทียน เยิ่นเสี่ยวเทียนถอนหายใจ เรื่องนี้เป็นสิ่งที่จ้าวควงอิ้นก่อขึ้น การจะปิดบังไฉหรงก็คงเป็นไปไม่ได้

เยิ่นเสี่ยวเทียนกัดฟันพูดว่า "ใช่แล้วครับ จ้าวควงอิ้นเขาตั้งตนเป็นฮ่องเต้แล้วจริงๆ"

"จ้าวควงอิ้น! ไอ้คนทรยศ! เจ้ายังมีหน้ามายืนเสนอหน้าอยู่ต่อหน้าข้าอีกหรือ!" ไฉหรงสะบัดตัวหลุดจากเยิ่นเสี่ยวเทียนอย่างแรง เขาลุกขึ้นยืนชี้หน้าจ้าวควงอิ้นพลางตวาดลั่น

จ้าวควงอิ้นกลืนน้ำลายเอื้อกด้วยความตื่นตระหนก

"ฝ่าบาท กระหม่อม..." ในเวลานี้ จ้าวควงอิ้นราวกับได้ย้อนกลับไปนึกถึงช่วงเวลาอันรุ่งโรจน์ที่เขาเคยร่วมรบเคียงบ่าเคียงไหล่กับไฉหรง ดังนั้นเขาจึงเผลอหลุดปากออกมาด้วยความเคยชิน

จิ๋นซีฮ่องเต้พยายามจะพูดแทรกอยู่หลายครั้ง แต่สุดท้ายก็ล้มเลิกความตั้งใจไป เพราะสิ่งที่จ้าวควงอิ้นทำนั้นมันยากที่จะลบล้างความผิดได้จริงๆ ดูสิ ขนาดหลิวซิ่วยังมีท่าทีรังเกียจจ้าวควงอิ้นเลย จิ๋นซีฮ่องเต้ก็ไม่รู้ว่าจะช่วยแก้ต่างให้เขาได้อย่างไร ในเมื่อเป็นกรรมที่ตัวเองก่อ ก็ต้องรับกรรมนั้นไปเองเถอะ

ทางด้านหวังหม่างกลับดูเรื่องนี้อย่างสนุกสนาน เขาหยิบเมล็ดแตงโมกำใหญ่ส่งให้หลิวปัง ทั้งสองคนทำตัวราวกับกำลังดูละครฉากหนึ่งก็ไม่ปาน

"คุณใจเย็นๆ ก่อน ฟังผมอธิบายให้คุณเข้าใจก่อนเถอะ" เยิ่นเสี่ยวเทียนดึงตัวไฉหรงไว้และเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล

แต่ในเวลานี้ ไฉหรงจะฟังอะไรเข้าหูอีกเล่า เขาสะบัดตัวหลุดจากเยิ่นเสี่ยวเทียน แล้วพุ่งเข้าไปเตะจ้าวควงอิ้นจนล้มลงไปกองกับพื้น อย่างไรเสีย ไฉหรงที่ผ่านการทำศึกมาค่อนชีวิตก็มีฝีมือการต่อสู้ที่ไม่ด้อยไปกว่าจ้าวควงอิ้นเลย ยิ่งไปกว่านั้น ด้วยความรู้สึกผิด จ้าวควงอิ้นก็ไม่ได้คิดจะตอบโต้แต่อย่างใด

"ไอ้คนทรยศ ตายซะเถอะ!" ไฉหรงขึ้นคร่อมจ้าวควงอิ้น กระหน่ำรัวหมัดใส่ใบหน้าของเขาดั่งพายุบุระแคม

แม้จะถูกซ้อมอย่างหนัก แต่จ้าวควงอิ้นก็ยังคงกัดฟันทนรับไว้ ต้องยอมรับเลยว่าความสามารถในการรับการโจมตีของราชวงศ์ซ่งตระกูลจ้าวนั้นตกทอดกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษจริงๆ ในอดีตจ้าวโก้วเป็นอย่างไร วันนี้จ้าวควงอิ้นก็เป็นเช่นนั้น

จนกระทั่งไฉหรงเริ่มหมดแรงและลุกขึ้นจากตัวจ้าวควงอิ้น แม้ภายนอกจ้าวควงอิ้นจะดูสะบักสะบอม แต่ที่จริงแล้วเขาไม่ได้บาดเจ็บสาหัสอะไรเลย

แต่ไฉหรงก็ยังรู้สึกไม่หายแค้น เขาคว้ามีดปอกผลไม้บนโต๊ะน้ำชาขึ้นมา แล้วแทงเข้าไปที่ต้นขาของจ้าวควงอิ้น

จ้าวควงอิ้นร้องลั่นด้วยความเจ็บปวด โชคดีที่มีดปอกผลไม้เล่มนั้นไม่ยาวนัก จึงไม่โดนจุดสำคัญอะไร

ไฉหรงหอบหายใจหนักๆ อยู่สองสามครั้งก่อนจะลุกขึ้น เขานั่งลงบนโซฟาพลางกล่าวว่า "เจ้าพูดต่อสิ ข้าขอฟังวีรกรรมของไอ้คนทรยศนี่ก่อน แล้วค่อยตัดสินใจว่าจะจัดการกับมันอย่างไร!"

เยิ่นเสี่ยวเทียนโยนผ้าขนหนูให้จ้าวควงอิ้นเช็ดเลือดบนใบหน้า ก่อนจะนั่งลงข้างๆ ไฉหรงและกล่าวว่า "คุณคงไม่ว่าอะไรนะถ้าผมจะขอเริ่มเล่าตั้งแต่ประวัติชีวิตของคุณเลย? เพราะหลิวปังกับคนอื่นๆ เขายังไม่รู้จักคุณน่ะ"

ไฉหรงโบกมือ "ตามใจเจ้าเถอะ ข้าแค่อยากรู้ว่าท้ายที่สุดแล้วจ้าวควงอิ้นไอ้คนทรยศผู้นี้มันทำอะไรลงไปบ้าง"

หลิวปังคายเปลือกเมล็ดแตงโมออกจากปากพลางกล่าว "เสี่ยวเทียน เจ้าอย่ามัวแต่อมพะนำอยู่เลย รีบเล่ามาเถอะ"

"เรื่องราวต้องย้อนกลับไปในยุคราชวงศ์โฮ่วเหลียง ไฉหรงเกิดในปีเจินหมิงที่เจ็ดแห่งราชวงศ์โฮ่วเหลียง ณ หมู่บ้านตระกูลไฉ เมืองสิงโจว บิดาของเขาคือไฉโส่วหลี่ เศรษฐีผู้มีชื่อเสียงในท้องถิ่น น่าเสียดายที่ไฉหรงไม่ได้ใช้ชีวิตอย่างสุขสบายนัก เพราะไม่นานครอบครัวก็ต้องตกต่ำลงเนื่องจากไฟสงคราม เขาจึงต้องไปพึ่งพาอาศัยท่านอาหญิงของเขา ซึ่งก็คือไฉซื่อ เดิมทีไฉซื่อเคยเป็นหนึ่งในนางสนมของหลี่ชุนซวี่ ฮ่องเต้จวงจงแห่งราชวงศ์โฮ่วถัง หลังจากหลี่ซือหยวนก่อกบฏยึดอำนาจได้สำเร็จ เขาก็ได้ปลดปล่อยนางสนมของหลี่ชุนซวี่ทั้งหมดออกจากวัง ระหว่างทางที่ไฉซื่อออกจากวัง นางก็ได้พบกับกัวเวย ซึ่งในขณะนั้นยังเป็นเพียงพลทหารธรรมดาคนหนึ่ง ไฉซื่อผู้มีสายตาแหลมคม มองเห็นแววความยิ่งใหญ่ในตัวกัวเวยที่ยังไม่ฉายแสง นางจึงนำเงินชดเชยที่ได้รับมาแต่งงานกับกัวเวย ไม่นานนักไฉหรงก็มาพึ่งพิงท่านอาหญิง เนื่องจากกัวเวยและไฉซื่อไม่มีบุตรด้วยกัน พวกเขาจึงรับไฉหรงเป็นบุตรบุญธรรม ดังนั้นไฉหรงจึงมีอีกชื่อหนึ่งว่า กัวหรง ในเวลานั้น ฐานะทางบ้านของกัวเวยไม่ได้ร่ำรวยนัก เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระครอบครัว ไฉหรงจึงมักจะเดินทางไปค้าขายใบชาตามที่ต่างๆ ในระหว่างนั้น เขาก็ได้เรียนรู้วิชาขี่ม้าและยิงธนูเพื่อป้องกันตัว เมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่ เขาก็ติดตามกัวเวยละทิ้งอาชีพพ่อค้าหันมาจับดาบเป็นทหาร และเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งในกองทัพของกัวเวย"

เมื่อเล่ามาถึงตรงนี้ ใบหน้าของไฉหรงก็ฉายแววแห่งความทรงจำ ราวกับกำลังคิดถึงท่านอาหญิงและท่านอาเขยของเขา

"ในยุคห้าราชวงศ์สิบอาณาจักร มีการผลัดเปลี่ยนอำนาจทางการเมืองอยู่บ่อยครั้ง ผ่านจากยุคโฮ่วถัง โฮ่วจิ้น มาจนถึงยุคโฮ่วฮั่น กัวเวยเองก็ได้เลื่อนขั้นจากพลทหารไร้ชื่อเสียง กลายมาเป็นผู้รักษาการเมืองเยี่ยตู และเสนาบดีสภาความมั่นคง (ซูมี่สือ) ควบคุมกองทัพทั้งหมดของโฮ่วฮั่น สิ่งนี้ก็เป็นเครื่องพิสูจน์ให้เห็นว่าสายตาของไฉซื่อนั้นเฉียบแหลมเพียงใด ในขณะที่กัวเวยได้เลื่อนตำแหน่ง ไฉหรงเองก็ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้บัญชาการกองทหารรักษาวังเทียนสยงหยาเน่ย และรองอัครมหาเสนาบดีขวากิตติมศักดิ์ ต่อมา หลิวจือหย่วน ฮ่องเต้แห่งราชวงศ์โฮ่วฮั่นประชวรหนักและสวรรคต หลิวเฉิงโย่ว ฮ่องเต้อิ่นตี้ จึงได้สืบราชสมบัติแทน หลิวเฉิงโย่วมีความหวาดระแวงในตัวกัวเวยที่มีอำนาจล้นมือ เขาจึงสั่งให้คนไปสังหารครอบครัวของกัวเวยและไฉหรงที่หลงเหลืออยู่ในเมืองไคเฟิงจนหมดสิ้น มิหนำซ้ำ เขายังส่งมือสังหารไปลอบสังหารกัวเวยและไฉหรงอีกด้วย"

ไฉหรงกำหมัดแน่นโดยสัญชาตญาณ ลูกชายทั้งสามคนของเขา ไฉจงอี้ ไฉเฉิง และไฉเสียน ล้วนถูกสังหารในเหตุการณ์ครั้งนั้น

"เมื่อกัวเวยทราบข่าวก็โกรธแค้นเป็นอย่างมาก เขาจึงชูธงกวาดล้างขุนนางกังฉิน แล้วนำทัพมุ่งหน้าสู่เมืองไคเฟิงทันที กัวเวยมีบารมีในกองทัพสูงมาก ไม่ว่าจะเคลื่อนทัพไปที่ใดก็สามารถตีแตกได้ทุกแห่ง เมื่อเมืองไคเฟิงแตกพ่าย หลิวเฉิงโย่วที่กำลังตื่นตระหนกก็หลบหนีออกจากเมือง และถูกกัวอวิ๋นหมิง ขุนพลใต้บังคับบัญชาลอบสังหารในเวลาต่อมา ไม่นานหลังจากนั้น กัวเวยก็ได้รับการสนับสนุนจากเหล่าทหารให้สวมเสื้อคลุมมังกร และสถาปนาราชวงศ์โฮ่วโจวขึ้น ในฐานะบุตรบุญธรรมของกัวเวย ไฉหรงจึงได้ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งองค์รัชทายาทอย่างเป็นธรรมชาติ"

(จบแล้ว)

จบบทที่ บทที่ 680 - มุ่งสังหารจ้าวควงอิ้น

คัดลอกลิงก์แล้ว