023-024
023-024
บทที่ 23 ขวางทาง
หลังจากส่งข้อความให้ซ่งปินเรียบร้อยแล้ว โจวรุ่ยยังส่งอีเมลสั้นๆ ไปยังกลุ่มงานศิลปกรรมและวัฒนธรรมเพื่อแจ้งว่าตนจะรีบเตรียมเอกสารลิขสิทธิ์ให้เสร็จโดยเร็ว แต่เรื่องการเดินทางไปปักกิ่งนั้นต้องปรึกษาเพิ่มเติม
“ปฏิเสธมันก็ไม่สนุกสิ เผื่อสอบเสร็จอยากไปเที่ยวปักกิ่งสักรอบ”
โจวรุ่ยพับโทรศัพท์ N97 อย่างเท่ เสียงคลิกที่ดังขึ้นทำให้รู้สึกสะใจแปลกๆ
พูดตามตรงแล้ว โทรศัพท์ฝาพับมีเสน่ห์เฉพาะตัวของมัน แม้ว่ามันจะค่อยๆ หายไปในยุคสมาร์ทโฟน แต่สำหรับคนในยุคของโจวรุ่ยแล้ว การพับโทรศัพท์มีเสน่ห์ในแบบที่สัมผัสได้จริงๆ
แม้ระบบจะเป็น Symbian ที่ค่อนข้างล้าหลัง การตอบสนองช้ากว่าและความสามารถอัจฉริยะก็ยังไม่เท่าไหร่
แต่สำหรับปี 2009 นี่ก็ถือว่าเพียงพอแล้ว! จะเอาอะไรมากมายล่ะ?
เขากำลังจะพูดอะไรกับหลี่เหวินเชี่ยน แต่ทันใดนั้นเสียงอวดดีจากมุมถนนดังขึ้น
“แกคือโจวรุ่ยใช่ไหม?!”
ร่างหนึ่งโผล่มาจากมุมมืดข้างถนนขวางทางของทั้งสองคนไว้
ชายคนนั้นใส่กางเกงยีนส์ขาดๆ กับเสื้อเชิ้ตลายจัดจ้าน ทรงผมแนว Non-mainstream(ทรงผผมนอกระแส) ที่ยกสูงขึ้นไปอีกสิบกว่าซม. แถมแขนยังมีรอยสัก
โจวรุ่ยขมวดคิ้วก่อนจะดึงหลี่เหวินเชี่ยนมาอยู่ข้างหลังตัวเอง
ชายคนนี้แสดงตัวออกมาอย่างชัดเจนว่าเป็น อันธพาล
แต่ไม่ใช่พวกนักเรียนเกเรในโรงเรียน เป็นพวกที่อยู่ในสังคมมืดจริงๆ
โจวรุ่ยยังคงสีหน้าเรียบเฉย ก่อนพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชา
“ไม่ใช่ ฉันชื่อกัวเซิ่ง”
อันธพาลคนนั้นชะงักไปชั่วครู่ แต่ไม่นานก็แสดงความโกรธออกมา
“ไอ้เวรนี่! ล้อเล่นกับฉันใช่ไหม?!”
ในใจโจวรุ่ยคิดว่า “ถูกจับได้เร็วจังนะ แสดงว่าเป้าหมายชัดเจน มันคงรู้หน้าตาฉันอยู่แล้ว”
เขาถามกลับไป
“แกเป็นใคร?”
ชายคนนั้นยืดตัวขึ้นและพูดอย่างภูมิใจ
“ฉัน ห่าวเกอ! ต่อไปก็จำไว้ให้ดี เห็นฉันต้องก้มหัวทักทาย! แถวนี้ฉันคุมอยู่!”
โจวรุ่ยฟังแล้วอดคิดในใจไม่ได้
“ใครฟะ...ห่าวเกอ? นี่แกดูหนัง Young and Dangerous มากไปหรือเปล่าเนี่ย? แกคุม? ตำรวจจะยอมรับไหม? ครูใหญ่ยอมรับเปล่า? แล้วแม่แกยอมรับไหม?”
เขาถามกลับด้วยน้ำเสียงนิ่งๆ
“แล้วไงต่อ?”
“ไอ้เวรนี่! ยังจะถามว่าแล้วไงอีก?!”
น้ำเสียงหยาบคายและการโอ้อวดเกินจริงของชายคนนั้น ทำให้ความอดทนของโจวรุ่ยหมดลงทันที เขาคนเดิมที่เคยเป็นเด็กเกเรช่วงม.4-ม.5 ก็เริ่มเผยตัว
เขาแทบจะเตะชายคนนั้นทันที
แต่หลี่เหวินเชี่ยนที่อยู่ข้างหลังรีบดึงเขาไว้แน่น
“โจวรุ่ย! นายอยู่ม.6 แล้วนะ นายสัญญากับแม่ของนายไว้แล้วว่าจะไม่ก่อเรื่องนะ!”
โจวรุ่ยถอนหายใจอย่างหงุดหงิด
ที่นี่อยู่ไม่ไกลจากโรงเรียน เขาไม่ใช่อันธพาลไร้สติแบบพวกนั้น แต่เป็นเด็กนักเรียนที่เหลือเวลาอีกเพียง 40 วันก็จะสอบเข้ามหาวิทยาลัยแล้ว
ถ้าต่อยตีกัน ชนะหรือแพ้ก็ล้วนแต่สร้างปัญหาทั้งนั้น
ห่าวเกอมองเห็นว่าโจวรุ่ยไม่พูดอะไร คิดว่าเขาถูกข่มขู่จนกลัวไปแล้วจึงชี้หน้าโจวรุ่ยและพูดขึ้น
“ได้ข่าวว่าแกช่วงนี้ทำตัวอวดดีไปหน่อยนะ? ไปหาเรื่องคนที่แกไม่ควรยุ่งด้วย? เด็กอย่างแกนี่มันน่าจับมาสั่งสอนจริงๆ!”
โจวรุ่ยใจเย็นลงเรื่อยๆ ก่อนพูดด้วยน้ำเสียงที่นิ่ง
“อ้อ เข้าใจแล้ว มีใครในโรงเรียนไม่พอใจฉันใช่ไหม? แล้วแกก็มาช่วยจัดการ? งั้นแกต้องบอกฉันก่อนสิว่าเป็นใคร จะได้รู้ว่าฉันต้องกลัวใคร”
ห่าวเกอพยักหน้าอย่างพอใจในท่าทีของโจวรุ่ย
“มีหัวคิดดีนี่! ต่อไปถ้าเจอกัวเซิ่งก็หลีกทางให้ซะ เข้าใจไหม?”
ขณะที่เขากำลังพูด ชายคนหนึ่งที่แอบอยู่ในมุมมืดก็แทบอยากร้องไห้
“บ้าเอ๊ย! ห่าวเกอ! นายโดนเขาหลอกพูดชื่อฉันไปแล้ว! ไม่ใช่ตกลงกันไว้ว่าจะไม่เปิดเผยตัวเหรอวะ?!”
โจวรุ่ยหันมองรอบตัว ก่อนจะมองไปทางมุมหนึ่งที่มีคนหลบอยู่ ในหัวเขาก็เริ่มคิดแผนการขึ้นมาทันที
เขาหยิบโทรศัพท์ N97 ที่เพิ่งได้มาใหม่ขึ้นมาเปิดกล้อง และถ่ายวิดีโอทั้งสองคนที่ยืนอยู่ตรงหน้า
“แกไม่มีสมองหรือไง? ไม่เคยคิดถึงผลลัพธ์ของสิ่งที่กำลังทำอยู่เลยเหรอ? ถ้าฉันส่งวิดีโอนี้ให้หัวหน้าฝ่ายปกครอง แกคิดว่าเขาจะใช้โอกาสนี้จัดการให้เป็นตัวอย่างไหม?”
แม้แต่ผู้ใหญ่ยังคิดไม่ทันผลของการกระทำในบางครั้ง แล้วนับประสาอะไรกับเด็กมัธยมปลายล่ะ? กัวเซิ่งที่เดิมทีแค่ต้องการให้ห่าวเกอมาข่มขู่โจวรุ่ยเล่นๆ ตอนนี้หน้าซีดเผือดเมื่อได้ยินคำพูดของโจวรุ่ย
แต่สำหรับห่าวเกอผู้เป็นอันธพาลโดยสมบูรณ์ เขาไม่สนใจเรื่องพวกนี้เลยด้วยซ้ำ
เขาแค่รู้สึกว่าโจวรุ่ยช่างอวดดีเหลือเกิน
“แกนี่มันหล้าจริงๆ นะ! คิดว่าพี่ใหญ่คนนี้ไม่มีตัวตนหรือไง?!”
พูดจบก็ทำท่าจะเดินเข้ามาตบหน้าโจวรุ่ย
การตบหน้าเป็นวิธีโปรดของอันธพาล มันทั้งเป็นการดูถูกอย่างรุนแรงและยังช่วยรักษาหน้าของพวกเขาได้
แต่ยังไม่ทันที่มือจะตบถึงหน้า
โจวรุ่ยยก N97 เครื่องใหม่เอี่ยมในมือขึ้น พร้อมกับยิ้มอย่างจริงใจ
“ฉันไม่รู้ว่ากัวเซิ่งจ่ายแกไปเท่าไหร่ แต่ฉันสามารถใช้เงินจบปัญหาได้ โทรศัพท์รุ่นใหม่ล่าสุดจากโนเกีย N97 เครื่องนี้ ยังไม่มีขายในประเทศ มูลค่ามากกว่า 5,000 หยวน ขายต่อยังได้ถึง 4,000 หยวน ฉันขอใช้มันแลกกับความสงบสุข โอเคไหม?”
โจวรุ่ยยิ้มอย่างจริงใจ แต่ในใจกลับเยาะเย้ย
ห่าวเกอหันมองโทรศัพท์ที่ดูหรูหราอย่างเห็นได้ชัด ใจของเขาเริ่มหวั่นไหวโดยไม่รู้ตัว
“5,000 หยวน!”
ในปี 2009 ตัวเลขนี้ถือว่าเป็นจำนวนเงินที่มากมายมหาศาล
โดยเฉพาะกับอันธพาลระดับล่างอย่างเขา มันคือเงินที่เพียงพอให้เขาใช้ชีวิตแบบสุขสบายไปได้สักระยะ
กัวเซิ่งแค่คนในชุมชนเดียวกันกับเขา ไม่ใช่น้องชายแท้ๆ การมาช่วยออกหน้าก็แค่เพราะมื้ออาหารมื้อเดียว
เมื่อเทียบกับ 5,000 หยวน อาหารมื้อเดียวจะไปสำคัญอะไร?
แต่ในขณะเดียวกัน กัวเซิ่งที่อยู่ด้านหลังกลับรู้สึกกังวลลึกๆ
เขารู้ว่าถ้าเรื่องนี้เปลี่ยนจากการข่มขู่เป็นการแย่งชิงโทรศัพท์ สถานการณ์จะรุนแรงขึ้นทันที
แต่ถึงอย่างนั้น เมื่อคิดถึงวิดีโอที่โจวรุ่ยถ่ายไว้ ซึ่งมีเขาและห่าวเกอยืนอยู่ด้วยกัน กัวเซิ่งเริ่มคิดว่าควรจะแย่งโทรศัพท์นั้นมาเพื่อปกป้องตัวเอง
น่าเสียดาย เขาไม่รู้เลยว่านั่นคือแผนการของโจวรุ่ยตั้งแต่แรก
การถ่ายวิดีโอให้พวกเขาเห็นด้วยตาตัวเอง ก็เพื่อกระตุ้นให้กัวเซิ่งต้องการแย่งโทรศัพท์
โจวรุ่ยยิ้มเหมือนปีศาจ เขายืนหันหลังให้กล้องวงจรปิดบนเสาไฟถนน และยื่นโทรศัพท์ไปจนเกือบถึงมือห่าวเกอ
“เรามาเป็นมิตรกันเถอะห่าวเกอ หลังจากนี้นายช่วยดูแลฉันบ้าง แล้วฉันก็จะเลิกยุ่งกับกัวเซิ่ง โอเคไหม?”
ใต้กล้องวงจรปิด หลักฐานชัดเจน
การปล้นทรัพย์สินมูลค่าเกิน 5,000 หยวน
ตามกฎหมาย ขึ้นอยู่กับความร้ายแรงของเหตุการณ์ โทษจำคุกเริ่มต้นที่ 3 ปี และสูงสุดไม่เกิน 10 ปี
ถึงแม้ว่ากัวเซิ่งจะเป็นแค่ผู้ร่วมมือ แต่เขาก็ยังถือว่าเป็นอาชญากรรมทางอาญา
และที่สำคัญ... ทุกคนในที่นี้ล้วนเป็นนักเรียนม.6
แต่กัวเซิ่งอายุครบ 18 ปีแล้ว
โทรศัพท์ในมือของโจวรุ่ยไม่ได้เป็นเพียงแค่โทรศัพท์รุ่นใหม่ล่าสุด แต่มันคือชีวิตของกัวเซิ่ง
การสอบเข้ามหาวิทยาลัยเหรอ? เอาไว้ชาติหน้าก็แล้วกัน
สำหรับห่าวเกอ แม้เขาจะไม่มีอะไรต้องเสีย แต่กับกัวเซิ่งนี่คือการทำลายชีวิตทั้งชีวิต
โทรศัพท์เครื่องนี้โจวรุ่ยเองก็ชอบมันมาก แต่ถ้าใช้มันเพื่อแลกกับชีวิตของกัวเซิ่ง ก็นับว่าคุ้มค่า
ความแค้นต้องแก้ในทันที และต้องทำให้เจ็บจนไม่มีวันลืม
หลังจากจบเรื่องนี้เขาจะรีบไปแจ้งความทันที ไม่เกิน 24 ชั่วโมง โทรศัพท์จะต้องกลับมาที่มือเขาเหมือนเดิม ต่างกันเพียงแค่ว่าคนโง่สองคนนี้ต้องเผชิญชะตากรรมอันเลวร้าย
ในขณะที่ห่าวเกอกำลังจะคว้าโทรศัพท์ไป และกัวเซิ่งยังลังเลอยู่นั้น
เสียงตะโกนก็ดังมาจากด้านหลัง
“ทำอะไรกัน?! มาหาเรื่องที่โรงเรียนชิงเหอใช่ไหม?!”
…………………………………………………………………………………………………………………………….
บทที่ 24 ที่นี่มีกล้อง ไปซอยด้านหลังกันเถอะ
เสียงตะโกนดังขึ้นอย่างกะทันหัน ทำให้ห่าวเกอหยุดมือที่กำลังเอื้อมไปคว้า N97
โจวรุ่ยหันกลับไปมอง เห็นร่างที่คุ้นเคยแต่ก็ดูแปลกตาในเวลาเดียวกันกำลังวิ่งเข้ามา
อวี่สวี่ปัว
ใบหน้าของเขาแสดงความดุดันอย่างเต็มที่ และยังมีเด็กผู้ชายอีกหลายคนตามมาข้างหลัง
อวี่สวี่ปัวยืนขวางหน้าโจวรุ่ย เอียงคอมองห่าวเกอโดยไม่แสดงความหวาดกลัวแม้แต่น้อย
“แกเป็นพวกของใคร ถึงกล้ามาหาเรื่องที่โรงเรียนชิงเหอ?”
ห่าวเกอเห็นว่ากลุ่มของอวี่สวี่ปัวตัวสูงใหญ่และดูท่าทางดุร้าย ทำให้เขาเริ่มแสดงอาการเกรงกลัว
เขาอาจจะเก่งเรื่องข่มขู่เด็กนักเรียน แต่เขาเองก็เป็นเพียงอันธพาลข้างถนนที่ชอบรังแกคนที่อ่อนแอกว่าเท่านั้น ความกลัวฝังรากลึกในนิสัยของเขา
ยิ่งไปกว่านั้นเด็กผู้ชายกลุ่มใหญ่ที่ตามหลังอวี่สวี่ปัวได้ล้อมห่าวเกอและกัวเซิ่งไว้
โจวรุ่ยถอนหายใจแล้วเก็บโทรศัพท์ N97 กลับไป แม้เขาจะรู้สึกเสียดายนิดๆ ที่แผนการถูกขัดจังหวะ
“ไม่ถูกปล้นนี่น่าเสียดายแฮะ”
ห่าวเกอเริ่มมีท่าทีหวาดกลัว แต่ยังพูดด้วยน้ำเสียงขู่
“ฉันเป็นพวกของปัวเกอ เด็กนักเรียนอย่างแกอย่ามาอวดดีเกินไป!”
อวี่สวี่ปัวมองกัวเซิ่งแวบหนึ่งก่อนจะตบหน้าห่าวเกอเบาๆ
“ฉันไม่สนหรอกว่าแกเป็นพวกของใคร แต่อย่ามาหาเรื่องที่โรงเรียนชิงเหออีก ไม่งั้นเจอแกกี่ครั้ง ฉันจะจัดการแกทุกครั้ง กลับไปซะ!”
ห่าวเกอเห็นว่าอีกฝ่ายมีกำลังคนมากกว่าและแต่ละคนก็ตัวใหญ่กว่าเขา เขาจึงได้แต่หมุนตัวกลับพร้อมพูดข่มขู่ขณะเดินออกไป
“ถ้าแน่จริงหลังเลิกเรียนอย่าหนีล่ะ!”
อวี่สวี่ปัวหัวเราะเยาะ
“ตอนนี้ก็เลิกเรียนแล้ว ไอ้โง่!”
โจวรุ่ยแอบรู้สึกเสียดายที่ไม่ได้จัดการห่าวเกอให้ถึงที่สุด เขาเลยเตะห่าวเกอทีหนึ่งจนอีกฝ่ายล้มลงกับพื้น ห่าวเกอไม่กล้าหันกลับมามองด้วยซ้ำ
ส่วนกัวเซิ่งที่อยากหนีแต่กลับถูกอวี่สวี่ปัวจับไหล่ไว้แน่น เขาไม่กล้าขยับไปไหน ความกลัวของเขาเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว
ในใจเขาคิดว่า
“ห่าวเกอยังโดนตบหน้า ถ้าฉันโดนจับได้ คงโดนหนักกว่านี้แน่ๆ”
อวี่สวี่ปัวหันกลับมามองโจวรุ่ยทันทีหลังจากจัดการห่าวเกอ
“นายโอเคไหม?”
โจวรุ่ยยักไหล่อย่างไร้ทางเลือก
“ไม่เป็นอะไรหรอก แค่แผนดีๆ ของฉันถูกทำลายไปก็เท่านั้น”
อวี่สวี่ปัวคิดว่า “แผนดีๆ” ที่โจวรุ่ยพูดถึงคือการต่อสู้ตัวต่อตัวกับพวกนั้น เขาจึงไม่ได้คิดมาก
โจวรุ่ยชี้ไปที่กัวเซิ่ง
“ไอ้หมอนี่ตอนแรกดูเหมือนเด็กธรรมดา แต่จริงๆ มันเลวเงียบๆ เรื่องแค่นี้ยังลากคนข้างนอกมาหาเรื่องฉันได้ เก่งจริงๆ ให้ตายสิ”
กัวเซิ่งที่ถูกล้อมด้วยเด็กผู้ชายตัวใหญ่หน้าซีดเหมือนศพ แต่เขาไม่รู้เลยว่าการที่อวี่สวี่ปัวปรากฏตัวในครั้งนี้คือการช่วยชีวิตเขาไว้
ครั้งก่อนที่โจวรุ่ยช่วยชีวิตเขา เขากลับเกลียดโจวรุ่ย
ครั้งนี้อวี่สวี่ปัวช่วยเขา เขาก็คงเกลียดอวี่สวี่ปัวเหมือนกัน
บางคนมันก็เป็น “คนเลว” มาตั้งแต่เด็ก
อวี่สวี่ปัวถามโจวรุ่ย
“นายอยากจัดการเขายังไงดี? จะซัดสักทีสองทีดีไหม?”
โจวรุ่ยเหลือบมองกล้องวงจรปิดข้างหลังและส่ายหน้า
“เรากลับมาเริ่มต้นชีวิตใหม่แล้ว อย่าทำตัวแบบเด็กๆ ที่ไม่คิดถึงผลลัพธ์เลยดีกว่า”
“ที่นี่มีกล้อง ไปจัดการในซอยด้านหลังดีกว่า”
ครึ่งชั่วโมงต่อมา โจวรุ่ยเดินไปส่งหลี่เหวินเชี่ยนถึงหน้าทางเข้าหมู่บ้านของเธอ
หลี่เหวินเชี่ยนทำท่าทางเหมือนอยากพูดอะไรบางอย่าง แต่ก็ลังเลจนพูดไม่ออก โจวรุ่ยลูบหัวทรงเห็ดของเธอเบาๆ แล้วพูดขึ้น
“กลับเถอะ เรื่องที่เหลือไม่ต้องกังวล เดี๋ยวฉันจะจัดการเอง”
หลี่เหวินเชี่ยนพยักหน้า ก่อนจะวิ่งเข้าไปในชุมชน
โจวรุ่ยมองตามจนเธอเข้าไปในอาคาร จากนั้นจึงหันหลังเดินกลับไป และไปพบกับอวี่สวี่ปัวที่รออยู่ในซอยด้านหลัง
กลุ่มคนใหญ่โตที่มากับอวี่สวี่ปัวได้กลับไปหมดแล้ว ส่วนกัวเซิ่งก็โดนสั่งสอนไปชุดใหญ่ก่อนจะถูกปล่อยตัวไป
อวี่สวี่ปัวสะพายกระเป๋าแบบเอียงๆ ใส่ชุดนักเรียนที่หลวมโพรก มองโจวรุ่ยด้วยความรู้สึกที่ปนเประหว่างคุ้นเคยและแปลกหน้า
ในช่วงม.4 และม.5 ทั้งคู่สนิทกันมากจนเรียกได้ว่าเป็นเพื่อนซี้ ชอบทำเรื่องเหลวไหลไปด้วยกัน
แต่พอขึ้นม.6 โจวรุ่ยเลือกที่จะตั้งใจเรียน ในขณะที่อวี่สวี่ปัวยังคงใช้ชีวิตแบบเดิม ความสัมพันธ์ของทั้งสองจึงค่อยๆ ห่างเหินไป
ไม่มีการบอกเลิกมิตรภาพ ไม่มีความขัดแย้งหรือความไม่พอใจอะไรทั้งนั้น
มันเป็นเพียงแค่การเลือกเดินบนเส้นทางที่ต่างกัน และทำให้ทั้งคู่แยกจากกันโดยธรรมชาติ
โจวรุ่ยมองอวี่สวี่ปัวด้วยสายตาซาบซึ้ง แม้เขาจะขัดจังหวะ “แผนดีๆ” ของตัวเอง แต่อวี่สวี่ปัวก็ช่วยเขาไว้ได้จริงๆ โจวรุ่ยยื่นหมัดไปกระทบไหล่เขาเบาๆ พร้อมพูดว่า
“วันนี้ขอบใจมาก”
อวี่สวี่ปัวดูไม่ค่อยชินกับการขอบคุณแบบจริงจัง เด็กผู้ชายวัยรุ่นไม่ค่อยพูดขอบคุณกันแบบนี้ เขาคิดในใจว่าโจวรุ่ยเปลี่ยนไปมากจริงๆ
“กัวเซิ่งช่วงนี้มันดูแปลกๆ ฉันสังเกตว่ามันชอบมองนายตอนพัก แถมยังกล้าพาอันธพาลมาขวางทางนายอีก ไม่คิดว่าจะกล้าขนาดนี้”
โจวรุ่ยไม่ได้พูดอะไร เขารู้ว่ากัวเซิ่งมาขวางเขาจริง แต่เรื่องการพยายามปล้นโทรศัพท์นั้นเป็นเพราะเขาตั้งใจให้เกิดขึ้น ถึงสุดท้ายจะถูกขัดจังหวะก็เถอะ
“ถือว่ากัวเซิ่งโชคดีแล้วกันที่วันนี้โดนแค่สั่งสอน”
โจวรุ่ยนึกถึงสภาพครอบครัวของอวี่สวี่ปัว ก่อนจะถาม
“กินข้าวรึยัง? ไปเถอะ เดี๋ยวฉันเลี้ยงข้าวเย็นเอง”
อวี่สวี่ปัวอ้าปากเหมือนจะปฏิเสธ แต่สุดท้ายก็ยอมเดินตามมา
เขาเกิดในครอบครัวชนชั้นแรงงาน มีพ่อที่ติดเหล้าเป็นหลัก บ้านที่เขากลับไปมักไม่มีอาหารเหลือไว้สำหรับเขา
โจวรุ่ยเองก็ไม่ได้มีเงินมากมาย ทั้งสองจึงเลือกนั่งที่ร้านเกี๊ยวในซอย โจวรุ่ยสั่งเกี๊ยวสองชาม
พื้นร้านมันเยิ้มจากน้ำมัน คนงานที่ดูเหนื่อยล้าจากการทำงานแวะมากินข้าวเย็น ส่วนเจ้าของร้านก็ห่อเกี๊ยวเล็กๆ อย่างคล่องแคล่ว
ที่นี่อาจไม่มีอาหารรสเลิศ แต่บรรยากาศอบอุ่นของผู้คนในซอยนั้นมีอยู่เสมอ
โจวรุ่ยไม่คิดจะกินมากนัก เพราะรู้ว่ายังมีมื้อเย็นรออยู่ที่บ้าน เขาสั่งเกี๊ยวชิ้นใหญ่ให้อวี่สวี่ปัว ส่วนตัวเองสั่งเกี๊ยวที่เกือบทั้งชามมีแต่แป้ง
ขณะเช็ดโต๊ะ เขาเอ่ยถามขึ้น
“ลุงอวี่สบายดีไหม?”
ในช่วงม.4 และม.5 โจวรุ่ยเคยไปบ้านอวี่สวี่ปัวบ้าง และยังจำภาพของพ่อเขาที่ดูเหมือนเมาอยู่ตลอดเวลาได้เป็นอย่างดี
อวี่สวี่ปัวเม้มปาก ก่อนตอบเบาๆ
“โดนจับข้อหาเมาแล้วก่อเรื่อง ตอนนี้โดนควบคุมตัวอยู่ ยังไม่ออกมาเลย”
มือของโจวรุ่ยหยุดชะงักไปครู่หนึ่ง
ก่อนชีวิตจะย้อนกลับมา เขาไม่เคยติดต่อกับอวี่สวี่ปัวอีกหลังจากสอบเข้ามหาวิทยาลัย และรู้มาว่าอีกฝ่ายไม่ได้สอบติดแม้แต่มหาวิทยาลัยเอกชน เขาเลือกอยู่ที่เมืองชิงเหอ และไม่เคยปรากฏตัวในงานเลี้ยงรุ่นอีกเลย
จากคำบอกเล่า ดูเหมือนอวี่สวี่ปัวจะก่อปัญหาอะไรบางอย่างจนต้องเข้าไปอยู่ในเรือนจำ
เมื่อเกี๊ยวถูกนำมาเสิร์ฟ โจวรุ่ยถามขึ้นด้วยน้ำเสียงสงบ
“เหลืออีก 40 วันจะสอบเข้ามหาวิทยาลัยแล้ว นายคิดจะทำอะไรต่อ?”
อวี่สวี่ปัวที่กำลังเติมน้ำส้มสายชูในเกี๊ยวหยุดชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะก้มหน้าเทน้ำส้มสายชูต่อ
“มีเพื่อนคนหนึ่งเปิดร้านล้างรถกับซ่อมรถอยู่แถวถนนเจี้ยนกั๋ว เขาบอกให้ฉันไปช่วยหลังจบมัธยมปลาย คงได้เรียนรู้ฝีมือบ้าง”
โจวรุ่ยคนเกี๊ยวเล็กๆ ในชามไปมา
“เพื่อนที่ว่านี่...เป็นพวกเดียวกับกลุ่มนั้นใช่ไหม?”
อวี่สวี่ปัวลังเลเล็กน้อย แต่สุดท้ายก็พยักหน้า แล้วรีบตักเกี๊ยวเข้าปาก กินอย่างรวดเร็วทั้งที่มันยังร้อน
โจวรุ่ยมองเขากินอย่างเร่งรีบ ก่อนจะจิบซุปเกี๊ยวของตัวเองเงียบๆ
อวี่สวี่ปัวไม่ใช่คนโง่ เขาเป็นคนฉลาดและรู้ตัวเองดี
เขารู้ว่าการพลาดโอกาสสอบเข้ามหาวิทยาลัยจะทำให้อนาคตลำบาก
เขารู้ว่าการไปช่วยเพื่อนที่ร้านซ่อมรถไม่ใช่ทางออกที่ดีนัก
แต่เขาก็ยังเลือกสิ่งนั้น เพราะครอบครัวทำให้เขาขาดโอกาสและสิ่งแวดล้อมที่ดี
โจวรุ่ยรู้ดีว่าอวี่สวี่ปัวไม่ได้เรียนไม่ได้ แต่เขาขาดโอกาสมากกว่า
ทั้งคู่กินเงียบๆ จนเกี๊ยวหมดชาม โจวรุ่ยแนะนำ
“นายลองไปเมืองใหญ่ดูไหม? ทำงานพวกนายหน้าอสังหาฯ หรือเซลล์ พวกนี้ไม่ค่อยดูวุฒิการศึกษาหรอก อย่างน้อยก็ยังดีกว่าไปอยู่กับพวกนั้น ถ้าสอบเข้ามหาวิทยาลัยเอกชนได้ก็ยิ่งดี”
อวี่สวี่ปัวขมวดคิ้วแน่น กินเกี๊ยวหมดชามอย่างรวดเร็ว เช็ดปากแล้วลุกขึ้นพูดว่า
“ฉันไปล่ะ บาย”
โจวรุ่ยไม่พูดอะไรต่อ เพียงแค่ยิ้ม
“เดินทางปลอดภัยนะ”
(จบตอน)