- หน้าแรก
- สอบไม่ติดมหาลัยก็เลยเข้าวงการบันเทิงไปเป็นซูเปอร์สตาร์
- บทที่ 350 ราคาผลงาน
บทที่ 350 ราคาผลงาน
บทที่ 350 ราคาผลงาน
หลี่เจิงรู้สึกร้องไห้ไม่ออกหัวเราะไม่ได้ "หลัวอวี่เซิงกำลังเป็นคนเนื้อหอม คุณหมายความว่าผมกำลังตกยุคงั้นเหรอ"
ต้องรู้ไว้นะว่า สิ่งที่คนในวงการเรียกว่าพายุลูกที่สามแห่งตลาดแผ่นเสียงนับตั้งแต่เกิดการเปลี่ยนแปลงทิศทางลม พายุเป้ยข่า ก่อนหน้านี้สองลูก ล้วนเป็นพายุฮว๋าชั่นทั้งนั้น
และคนที่เป็นจุดเริ่มต้นของพายุฮว๋าชั่นทั้งสองลูกนั้น ก็คือเขา หลี่เจิง!
พายุฮว๋าชั่นลูกที่สอง ตอนนี้เพิ่งจะผ่านจุดพีกสุดมาหมาดๆ ยังอยู่ในช่วงรุนแรงดุดัน สัปดาห์ก่อนในสิบอันดับแรกของตารางยอดขาย นักร้องจากฮว๋าชั่นยังครองไปได้ถึงสี่อันดับ อาเต๋อยังรั้งแชมป์ นั่งกดสองศิลปินจากเป้ยข่าเอาไว้อยู่เลย
แน่นอนว่า ในใจเขาก็เข้าใจดีว่าเฉียวลี่ไม่ได้หมายความว่าเขาตกยุค แต่หมายความว่าเขาไม่ได้โด่งดังถึงขีดสุดเหมือนเมื่อก่อนแล้ว!
เหตุผลก็ง่ายมาก ก่อนที่กระแสการทุ่มงบมหาศาลจะเกิดขึ้นในวงการ อัลบั้มระดับสี่แพลทินัมของหนิงหลาน เหอจิ้งอวิ๋น และสวี่เฉี่ยวหลิง ล้วนเป็นเหมือนนกกระเรียนในฝูงไก่ เป็นเหมือนการยืนอยู่บนยอดเขามองเห็นภูเขาลูกอื่นเล็กจ้อย
แต่มาตอนนี้ อัลบั้มแต่ละชุดของนักร้องสังกัดฮว๋าชั่น ถึงแม้ผลงานจะดีมาก แต่ก็ไม่ใช่สิ่งที่เกินเอื้อมอีกต่อไป การปรากฏตัวของคู่แข่งที่สูสีกัน ทำให้รัศมีบนหัวของหลี่เจิงไม่ได้เปล่งประกายเจิดจ้าบาดตาเหมือนเมื่อก่อนอีกแล้ว
นี่ก็ตรงกับที่เซวียปิงพูดเมื่อคืน ในใจของนักร้องสังกัดฮว๋าชั่น เขา หลี่เจิง ยังคงเป็นคนที่พวกเขาชื่นชม แต่ไม่ใช่คนที่พวกเขากราบไหว้บูชาอย่างสุดซึ้งอีกต่อไป เขาคือมนุษย์ ไม่ใช่เทพเจ้าเหมือนในอดีต!
"จงใจกวนประสาทกันใช่ไหมเนี่ย"
เฉียวลี่ถลึงตาใส่ "แล้วตอนนี้จะเอายังไง"
"อะไรจะเอายังไงล่ะครับ"
"ฝั่งม่อเฟยให้เพลงละสี่แสน ฝั่งเหอจิ้งอวิ๋นให้สามเพลงล้านนึง นี่คือราคาสูงสุดสำหรับการเจรจางานแบบคุยเรื่องงานล้วนๆ แล้วนะ"
เฉียวลี่ผายมือสองข้าง ความหมายก็คือ ถ้าอยากได้สูงกว่านี้ ก็ต้องพึ่งพาความสัมพันธ์ส่วนตัวแล้วล่ะ
หลี่เจิงร้องอืม "ทางฝั่งเหอจิ้งอวิ๋นปล่อยให้รอก่อนเถอะครับ"
"รอ จะให้รอถึงเมื่อไหร่ล่ะ อัลบั้มของเธอตั้งโปรเจกต์ไปแล้วนะ"
"ผมรู้ อัลบั้มเธอจะวางแผงสิ้นเดือนตุลาคม ปล่อยให้รอไปสักครึ่งเดือนยังทันสบายๆ"
เฉียวลี่ชะงักไป ก่อนจะยิ้มขื่น "นายตั้งใจสร้างความลำบากให้เธอนะเนี่ย"
หลี่เจิงส่ายหน้า "คุณเป็นคนบอกเองไม่ใช่เหรอว่า ฮว๋าเก๋อระบุงบประมาณสำหรับอัลบั้มของเธอมาชัดเจนแล้ว งบรวมเพลง มีแค่หนึ่งล้าน ถ้าตอนนี้ผมยอมถอย ก็เท่ากับว่าผมยอมให้ฮว๋าเก๋อได้ประโยชน์ไปฟรีๆ แต่ถ้าผมไม่ยอมถอย ก็เท่ากับบังคับให้เธอต้องควักกระเป๋าจ่ายเอง ... "
เขาหยุดไปนิดหนึ่ง หรี่ตาลง "แต่ผลลัพธ์ที่ผมต้องการก็คือ สามเพลงสองล้าน หรือไม่ก็แบ่งเปอร์เซ็นต์หกเปอร์เซ็นต์ และทางฮว๋าเก๋อต้องเป็นคนรับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมด"
เมื่อเห็นสีหน้าราบเรียบของหลี่เจิง เฉียวลี่อยากจะถามเหลือเกินว่านายเอาความมั่นใจมาจากไหน แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ถามออกไป เธอพยักหน้าเล็กน้อยและตอบว่า "โอเค งั้นก็ปล่อยให้รอก่อน ฉันจะติดต่อฟางฉยงต่อไป เพื่อเร่งให้เธอไปคุยกับทางบริษัท"
ส่วนเรื่องของม่อเฟย เฉียวลี่ไม่ได้ถาม และหลี่เจิงก็ไม่ได้พูดถึง ท่าทีของเขามันชัดเจนอยู่แล้ว
เฉียวลี่เปลี่ยนหัวข้อสนทนา "โฆษณาเหน่าเหอจิงออนไลน์เมื่อวาน นายเห็นหรือยัง"
หลี่เจิงตอบรับ "เห็นตอนกินมื้อค่ำเมื่อคืนนี้แล้วครับ ผลตอบรับดีทีเดียว"
เฉียวลี่มองค้อน ผลตอบรับมันไม่ได้ขึ้นอยู่กับคำพูดของนายสักหน่อย แต่ตลาดต่างหากที่เป็นตัวตัดสิน
"หวังว่ายอดขายจะแปรผันตามความมั่นใจของนายนะ ตามที่ประธานอู๋จากบริษัทเหน่าเหอจิงบอก ช่วงวันชาติน่าจะรู้ผลแล้ว ช่วงก่อนวันชาตินี้ โฆษณาจะถูกทุ่มโปรโมตอย่างหนัก"
หลี่เจิงพยักหน้าเห็นด้วยกับคำพูดนี้
คุยกันอีกสองสามประโยค หลี่เจิงก็ออกจากห้องทำงาน ไปซ้อมร้องเพลงที่ห้องซ้อมหนึ่งชั่วโมง แล้วก็ไปที่ห้องลองฟังเพื่อฟังเพลงอีกหนึ่งชั่วโมง
เห็นว่าใกล้จะสิบเอ็ดโมงครึ่งแล้ว หลี่เจิงก็เดินทอดน่องไปกินมื้อเที่ยงที่โรงอาหาร ระหว่างทางบังเอิญเจอถานกวงเยว่ ก่วนอิง และผู้ช่วยหวังฟางเพิ่งออกมาจากห้องอัดเสียงพอดี ก็เลยเดินไปพร้อมกัน
กดข้าวและกับข้าวเสร็จ ทั้งสี่คนก็มานั่งล้อมโต๊ะตัวหนึ่งในโถงโรงอาหาร
"ฉันกำลังมีเรื่องอยากจะคุยกับนายพอดีเลย"
ก่วนอิงเงยหน้ามองหลี่เจิงแล้วพูดขึ้น "อัลบั้มของกวงเยว่ตั้งโปรเจกต์มาสักพักแล้ว เพลงที่ไม่ใช่เพลงโปรโมตก็รวบรวมได้เกือบครบแล้ว ตอนนี้กำลังอัดไกด์อยู่ ขาดก็แต่เพลงโปรโมตหลักนี่แหละ"
หลี่เจิงร้องอ้อ มองถานกวงเยว่แล้วยิ้มถาม "แล้วอยากให้ผมแต่งให้เพลงนึง หรือสองเพลงล่ะครับ"
ถานกวงเยว่ตอบเสียงอู้อี้ "แน่นอนว่าต้องสองเพลงอยู่แล้ว แต่ว่า ... "
พูดพลางมองก่วนอิงด้วยสีหน้าลำบากใจ ก่วนอิงเลยรับช่วงพูดต่อ "ฉันคุยกับประธานจ้าวแล้ว ประธานจ้าวเสนอราคาผลงานของนายไว้ที่ หนึ่งเพลงสามเปอร์เซ็นต์ สองเพลงห้าเปอร์เซ็นต์ ... "
เสียงหยุดลง เธอใช้สายตาเป็นคำถามจ้องมองหลี่เจิง เมื่อเห็นหลี่เจิงพยักหน้ายืนยัน ก่วนอิงก็ยิ้มเจื่อนๆ และพูดอย่างระมัดระวัง "หลี่เจิง ฉันรู้ว่านายยอมแต่งเพลงให้อัลบั้มของกวงเยว่เพราะเห็นแก่ความเป็นเพื่อน แต่ว่าค่าทำอัลบั้มบริษัทเป็นคนจ่าย เพราะฉะนั้นตอนที่ฉันคุยเรื่องราคากับประธานจ้าว ฉันก็เลยคุยแบบเรื่องงานล้วนๆ ไม่ได้เอาเรื่องความสัมพันธ์ส่วนตัวเข้ามาเกี่ยวเลย"
หลี่เจิงเข้าใจความหมาย จึงพยักหน้า "เรื่องนี้ผมเห็นด้วยร้อยเปอร์เซ็นต์ครับ"
ก่วนอิงก็พยักหน้าเช่นกัน เผยสีหน้าขอบคุณที่เข้าใจ "งบทำอัลบั้มของกวงเยว่ บริษัทอนุมัติมาหนึ่งล้านบาทถ้วน ไม่ขาดไม่เกิน ในจำนวนนี้ งบสำหรับรวบรวมเพลงอยู่ที่สามสิบเปอร์เซ็นต์ ก็คือสามแสน ... "
เธอหยุดไปชั่วครู่ "ฉันรู้ว่าผลงานของนายมันมีค่ามากกว่านั้น ฉันก็ไปคุยเรื่องนี้กับผู้อำนวยการมาแล้ว สุดท้าย ผู้อำนวยการให้ราคาฐานมาว่า สามแสนต่อเพลง หรือถ้าสองเพลงก็คิดเป็นส่วนแบ่งเปอร์เซ็นต์ที่สามเปอร์เซ็นต์ เท่ากับอัลบั้มชุดก่อน"
"แต่ประธานจ้าวกลับยืนยันที่ห้าเปอร์เซ็นต์ ฉันเคยขอให้ประธานจ้าวช่วยไปคุยกับเบื้องบนให้หน่อย แต่ประธานจ้าวบอกว่าเรื่องนี้เธอไม่สะดวกออกหน้า"
หลี่เจิงฟังแล้วก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย วิธีการของเฉียวลี่ไม่มีอะไรผิด ห้าเปอร์เซ็นต์คือตัวเลขที่ลดให้ไม่ได้ และในฐานะผู้จัดการส่วนตัวของหลี่เจิง เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของหลี่เจิงโดยตรง การที่เธอจะใช้สถานะซ้อนทับไปช่วยถานกวงเยว่เจรจาต่อรอง มันก็ดูไม่ค่อยเหมาะจริงๆ
ปัญหาอยู่ที่เก่อกวางฉียอมให้แค่เพลงละสามแสน หรือไม่ก็สองเพลงสามเปอร์เซ็นต์ ซึ่งเห็นได้ชัดว่าเป็นการกดราคาผลงานของหลี่เจิง
การทำแบบนี้ถือว่าผิดธรรมเนียมปฏิบัติในวงการ
ราคาผลงานของนักแต่งเพลงมันมีมาตรฐานอ้างอิงอยู่ ถ้าเขาให้ ส่วนลด กับถานกวงเยว่ ก็เท่ากับเป็นการลดค่าตัวของตัวเอง!
ก่วนอิงมองทะลุความคิดของหลี่เจิง เธอจึงพูดต่อ "การใช้อัลบั้มของกวงเยว่กับผลงานของนาย ผู้อำนวยการเขาสนับสนุนเต็มที่นะ ที่เขากดเปอร์เซ็นต์ไว้ที่สามเปอร์เซ็นต์ เพราะนี่คือมาตรฐานของนักแต่งเพลงระดับตัวท็อปในวงการ ส่วนราคาเพลงละสามแสน ก็อ้างอิงมาจากหลัวอวี่เซิงน่ะ"
กลัวหลี่เจิงจะเข้าใจผิด เธอรีบอธิบายต่อ "ช่วงนี้วงการดนตรีในประเทศกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านยุคสมัย ราคาของนักแต่งเพลงก็เลยขึ้นๆ ลงๆ ค่อนข้างเยอะ เท่าที่ฉันรู้ พวกนักแต่งเพลงระดับตัวท็อปที่มีเพลงฮิตส่วนใหญ่เป็นเพลงช้า ตอนนี้เพลงช้าความนิยมลดลงอย่างเห็นได้ชัด ราคาผลงานของพวกเขาก็เลยตกมาอยู่ที่ประมาณสองแสนบาท ต่ำสุดที่เคยเห็นก็ประมาณแสนห้า"
"ในทางกลับกัน ช่วงหลังมานี้มีนักแต่งเพลงระดับกลางและระดับเล็กหลายคน ที่เพลงของพวกเขาได้เป็นเพลงโปรโมตหลักในอัลบั้ม แล้วทำผลงานได้ดี ค่าตัวของพวกเขาก็เลยพุ่งปรี๊ด
"อย่างเช่น คนแต่งเพลงโปรโมตหลักให้ซันไชน์บอย ตี๋หลง เขาเป็นแค่นักแต่งเพลงระดับเล็ก แต่ตอนนี้ราคาผลงานเขาพุ่งไปถึงแสนนึงแล้ว หรืออย่างคนแต่งเพลงโปรโมตหลักให้วงเคเอ็มจี เฟ่ยซือหยวน เขาเป็นนักแต่งเพลงระดับกลางที่เมื่อก่อนอยู่รั้งท้ายในกลุ่มระดับกลาง แต่ตอนนี้ราคาผลงานเขากระโดดขึ้นมาถึงแสนห้าแล้ว"
"และตอนนี้ นักแต่งเพลงสองคนที่มีค่าตัวแพงที่สุดในวงการ ก็คือคุณกับหลัวอวี่เซิง เขายกให้พวกคุณเป็น หลี่เจิงแดนใต้ อวี่เซิงแดนเหนือ ราคาผลงานของหลัวอวี่เซิงอยู่ที่สามแสน เพราะงั้นราคาผลงานของคุณก็เลย ... "
เธอไม่ได้พูดต่อ แต่ความหมายก็ชัดเจนแล้วว่า ราคาผลงานของหลี่เจิงถูกตั้งไว้โดยอ้างอิงจากหลัวอวี่เซิง