- หน้าแรก
- เมื่อผมทะลุมิติมาแข่งเขียนบท แต่ดันงัดเอาซีรีส์สายดาร์กมาสู้
- บทที่ 26: ความตกตะลึงของผู้กำกับ
บทที่ 26: ความตกตะลึงของผู้กำกับ
บทที่ 26: ความตกตะลึงของผู้กำกับ
บทที่ 26: ความตกตะลึงของผู้กำกับ บทละครมันเขียนแบบนี้ได้ด้วยหรือ?
[ฉันประเมินความหน้าด้านของไอ้หมาแก่เฝิงต่ำไปจริงๆ เกิดมาไม่เคยพบเคยเห็นใครหน้าไม่อายขนาดนี้มาก่อน]
[อุตส่าห์นึกว่าจู่ๆ จะกลับตัวกลับใจได้ ที่แท้ก็มารอดักตีหัวเข้าบ้านกันตรงนี้นี่เอง]
[เกือบจะหลงกลไปแล้วเชียว แต่นี่ก็เป็นการพิสูจน์ให้เห็นในอีกแง่มุมหนึ่งแล้วว่า พรสวรรค์ในการเป็นนักเขียนบทของผู้เข้าแข่งขันซูอี้นั้นมันหลุดโลกไปแล้วจริงๆ]
[ฟังดูมีเหตุผลดีนะ แต่ฉันแค่อยากรู้ว่าบทเรื่องนี้มันพังไปแล้วจริงๆ เหรอ?]
[ถึงจะพังแต่ก็ยังดีกว่าผู้เข้าแข่งขันทั่วไป ไม่ได้ยินที่เขาพูดกันหรือไง?]
...
ชาวเน็ตในห้องสตรีมมิ่งและผู้ชมในสถานที่จัดงานต่างก็พูดไม่ออกไปตามๆ กัน
ผู้กำกับเฝิงคู่จื่อปล่อยหน้าอินทร์หน้าพรหมทิ้งไปหมดแล้ว เขาไม่สนหน้าตาของตัวเองอีกต่อไปจริงๆ
"ผมเชื่อว่านี่น่าจะยังไม่ใช่บทสรุปสุดท้ายหรอกครับ"
ในจังหวะนั้นเอง จู่ๆ ผู้กำกับเจียงเหวินก็เอ่ยปากพูดขึ้น
ความสนใจของทุกคนมุ่งตรงไปที่ผู้กำกับเจียงเหวินในทันที
เมื่อถึงตอนนี้ โครงเรื่องหลักที่เกี่ยวข้องกับตัวละครจำนวนมากได้ถูกเขียนออกมาระดับหนึ่งแล้ว และผู้กำกับเจียงเหวินก็สามารถมองเห็นได้ก่อนใคร เขาจึงเฝ้าดูและวิเคราะห์โครงเรื่องเหล่านั้น
"เมื่อพิจารณาดูตอนนี้ เส้นเรื่องหลักของตัวเอกอย่างไวท์ดูเหมือนจะไม่มีอะไรหวือหวามากนัก ทั้งการผลิตยาไอซ์ การรักษาอาการป่วย และความขัดแย้งกับภรรยา พล็อตเรื่องดูราบเรียบลงไปมากเมื่อเทียบกับก่อนหน้านี้ แต่ลองดูเส้นเรื่องของเจสซี่สิ มันตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง"
ผู้กำกับเจียงเหวินกล่าวด้วยน้ำเสียงชื่นชมว่า
"ทั้งถูกจับกุม ได้รับการปล่อยตัว บังเอิญฆ่าคนตายด้วยตู้เอทีเอ็ม จากนั้นก็รู้สึกหลงทางจนต้องพึ่งพายาไอซ์เพื่อบรรเทาปัญหาทางจิตใจ แถมในช่วงเวลานี้ เขายังได้พบกับแฟนใหม่อีกด้วย"
"พล็อตเรื่องแบบนี้ดูราวกับเป็นการฉายซ้ำชะตากรรมของไวท์จากซีซั่นแรกไม่มีผิด"
"ยิ่งไปกว่านั้น การมีอยู่ของแฮงค์ ชเรเดอร์ และการปรากฏตัวของตัวละครใหม่ๆ ทำให้ผมไม่คิดเลยว่าผู้เข้าแข่งขันซูอี้จะแค่เขียนออกมาส่งเดช"
"และถ้าผมคาดเดาไม่ผิด พล็อตเรื่องของซีซั่นนี้น่าจะใกล้เสร็จสมบูรณ์แล้วล่ะครับ"
ประโยคสุดท้ายของผู้กำกับเจียงเหวินทำเอาคณะกรรมการบนโต๊ะตัดสินถึงกับนั่งไม่ติด
บ้าไปแล้ว?
สี่ชั่วโมง ไม่สิ แค่สามชั่วโมงกว่าๆ คุณก็ปั่นบทละครโทรทัศน์จบไปหนึ่งซีซั่นแล้วเนี่ยนะ?
ให้นั่งเครื่องบินยังไม่เร็วขนาดนี้เลย นึกออกไหม?
ผู้กำกับจางโหมวจื่อและผู้กำกับหวังจิงทนไม่ไหวจนต้องเดินตรงเข้าไปดูให้เห็นกับตา ว่าพล็อตเรื่องที่แท้จริงนั้นเป็นอย่างไรกันแน่
ผู้กำกับคนอื่นๆ ก็ดูเหมือนกำลังพยายามข่มใจอย่างสุดความสามารถ ทว่านี่คือการแข่งขัน พวกเขาจะไปรุมล้อมผู้เข้าแข่งขันแค่คนเดียวพร้อมกันหมดก็คงไม่เหมาะใช่ไหมล่ะ?
เมื่อผู้กำกับเฝิงคู่จื่อได้ยินเช่นนั้น เขาก็ยังคงนั่งนิ่งไม่ไหวติง ทว่าสีหน้าเต็มไปด้วยความดูแคลน
ล้อเล่นหรือไง? คิดว่าบทละครโทรทัศน์เป็นเรื่องตลกหรือง่ายดายนกนักหรือ?
นั่นมันบทละครโทรทัศน์เชียวนะ ไม่ใช่บทหนังสั้นไก่กาที่ไหน
จะบอกว่าเขียนจบทั้งซีซั่นภายในไม่กี่ชั่วโมงเนี่ยนะ?
คิดจะหลอกคนโง่หรือไง?
เว้นเสียแต่ว่าจะมีการเตรียมการมาล่วงหน้า และเตรียมบทละครโทรทัศน์ทั้งเรื่องเอาไว้หมดแล้ว ไม่อย่างนั้นมันเป็นไปไม่ได้เลยที่จะเขียนได้เร็วขนาดนี้
ขนาดปฏิกิริยาของผู้กำกับยังเป็นแบบนี้ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงผู้ชมในสถานที่จัดงานและชาวเน็ตในห้องสตรีมมิ่งเลย
...
[ล้อเล่นใช่ไหม? เขียนบทละครโทรทัศน์จบหนึ่งซีซั่นในเวลาสามชั่วโมงกว่าๆ เนี่ยนะ? ต่อให้เป็นฉัน ฉันก็ไม่เชื่อหรอก]
[นี่ไม่ใช่แค่การคุยโวแล้ว มันผิดมนุษย์มนา มันคือปาฏิหาริย์ชัดๆ]
[ถึงฉันจะเชียร์ท่านปรมาจารย์ แต่ระดับความผิดปกติขนาดนี้ฉันก็ไม่กล้ายอมรับเหมือนกัน]
[ถ้าเรื่องนี้แพร่งพรายออกไป ฉันว่าพวกนักเขียนบทคนอื่นๆ คงได้ร้องไห้จนขาดใจตายแน่ๆ]
[ถึงจะไม่มีมูลความจริงเลยก็เถอะ แต่ทำไมฉันถึงรู้สึกเชื่อขึ้นมานิดๆ อย่างบอกไม่ถูกล่ะเนี่ย?]
...
ทุกคนต่างแสดงความไม่อยากจะเชื่อว่าซูอี้จะสามารถเขียนบทซีซั่นที่สองเสร็จได้ภายในเวลาเพียงครึ่งวัน
ถ้าบอกว่าเขียนตอนที่สองเสร็จก็ว่าไปอย่าง แต่นี่เล่นจบทั้งซีซั่นเลยเนี่ยนะ? ไม่ได้ล้อเล่นกันใช่ไหม?
ส่วนผู้เข้าแข่งขันคนอื่นๆ บนเวที ก็อดไม่ได้ที่จะเงยหน้าขึ้นมาดูความวุ่นวายนี้ด้วยความอยากรู้อยากเห็น
พวกเขาไม่ต้องใช้สมองคิดด้วยซ้ำ ก็รู้สึกได้ว่าเรื่องนี้ไม่น่าจะเป็นความจริง
การที่ซูอี้ทำเรื่องแบบนี้ออกมา มีแต่จะทำร้ายตัวเองเปล่าๆ
สำหรับปฏิกิริยาของคนภายนอก ซูอี้ขี้เกียจเกินกว่าจะใส่ใจ
เขาได้เขียนเส้นเรื่องของตัวละครทั้งหมดออกมาเรียบร้อยแล้ว และสิ่งที่ต้องทำต่อไปก็ง่ายขึ้นมาก
เชื่อมโยงจุดต่างๆ เข้าด้วยกัน!
เขาเชื่อมโยงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับตัวละครต่างๆ เข้าด้วยกันตามช่วงเวลาที่แตกต่างกัน ในขณะเดียวกัน เมื่อทุกเหตุการณ์มาบรรจบกัน เหตุการณ์ใหม่ๆ ก็จะบังเกิดขึ้นตามมา
ผู้กำกับเจียงเหวินที่ยืนอยู่ใกล้ๆ เฝ้ามองการกระทำของซูอี้ และสีหน้าของเขาก็เริ่มเกินจริงมากขึ้นเรื่อยๆ
บทละครมันเขียนด้วยวิธีนี้ได้ด้วยเหรอ?
เติมเต็มพล็อตเรื่องของตัวละครลงไป จากนั้นเมื่อนำจุดตัดมาบรรจบกัน ก็จะสร้างพล็อตเรื่องใหม่ขึ้นมา ประวัติตัวละครที่ก่อนหน้านี้ดูเบาบางกลับกลายเป็นสมบูรณ์แบบได้ในเวลาอันสั้น
ในเวลาไม่ถึงครึ่งชั่วโมง บทละครฉบับสมบูรณ์ที่มีความยาวถึงสิบสามตอนก็ปรากฏขึ้นต่อหน้าผู้กำกับเจียงเหวิน
มันทำแบบนี้ได้จริงๆ เหรอเนี่ย?
ส่วนที่ดูแสนจะธรรมดาในเหตุการณ์ของตัวละครก่อนหน้านี้ กลับกลายเป็นการปูทางให้กับบทละครทั้งเรื่อง ทำให้เรื่องราวทั้งหมดเผยให้เห็นถึงความยอดเยี่ยมอย่างบอกไม่ถูกท่ามกลางความธรรมดาสามัญ
ไม่ใช่แค่ผู้กำกับเจียงเหวินเท่านั้น ผู้กำกับจางโหมวจื่อและผู้กำกับหวังจิงก็มายืนอยู่ใกล้ๆ ด้วยเช่นกัน
สีหน้าของพวกเขาทั้งสองคนก็แทบจะเหมือนกับสีหน้าของผู้กำกับเจียงเหวินไม่มีผิด
ให้ตายสิ บทละครมันเล่นลูกไม้นี้ได้ด้วยเหรอ?
นี่คุณกำลังเล่นเกมจับคู่อยู่หรือเปล่าเนี่ย?
ประเด็นสำคัญก็คือ เขาสามารถเชื่อมโยงพล็อตเรื่องเข้าด้วยกันได้อย่างลงตัว!
หลังจากที่ทั้งสามคนตกตะลึง พวกเขาก็หันมาสบตากันอย่างรู้ใจ และสุดท้ายก็มองไปที่ผู้กำกับเฝิงคู่จื่อบนที่นั่งกรรมการแต่ไกลด้วยสายตาสมเพชเวทนา
ไอ้หมอนี่จำเป็นต้องกระโดดออกมารับบทโดนตบหน้าทุกรอบเลยหรือไง?
และในขณะนี้ สิ่งที่แสดงอยู่บนหน้าจอด้านนอกก็คือเรื่องราวของตัวละครทั้งหมด
เมื่อเทียบกับบรรดาผู้กำกับแล้ว ความต้องการของผู้ชมและชาวเน็ตไม่ได้สูงส่งขนาดนั้น พวกเขาแค่เห็นเรื่องราวของตัวเอกแล้วรู้สึกว่ามันน่าสนใจก็พอใจแล้ว
...
[เห็นได้ชัดว่าตัวเอกเติบโตขึ้นมากในซีซั่นนี้ นอกจากเรื่องจุกจิกในครอบครัวแล้ว เขาก็จัดการเรื่องยาไอซ์ได้ค่อนข้างสมบูรณ์แบบเลยทีเดียว]
[จริงด้วย ซีซั่นนี้เลยเน้นเล่าเรื่องของเจสซี่กับแฮงค์ ชเรเดอร์เป็นหลักสินะ]
[ลากตู้เอทีเอ็มกลับบ้านเนี่ยนะ? อเมริกามีคนเก่งๆ แบบนี้อยู่จริงๆ เหรอ? ประเด็นคือเจสซี่กลายเป็นฆาตกรตู้เอทีเอ็มไปซะแล้ว ฮ่าๆ!]
[แฮงค์ ชเรเดอร์ได้เลื่อนขั้นด้วยเหรอ? แค่มองดูข้างหลัง เขาป่วยหรือเปล่าเนี่ย? แบบนี้มันไม่น่าหดหู่ไปหน่อยเหรอ?]
[ตัวละครใหม่ที่เพิ่มเข้ามา การปรากฏตัวของทนายคนนี้ดูน่าสนใจมากเลยแฮะ]
[นี่ดูเหมือนประวัติตัวละครมากกว่านะ มันห่างไกลจากพล็อตเรื่องในบทก่อนหน้านี้พอสมควรเลย]
[แค่นี้ก็ทิ้งห่างผู้เข้าแข่งขันคนอื่นๆ ไปไกลลิบแล้ว เห็นได้ชัดเลยว่าช่องว่างระหว่างคนเรามันกว้างใหญ่มากจริงๆ!]
[น่าเสียดายที่มันยังเทียบไม่ได้กับบทก่อนหน้านี้ บทละครที่ถูกยกย่องซะดิบดีพังพินาศหมดแล้ว]
...
แม้ว่าผู้ชมและชาวเน็ตจะยังคงถอนหายใจให้กับบทละครที่ออกทะเลไปบ้าง แต่เมื่อเทียบกับผู้เข้าแข่งขันคนอื่นๆ แล้ว ซูอี้ก็ยังแข็งแกร่งเกินไปอยู่ดี
หวงปิงปิงนั้นแตกต่างจากคนอื่นๆ เมื่ออยู่บนเวที เธอเห็นความเปลี่ยนแปลงบนใบหน้าของผู้กำกับทั้งสามท่าน รวมทั้งผู้กำกับเจียงเหวินได้อย่างชัดเจน
ทั้งความประหลาดใจ ความตกตะลึง และความไม่อยากจะเชื่อ บ่งบอกได้ว่าบทละครเรื่องนี้ไม่ใช่ความล้มเหลวอย่างที่ทุกคนจินตนาการไว้อย่างแน่นอน
เธออดไม่ได้ที่จะเดินไปที่ข้างๆ ซูอี้ และมองดูบทละครบนหน้าจอ
เพียงแค่ปรายตามองเธอก็อดไม่ได้ที่จะเผยสีหน้าตกตะลึงออกมาเช่นเดียวกัน
บทละครมันสามารถเขียนแบบนี้ได้จริงๆ เหรอ?
"เหลือเชื่อ... เหลือเชื่อจริงๆ ค่ะ... บทละครเรื่องนี้กลายเป็นแบบนี้ไปได้ยังไง..."
น้ำเสียงของหวงปิงปิงเต็มไปด้วยความตกตะลึงจนถึงขั้นพูดติดอ่าง
"ท่านผู้ชมและชาวเน็ตในห้องสตรีมมิ่งทุกท่านคะ พวกคุณจินตนาการไม่ออกหรอกค่ะว่าเกิดอะไรขึ้น"