เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 16 ทฤษฎีของหยูเฉินสร้างความตกตะลึงให้ทุกคน

บทที่ 16 ทฤษฎีของหยูเฉินสร้างความตกตะลึงให้ทุกคน

บทที่ 16 ทฤษฎีของหยูเฉินสร้างความตกตะลึงให้ทุกคน


บทที่ 16 ทฤษฎีของหยูเฉินสร้างความตกตะลึงให้ทุกคน

ขณะที่โลกภายนอกกำลังวิพากษ์วิจารณ์เนื้อหาบนม่านสวรรค์ของหยูเสี่ยวกังกันอย่างดุเดือด

ในเวลานี้ ซูเฉันกลับนอนหมดสภาพอยู่ภายในพื้นที่ระบบ ใบหน้าเต็มไปด้วยความเบื่อหน่าย

ก่อนหน้านี้ในระหว่างที่ภายนอกกำลังฉายวิดีโอม่านสวรรค์ของหยูเสี่ยวกัง ภาพจำลองตรงหน้าของซูเฉินก็ดับวูบหายไปดื้อๆ หากไม่ใช่เพราะตัวเขายังคงอยู่ในพื้นที่ระบบนี้ ซูเฉินคงคิดว่าระบบแอบหนีไปแล้ว

พอถามดูถึงได้รู้ว่า ที่แท้การจำลองแต่ละครั้งจำเป็นต้องใช้พลังงานในการโหลดข้อมูล เหมือนกับเวลาที่โทรศัพท์มือถือใช้เน็ตย่อมมีบางช่วงที่สัญญาณติดขัด

เรื่องนี้ซูเฉินพอจะเข้าใจได้ ทว่าใครจะไปคิดว่าการรอคอยครั้งนี้จะยาวนานขนาดนี้ เขานับเลขในใจไปมากกว่าห้าพันแล้ว แต่ภาพจำลองก็ยังไม่มีปฏิกิริยาตอบสนอง

ในที่สุด ซูเฉินก็หมดความอดทน เขาลุกขึ้นยืนแล้วระเบิดอารมณ์ใส่อย่างไม่สบอารมณ์

“บ้าเอ๊ย นี่มันระบบขยะอะไรกัน! ระบบในนิยายของคนอื่นอย่างน้อยตอนดูโฆษณายังมีเวลานับถอยหลังบอก แต่นี่เจ้ากลับปล่อยให้หน้าจอจอมืดไปเฉยๆ เลยเนี่ยนะ!”

“เจ้าดูระบบของพระเอกนิยายเรื่องอื่นสิ ขั้นตอนการจำลองลื่นไหลไม่ติดขัด แถมยังกดหยุดได้ตลอดเวลา หรือจะให้รันเป็นเบื้องหลังก็ยังได้ แล้วดูเจ้าสิ? ข้ายังต้องมานั่งเฝ้าดูด้วยตัวเองถึงจะทำงานได้”

“นี่! ข้าให้เวลาเจ้าอีกสามวินาทีสุดท้าย! ถ้ายังไม่โหลดออกมาข้าจะกดออกแล้วนะ!”

“สาม… สอง… หนึ่ง…”

ขณะที่ซูเฉินกำลังจะถอดใจ และเตรียมจะล้มตัวลงนอนฟักผ่อนสักงีบ เสียงแจ้งเตือนของระบบก็ดังขึ้น

[การโหลดจำลองเสร็จสิ้น ท่านต้องการดำเนินการจำลองต่อหรือไม่]

“หึ ต้องให้ข้าใช้กำลังบังคับซะหน่อยถึงจะยอมทำตามสินะ!”

เมื่อได้ยินเสียงแจ้งเตือนของระบบ ซูเฉินก็บ่นอุบอย่างไม่สบอารมณ์ แต่ร่างกายกลับตอบสนองอย่างซื่อสัตย์ เขา กดปุ่ม "ดำเนินการจำลองต่อ" ทันทีโดยไม่ลังเลเลยแม้แต่น้อย

วินาทีต่อมา แสงและเงาพลันแปรเปลี่ยน

[การจำลองดำเนินต่อ!]

[ต่อไปนี้ จะเริ่มฉายวิดีโอช่วงที่สองของโลกหมายเลข 2 : หยูเฉิน]

เสียงแจ้งเตือนของระบบและเสียงประกาศของม่านสวรรค์ภายนอกดังขึ้นพร้อมกัน ภาพวิดีโอพลันปรากฏขึ้นบนหน้าจอจำลองและม่านสวรรค์ทันที

[หลังจากเข้ามาในกระท่อมไม้ที่มืดมิด หยูเฉินเดินไปที่มุมห้องอย่างไม่รีบร้อน แล้วจุดเทียนเล่มหนึ่งบนเชิงเทียน]

[วินาทีต่อมา เชิงเทียนทั้งหมดในห้องพลันสว่างไสวขึ้นตามกัน ทันใดนั้นกระท่อมไม้ที่เคยสว่างรำไรก็กลับมาสว่างจ้าในพริบตา]

[แสงเทียนสาดส่องให้เห็นตู้ไม้ที่ตั้งวางเรียงรายจนชิดผนังทั้งสี่ด้าน ภายในตู้เต็มไปด้วยขวดแก้วใสใส่น้ำยาหนาแน่น ทุกขวดถูกแปะป้ายฉลากระบุรายละเอียดไว้อย่างถี่ถ้วน]

[หยูเฉินเดินไปที่โต๊ะยาวใจกลางห้อง ดึงลิ้นชักออกแล้วหยิบขวดแก้วสะอาดใบหนึ่งมาวางไว้บนโต๊ะ จากนั้นเขาหยิบมีดสั้นด้านข้างขึ้นมา โดยไม่มีความลังเลแม้แต่น้อย เขาใช้มีดกรีดลงบนฝ่ามือซ้ายของตัวเองทันที! เลือดสดไหลทะลักออกมา]

[หยูเฉินกำหมัดแน่น ปล่อยให้เลือดไหลหยดลงในขวดแก้ว จนกระทั่งเลือดเติมเต็มเข้าไปถึงหนึ่งในสามของขวด เขาจึงหยิบผ้าก๊อซด้านข้างมาพันแผลอย่างชำนาญ]

[ตลอดกระบวนการทั้งหมด เด็กวัยหกขวบคนนี้กลับไม่แม้แต่จะขมวดคิ้วเลยสักนิด ความสุขุมเยือกเย็นของเขาน่ากลัวจนจับใจ]

[หลังจากพันแผลเสร็จ หยูเฉินเดินไปที่โต๊ะหินด้านหลัง แล้วเปิดผ้าคลุมสีดำออก ชุดอุปกรณ์กลั่นที่ซับซ้อนซึ่งประกอบด้วยหลอดแก้วและบีกเกอร์หลากหลายรูปแบบ ตั้งวางอยู่บนโต๊ะอย่างเงียบสงบ]

[เขาจัดการปรับแต่งอุปกรณ์เหล่านี้อย่างชำนาญ และเริ่มขั้นตอนการสกัดอันแสนซับซ้อน เวลาผ่านไปร่วมหนึ่งชั่วยาม กระบวนการทั้งหมดจึงเสร็จสิ้นลง]

[หยูเฉินหยิบหลอดทดลองที่มีขนาดเท่ากับนิ้วมือขึ้นมา ส่องดูภายใต้แสงเทียนอย่างละเอียด สิ่งที่อยู่ในหลอดทดลองก็คือเลือดที่ผ่านกระบวนการสกัดมาเมื่อครู่ เลือดที่เคยเป็นสีแดงฉาน ในเวลานี้กลับมีประกายสีทองจางๆ อันน่าอัศจรรย์แฝงอยู่]

[จากนั้นหยูเฉินเดินไปที่ตู้ด้านข้างแล้วเปิดออก ภายในนั้นมีหลอดทดลองวางเรียงรายอยู่เช่นกัน ซึ่งแต่ละหลอดมีป้ายระบุวันที่อย่างแม่นยำ]

[หยูเฉินหยิบหลอดทดลองที่ระบุวันที่ของเมื่อวานออกมา นำมาวางคู่กับเลือดที่เพิ่งสกัดได้เมื่อครู่ เพื่อเปรียบเทียบความแตกต่างอันเล็กน้อยของทั้งสองอย่างละเอียด]

[ในที่สุด บนใบหน้าที่เคยเย็นชาของเขา ก็ปรากฏรอยยิ้มขึ้นเป็นครั้งแรก]

“เป็นไปตามที่ข้าคาดไว้จริงๆ”

[หลังจากแปะป้ายฉลากบนตัวอย่างใหม่และเก็บเข้าตู้เรียบร้อย หยูเฉินก็หันกลับมานั่งที่โต๊ะหนังสือ เขาเปิดสมุดบันทึกเล่มหนา แล้วเริ่มตวัดพู่กันเขียนลงไป]

[“ปีโต้วหลัวที่ xxxx เดือน xx วันที่ xx วันนี้ได้ทำพิธีปลุกวิญญาณยุทธ์ ผลลัพธ์ไม่เกินความคาดหมาย วิญญาณยุทธ์ของข้าคือวิญญาณยุทธ์ขยะ และพลังวิญญาณสมบูรณ์แต่กำเนิดก็ริบหรี่อย่างยิ่ง”]

[“จากการเปรียบเทียบผลการสกัดเลือดล่าสุด ข้าพบว่า หลังจากปลุกวิญญาณยุทธ์แล้ว ความเข้มข้นของพลังวิญญาณที่แฝงอยู่ในเลือดกลับลดต่ำลง! จากจุดนี้สามารถยืนยันได้ว่า สมมติฐานก่อนหน้านี้ของข้าถูกต้อง วิญญาณยุทธ์ ไม่ใช่ของประทานสำหรับวิญญาณจารย์ แต่เป็นตรวนที่ล่ามอยู่บนตัวของวิญญาณจารย์ต่างหาก!”]

[“หลังจากปลุกพลัง วิญญาณยุทธ์จะดูดซับและแปรเปลี่ยนพลังวิญญาณธรรมชาติให้กลายเป็นพลังวิญญาณตามคุณสมบัติของวิญญาณจารย์โดยสัญชาตญาณ ซึ่งกระบวนการนี้ทำให้สูญเสียพลังวิญญาณไปมาก และพลังวิญญาณที่ได้ก็จะมีคุณสมบัติที่เดี่ยวเดี่ยว ข้าขอเรียกพลังวิญญาณชนิดนี้ว่า ‘พลังวิญญาณสายเลือด’!”]

[“สาเหตุที่วิญญาณยุทธ์มีระดับความแข็งแกร่งแตกต่างกัน เป็นเพราะวิญญาณยุทธ์แต่ละชนิดมีประสิทธิภาพในการแปรเปลี่ยน ‘พลังวิญญาณธรรมชาติ’ ให้กลายเป็น ‘พลังวิญญาณสายเลือด’ ที่ไม่เท่ากัน”]

[“แต่สิ่งที่มีผลต่อประสิทธิภาพการแปรเปลี่ยนนี้ ย่อมไม่ได้มีแค่วิญญาณยุทธ์เพียงปัจจัยเดียวอย่างแน่นอน! สภาพร่างกายและพลังจิตวิญญาณของแต่ละบุคคล ก็มีส่วนสำคัญอย่างยิ่ง ซึ่งสิ่งนี้สามารถอธิบายได้ว่าเหตุใดสัตว์วิญญาณถึงมีระดับชั้นที่แตกต่างกันเช่นกัน”]

[“สรุปได้ดังนี้”]

[“ข้อแรก พลังวิญญาณแบ่งออกเป็น ‘พลังวิญญาณธรรมชาติ’ และ ‘พลังวิญญาณสายเลือด’”]

[“ข้อสอง ความเร็วในการดูดซับและการแปรเปลี่ยนพลังวิญญาณ ขึ้นอยู่กับสามปัจจัยหลักร่วมกัน ได้แก่ วิญญาณยุทธ์ สภาพร่างกาย และพลังจิตวิญญาณ”]

[“ข้อสาม พลังวิญญาณธรรมชาติในระหว่างกระบวนการแปรเปลี่ยนของวิญญาณยุทธ์ จะสูญเสียคุณสมบัติดั้งเดิมบางส่วนไป ทำให้มันกลายเป็นคุณสมบัติที่เดี่ยวเดี่ยวและตายตัวมากขึ้น”]

[เมื่อเขียนถึงตรงนี้ หยูเฉินจึงหยุดตวัดพู่กัน]

เงียบสงัด

ในเวลานี้ ทั่วทั้งทวีปโต้วหลัวจมดิ่งสู่ความเงียบงันราวกับป่าช้า

ทุกคนต่างจ้องมองเนื้อหาในบันทึกบนหน้าจอม่านสวรรค์ ตาเบิกกว้างด้วยความตกตะลึง ใบหน้าเต็มไปด้วยความหวาดหวั่นและเหลือเชื่อ

เวลาผ่านไปเนิ่นนาน กว่าที่ในช่องข้อความจะปรากฏข้อความแรกขึ้นมา

[หนิงเฟิงจื้อ] : อัจฉริยะ นี่มันอัจฉริยะที่หาได้ยากยิ่ง! หากข้อสรุปเหล่านี้ของเขาเป็นความจริงทั้งหมดล่ะก็ ในอนาคต ระบบการฝึกฝนของโลกวิญญาณจารย์ทั้งหมด คงต้องถูกพลิกโฉมใหม่อย่างสิ้นเชิงแน่!

คำพูดของหนิงเฟิงจื้อเปรียบเสมือนก้อนหินที่ทลายความเงียบ พริบตาเดียวช่องข้อความก็เดือดพล่านขึ้นมาทันที

[เมิ่งอีหราน] : สวรรค์! เขาเป็นแค่เด็กหกขวบจริงๆ หรอเนี่ย? ข้ากลับรู้สึกว่าความคิดของเขาไม่ได้อยู่ในยุคสมัยเดียวกับพวกเราเลยสักนิด!

[ตู่กู่โบ] : หากสิ่งที่บันทึกในสมุดเล่มนั้นเป็นความจริงทั้งหมด ข้าก็ยินดีที่จะยกย่องให้เขาเป็นปรมาจารย์แห่งทฤษฎีที่แท้จริงของโลกวิญญาณจารย์อย่างไม่มีข้อโต้แย้ง!

ณ บ่อน้ำตาสองขั้วหยินหยาง

เมื่อมองดูภาพบนม่านสวรรค์ ตู่กู่โบเผยแววตาชื่นชมในตัวผู้อื่นออกมาเป็นครั้งแรก

วิญญาณยุทธ์มีทั้งแข็งแกร่งและอ่อนแอ ต่อให้เป็นวิญญาณยุทธ์ชนิดเดียวกัน ความเร็วในการฝึกฝนของแต่ละคนก็ยังแตกต่างกันราวฟ้ากับดิน นี่คือสามัญสำนึกที่แม้แต่เด็กสามขวบทั่วทั้งทวีปก็ยังรู้

ทว่าที่ผ่านมา กลับไม่เคยมีใครสืบสาวราวเรื่องลึกซึ้งถึงคำว่า “ทำไม” เลยสักคน! ปัจจัยอะไรกันแน่ที่เป็นตัวกำหนดสิ่งเหล่านั้น?

แต่ตอนนี้ หยูเฉินในวัยเพียงหกขวบที่อยู่ในวิดีโอ กลับค้นพบคำตอบแล้ว!

หากระดับนี้ยังไม่คู่ควรกับคำว่าปรมาจารย์แห่งทฤษฎี แล้วทั่วทั้งทวีปนี้จะมีใครที่คู่ควรกับตำแหน่งนี้อีก?!

นอกจากความเลื่อมใสแล้ว ในแววตาของตู่กู่โบยังฉายแววเสียดายขึ้นมาวูบหนึ่ง

“น่าเสียดายนัก! หากหยูเฉินคนนี้มาเกิดในโลกของพวกเราได้ก็คงดี!”

ตัวเขาโดนพิษมังกรหยกมรกตในร่างทรมานมาค่อนชีวิต พยายามคิดหาทุกวิถีทางก็ยังไร้ผล

ในยามนี้เมื่อได้เห็นสติปัญญาอันล้ำเลิศของหยูเฉินบนม่านสวรรค์ ตู่กู่โบอดไม่ได้ที่จะคิดว่า หากหยูเฉินอยู่ในโลกใบนี้ จะมีวิธีช่วยถอนพิษบนตัวของเขาได้หรือไม่?

[หม่าหงจวิ้น] : เอ่อ ข้ายังไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่ สิ่งที่หยูเฉินสรุปออกมาพวกนี้ สรุปแล้วมันมีประโยชน์อะไรอย่างนั้นเหรอ?

จบบทที่ บทที่ 16 ทฤษฎีของหยูเฉินสร้างความตกตะลึงให้ทุกคน

คัดลอกลิงก์แล้ว