เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 540 - บุกหุบเขาเพียงลำพัง

บทที่ 540 - บุกหุบเขาเพียงลำพัง

บทที่ 540 - บุกหุบเขาเพียงลำพัง


บทที่ 540 - บุกหุบเขาเพียงลำพัง

ค่ายกลพิทักษ์สำนักบนยอดเขาหลักแห่งสำนักชิงอวิ๋นเกิดอาการสั่นไหวแผ่วเบายิ่งขึ้นมาในชั่วพริบตานี้ นั่นคือไออุ่นสุดท้ายที่แผ่ออกมาจากสัมผัสวิญญาณของเสิ่นวั่นซาน ที่ทอดมองแผ่นหลังของอู๋ฉางเซิงเป็นครั้งสุดท้าย อู๋ฉางเซิงใช้ปลายนิ้วลูบป้ายประจำตัวทูตผู้ตรวจการสีม่วงทองเอาไว้

จังหวะฝีเท้าดูมั่นคงเป็นพิเศษท่ามกลางทะเลหมอกที่ทอดตัวยาวเหยียด ชุดคลุมดำภายใต้แสงตะวันอันเจิดจ้า กลับแผ่ซ่านความเย็นเยียบที่ไร้ความหมางเมินออกมา ในพริบตาที่ก้าวพ้นขอบเขตของค่ายกลใหญ่ ความรู้สึกหนักอึ้งอันเกิดจากการห่อหุ้มของปราณเสวียนหวงก็มลายหายไป

ถูกแทนที่ด้วยความหนาวเย็นที่แฝงกลิ่นสนิมเหล็ก อันเกิดจากความเบาบางของพลังวิญญาณในแดนรกร้าง การสับเปลี่ยนจากวังวนแห่งอำนาจมาสู่ขอบชายแดนรกร้างเช่นนี้ ในมุมมองฉางเซิง มันคือ "การตกตะกอนของสรรพคุณยา" อีกรูปแบบหนึ่ง

อู๋ฉางเซิงใช้ปลายนิ้วปาดขอบกล่องยาเบาๆ ในการรับรู้ ยอดเขาหลักเบื้องหลังได้กลายเป็นจุดสีครามอันเลือนลางไปแล้ว ส่วนบนเส้นทางที่มุ่งสู่หุบเขาเย่าหวังเบื้องหน้า กลับอบอวลไปด้วยกลิ่นคาวเลือดที่เหนียวหนืดอย่างยิ่ง กลิ่นอายเช่นนี้ในสายตาของอู๋ฉางเซิง ก็คือกลิ่นของ "ผงชักนำวิญญาณ" ที่พวกคนของตำหนักเซียนแท้จริงถนัดที่สุด

อู๋ฉางเซิงมิได้รีบร้อนขี่กระบี่เหาะเหิน ทว่าเปลี่ยนมาสวมรองเท้านุ่มที่เย็บจากหนังลาแก่แทน จังหวะฝีเท้าบางเบาราวกับนกนางแอ่นโดดเดี่ยวที่แสนปราดเปรียว บินลัดเลาะไปตามซากปรักหักพัง บนเส้นทางฉางเซิง ทุกอิสรภาพที่หลุดพ้นจากปีกคุ้มครอง ล้วนถูกตีราคาเอาไว้ในเงามืดแล้วว่า จะต้องเผชิญกับเจตนามุ่งร้ายระลอกแรกในเสี้ยวพริบตานั้น

อู๋ฉางเซิงเดินทะลุผ่านความเงียบงัน แววตามีเพียงความเคารพต่อกฎเกณฑ์ที่เป็นวัตถุวิสัย ชีพจรปฐพีที่เริ่มจะทรงตัว ดูเหมือนจะรับรู้ได้ถึงการจากไปของป้ายทูตผู้ตรวจการนี้ จึงทอดถอนใจอย่างหนักหน่วงออกมาเป็นครั้งสุดท้าย

พืชพรรณบนเนินเขาลั่วเซีย พลันเอนลู่ไปในทิศทางที่ผิดธรรมชาติอย่างยิ่งในพริบตานี้ อู๋ฉางเซิงหยุดยืนอยู่ห่างจากยอดเนินร้อยเมตร เข็มสยบวิญญาณเก้าวัฏฏะที่ปลายนิ้ว สัมผัสได้ถึงกลิ่นคาวเลือดที่ซ่อนอยู่ในเงามืดรอบด้าน จึงสั่นไหวเบาๆ อย่างเป็นจังหวะในพริบตานี้

วิธีการค้นหาความสับสนวุ่นวายท่ามกลางความเงียบสงัดถึงขีดสุดเช่นนี้ คือการข่มขวัญแรกพบที่อู๋ฉางเซิงเตรียมไว้ให้แผนที่ใหม่นี้

ในการรับรู้ ภายในจุดบอดของกลิ่นอายที่สร้างจากป้ายหินร้างเบื้องหน้า มีนักฆ่าชุดดำสามคนกำลังซุ่มซ่อนอยู่ กลิ่นอายของคนเหล่านี้ในมุมมองหมอเทวดาของอู๋ฉางเซิง ปรากฏเป็นสีแดงคล้ำที่ดูเจ็บป่วยอย่างรุนแรง นี่คือผลตอบสนองที่หลีกเลี่ยงไม่ได้จากการกินกู่เลือดเซียนเป็นเวลานาน

"ทั้งสามท่าน ตากแดดมาตั้งนานขนาดนี้ ไฟในเส้นลมปราณ เกรงว่าจะแผดเผาหัวใจและปอดจนละลายแล้วกระมัง" อู๋ฉางเซิงเอ่ยเสียงเรียบ ปลายนิ้วแตะเบาๆ บนเข็มสยบวิญญาณเก้าวัฏฏะเล็มที่สาม

วิธีการผ่าตัดกลิ่นอายในระดับจุลภาคนี้ ไหลลื่นไปตามการสั่นสะเทือนของชีพจรปฐพีบนเนินเขาลั่วเซีย แล้วระเบิดออกใต้เท้าของนักฆ่าทั้งสามโดยตรง

ตู้ม!

ไม่มีการระเบิดสะท้านฟ้าสะเทือนดิน มีเพียงเสียงทึบๆ ของผ้าที่ถูกฉีกขาด นักฆ่าคนหนึ่งที่เดิมทีกำลังเตรียมจะพุ่งเข้าใส่ในพริบตานี้ เส้นลมปราณทั่วร่างพลันขาดสะบั้นเป็นท่อนๆ ภายใต้คลื่นเสียงโลหะของจินตัน กลายสภาพเป็นแอ่งน้ำครำสีทองหม่นอันเหนียวหนืด

อู๋ฉางเซิงมองดูปราณโลหิตที่หลงเหลืออยู่นั้นมลายหายไปในแสงอรุโณทัยท่ามกลางการจ้องมองอันเงียบงันนี้ แววตามีเพียงความเคารพต่อกฎเกณฑ์ที่เป็นวัตถุวิสัย บนเส้นทางฉางเซิง เจตนามุ่งร้ายที่ไม่ได้รับเชิญทุกสาย ล้วนถูกคำนวณจุดจบที่จะปะทุขึ้นในห้วงเวลาสุดท้าย เอาไว้ในเงามืดแล้วทั้งสิ้น

ทางเข้าหุบเขาเย่าหวังถูกปกคลุมด้วยหมอกยาสีม่วงแดงที่ไม่มีวันจางหายไป ลมหายใจทุกอณูล้วนก่อให้เกิดความรู้สึกหวานเลี่ยนที่เหนียวหนืดอย่างยิ่ง อู๋ฉางเซิงจำแลงกายเป็นนักพรตพเนจรหน้าเหลืองซีด รอบกายโชยกลิ่นสมุนไพรด้อยคุณภาพ จังหวะฝีเท้าเชื่องช้ามุ่งหน้าไปยังด่านตรวจที่เรียกว่า "ประตูไป๋เฉ่า"

ป้ายคำสั่งถูกตบเบาๆ ลงบนโต๊ะ ป้ายประจำตัวทูตผู้ตรวจการในยามนี้ มิได้แผ่ซ่านบารมีดั้งเดิมของมันออกมา ทว่าภายใต้การพรางตัวด้วยสรรพคุณยาของอู๋ฉางเซิง กลับดูคล้ายของปลอมที่ใกล้จะพังทลายเต็มที

เสิ่นวั่นซานต้องการให้อู๋ฉางเซิงไปเปิดฝาหม้อใบนั่น แต่ท่านเจ้าสำนักยิ่งต้องการให้อู๋ฉางเซิงดับสูญไปในหุบเขาเย่าหวังแห่งนี้ด้วยวิธีการ "ที่ไม่สง่างาม" มากกว่า ราคาที่ต้องจ่ายซึ่งเกิดจากการประชันปัญญาแห่งอำนาจนี้ เมื่ออยู่ในมือของจิ้งจอกเฒ่า มันคือ "ตัวนำยา" อีกรูปแบบหนึ่ง

ผู้พิทักษ์ตรงด่านตรวจ ในดวงตาที่เดิมทีดูมืดครึ้ม ยามนี้กลับสาดประกายความละโมบอันพิสดารอย่างยิ่งออกมา ผู้พิทักษ์ลูบคลำป้ายประจำตัวเบาๆ มิได้ปล่อยให้ผ่านไปในพริบตานั้น ทว่ากลับค้นหากล่องยาของอู๋ฉางเซิงซ้ำแล้วซ้ำเล่า

อู๋ฉางเซิงแค่นเสียงเย็น พลังปราณแท้สีเทาทองที่ปลายนิ้ววาดเป็นวงกลมสกัดกั้นขึ้นบนเสาหินของด่านตรวจ วิธีการฝืนเบิกพื้นที่บริสุทธิ์ท่ามกลางความโสมมเช่นนี้ ในสายตาของผู้พิทักษ์ มันก่อให้เกิดความรู้สึกตื่นตาตื่นใจอันละเอียดอ่อนอย่างยิ่งยวด บนเส้นทางฉางเซิง เส้นแบ่งเขตแดนระหว่างขาวกับดำ ดูน่าขันและเปราะบางอย่างยิ่งในพริบตานี้

อู๋ฉางเซิงหยิบ "ผงชิงหลิง" ที่เตรียมไว้ล่วงหน้าห่อหนึ่งออกมาจากกล่องยา โปรยลงในวงกลมสกัดกั้นนั้นอย่างลวกๆ กลิ่นคาวเลือดที่เคยหลงเหลืออยู่บนยอดเขาหลัก ในที่สุดก็กลายเป็นเศษซากที่ไร้ความหมายท่ามกลางคลื่นเสียงอันใสกังวานนี้ แสงจันทร์นอกหน้าต่าง ในที่สุดก็ก่อให้เกิดการสะท้อนมุมใหม่บนยอดเขาหลักในพริบตานี้

เมื่อผู้พิทักษ์รับเอา "ยาเม็ดหุยหยวน" ที่ถูกสับเปลี่ยนไปนั้นด้วยความละโมบ อู๋ฉางเซิงก็ก้าวเข้าสู่ส่วนลึกที่สุดของหุบเขาเย่าหวังได้ในที่สุด

สิ่งปลูกสร้างภายในหุบเขาเย่าหวังส่วนใหญ่ก่อด้วยอิฐหินสีคราม พื้นดินเกลื่อนกลาดไปด้วยกากสมุนไพรวิญญาณที่เหี่ยวเฉา เนื่องจากการสะกดข่มของของล้ำค่าสูงสุดทั้งสามชิ้น ร่องรอยสีเลือดที่เคยซุ่มซ่อนอยู่ในส่วนลึกของชีพจรปฐพีบนยอดเขาหลัก ยามนี้ได้แปรเปลี่ยนเป็นการสถาปนาอันเงียบสงัดอย่างยิ่ง ภายใต้การสะกดข่มอย่างเด็ดขาดของระฆังสยบวิญญาณเก้าวัฏฏะแล้ว

อู๋ฉางเซิงเดินไปท่ามกลางกลิ่นยาอันเงียบงันนี้ ใช้นิ้วเคาะขอบกล่องยา พลิกมือสลักอักขระคูหรงตัวสุดท้ายลงบนพื้นผิวของเตาหลอมยาใบแรกในหุบเขา การทำเครื่องหมายกลิ่นอายก่อนที่ฐานที่มั่นของศัตรูจะรู้ตัวเช่นนี้ คือของขวัญชิ้นใหญ่ชิ้นสุดท้ายที่อู๋ฉางเซิงเตรียมไว้ให้หุบเขาเย่าหวังแห่งนี้

เสียงระฆังในส่วนลึกของหุบเขาเย่าหวังดังกังวานขึ้นในที่สุด การประชันปัญญาที่แท้จริงของการบุกหุบเขาเพียงลำพัง เพิ่งจะเริ่มเปิดม่านครึ่งหลังที่นองเลือดที่สุดของมันขึ้นมา ท่ามกลางแสงอรุโณทัยอันแผ่วเบานี้เอง อู๋ฉางเซิงหมุนตัวก้าวเดินเข้าสู่ใจกลางตลาดยา ชุดคลุมดำเบื้องหลังค่อยๆ ปรากฏชัดเจนขึ้นในสายลม

เหตุวิปริตยอดเขาหลักที่ดูคล้ายเรื่องตลกขบขันนี้สิ้นสุดลงแล้ว ค่ายกลสังหารที่แท้จริงของพายุจินตัน เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นอย่างเงียบเชียบท่ามกลางแสงวิญญาณที่ก่อกำเนิดใหม่นี้ หมู่เมฆบนท้องฟ้า ในที่สุดก็แยกย้ายกันไปโดยสมบูรณ์ในพริบตานี้

(จบแล้ว)

จบบทที่ บทที่ 540 - บุกหุบเขาเพียงลำพัง

คัดลอกลิงก์แล้ว