เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 473 - คัดลอก

บทที่ 473 - คัดลอก

บทที่ 473 - คัดลอก


บทที่ 473 - คัดลอก

แสงสีเทาทองไหลเวียนอยู่รอบกายอู๋ฉางเซิง สัมผัสวิญญาณของเขาจมดิ่งลงในเนื้อหาของคัมภีร์อมตะฉางเซิง ทุกหน้าล้วนแฝงไว้ด้วยความลึกลับอันไร้ที่สิ้นสุด

คัมภีร์เล่มนี้ไม่ได้บันทึกเคล็ดวิชาการบำเพ็ญเพียรอย่างเป็นรูปธรรม แต่เป็นสัจธรรมเกี่ยวกับความเป็นและความตาย

เกิดและตาย เหี่ยวเฉาและรุ่งโรจน์ เวียนว่ายตายเกิดไม่สิ้นสุด เป็นนิรันดร์ไม่ดับสูญ

หน้าแรกของคัมภีร์บันทึกคำนำของนักพรตคูหรงเอาไว้

"ข้าบำเพ็ญเพียรมาสามพันปี บรรลุสัจธรรมแห่งฉางเซิง"

"มิใช่เป็นอมตะไม่ตาย แต่คือการเกิดใหม่ไม่สิ้นสุด"

"ดั่งความเหี่ยวเฉาและรุ่งโรจน์ของมวลพฤกษา แม้ผ่านพ้นเภทภัยแห่งความตาย ท้ายที่สุดย่อมมีวันฟื้นคืนชีพ"

อู๋ฉางเซิงใจสั่นสะท้าน

คัมภีร์อมตะฉางเซิงนี้ มิใช่การทำให้คนเป็นอมตะไม่ตายอย่างแท้จริง

แต่เป็นการสอนให้ผู้คนเวียนว่ายในระหว่างความเป็นและความตาย ทุกครั้งที่ตายไปคือจุดเริ่มต้นของการเกิดใหม่

ช่างคล้ายคลึงกับกายามรรคฉางเซิงของเขายิ่งนัก

อู๋ฉางเซิงใช้สัมผัสวิญญาณจดจำเนื้อหาของคัมภีร์ไปพร้อมกับใช้แผ่นหยกคัดลอก การเคลื่อนไหวของเขารวดเร็วยิ่ง ทว่าทุกการจดจารึกกลับตั้งใจอย่างถึงที่สุด

คัมภีร์มีทั้งหมดแปดสิบเอ็ดหน้า ทุกหน้าล้วนแฝงไว้ด้วยความลึกล้ำอันไร้ที่สิ้นสุด

บางหน้าบันทึกวิธีการยืดอายุขัย บางหน้าบันทึกวิธีการชุบชีวิตคนตาย

ที่ยิ่งไปกว่านั้นคือ บันทึกวิธีการพลิกผันความเป็นความตาย ให้คนตายฟื้นคืนชีพ

อู๋ฉางเซิงทราบดีว่า โอกาสเช่นนี้พันปีมีหนเดียว

หากพลาดไปแล้ว ก็จะไม่มีวันได้มาอีก

เวลาล่วงเลยผ่านไปทุกขณะจิต

ตำหนักเริ่มสั่นไหวเบาๆ หินผลึกบนโดมหลังคาดับลงทีละดวง

นั่นคือลางบอกเหตุว่าซากโบราณกาลใกล้จะถล่มลงมาแล้ว

ร่างของวิญญาณตกค้างคูหรงเริ่มเลือนลาง ราวกับจะเลือนหายไปในอากาศได้ทุกเมื่อ

"เจ้าหนู เวลาใกล้จะหมดแล้ว" น้ำเสียงของวิญญาณตกค้างคูหรงอ่อนแรงและล่องลอย

"ให้เวลาเจ้าอีกหนึ่งเค่อ ไม่ว่าเจ้าจะคัดลอกได้มากน้อยเพียงใด ก็ต้องจากไป"

อู๋ฉางเซิงพยักหน้า เร่งความเร็วในการคัดลอก

สัมผัสวิญญาณของเขาดูดซับเนื้อหาของคัมภีร์ราวกับฟองน้ำ ทุกหน้าถูกประทับฝังรากลึกลงในห้วงทะเลวิญญาณ

เฉินเสวียนเฟิงยืนอยู่ด้านข้าง มองดูอู๋ฉางเซิงด้วยสายตาร้อนรน

เขาอยากจะเร่งรัด แต่ก็ไม่กล้ารบกวน

ยามนี้อู๋ฉางเซิงกำลังอยู่ในช่วงเวลาสำคัญ หากถูกขัดจังหวะ ก็มีความเป็นไปได้สูงที่จะสูญเปล่าทั้งหมด

"เจ้าหนู เร็วเข้า..." เฉินเสวียนเฟิงแอบสวดมนต์ในใจ

เขาไม่อยากตายในซากโบราณกาลที่กำลังจะพังทลายแห่งนี้

ผ่านไปอีกครึ่งเค่อ อู๋ฉางเซิงก็ลืมตาขึ้นในที่สุด

ภายในดวงตาของเขามีประกายแสงสีเทาทองพาดผ่าน นั่นคือกลิ่นอายของคัมภีร์อมตะฉางเซิง

หลังจากผ่านการคัดลอกและทำความเข้าใจมาหนึ่งชั่วยาม เขาก็มีความเข้าใจในวิถีแห่งความเป็นความตายลึกซึ้งยิ่งขึ้น

"ผู้อาวุโส ผู้น้อยคัดลอกเสร็จสิ้นแล้ว" อู๋ฉางเซิงลุกขึ้นยืน เก็บแผ่นหยกเข้าไว้ในอกเสื้อ

วิญญาณตกค้างคูหรงพยักหน้าเบาๆ นัยน์ตาแฝงความปีติยินดีอยู่หลายส่วน

"เจ้าหนู เจ้ามีวาสนากับข้า"

"คัมภีร์อมตะฉางเซิงเล่มนี้ ถือเสียว่าเป็นของขวัญที่ข้ามอบให้เจ้า"

"หวังว่าเจ้าจะสามารถบรรลุสัจธรรมที่ซ่อนอยู่ภายใน และก้าวเดินบนหนทางแห่งฉางเซิงที่แท้จริงได้"

กล่าวจบ ร่างของวิญญาณตกค้างคูหรงก็เริ่มโปร่งแสง

ร่างเงาอันเลือนลางนั้นค่อยๆ เลือนหายไปในหมอกสีเทาขาว ราวกับไม่เคยดำรงอยู่มาก่อน

"ซากโบราณกาลใกล้จะถล่มแล้ว พวกเจ้ารีบไปเถิด"

"ภารกิจของข้าเสร็จสิ้นแล้ว ก็ถึงเวลาที่ต้องดับสูญเสียที"

อู๋ฉางเซิงค้อมกายคำนับวิญญาณตกค้างคูหรงอย่างลึกซึ้ง

"บุญคุณอันยิ่งใหญ่ของผู้อาวุโส ผู้น้อยจะจารึกไว้ในใจ"

"หากมีชาติหน้า ผู้น้อยจะตอบแทนอย่างแน่นอน"

วิญญาณตกค้างคูหรงเปล่งเสียงหัวเราะทุ้มต่ำ

"ไม่จำเป็นหรอก"

"ข้ามีชีวิตมาหมื่นปี ปลงตกเรื่องความเป็นความตายมานานแล้ว"

"เพียงหวังว่าเจ้าจะไม่ทำให้ข้าผิดหวัง"

"จงจำไว้ หนทางแห่งฉางเซิง สิ่งล้ำค่าคือเต๋าในใจที่แน่วแน่ ไม่หวั่นไหวต่อสิ่งเร้าภายนอก"

กล่าวจบ วิญญาณตกค้างคูหรงก็เลือนหายไปในอากาศอย่างสมบูรณ์

แปรเปลี่ยนเป็นประกายแสงสีเทาทองจุดเล็กๆ หลอมรวมเข้ากับสายหมอกภายในตำหนัก

ตำหนักสั่นสะเทือนรุนแรงยิ่งขึ้น หินผลึกบนโดมหลังคาแทบจะดับลงทั้งหมด

กำแพงรอบด้านเริ่มมีรอยร้าว หินก้อนยักษ์ร่วงหล่นลงมาจากเบื้องบน

"รีบไป!" เฉินเสวียนเฟิงตวาดเสียงดัง พุ่งทะยานไปตามเส้นทางที่จากมา

อู๋ฉางเซิงตามติดไปติดๆ ร่างของทั้งสองพุ่งทะยานผ่านตำหนักที่กำลังถล่มทลาย

เบื้องหลัง หินก้อนยักษ์ร่วงหล่นลงมาอย่างต่อเนื่อง กระแทกพื้นจนเกิดเป็นหลุมลึก

ทั้งสองทุ่มเทกำลังทั้งหมด ในที่สุดก็พุ่งตัวออกจากประตูแสงก่อนที่ตำหนักจะถล่มลงมาอย่างสมบูรณ์

เบื้องหลังมีเสียงกึกก้องกัมปนาทสะเทือนเลือนลั่น โลงหินที่ลอยอยู่นั้นแตกละเอียดเป็นผุยผง แปรเปลี่ยนเป็นเศษหินนับไม่ถ้วนร่วงหล่นลงมา

เขตแกนกลางชั้นที่สองเริ่มพังทลายเช่นกัน หมอกสีเทาขาวม้วนตัวอย่างบ้าคลั่ง ก่อเกิดเป็นน้ำวนขนาดยักษ์

น้ำวนเหล่านั้นแผ่แรงดูดอันน่าสะพรึงกลัวออกมา ราวกับจะกลืนกินทุกสรรพสิ่งให้สูญสิ้น

"ไป!" เฉินเสวียนเฟิงนำหน้า พุ่งตรงไปยังทางเข้าชั้นที่สอง

แม้เขาจะบาดเจ็บ แต่ความเร็วก็ยังคงรวดเร็วยิ่งนัก

อู๋ฉางเซิงตามติดมา ร่างกายพุ่งทะยานราวกับสายฟ้า

ทั้งสองพุ่งฝ่ามิติที่กำลังพังทลาย ทุกย่างก้าวล้วนเหยียบอยู่บนเส้นด้ายแห่งความเป็นความตาย

พวกเขาผ่านชั้นที่สอง เข้าสู่ชั้นที่หนึ่ง วิ่งตะบึงไปตลอดทาง

เส้นทางเป็นตายเริ่มถล่มลงมาแล้ว ทางแยกเหล่านั้นหายไปทีละทาง ถูกความมืดมิดอันไร้ที่สิ้นสุดกลืนกิน

เส้นทางที่เคยปลอดภัยบัดนี้กลับกลายเป็นอันตรายรอบด้าน มีเศษหินร่วงหล่นลงมาจากเบื้องบนเป็นระยะ

แต่อู๋ฉางเซิงจดจำเส้นทางที่ปลอดภัยไว้ได้นานแล้ว เขานำทางเฉินเสวียนเฟิงทะยานผ่านเส้นทางที่กำลังพังทลาย

แม้สัมผัสวิญญาณของเขาจะถูกจำกัด แต่ด้วยความทรงจำและสัญชาตญาณ เขาก็มักจะค้นพบทิศทางที่ถูกต้องได้เสมอ

เฉินเสวียนเฟิงตามอยู่เบื้องหลัง แอบตื่นตระหนกในใจ

ผู้ฝึกตนระดับสร้างรากฐานตัวเล็กๆ ผู้นี้ ไม่เพียงแต่มีจิตใจที่แน่วแน่ แต่ความจำยังเป็นเลิศอีกด้วย

ท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่อันตรายรอบด้านเช่นนี้ เขายังสามารถรักษาความเยือกเย็นไว้ได้ถึงเพียงนี้

มิน่าเล่า เขาจึงได้รับการยอมรับจากนักพรตคูหรง และได้รับคัมภีร์อมตะฉางเซิงไปครอง

ในที่สุด พวกเขาก็พุ่งออกจากทางเข้าซากโบราณกาลได้สำเร็จ

เบื้องหลัง เสียงคำรามกึกก้องกัมปนาทดังขึ้น ซากโบราณกาลทั้งแห่งเริ่มพังทลาย

หมอกสีดำเทาพวยพุ่งขึ้นมาจากใต้ดิน กลืนกินทุกสิ่งรอบด้าน

อู๋ฉางเซิงและเฉินเสวียนเฟิงยืนอยู่ริมหุบเขารกร้าง มองดูซากโบราณกาลที่พังทลาย ไร้คำพูดไปเนิ่นนาน

"ในที่สุด... ก็ออกมาได้แล้ว..." เฉินเสวียนเฟิงถอนหายใจยาว ทิ้งตัวลงนั่งบนพื้น

อาการบาดเจ็บของเขารุนแรงขึ้นอีก ใบหน้าซีดเผือดราวกับกระดาษ

อู๋ฉางเซิงเองก็รู้สึกอ่อนล้า แต่เขายังคงยืนตัวตรง

สายตาของเขามองทอดยาวไปไกล ภายในดวงตามีประกายแสงอันซับซ้อนพาดผ่าน

การเดินทางมายังซากโบราณกาลครั้งนี้ เขาได้รับคัมภีร์อมตะฉางเซิง ผนึกจิตมารของปฐมาจารย์เซวี่ยโยว และยังได้รู้จักกับผู้ฝึกตนระดับแก่นทองคำผู้หนึ่ง

แต่ก็ต้องจ่ายค่าตอบแทนอย่างมหาศาลเช่นกัน

พลังปราณแท้ของเขาแทบจะหมดสิ้น สัมผัสวิญญาณก็เหนื่อยล้าถึงขีดสุด

ยามนี้ เขาจำเป็นต้องหาสถานที่ปลอดภัยเพื่อฟื้นฟูพลังโดยด่วน

"เจ้าหนู ครั้งนี้ต้องขอบใจเจ้ามาก" เฉินเสวียนเฟิงลุกขึ้นยืน ค้อมกายแสดงความเคารพต่ออู๋ฉางเซิงเล็กน้อย

"ชายชราผู้นี้ติดค้างน้ำใจเจ้าครั้งหนึ่ง"

"หากวันใดเจ้าต้องการความช่วยเหลือ สามารถไปหาชายชราผู้นี้ได้ที่สำนักชิงอวิ๋น"

อู๋ฉางเซิงพยักหน้า

"ผู้อาวุโสเกรงใจไปแล้ว"

"ผู้น้อยก็เพียงแค่ต่างฝ่ายต่างได้ประโยชน์เท่านั้น"

เฉินเสวียนเฟิงยิ้มเจื่อน ไม่กล่าวสิ่งใดอีก

เขาทราบดีว่า นับแต่นี้ไป ผู้ฝึกตนระดับสร้างรากฐานตัวเล็กๆ ตรงหน้าผู้นี้ จะมิใช่มังกรที่ซ่อนตัวอยู่ในสระน้ำอีกต่อไป

ทั้งสองแยกย้ายกันไป หายลับไปสุดปลายหุบเขารกร้าง

เฉินเสวียนเฟิงเหาะไปทางสำนักชิงอวิ๋น เขาต้องรีบกลับไปรักษาอาการบาดเจ็บ

ส่วนอู๋ฉางเซิงเดินไปในทิศทางตรงกันข้าม เขาต้องการสถานที่ปลอดภัยเพื่อฟื้นฟูพลังปราณแท้ และย่อยสลายเนื้อหาของคัมภีร์อมตะฉางเซิง

ส่วนซากโบราณกาลที่พังทลายแห่งนั้น ก็กลับคืนสู่ความเงียบสงัดอย่างสิ้นเชิง

อดีตสุดยอดสำนักเสวียนเทียนอันรุ่งโรจน์ อดีตนักพรตคูหรงผู้แข็งแกร่ง อดีตปฐมาจารย์เซวี่ยโยวผู้บ้าคลั่ง

ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนกลายเป็นอดีตไปพร้อมกับการล่มสลายของซากโบราณกาล

เหลือเพียงเถ้าถ่านที่ปลิวว่อนไปตามสายลม

ราวกับกำลังเล่าขานตำนานโบราณเรื่องหนึ่ง

เรื่องราวเกี่ยวกับฉางเซิง เกี่ยวกับความเป็นความตาย เกี่ยวกับความยึดติด

และท่ามกลางเถ้าถ่านเหล่านั้น ลูกปัดสีเทาทองเม็ดหนึ่งนอนนิ่งอยู่ก้นบึ้งของซากปรักหักพัง

นั่นคือมุกสืบทอดที่นักพรตคูหรงทิ้งไว้ รอคอยผู้มีวาสนาคนต่อไป

แต่ผู้มีวาสนาคนนั้น อาจจะต้องรอไปอีกเป็นพัน เป็นหมื่นปี

จนกว่าสายธารแห่งกาลเวลาจะพัดพามันขึ้นมาอีกครั้ง

จนกว่าผู้ฝึกตนที่ปรารถนาในฉางเซิงคนต่อไป จะก้าวเท้าเหยียบลงบนดินแดนอันรกร้างแห่งนี้

(จบแล้ว)

จบบทที่ บทที่ 473 - คัดลอก

คัดลอกลิงก์แล้ว