- หน้าแรก
- สอบไม่ติดมหาลัยก็เลยเข้าวงการบันเทิงไปเป็นซูเปอร์สตาร์
- บทที่ 210 ตัดสินกันสัปดาห์นี้
บทที่ 210 ตัดสินกันสัปดาห์นี้
บทที่ 210 ตัดสินกันสัปดาห์นี้
ถ้าเห็นฉันเป็นเพื่อน ก็อย่าปฏิเสธเลยนะ ประโยคนี้หลี่เจิงเป็นคนพูดตอนที่ยัดเงินสามพันหยวนใส่มือซูถิงก่อนช่วงหยุดยาววันชาติ แต่ตอนนี้ซูถิงกลับเอาประโยคเดียวกันนี้มาใช้ย้อนใส่เขาซะงั้น
เขารีบคิดคำนวณในใจอย่างรวดเร็ว ตั้งแต่ซูถิงมาเป็นผู้ช่วยให้เขา เธอมีรายได้ก้อนใหญ่เข้ามาสองรอบ ก้อนแรกคือส่วนแบ่งยอดขายซิงเกิลของเขาตอนครบสามเดือน ส่วนก้อนที่สองคือส่วนแบ่งยอดขายอัลบั้มของเขาตอนครบหนึ่งเดือน ถ้ารวมกับโบนัสจากบริษัทและเบี้ยเลี้ยงช่วงโปรโมตอัลบั้มเข้าไปด้วย เบ็ดเสร็จก็น่าจะตกอยู่ราวๆ แสนสามหมื่นหยวน
นอกจากนี้ เงินเดือนพื้นฐานของซูถิงก็ถูกปรับขึ้นเป็นหนึ่งพันห้าร้อยหยวนแล้ว และจากงานประกาศรางวัลของสองชาร์ตใหญ่ ที่หลี่เจิงกวาดมาได้ถึงแปดรางวัล ซูถิงก็ได้รับโบนัสประจำปีพิเศษอีกก้อนหนึ่งด้วย แม้หลี่เจิงจะไม่เคยถามว่าได้เท่าไหร่ แต่จากการได้ยินคนในบริษัทคุยกัน ก็น่าจะตกอยู่ราวๆ สามสี่หมื่นหยวน
พอเอาทุกอย่างมารวมกันจิปาถะ ก็คงตกอยู่ราวๆ แสนเจ็ดหมื่นถึงแสนแปดหมื่นหยวน แต่เงินในบัตรใบนี้กลับมีถึงหนึ่งแสนหกหมื่นหยวน ไม่ต้องเดาก็รู้เลยว่านี่มันเงินเก็บทั้งชีวิตของซูถิงชัดๆ!
หลี่เจิงมีท่าทีลังเล ในจังหวะนั้นเอง จู่ๆ ซูถิงก็เหมือนนึกอะไรขึ้นมาได้ เธอล้วงมืออีกข้างเข้าไปในกระเป๋าเสื้อ แล้วหยิบกระดาษแผ่นหนึ่งที่พับทบกันไว้ออกมา
"นี่คืออะไร" หลี่เจิงรับกระดาษแผ่นนั้นมาด้วยความสงสัย เขาคลี่ออกดูและกวาดสายตาอ่านอย่างรวดเร็ว สีหน้าของเขาแปรเปลี่ยนเป็นความตกตะลึงในทันที ผ่านไปครู่หนึ่ง เขาก็เงยหน้าขึ้นสบตากับแววตาอันมุ่งมั่นของซูถิง เขาอยากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่สุดท้ายก็เลือกที่จะพยักหน้ารับเงียบๆ
หลี่เจิงพับกระดาษเก็บใส่กระเป๋า จังหวะที่เขายื่นมือไปรับบัตรเอทีเอ็มมานั้น ใบหน้าเล็กๆ ของซูถิงที่เคยตึงเครียดก็ผ่อนคลายลง ประกายความดีใจฉายชัดอยู่ในดวงตาของเธอ
หลี่เจิงเห็นทุกอย่าง เขาส่ายหน้ายิ้มๆ แกว่งบัตรเอทีเอ็มไปมาเพื่อเป็นเชิงสัญลักษณ์ "ถือซะว่านี่เป็นการลงทุนของเธอก็แล้วกันนะ"
"ตกลงค่ะ" ซูถิงรับคำเสียงใส จากนั้นทั้งสองคนก็ออกจากห้องพัก มุ่งหน้าไปยังโรงยิม
นับจนถึงวันพฤหัสบดี การแนะนำเพลงใหม่บนชาร์ตทั้งสองใหญ่เดินทางมาถึงรอบที่ห้า เพลงโปรโมตหลักเพลงแรกและเพลงที่สองในอัลบั้มของซูเจินสามารถผ่านเข้ารอบมาได้ ส่วนอีกสองเพลงที่เหลือตกเป็นของเพลงโปรโมตหลักเพลงแรกในอัลบั้มของหลิวฮุ่ยอิ่ง และเพลงโปรโมตหลักเพลงแรกในอัลบั้มของหวังเยี่ยนเฟิน
ส่วนในรอบที่สี่ก่อนหน้านี้ เพลงโปรโมตหลักเพลงแรกและเพลงที่สองของสามนักร้องหญิงระดับหนึ่ง ต่างก็พาเหรดผ่านเข้ารอบมาได้อย่างครบถ้วน
ประเด็นร้อนแรงในหน้าสื่อจึงหวนกลับมาโฟกัสที่การฟาดฟันของเหล่าทวยเทพอีกครั้ง
เช้าวันศุกร์
ค่ายเพลงนีซั่วออกมาประกาศข่าวใหญ่ว่า คอนเสิร์ตทัวร์ทั่วประเทศของหลิวหมิงเลี่ยง จะเริ่มเปิดฉากขึ้นในช่วงต้นเดือนพฤษภาคม และจะลากยาวไปถึงสี่เดือนครึ่ง ประเดิมเวทีแรกที่สนามกีฬาคนงานในกรุงปักกิ่ง และปิดท้ายทัวร์อย่างยิ่งใหญ่ที่สนามกีฬาความจุหกหมื่นที่นั่งในนครเซี่ยงไฮ้ โดยจะตระเวนเปิดการแสดงไปตามเมืองต่างๆ ถึงสิบแปดแห่ง รวมทั้งสิ้น 31 รอบการแสดง!
นอกจากนี้ ผู้กำกับชื่อดัง หวังหงกัง ยังได้เชิญให้ม่อเฟยไปร้องเพลงประกอบภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์เรื่อง นครเกียรติยศอีกด้วย
หวังหงกังคือนักสร้างหนังระดับแนวหน้าของประเทศ ผู้ซึ่งได้รับฉายาว่าเป็น 'ซือเหวยเก๋อแห่งแดนตะวันออก' ส่วนภาพยนตร์ นครเกียรติยศ นั้นใช้ทุนสร้างสูงถึงสองร้อยล้านหยวน รั้งตำแหน่งภาพยนตร์ในประเทศที่ใช้ทุนสร้างสูงสุดเป็นอันดับสองในประวัติศาสตร์
ซือเหวยเก๋อคือนักสร้างหนังระดับตำนานของยาฮาวูด ซึ่งยาฮาวูดในโลกตี้ซิงนี้ก็เปรียบได้กับฮอลลีวูดบนโลกเดิม ส่วนซือเหวยเก๋อก็คือสปีลเบิร์กนั่นเอง
คาดว่าภาพยนตร์เรื่องนี้จะลงโรงฉายในช่วงซัมเมอร์นี้ หรือประมาณเดือนกรกฎาคม
สำหรับชาร์ตแนะนำเพลงใหม่ รอบเที่ยงของชาร์ตเฟิงอวิ๋นในรอบที่หก เพลงที่ฝ่าด่านมาได้คือเพลงโปรโมตหลักเพลงแรกของซูเจิน และเพลงโปรโมตหลักเพลงแรกของหลิวฮุ่ยอิ่ง
ส่วนช่วงบ่าย ชาร์ตเพลงทองคำในรอบที่หก เพลงที่เข้ารอบมาได้คือเพลงโปรโมตหลักเพลงแรกของซูเจิน และเพลงโปรโมตหลักเพลงแรกของหวังเยี่ยนเฟิน
การห้ำหั่นกันของสามนักร้องหญิงระดับหนึ่งทวีความดุเดือดขึ้นเรื่อยๆ
คืนนั้น ในรอบรองชนะเลิศการประกวดร้องเพลงเยาวชนของสามมณฑลและหนึ่งเทศบาลนคร ซึ่งถ่ายทอดสดทางสถานีโทรทัศน์ปักกิ่ง ซูเจินได้รับเชิญไปเป็นกรรมการรับเชิญ และได้ขึ้นโชว์ร้องเพลงโปรโมตหลักเพลงแรกจากอัลบั้มของเธอแบบสดๆ สร้างปรากฏการณ์ให้แฟนเพลงหลายร้อยคนในฮอลล์ร้องตามกันกระหึ่ม
ในขณะเดียวกัน หนิงหลานก็ไปปรากฏตัวในรายการวาไรตี้โชว์ของสถานีโทรทัศน์กว่างโจว เธอสะกดคนดูด้วยการร้องเพลง 'อย่างน้อยยังมีเธอ' แบบสดๆ ทันทีที่เสียงเพลงสิ้นสุดลง กล้องก็แพนไปจับภาพผู้ชมในสตูดิโอ เผยให้เห็นแฟนเพลงหญิงหลายคนถึงกับน้ำตาคลอเบ้า
ส่วนเหอจิ้งอวิ๋นก็บินไปไต้หวันอีกครั้ง เพื่อไปออกรายการวาไรตี้ที่มีชื่อว่า โจวม่อซิ่วช่างและสร้างเซอร์ไพรส์ด้วยการร้องเพลงรวดเดียวถึงสองเพลง คือเพลงโปรโมตที่สอง 'ฟ้าหากมีรัก' และเพลงโปรโมตที่สาม 'เรื่องเล็กในเมืองใหญ่'
โจวม่อซิ่วช่าง หรือ โชว์สุดสัปดาห์ ครองเรตติ้งอันดับสองของรายการวาไรตี้โชว์ในไต้หวัน เป็นรองเพียงแค่รายการ อู๋ตี๋ซิ่วหรือ โชว์ไร้เทียมทาน เท่านั้น
ทว่าในค่ำคืนนี้ เรตติ้งของรายการโจวม่อซิ่วช่าง กลับพุ่งแซงหน้ารายการอู๋ตี๋ซิ่วของสัปดาห์ที่แล้วไปได้อย่างงดงาม
เที่ยงวันเสาร์ ชาร์ตเฟิงอวิ๋นรอบที่เจ็ด เพลงโปรโมตหลักเพลงแรกของหลิวฮุ่ยอิ่งยังคงยึดพื้นที่ไว้ได้
ส่วนช่วงบ่าย ชาร์ตเพลงทองคำรอบที่เจ็ด เพลงโปรโมตหลักเพลงแรกของซูเจินก็ยังไม่ยอมน้อยหน้า
เหตุการณ์นี้ช่างคล้ายคลึงกับสถานการณ์เมื่อสัปดาห์ก่อนหน้านี้ ที่หนิงหลานกับเหอจิ้งอวิ๋นต่างก็แบ่งพื้นที่ชาร์ตแนะนำเพลงใหม่กันไปคนละชาร์ตอย่างสูสี และในสัปดาห์นี้ สถานการณ์ที่ทั้งสองชาร์ตถูกยึดครองไปคนละชาร์ตอย่างไม่ลดละก็เกิดขึ้นอีกครั้ง
ช่วงเย็นวันนั้น หนังสือพิมพ์บันเทิงหวนซิงได้พาดหัวข่าวหน้าหนึ่ง ประกาศกร้าวว่าสัปดาห์นี้คือสัปดาห์แห่งการตัดสินชี้ชะตาของศึกทวยเทพประชันกันในเดือนมีนาคม
พอถึงวันอาทิตย์ สื่อบันเทิงสำนักอื่นๆ ต่างก็หยิบยกประเด็นจากหนังสือพิมพ์บันเทิงหวนซิงมาตีแผ่และขยายความกันอย่างคึกคัก
อัลบั้มของม่อเฟยจะสามารถทะลุเป้าทำยอดขายถึงระดับมาตรฐานสามแพลทินัมได้หรือไม่ ตัดสินกันสัปดาห์นี้
หนิงหลานจะสามารถผงาดขึ้นเป็นราชินีเพลงได้สำเร็จหรือไม่ ตัดสินกันสัปดาห์นี้
เหอจิ้งอวิ๋นจะทำลายสถิติยอดขายซิงเกิลอัลบั้มภาษากวางตุ้งได้หรือไม่ ตัดสินกันสัปดาห์นี้
จ้าวหย่งคังจะสามารถรักษามงกุฎว่าที่ราชาเพลงไว้ได้อย่างมั่นคงหรือไม่ ตัดสินกันสัปดาห์นี้
หลิวฮุ่ยอิ่ง ซูเจิน และหวังเยี่ยนเฟิน สามสาวจะสามารถพลิกสถานการณ์กลับมาผงาดได้อีกครั้งหรือไม่ ก็ตัดสินกันสัปดาห์นี้เช่นกัน!
เที่ยงวันอาทิตย์
หลี่เจิงนัดเจอเซวียปิง เจ้าอ้วน และเสิ่นก้วนชาง ทั้งสามคนอุตส่าห์วุ่นวายมาหลายวัน ในที่สุดก็นำตลับเทปที่อัดเสียงนักร้องมาส่งให้หลี่เจิง พร้อมกับแนบประวัติคร่าวๆ ของนักร้องแต่ละคนมาด้วย ทั้งชื่อ บาร์ที่ร้องประจำ และช่วงเวลาที่ขึ้นโชว์
ตลอดบ่ายวันนั้น หลี่เจิงขลุกตัวอยู่ในห้องพักส่วนตัวกับซูถิง นั่งฟังเทปแต่ละม้วนจนจบ
"เป็นไงบ้าง" พอฟังจบ หลี่เจิงก็หันไปถามซูถิง ซึ่งเธอก็ให้คำนิยามสั้นๆ ว่า "มีทั้งดีและแย่ปะปนกันไป"
หลี่เจิงพยักหน้าเห็นด้วย เขารับกระดาษจากซูถิงมาดู รายชื่อบนนั้นคือคนที่ซูถิงคิดว่าทักษะการร้องอยู่ในเกณฑ์ใช้ได้
หลี่เจิงเองก็จดรายชื่อไว้แผ่นหนึ่งเหมือนกัน พอเอามาเทียบกันดู ก็พบว่ามีรายชื่อที่ตรงกันอยู่สามคน หลังจากลังเลอยู่ครู่หนึ่ง เขาก็วงชื่อเพิ่มไปอีกสองคน
"รวมทั้งหมดเป็นห้าคน มีระบุเวลาขึ้นโชว์ไว้หมดแล้ว คืนนี้เราลองไปตระเวนดูตามบาร์พวกนี้กันดีกว่า ถ้าเจอตัวเป็นๆ ก็อาจจะได้ลองคุยกันดู"
ซูถิงไม่ได้ขัดข้องอะไร เธอพยักหน้ารับคำ
สามทุ่มสิบห้านาที
หลี่เจิงกับซูถิงเดินทางมาถึงบาร์เมิ่งตู้ หลี่เจิงสั่งเบียร์หนึ่งขวดให้ตัวเอง และสั่งค็อกเทลให้ซูถิงแก้วหนึ่ง ก่อนจะไปหาที่นั่งตรงโซนเก้าอี้เดี่ยว
สามทุ่มครึ่ง นักร้องชายคนหนึ่งก็ก้าวขึ้นมาบนเวที เขามีรูปร่างสูงโปร่ง หน้าตาไม่ได้โดดเด่นอะไรมากนัก แต่ผมที่ไว้ยาวระต้นคอกลับเสริมให้เขาดูมีกลิ่นอายความเป็นศิลปินอยู่ไม่น้อย
ดูเหมือนเขาจะเป็นนักร้องประจำของที่นี่ เพราะมีแฟนคลับขาประจำนั่งฟังอยู่ไม่น้อย ยังไม่ทันจะเริ่มร้อง เสียงโห่ร้องต้อนรับและเสียงปรบมือก็ดังก้องขึ้นมาจากด้านล่างเวทีแล้ว
เขาเริ่มต้นด้วยการดีดกีตาร์ร้องเพลง 'อนาคต' ซึ่งเป็นเพลงเก่าช่วงต้นยุคเก้าสิบ ท่วงทำนองออกจะราบเรียบไปสักหน่อย จากนั้นเขาก็ปรับอารมณ์มาร้องเพลงร็อกอย่าง 'ป่าไม้นอร์เวย์' ของหลี่เจิง ซึ่งมันช่างแตกต่างกับเพลงแรกอย่างสิ้นเชิง ทำให้บรรยากาศในบาร์คึกคักขึ้นมาทันตาเห็น
และปิดท้ายด้วยเพลง 'เปลวไฟรักในฤดูหนาว' ซึ่งเป็นเพลงโปรโมตหลักในอัลบั้มใหม่ของหลิวหมิงเลี่ยง
"เรนจ์เสียงเขากว้างดีนะ ปรับตัวเข้ากับจังหวะเพลงได้หลากหลายแนว ไม่เลวเลยล่ะ" ซูถิงออกความเห็น นักร้องชายคนนี้ชื่อ จ้าวหมิง และเขาก็คือหนึ่งในสามนักร้องที่ซูถิงกับหลี่เจิงเลือกตรงกัน
ซูถิงไม่เคยเรียนร้องเพลงแบบจริงจังมาก่อน ทักษะที่มีก็มาจากประสบการณ์ล้วนๆ แต่ก่อนที่จะเข้าวงการ เธอเคยตระเวนร้องเพลงตามบาร์และร้านอาหารมาตั้งสามปี พอเข้าวงการมาแล้ว เธอก็ได้รับการฝึกฝนแบบมืออาชีพอีกหลายเดือน ทำให้เธอมีความสามารถในการวิเคราะห์เนื้อเสียงของนักร้องได้ค่อนข้างแม่นยำ
"เนื้อเสียงก็พอใช้ได้นะ แต่ไม่มีเอกลักษณ์เลย" ทว่าหลี่เจิงกลับส่ายหน้าปฏิเสธ เขายกแก้วเบียร์ขึ้นซดอึกใหญ่ ก่อนจะโบกมือเป็นสัญญาณให้ลุกไปที่อื่น
เทปที่พวกเซวียปิงอัดมาให้ มันก็แค่ท่อนสั้นๆ ของเพลงเท่านั้น แถมเสียงรบกวนในบาร์ก็ดังหนวกหูมาก ทำให้พอจับเค้าโครงได้แค่คร่าวๆ ซึ่งพอมาฟังโชว์สดจริงๆ ความรู้สึกมันก็แตกต่างกันลิบลับเลยทีเดียว!
สำหรับการเปิดสตูดิโอ เรื่องอื่นๆ หลี่เจิงยังพอจะปล่อยผ่านไปได้บ้าง แต่เรื่องการเลือกนักร้อง เขาต้องเป็นคนคัดกรองเองกับมือ และจะยอมประนีประนอมไม่ได้เด็ดขาด
สี่ทุ่มยี่สิบนาที
ทั้งสองคนมาถึงบาร์อีกแห่งที่ชื่อว่า เย่ไห่ ซึ่งตั้งอยู่ถนนถัดไป
การตกแต่งของบาร์แห่งนี้ดูด้อยกว่าบาร์เมิ่งตู้ไปหลายขุม บรรยากาศคล้ายๆ กับบาร์เมิ่งอี๋เย่ แต่กลับขาดเสน่ห์และความเป็นศิลปะแบบที่เมิ่งอี๋เย่มี
สี่ทุ่มครึ่ง สาวน้อยสามคนก็ก้าวขึ้นเวที
ซูถิงดูจะไม่ค่อยใส่ใจนัก เพราะเด็กสาวสามคนนี้ไม่ได้อยู่ในรายชื่อที่หลี่เจิงกับเธอเลือกตรงกัน แต่เป็นคนที่หลี่เจิงวงเพิ่มมาทีหลังต่างหาก
เธอลองกลับไปฟังเทปของพวกเธออีกรอบแล้ว พูดตามตรง ทักษะการร้องของพวกเธอเข้าขั้นแย่เลยล่ะ
เด็กสาวทั้งสามคนอายุน่าจะราวๆ ยี่สิบปี หน้าตาไม่ได้สวยสะดุดตาอะไร แต่รูปร่างและส่วนสูงไล่เลี่ยกันหมด แถมยังใส่เสื้อผ้าสีสันเข้าชุดกันอีก ทำให้ดูโดดเด่นและกลมกลืนกันเป็นอย่างดี
พวกเธอเริ่มเปิดฟลอร์ด้วยเพลงเร็วที่เน้นจังหวะเต้นสนุกๆ ตามด้วยเพลงรักจังหวะช้าๆ ที่หลี่เจิงไม่เคยได้ยินมาก่อน และปิดท้ายด้วยเพลง 'เด็กสาวสยายปีก' เพลงโปรโมตหลักของสวี่เฉี่ยวหลิง
เมื่อสาวน้อยทั้งสามคนโค้งคำนับและเดินลงจากเวที ซูถิงก็เห็นหลี่เจิงกำลังเอามือลูบคางพลางใช้ความคิด เธอจึงพูดขึ้นว่า "สามคนนั้นร้องเพลงแย่จริงๆ นะ โดยเฉพาะคนซ้ายมือน่ะ ร้องเพี้ยนกระจายเลย"
หลี่เจิงปรายตามองเธอ และไม่ได้ปฏิเสธความจริงข้อนั้น "เรื่องร้องเพลงอาจจะยังไม่เข้าขั้น แต่ว่า..."
ซูถิงรีบพูดแทรก "อย่าบอกนะว่าพี่คิดว่าเสียงพวกเธอมีเอกลักษณ์น่ะ"
หลี่เจิงถอนหายใจอย่างอ่อนใจ "ฉันไม่ได้บอกว่าเสียงพวกเธอมีเอกลักษณ์ซะหน่อย แต่ฉันกำลังจะบอกว่าการรวมตัวของพวกเธอมันน่าสนใจต่างหากล่ะ"
ซูถิงทำหน้างง หลี่เจิงไม่ได้อธิบายให้มากความ เขาแค่สั่งว่า "เธอไปทักทายพวกเธอหน่อยสิ บอกว่าฉันอยากคุยด้วย"
ประกายความประหลาดใจวาบขึ้นในดวงตาของซูถิง แต่เธอก็ไม่ได้ซักไซ้ เธอพยักหน้ารับแล้วเดินออกไป
ผ่านไปไม่นาน ซูถิงก็เดินนำเด็กสาวสองคนกลับมา ส่วนอีกคนขอตัวไปเข้าห้องน้ำ
หลี่เจิงสวมหน้ากากอนามัย สายตาคู่เดียวที่โผล่พ้นหน้ากากออกมา กวาดมองหญิงสาวทั้งสองคนอย่างพิจารณา ก่อนจะผายมือเชิญให้พวกเธอนั่งลง แต่เขาก็ไม่ได้ชวนพวกเธอดื่มอะไร เข้าประเด็นทันทีว่า "ผมเป็นโปรดิวเซอร์เพลงในวงการน่ะครับ เมื่อกี้ได้ฟังพวกคุณร้องเพลงแล้ว ก็เลยอยากจะลองคุยด้วยสักหน่อย"
หญิงสาวทั้งสองมองหน้ากัน คิ้วของพวกเธอขมวดเข้าหากันเล็กน้อย การสวมหน้ากากอนามัยในสถานที่แบบบาร์ มันดูแปลกประหลาดมาก และน้ำเสียงของหลี่เจิงก็ฟังดูเด็กเอามากๆ ด้วย พวกเธอเป็นนักร้องประจำบาร์มาสักพักแล้ว ก็เคยเจอพวกโปรดิวเซอร์หรือแมวมองมาบ้าง ส่วนใหญ่ก็มักจะอายุสามสิบขึ้นไปกันทั้งนั้น...
"มีอะไรก็ว่ามาสิคะ" แต่พวกเธอก็ไม่ได้ว่าอะไร เด็กสาวผมสั้นพยักหน้าเบาๆ
หลี่เจิงถามต่อ "ผมขอถามหน่อยสิครับ พวกคุณยังเรียนอยู่หรือว่าเรียนจบแล้ว แล้วเคยมีความคิดอยากจะเข้าวงการเพลง เป็นนักร้องในสังกัดค่ายเพลงบ้างไหมครับ"
เด็กสาวผมสั้นตอบกลับ "ตอนเรียนพวกเราก็รวมตัวกันร้องเพลงอยู่แล้วค่ะ เพิ่งจะเรียนจบไปเมื่อปีที่แล้วเอง ถ้ามีโอกาสได้เซ็นสัญญากับค่ายเพลง พวกเราก็ต้องอยากอยู่แล้วล่ะค่ะ"
หลี่เจิงพยักหน้ารับรู้ แล้วตั้งคำถามต่อ "แล้วพวกคุณเคยเรียนร้องเพลงแบบจริงจังมาบ้างไหมครับ ถ้าเคย เรียนมานานแค่ไหนแล้ว"
เด็กสาวทั้งสองมองหน้ากันอีกครั้ง ยังไม่ทันจะได้ตอบ เด็กสาวคนที่สามก็เดินกลับมาพอดี เธอเหลือบมองหลี่เจิงด้วยแววตาประหลาดใจ
หลี่เจิงก็เชิญให้เธอนั่งลงเช่นกัน ก่อนจะทวนคำถามเดิมอีกครั้ง
คราวนี้เด็กสาวทั้งสองหันไปสบตากับเพื่อนคนที่เพิ่งมาใหม่ สายตาสามคู่ประสานกันไปมา ผ่านไปครู่หนึ่ง เด็กสาวคนที่สามก็ถอนหายใจออกมาอย่างจนปัญญา "พวกเราไม่เคยเรียนร้องเพลงแบบจริงจังหรอกค่ะ ก็แค่ชอบร้องเพลง แล้วก็อยากจะเอาดีทางด้านนี้เท่านั้นแหละค่ะ"
[จบแล้ว]