- หน้าแรก
- เจ้าของร้านสุดแกร่งกับเหล่าลูกค้าระดับจักรพรรดิ
- บทที่ 550 - ถึงต้าหมิงยุคหย่งเล่อ
บทที่ 550 - ถึงต้าหมิงยุคหย่งเล่อ
บทที่ 550 - ถึงต้าหมิงยุคหย่งเล่อ
บทที่ 550 - ถึงต้าหมิงยุคหย่งเล่อ
หลิวเช่อกล่าวอย่างหมดความอดทน "เอาล่ะๆ เลิกพูดมากได้แล้ว เมื่อครู่หลี่ซื่อหมินยังหาว่ากว๋าเหรินทำให้เสียแผนอยู่เลยไม่ใช่หรือ? รีบออกเดินทางกันเถอะ"
เยิ่นเสี่ยวเทียนหัวเราะขำ "แหม ทีนี้ล่ะมาทำเป็นรีบร้อน ถ้างั้นพวกเราก็อย่ามัวโอ้เอ้เลย ไปกันเถอะครับ"
ในระหว่างที่หลี่ซื่อหมินเดินเข้าไปเรียกหลี่จิ้งในห้อง หลี่จื้อก็หันมากล่าวกับเยิ่นเสี่ยวเทียน "ถ้าอย่างนั้นเจิ้นขอตัวกลับไปจัดทัพก่อนนะ ถ้าเสด็จพ่อออกมาแล้ว รบกวนท่านอาจารย์ช่วยบอกเขาที เจิ้นจะไม่รอถวายบังคมลาแล้วนะ เดี๋ยวเราไปเจอกันที่สมรภูมิเลยก็แล้วกัน"
หลี่จื้อรู้ดีว่าหลี่ซื่อหมินไม่ค่อยพอใจในตัวเขานัก เขาจึงตัดบทเพื่อไม่ให้เป็นการหาเรื่องใส่ตัว
เยิ่นเสี่ยวเทียนรู้เรื่องความบาดหมางระหว่างสองพ่อลูกคู่นี้ดี เขาจึงโบกมือแล้วบอกว่า "ได้ครับ คุณกลับไปก่อนเถอะ เดี๋ยวผมเตรียมตัวเสร็จแล้วจะส่งข่าวไปบอกนะครับ"
หลี่จื้อรับคำก่อนจะเปิดช่องแคบมิติแล้วก้าวเข้าไป
ผ่านไปสักครู่ หลี่ซื่อหมินก็เดินออกมาพร้อมกับหลี่จิ้งที่อยู่ในชุดเกราะเต็มยศ
"ไอ้เด็กหลี่จื้อไปไหนแล้วล่ะ? ทำไมถึงหายหัวไปแล้ว?"
เยิ่นเสี่ยวเทียนช่วยแก้ต่างให้ "อ้อ เขาต้องกลับไปจัดเตรียมกำลังทหารน่ะครับ ผมก็เลยให้เขากลับไปก่อน"
หลี่ซื่อหมินหน้าดำทะมึน เจ้าเด็กนี่กล้าหนีกลับไปโดยไม่รอเสด็จพ่ออย่างเจิ้น ช่างบังอาจนัก
เยิ่นเสี่ยวเทียนขยับเข้าไปกระซิบใกล้ๆ หลี่ซื่อหมิน "พอเถอะครับพี่ซื่อหมิน ที่หลี่จื้อรีบไปก็เพราะกลัวจะเอาหน้าร้อนๆ ไปแนบก้นเย็นๆ ของคุณนั่นแหละ (กลัวจะทำดีด้วยแล้วโดนเมิน) อีกอย่าง ยังมีคนนอกอยู่ด้วย ฮ่องเต้อย่างเขาก็ต้องรักษาหน้าตัวเองเหมือนกันไม่ใช่หรือครับ? จะว่าไปแล้ว ยังไงพวกคุณก็เป็นพ่อลูกกัน มีเรื่องอะไรที่คุยกันไม่เข้าใจล่ะครับ"
หลี่ซื่อหมินถอนหายใจ "เจิ้นก็เข้าใจเหตุผลนี้ดี เจิ้นไม่ใช่ไม่รู้ว่าหลี่จื้อก็นับว่าเป็นฮ่องเต้ที่ปรีชาสามารถองค์หนึ่ง แต่เรื่องที่เขาทำเอาไว้นั้น มันยังคงเป็นปมค้างคาอยู่ในใจเจิ้นไม่หาย"
เยิ่นเสี่ยวเทียนยิ้มปลอบใจ "ตอนนี้คุณก็ไม่ได้จะแต่งงานกับอู่เม่ยเหนียงอีกแล้ว เธอก็ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกันกับคุณอีกต่อไป ถ้าจะพูดให้ถูกก็คือ หลี่จื้อในยุคของคุณก็ตายไปตั้งกี่ปีแล้ว มันก็ยิ่งไม่เกี่ยวอะไรกับคุณเลย ทำใจให้สบายเถอะครับ คนอื่นเขาอยากได้ลูกหลานอย่างหลี่จื้อยังยากเลย คุณลองคิดดูสิครับว่าช่วงนี้จ้าวควงอิ้นต้องปวดหัวกับลูกหลานที่ไม่เอาไหนของเขามากแค่ไหน"
เมื่อนึกถึงใบหน้าที่เต็มไปด้วยความกังวลของจ้าวควงอิ้น หลี่ซื่อหมินก็อดหัวเราะออกมาไม่ได้ ก่อนจะกลับมาตีหน้าขรึมอีกครั้ง "เรื่องนี้เอาไว้ค่อยคุยกันวันหลังเถอะ ตอนนี้ไปตีประเทศวอให้ราบก่อนเป็นดีที่สุด"
เยิ่นเสี่ยวเทียนรู้ว่าหลี่ซื่อหมินรับฟังคำพูดของเขาแล้ว เพียงแต่ยังติดหน้าตาเลยไม่กล้าพูดออกมาตรงๆ เขาเข้าใจดีว่าการเซ้าซี้มากไปอาจจะเกิดผลเสีย จึงไม่ได้เซ้าซี้เรื่องนี้ต่อ
"ออกเดินทาง!" เมื่อเห็นว่าทุกคนมากันครบแล้ว เยิ่นเสี่ยวเทียนก็โบกมือพร้อมกับออกคำสั่ง
ตอนนี้เตียนอุยได้กลับมาที่ลานบ้านแล้ว ดังนั้นเรื่องความปลอดภัยจึงไม่ต้องเป็นห่วงมากนักในระยะเวลานี้
ทุกคนเดินตามจูเกาจื้อเข้าไปในช่องแคบมิติ เมื่อโผล่ออกมาอีกครั้ง ก็มาอยู่บนเรือรบของต้าหมิงแล้ว
เมื่อมองดูธงรูปมังกรที่ปลิวไสวอยู่บนเรือ และกองทัพเรืออันเกรียงไกรของต้าหมิง หลี่ซื่อหมินก็พยักหน้าด้วยความพึงพอใจ
"ทหารเรือต้าหมิงของพวกเจ้ามีขวัญกำลังใจที่ยอดเยี่ยมมากจริงๆ ดูท่าจูตี้เจ้านี่ก็มีฝีมือในการฝึกทหารไม่เบาเลยนะ"
เมื่อเห็นจูเกาจื้อปรากฏตัว ขุนพลหน้าดำไร้หนวดเคราผู้หนึ่งก็รีบวิ่งเข้ามาหาจากที่ไกลๆ
"องค์รัชทายาท ในที่สุดพระองค์ก็กลับมาเสียที ข้าน้อยยังกังวลอยู่เลยว่าพระองค์จะเกิดอันตรายอันใดขึ้นหรือไม่"
เยิ่นเสี่ยวเทียนรู้สึกงุนงงกับการใช้สรรพนามแทนตัวเองของขุนพลผู้นี้ เป็นชายชาตรีแท้ๆ ทำไมถึงเรียกตัวเองว่า 'ข้าน้อย (บ่าว)' ล่ะ? โชคดีที่จูเกาจื้อช่วยคลายความสงสัยให้เขาทันเวลา
จูเกาจื้อหัวเราะแล้วกล่าวว่า "เปิ่นกง (เรา) จะเป็นอะไรไปได้ล่ะ เมื่อครู่เปิ่นกงแค่ไปรับคนมาเท่านั้นเอง ท่านอาเสี่ยวเทียน ข้าขอแนะนำให้พวกท่านรู้จัก นี่คือ เจิ้งเหอ ผู้ที่เสด็จพ่อทรงไว้วางใจมากที่สุด เขามีประสบการณ์ในการเดินเรือในทะเลมาอย่างยาวนาน เสด็จพ่อจึงทรงเรียกตัวเขากลับมาเพื่อรับหน้าที่บัญชาการการศึกในครั้งนี้โดยเฉพาะ เจิ้งเหอ ทุกท่านที่อยู่ที่นี่ล้วนมีฐานะพิเศษ เปิ่นกงจะไม่ขออธิบายอะไรให้เจ้าฟังมากนักในตอนนี้ เจ้าเพียงแค่รู้ไว้ว่า การมีอยู่ของพวกเขาก็เปรียบเสมือนการเสด็จมาเยือนด้วยพระองค์เองของเสด็จพ่อก็พอแล้ว"
เยิ่นเสี่ยวเทียนถึงกับบางอ้อ ที่แท้คนผู้นี้ก็คือ ซานเป่าไท่เจี้ยน (ขันทีซานเป่า) เจิ้งเหอ ผู้โด่งดังนี่เอง แตกต่างจากขันทีทั่วไปที่ใช้ชีวิตอยู่ในวังคอยรับใช้ฮ่องเต้และเหล่าสนม เจิ้งเหอในวัยหนุ่มก็เคยผ่านการทำศึกสงครามและสร้างผลงานมาแล้ว บวกกับการกรำแดดลมในทะเล ผิวพรรณจึงหยาบกร้านและคล้ำแดดเป็นธรรมดา เมื่อสวมชุดเกราะเต็มยศแบบนี้ ก็ยากที่จะดูออกว่าเขาเป็นขันที จึงไม่น่าแปลกใจเลยที่เยิ่นเสี่ยวเทียนจะเข้าใจผิด
เจิ้งเหอที่เพิ่งกลับมาไม่รู้ถึงตัวตนที่แท้จริงของพวกเขา จึงตกใจจนหน้าถอดสี "องค์รัชทายาท... ที่พระองค์ตรัสเช่นนี้จะมิเกินไปหน่อยหรือพ่ะย่ะค่ะ? เรื่องนี้มีความสำคัญยิ่งนัก ข้าน้อยเห็นว่าควรพิจารณาอย่างรอบคอบดีกว่า"
ในมุมมองของเจิ้งเหอ การที่จูเกาจื้อกล่าวว่าการมาของพวกเขาเปรียบเสมือนจูตี้มาเยือนด้วยตัวเองนั้นดูจะกล่าวเกินจริงไปหน่อย หากพวกเขาทำตัวเป็นใหญ่ แล้วเข้ามาสั่งการในกองทัพอย่างส่งเดช จนทำให้กองทัพได้รับความเสียหาย เขาจะเอาหน้าไปอธิบายกับจูตี้ได้อย่างไร? จูเกาจื้อในฐานะองค์รัชทายาทย่อมไม่ได้รับโทษทัณฑ์อันใด แต่สำหรับขันทีอย่างเขาก็ไม่แน่ ใครบ้างล่ะที่จะไม่รู้ว่าฮ่องเต้ตระกูลจูทั้งสองพระองค์นั้น เป็นผู้ที่มีอารมณ์แปรปรวนหาตัวจับยาก?
จูเกาจื้อหัวเราะ "ไม่เป็นไรหรอก เจ้าทำตามที่เปิ่นกงสั่งก็พอ เรื่องนี้ได้รับการอนุญาตจากเสด็จพ่อแล้ว เจ้าไม่ต้องกังวลไปหรอก"
แม้จะกล่าวเช่นนั้น แต่เจิ้งเหอก็ยังคงมีความลังเล ท้ายที่สุดแล้ว เรื่องสำคัญของบ้านเมืองและกองทัพ จะมาทำเป็นเล่นไม่ได้
เยิ่นเสี่ยวเทียนเห็นถึงความลำบากใจของเจิ้งเหอ จึงเอ่ยขึ้นว่า "ไม่เป็นไรครับ คุณก็ถือซะว่าพวกเราเป็นแค่อากาศก็แล้วกัน พวกเราจะไม่เข้าไปก้าวก่ายการทำศึกของพวกคุณ พวกคุณอยากจะสู้รบยังไงก็เชิญตามสบายเลย พวกเราแค่มาดูงานเฉยๆ"
เมื่อเจิ้งเหอได้ยินดังนั้นถึงได้ผ่อนลมหายใจออกมาอย่างโล่งอก
"จริงสิเกาจื้อ บนเรือลำนี้จุคนได้เต็มที่กี่คนหรือ?"
จูเกาจื้อหัวเราะตอบ "ครั้งนี้เสด็จพ่อทรงส่งกองทัพมาเป็นแสนนาย พร้อมกับปืนใหญ่และกระสุนอีกนับไม่ถ้วน โชคดีที่ทรงเตรียมเรือรบมาเผื่อเหลือเฟือ จึงไม่ต้องกังวลว่าจะไม่มีที่ให้คนขึ้นเรือ ท่านอาดูสิครับ เรือรบสองสามลำที่อยู่ไกลๆ นั่น เป็นเรือรบที่ใช้ขนเสบียงอาวุธเป็นหลัก"
เยิ่นเสี่ยวเทียนพยักหน้า "อืม ถ้างั้นรับทหารเพิ่มอีกสักสองหมื่นนาย ก็คงไม่มีปัญหาอะไรสินะ?"
จูเกาจื้อโบกมืออย่างมั่นใจ "อย่าว่าแต่สองหมื่นเลย ต่อให้มาอีกสักแปดหมื่นหรือแสนนายก็ไม่ใช่ปัญหาครับ"
แม้คำพูดนี้จะฟังดูโอ้อวดไปบ้าง แต่ก็ไม่ใช่คำคุยโวเกินจริง
"ถ้างั้นก็ดีเลย เดี๋ยวผมจะให้หลี่จื้อพาทหารสองหมื่นนายข้ามมา คุณก็ลองดูแล้วกันว่าจะจัดสรรให้พวกเขาขึ้นเรือลำไหน" พูดจบเยิ่นเสี่ยวเทียนก็ใช้ระบบส่งข้อความไปหาหลี่จื้อ
เจิ้งเหอรู้สึกไม่เห็นด้วยอยู่ลึกๆ และคิดว่าเยิ่นเสี่ยวเทียนกำลังพูดจาโอ้อวด แม้ว่าเมื่อครู่เขาจะเห็นกับตาว่าพวกของจูเกาจื้อเดินทะลุประตูแสงออกมาอย่างกะทันหัน แต่นั่นก็เป็นเพียงคนไม่กี่คนเท่านั้น ซึ่งเจิ้งเหอยังพอจะยอมรับได้ แต่ทหารสองหมื่นนายมันไม่เหมือนกันเลยนะ ในสายตาของเจิ้งเหอ หากเยิ่นเสี่ยวเทียนไม่ใช่เทพเซียนลงมาจุติ แล้วเขาจะเสกทหารสองหมื่นนายให้โผล่มากลางอากาศได้อย่างไร?
ทว่าฉากที่เกิดขึ้นต่อจากนั้น กลับทำลายโลกทัศน์ของเจิ้งเหอจนป่นปี้
ทันใดนั้นก็ปรากฏประตูแสงสีแดงสว่างวาบขึ้นมา ผู้ที่ก้าวออกมาเป็นคนแรกคือชายวัยกลางคนร่างท้วมในชุดฉลองพระองค์สีเหลืองทอง จากนั้นทหารสวมเกราะก็ทยอยเดินตามออกมาทีละคนๆ
เจิ้งเหอราวกับไม่อยากเชื่อสายตาตัวเอง เขาขยี้ตาแรงๆ หลายครั้งแล้วจ้องมองอีกหน แต่ภาพที่เห็นก็ยังคงเป็นทหารที่หลั่งไหลออกมาอย่างไม่ขาดสาย
"ทหารสวรรค์ลงมาโปรด! นี่จะต้องเป็นทหารสวรรค์ลงมาโปรดอย่างแน่นอน!"
"ข้าศึกบุก! ข้าศึกบุก!"
ทหารเรือต้าหมิงที่ไม่รู้ความจริง เมื่อเห็นทหารต้าถังปรากฏตัวขึ้นอย่างกะทันหัน ก็คิดว่าเป็นข้าศึกบุกขึ้นเรือ สมกับที่เป็นทหารที่ได้รับการฝึกฝนมาอย่างดี พวกเขารีบยกปืนยาวปืนสั้นและธนูขึ้นเล็งไปที่ทหารต้าถังทันที
ฝ่ายทหารต้าถังเองก็ตกใจเช่นกัน นึกว่าตัวเองโผล่มาอยู่กลางสมรภูมิรบเสียแล้ว ทหารที่ขึ้นเรือมาก่อนต่างก็รีบตั้งค่ายกลเผชิญหน้ากับทหารเรือต้าหมิงในทันที
ชั่วพริบตาบรรยากาศก็ตึงเครียดขึ้นมาจนแทบจะจับตัวเป็นก้อน มีความเสี่ยงที่จะลุกลามบานปลายได้ทุกเมื่อ
"ทุกคนจงวางอาวุธลงเดี๋ยวนี้!"
"นี่คือทหารฝ่ายเดียวกัน! อย่าได้เข่นฆ่ากันเอง!"
เมื่อเห็นสถานการณ์ที่ตึงเครียด หลี่จื้อและจูเกาจื้อก็รีบตะโกนสั่งการทหารของตัวเองพร้อมกัน
ทหารต้าถังและต้าหมิงต่างมองหน้ากันไปมาด้วยความงุนงง ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ แต่พวกเขาก็ทำได้เพียงปฏิบัติตามคำสั่งของฮ่องเต้ของตนเท่านั้น
(จบแล้ว)