- หน้าแรก
- เจ้าของร้านสุดแกร่งกับเหล่าลูกค้าระดับจักรพรรดิ
- บทที่ 440 - การต่อสู้ระหว่างพรรคใหม่และพรรคเก่า
บทที่ 440 - การต่อสู้ระหว่างพรรคใหม่และพรรคเก่า
บทที่ 440 - การต่อสู้ระหว่างพรรคใหม่และพรรคเก่า
บทที่ 440 - การต่อสู้ระหว่างพรรคใหม่และพรรคเก่า
จ้าวซวี่ไม่มีเวลามาฟังเรื่องความแค้นระหว่างบัณฑิตเหล่านี้ เขาเอ่ยถามอย่างร้อนรน "ขอท่านอาจารย์โปรดชี้แนะ ข้าควรดำเนินการปฏิรูปต่อไปเช่นไร?"
เยิ่นเสี่ยวเทียนคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วกล่าว "อย่าเพิ่งรีบร้อนครับ ยังไงตอนนี้เกาไท่เฮาก็ยังมีชีวิตอยู่ ถึงคุณอยากจะปฏิรูปก็ข้ามด่านของนางไปไม่ได้หรอกครับ"
จ้าวควงอิ้นลุกขึ้นยืนด้วยความเดือดดาล "นางเป็นเพียงสตรีคิดจะขัดขวางราชการแผ่นดินหรือ? อย่างมากข้าก็แค่ไปจัดการด้วยตัวเองสักรอบ"
เยิ่นเสี่ยวเทียนพูดอย่างจนใจ "ลุงจ้าว ตอนนั้นคุณสวรรคตไปกี่ปีแล้วล่ะครับ จะยังมีใครรู้จักคุณที่เป็นไท่จู่อีก? ขืนไม่มีใครเชื่อคุณ พวกบัณฑิตเหล่านั้นไม่รุมด่าคุณจนจมน้ำลายตายเลยหรือครับ?"
จากนั้นเยิ่นเสี่ยวเทียนจึงหันไปกล่าวกับจ้าวซวี่ "เอาอย่างนี้ดีกว่าครับ ยังไงก็ยังเหลือเวลาอีกพักใหญ่กว่าคุณจะได้ว่าราชการด้วยตัวเอง สู้คุณพากลุ่มคนที่เป็นตัวแทนของทั้งพรรคใหม่และพรรคเก่ามาที่นี่ ให้ผมได้ลองคุยกับพวกเขาดูดีไหมครับ"
จ้าวซวี่กล่าวอย่างหนักใจ "เช่นนั้นจะดีหรือ? คนเหล่านั้นหัวดื้อยิ่งนัก ตอนที่เสด็จพ่อยังมีชีวิตอยู่ก็ต้องปวดหัวกับเรื่องของพวกเขาอยู่ไม่น้อยเลย"
เยิ่นเสี่ยวเทียนหัวเราะ "อันที่จริงคุณก็อย่ามองว่าพวกเขาหัวโบราณขนาดนั้นเลยครับ ยกตัวอย่างซูซื่อก็ได้ ความจริงเขาไม่ได้ต่อต้านการปฏิรูปไปเสียทั้งหมด เพียงแต่คิดว่านโยบายของหวังอานสือนั้นรุนแรงและรวบรัดเกินไป อีกทั้งเขายังมองว่ามาตรการหลายอย่างในการปฏิรูปนั้นเป็นการแย่งชิงผลประโยชน์กับราษฎร ซึ่งความจริงก็พิสูจน์แล้วว่าคำพูดของเขาไม่ได้ไร้เหตุผลเสียทีเดียว อีกประการหนึ่งคือเขามองว่ากฎมณเฑียรบาลของบรรพชนมิอาจล่วงละเมิดได้ ซึ่งจุดนี้มันค่อนข้างขัดต่อหลักการพัฒนาของสรรพสิ่ง ผมแค่อยากจะเปลี่ยนมุมมองและความคิดของพวกเขาเสียใหม่ จากนั้นพวกเราค่อยมาหารือถึงมาตรการปฏิรูปที่สามารถทำได้จริงกันครับ"
จ้าวซวี่มีสีหน้าเบิกบานขึ้นมาทันที "ท่านอาจารย์ช่างเป็นยอดคนโดยแท้ ไม่นึกเลยว่าแม้แต่เรื่องใหญ่ระดับชาติอย่างการปฏิรูป ท่านก็ยังมีความรู้แตกฉานถึงเพียงนี้!"
เยิ่นเสี่ยวเทียนหัวเราะพร้อมกับโบกมือปฏิเสธ "ผมมีความรู้แตกฉานอะไรที่ไหนกัน ผมก็แค่อาศัยข้อได้เปรียบที่เกิดช้ากว่าพวกคุณตั้งพันปีก็เท่านั้น มีประสบการณ์ที่คนรุ่นก่อนสรุปไว้ให้ ย่อมดีกว่าการงมเข็มในมหาสมุทรด้วยตัวเองอยู่แล้วใช่ไหมล่ะครับ"
จิ๋นซีฮ่องเต้เอ่ยเตือน "ถึงตอนนั้นก็อย่าลืมเรียกยงเจิ้งมาด้วยล่ะ เจ้านั่นมีประสบการณ์ด้านนี้อยู่มากทีเดียว"
เยิ่นเสี่ยวเทียนตบหน้าผากตัวเองเบาๆ ถ้าจิ๋นซีฮ่องเต้ไม่เตือนเขาคงลืมไปสนิทแล้ว ยงเจิ้งนับว่าเป็นยอดคนแห่งวงการปฏิรูปเลยทีเดียว อย่าเพิ่งพูดถึงว่าเขาได้เรียนรู้ประสบการณ์จากคนรุ่นก่อนหรือไม่ แค่นโยบายเปลี่ยนภาษีแรงงานเป็นภาษีที่ดินเพียงข้อเดียว ก็เพียงพอที่จะทำให้ราชสำนักต้าชิงมั่งคั่งขึ้นมาได้แล้ว นี่ยังไม่นับรวมนโยบายนำเงินหลอมเข้าคลังหลวง นโยบายขุนนางและคหบดีจ่ายภาษีเท่าเทียม และนโยบายยกเลิกเจ้าเมืองท้องถิ่นตั้งข้าราชการแทน ซึ่งล้วนแต่เป็นมาตรการที่สร้างประโยชน์ต่อประเทศชาติและราษฎรทั้งสิ้น
เมื่อได้รับการเตือนความจำจากจิ๋นซีฮ่องเต้ ความคิดของเยิ่นเสี่ยวเทียนก็แล่นฉิว "ถ้าอย่างนั้นถึงเวลาเราพาตัวจางจวีเจิ้งมาด้วยเลยดีไหมครับ ถึงแม้ชายคนนี้จะมีข้อบกพร่องเรื่องศีลธรรมอยู่บ้าง แต่เมื่อเทียบกับคุณูปการที่เขามีต่อต้าหมิงแล้ว ข้อเสียแค่นั้นก็ถือว่าไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร"
จิ๋นซีฮ่องเต้หัวเราะ "เสี่ยวเทียน หากเจ้าตั้งใจจะพาตัวจางจวีเจิ้งมาจริงๆ ละก็ ทางที่ดีควรพาเขาในยุคเจียจิ้งมาจะดีกว่านะ"
เยิ่นเสี่ยวเทียนฟังแล้วก็ยังไม่ค่อยเข้าใจนัก "ทำไมล่ะครับ? จางจวีเจิ้งเริ่มทำการปฏิรูปในยุคของหมิงเสินจงนี่นา ผมพาเขาในยุคเจียจิ้งมาก็คงไม่มีประโยชน์อะไรเท่าไหร่หรอกมั้ง?"
จิ๋นซีฮ่องเต้ขยิบตาให้เขาพร้อมกับเอ่ย "เจ้าลืมไปแล้วหรือ? จูตี้เจ้านั่นยังอัดอั้นตันใจเตรียมจะจัดการกับจูโฮ่วชงอยู่นะ หากเจ้าพาเขามาก็เท่ากับช่วยให้เขาได้รับการผลักดันเร็วขึ้น เผลอๆ อาจจะช่วยกอบกู้สถานการณ์อันย่ำแย่ของต้าหมิงในยุคนั้นได้ด้วย"
เยิ่นเสี่ยวเทียนนึกขึ้นมาได้ จูตี้มักจะบ่นเรื่องนี้ให้ฟังอยู่บ่อยๆ จริงด้วย ใครใช้ให้จูโฮ่วชงเปลี่ยนพระสมัญญานามของเขาเป็นหมิงเฉิงจู่ในตอนที่เกิดข้อพิพาทต้าหลี่อี้ล่ะ? ด้วยเหตุนี้จูตี้ถึงกับโดนจูหยวนจางทุบตีไปหนึ่งยก
เมื่อคิดได้ดังนั้น เยิ่นเสี่ยวเทียนก็พยักหน้า "ตกลงครับ ฮ่องเต้คนต่อไปผมจะพาจูโฮ่วชงมา"
จ้าวซวี่รีบเอ่ยถามต่อ "ท่านอาจารย์ แล้วตัวแทนของพรรคใหม่กับพรรคเก่า ข้าควรพาผู้ใดมาดีเล่า? แล้วยังมีผู้ใดในราชสำนักที่พอจะใช้งานได้ และผู้ใดที่ไม่ควรใช้งานบ้าง?"
เยิ่นเสี่ยวเทียนลูบจมูกพลางคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วกล่าว "ถ้าเป็นพรรคใหม่ก็เอาเป็นจางตุนกับไช่เปี้ยนก็แล้วกัน ส่วนพรรคเก่า ขอผมคิดดูก่อนนะ... เอาเป็นสองพี่น้องตระกูลซู แล้วบวกกับลวี่กงจู้อีกคนก็น่าจะพอแล้วครับ"
จ้าวซวี่กล่าวด้วยสีหน้าลำบากใจ "มิใช่ว่าข้าไม่อยากพามา แต่ลวี่กงจู้ได้สิ้นชีพไปแล้ว... ตอนนี้แกนนำของพรรคเก่าคือ ลวี่ต้าฝาง เหวินเยี่ยนปั๋ว และฟ่านฉุนเหรินสามคนนี้ต่างหาก"
"เอ้อ... เรื่องนี้ผมคิดน้อยไปหน่อย ถ้าอย่างนั้นก็เอาสามคนนี้แหละครับ" เยิ่นเสี่ยวเทียนหน้าแดงด้วยความเขินอาย เพราะเขาเองก็จำไม่ได้แน่ชัดว่าลวี่กงจู้ตายไปตอนไหน
เรื่องราวของลวี่ต้าฝางนั้นเยิ่นเสี่ยวเทียนจำไม่ได้ชัดเจนนัก แต่สำหรับฟ่านฉุนเหรินนั้นเขายังพอรู้จักอยู่บ้าง ฟ่านฉุนเหรินคือบุตรชายของฟ่านจ้งเยียน แต่แตกต่างจากบิดาผู้สนับสนุนการปฏิรูปอย่างแข็งขัน ฟ่านฉุนเหรินเป็นพวกอนุรักษ์นิยมที่หนักแน่นเช่นเดียวกับซือหม่ากวง
อันที่จริงหลังจากลวี่กงจู้ตาย ในช่วงที่เกาไท่เฮาว่าราชการหลังม่าน ลวี่ต้าฝางและฟ่านฉุนเหรินต่างก็ดำรงตำแหน่งอัครมหาเสนาบดีฝ่ายซ้ายและขวา เรียกได้ว่าเป็นขุนนางที่ทรงอิทธิพลที่สุดในราชสำนัก ส่วนเหวินเยี่ยนปั๋วแม้จะไม่ได้เป็นอัครมหาเสนาบดี แต่อิทธิพลในราชสำนักกลับมีมากกว่าสองคนนั้นเสียอีก
ทางด้านซูเจ๋อเคยดำรงตำแหน่งรองอัครมหาเสนาบดีฝ่ายขวา ซึ่งถือเป็นขุนนางระดับสองของราชสำนัก จึงสามารถนับได้ว่าเป็นหนึ่งในผู้นำของกลุ่มอนุรักษ์นิยมเช่นกัน ส่วนซูซื่อที่มีเส้นทางขุนนางไม่ราบรื่นนัก นั่นเป็นเพราะเยิ่นเสี่ยวเทียนแค่อยากเจอตัวยอดกวีเอกแห่งยุค จึงได้เหมารวมเขาเข้ามาด้วย
พอคิดถึงคำวิจารณ์ของคนรุ่นหลังที่มีต่อซูเจ๋อ เยิ่นเสี่ยวเทียนก็อดหัวเราะออกมาไม่ได้ หากมองย้อนดูเส้นทางชีวิตของซูเจ๋อ ก็จะเห็นว่าวนเวียนอยู่แค่สามเรื่อง คือการถูกลดตำแหน่งแล้วตะเกียกตะกายกลับขึ้นมาใหม่ การพยายามช่วยพี่ชาย และการต่อต้านการปฏิรูป เรียกได้ว่าซูซื่อผู้เป็นพี่ชาย ไม่เคยทำให้ผู้เป็นน้องชายได้อยู่อย่างสงบสุขเลยแม้แต่วันเดียว
จ้าวซวี่เอ่ยถามอีกครั้ง "ท่านอาจารย์ เจิงปู้คือผู้นำพรรคใหม่ อีกทั้งยังเป็นคนสนิทของข้า เหตุใดถึงไม่เรียกเขามาด้วยเล่า? พรรคใหม่พึ่งพาแค่จางตุนกับไช่เปี้ยนสองคนจะพอหรือ?"
เยิ่นเสี่ยวเทียนส่ายหน้า "ผมพูดแบบนี้ก็แล้วกัน คนในพรรคใหม่นั้นมีทั้งดีและเลวปะปนกันไป นอกจากจางตุนแล้วก็ไม่มีใครที่มีความสามารถโดดเด่นเลย เจิงปู้นั้นความสามารถดาดๆ ซ้ำยังมีนิสัยอิจฉาริษยาคนเก่ง ใช้งานใหญ่ไม่ได้หรอกครับ อันที่จริงถ้าไม่ได้เห็นแก่ที่ไช่เปี้ยนเป็นลูกเขยของหวังอานสือ ผมก็ไม่อยากจะเรียกเขามาด้วยซ้ำ แต่ก็ช่วยไม่ได้ ลำพังแค่ฐานะผู้สืบทอดของหวังอานสือ ก็เพียงพอที่จะทำให้เขาสั่งการพรรคใหม่ได้แล้วล่ะครับ"
พอพูดถึงไช่เปี้ยน เยิ่นเสี่ยวเทียนก็นึกถึงใครบางคนขึ้นมาได้ เขารีบกล่าว "จริงสิ ยังมีเรื่องสำคัญอีกเรื่องที่ผมเกือบจะลืมไปเลย ไช่เปี้ยนเขามีพี่ชายชื่อไช่จิงใช่ไหมครับ?"
จ้าวซวี่พยายามนึกทบทวนอย่างละเอียดแล้วตอบ "ดูเหมือนจะมีคนผู้นี้อยู่ แต่ตอนนี้เขาออกไปเป็นขุนนางท้องถิ่นอยู่ที่เมืองหยางโจว ไม่ทราบว่าเหตุใดท่านอาจารย์จึงเอ่ยถึงไช่จิงขึ้นมา?"
เยิ่นเสี่ยวเทียนพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง "จ้าวซวี่ สิ่งที่ผมกำลังจะบอกคุณจดจำไว้ให้ดี คนอย่างไช่จิงหากฆ่าได้จงฆ่าทิ้งเสีย หากฆ่าไม่ได้ก็เด็ดขาดอย่าได้เรียกใช้งานเขา!"
จ้าวซวี่ยังไม่ทันได้เอ่ยปาก จ้าวควงอิ้นก็ถามขึ้นด้วยความประหลาดใจ "เหตุใดกัน? หรือว่าเขาก็เป็นกังฉินด้วย?"
เยิ่นเสี่ยวเทียนแค่นเสียงเย็น "ยิ่งกว่ากังฉินอีกครับ! เขาคือหัวหน้าหกโจรในราชสำนักยุคซ่งฮุยจงเชียวนะ เขาอาศัยฝีมือการเขียนพู่กันอันยอดเยี่ยมจนได้รับความโปรดปรานจากจ้าวจี๋ จากนั้นก็เจริญก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว ในช่วงที่เขาดำรงตำแหน่งอัครมหาเสนาบดี เขาประจบสอพลอไปทั่วและคอยกีดกันผู้ที่เห็นต่าง ทำให้ขุนนางตงฉินจำนวนมากถูกขับไล่ออกจากราชสำนัก นี่เองเป็นสาเหตุที่ทำให้ต่อมาเมื่อกองทัพจินบุกรุก ราชสำนักกลับไร้กำลังจะต้านทาน ความแตกต่างเพียงอย่างเดียวระหว่างเขากับฉินฮุ่ย ก็คือเขาไม่ได้สมคบคิดกับศัตรูเพื่อขายชาติโดยตรงเท่านั้นเอง"
จ้าวควงอิ้นฟังจบก็ระเบิดโทสะ "ไอ้ลูกหลานโง่เง่าจ้าวจี๋! ในใต้หล้านี้คนเขียนพู่กันเก่งมีตั้งมากมายก่ายกอง หรือว่าจะต้องให้เข้ามารับราชการกันหมดเลยเชียวรึ?! ในเมื่อเสี่ยวเทียนกล่าวเช่นนี้แล้ว จะยังเก็บคนผู้นี้ไว้ทำไมอีก? จ้าวซวี่ พอกลับไปถึงสิ่งแรกที่เจ้าต้องทำคือสั่งประหารไอ้โจรชั่วผู้นี้เสีย!"
"อา? เข้าใจแล้ว ข้ากลับไปจะจัดการทันที ทว่าข้ายังไม่รู้เลยว่าฉินฮุ่ยผู้นี้คือใคร?"
ไช่จิงเป็นเพียงแค่ขุนนางท้องถิ่น ไม่ใช่บุคคลสลักสำคัญอะไร หาข้ออ้างสักอย่างสั่งประหารเสียก็สิ้นเรื่อง ยิ่งไปกว่านั้น เยิ่นเสี่ยวเทียนยังบอกว่าเขาเป็นโจรขายชาติ จ้าวซวี่ย่อมไม่มีทางปล่อยเขาไว้แน่ เพียงแต่เขายังไม่เข้าใจว่า ฉินฮุ่ยที่ถูกนำมาเปรียบเทียบกับไช่จิงนั้นเป็นคนแบบใดกันแน่
(จบแล้ว)