เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 207 - วาสนาบารมี

บทที่ 207 - วาสนาบารมี

บทที่ 207 - วาสนาบารมี


บทที่ 207 - วาสนาบารมี

หวังตุนดีใจเป็นล้นพ้นในทันที "ฮะๆๆๆ..."

"ขอเพียงแค่เจ้าตกลงก็พอแล้ว!"

"ตกลงแล้ว ข้า... เดี๋ยวก่อน..."

"หึๆๆ..."

"เวรเอ๊ย..."

"เชี่ยๆๆๆ..."

"ฮะๆๆๆ..."

"จิ๊ๆๆ... ซู้ดๆๆ... บัดซบ... เยอะขนาดนี้เลย?"

"สุดยอด... สุดตีน..."

ในสายตาของเฮ่อผิงเซิง หวังตุนตอนนี้เหมือนคนบ้าที่เบิกตากว้างจ้องมองความว่างเปล่า ตื่นเต้นฮึกเหิมอย่างหาที่เปรียบไม่ได้

ผู้ฝึกตนรอบข้างต่างก็พากันประหลาดใจ

ผ่านไปประมาณสิบกว่าลมหายใจ หวังตุนถึงได้สูดลมหายใจเข้าลึกๆ ตื่นขึ้นมาจากสภาวะลุ่มหลงมัวเมานั่น จากนั้นก็มองเฮ่อผิงเซิงพลางกล่าว "น้องชาย... เจ้าแม่งคือดาวนำโชคของข้าจริงๆ... เอาล่ะ... เจ้าวางใจเถอะ วันหลังถ้าเข้าไปในภูเขาขุนพลเทพ ข้าจะคุ้มกะลาหัวเจ้าเอง!"

ขณะที่กำลังพูดคุยกันอยู่ ก็มีคนเดินขึ้นมาจากชั้นล่างอีก

ไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็นเซียวเสวียน อัจฉริยะรากวิญญาณว่างเปล่านั่นเอง

"หึๆๆ..." เมื่อเซียวเสวียนเห็นเฉียวฮุ่ยจู ก็รีบวิ่งเข้ามาหา พลางเอ่ยถาม "ศิษย์น้องเฉียว..."

เฉียวเสี่ยวเฉียวถลึงตาใส่เขา พลางกล่าว "ไสหัวไปไกลๆ เลย ใครเป็นศิษย์น้องของเจ้ากัน?"

แต่เซียวเสวียนกลับไม่สนใจเฉียวเสี่ยวเฉียว เขานั่งลงข้างกายเฉียวฮุ่ยจูหน้าตาเฉย พลางกล่าว "ศิษย์น้องเฉียว ตอนนี้ระดับการฝึกตนของข้าสูงกว่าเจ้า ข้าเรียกเจ้าว่าศิษย์น้องสักคำก็สมควรแล้วกระมัง?"

เมื่อเฮ่อผิงเซิงได้ยินคำพูดนี้ เขาก็แอบแผ่สัมผัสเทวะไปกวาดสำรวจบนร่างของเซียวเสวียนอย่างเงียบๆ

สิ่งที่ทำให้เขาตกใจก็คือ กลับกวาดสำรวจไม่พบ

ต้องรู้ก่อนนะว่าตอนนี้สัมผัสเทวะของเฮ่อผิงเซิงแข็งแกร่งอย่างยิ่งยวด เคล็ดวิชาหลอมจิตวิญญาณก็ฝึกปรือไปถึงขั้นที่สองแล้ว

ขอบเขตการครอบคลุมของสัมผัสเทวะกว้างไกลถึงห้าร้อยกว่าจั้ง แม้จะไม่เทียบเท่าผู้ฝึกตนขั้นสร้างรากฐานระดับสิบสอง แต่ก็ไม่ต่ำกว่าระดับสิบอย่างแน่นอน

นั่นหมายความว่า ไอ้หมอนี่ที่อยู่ตรงหน้า ถ้าไม่อยู่ระดับสิบเอ็ด ก็ต้องเป็นระดับสิบสองงั้นหรือ?

ให้ตายเถอะ...

เฮ่อผิงเซิงตกตะลึง!

นี่มันจะเร็วเกินไปแล้วกระมัง

ตอนที่ประลองกับไอ้เด็กนี่ในตอนนั้น เขายังอยู่แค่ขั้นรวบรวมลมปราณระดับสิบเท่านั้นเอง

นี่เพิ่งจะผ่านไปประมาณ... อืม... สิบสองปีเองนะ?

เร็วเกินไปแล้ว!

เร็วกว่าหวังตุนเสียอีก

แต่พอลองคิดดูว่าอีกฝ่ายเป็นรากวิญญาณว่างเปล่า ชั่วพริบตาเฮ่อผิงเซิงก็กลับมาเข้าใจได้อีกครั้ง

"เจ้าอยู่ให้ห่างจากพี่สาวข้าหน่อย!" เฉียวเสี่ยวเฉียวกล่าว "พี่สาวข้าน่ะมีเจ้าของแล้วนะ!"

"ชิ!" เซียวเสวียนกล่าวอย่างดูแคลน "มีเจ้าของบ้าบออะไรกัน... ก็แค่พวกบ้านแตกสาแหรกขาดที่ต้องหนีหัวซุกหัวซุนไปสุดขอบฟ้าก็เท่านั้น ได้ยินมาว่าป้ายชะตาของเขาก็ยังหาไม่พบ ตอนนี้จะเป็นตายร้ายดีอย่างไรก็ยังไม่รู้ เจ้ายังจะหวังให้เขากลับมาแต่งงานกับพี่สาวเจ้าอีกหรือ?"

คำพูดนี้ถูกต้องแล้ว ป้ายชะตาของเฮ่อผิงเซิง สำนักควบคุมสัตว์อสูรไม่ได้รับไปจริงๆ

จะว่าไปก็บังเอิญนัก ในปีนั้นอวี้เต๋อถือป้ายชะตาของเฮ่อผิงเซิงออกตามหาเขาไปทั่ว ต่อมาอวี้เต๋อกลับถูกเขาระเบิดจนกลายเป็นเถ้าธุลี ดังนั้นป้ายชะตานี้สุดท้ายแล้วจึงตกมาอยู่ในมือของเฮ่อผิงเซิง

เมื่อสำนักไท่ซวีไม่มีป้ายชะตาของเขา สำนักควบคุมสัตว์อสูรก็ไม่อาจอาศัยป้ายชะตามาตามหาเฮ่อผิงเซิงได้

"ที่พูดมาก็ถูก!" น้ำเสียงของเฉียวเสี่ยวเฉียวเปลี่ยนไป พลางกล่าว "ไม่แน่ว่าอาจจะตายไปตั้งนานแล้ว หากยังไม่ตาย ร้อยทั้งแปดสิบก็คงจะเปลี่ยนใจไปแล้ว ออกไปสู่โลกภายนอกอันศิวิไลซ์ ได้เห็นศิษย์หญิงรูปงามเหล่านั้น ใครล่ะจะยังหักห้ามใจได้?"

ขณะที่พูด สายตาของเฉียวเสี่ยวเฉียวก็กวาดมองไปบนร่างของจื่อหลานที่อยู่ข้างกายเฮ่อผิงเซิงแวบหนึ่ง

เฮ่อผิงเซิงถึงกับฝืนยิ้ม นี่กำลังเตือนข้าอยู่นี่นา!

เอาเถอะ!

เฮ่อผิงเซิงลุกขึ้นยืน ประสานมือให้พวกหวังตุน จื่อหลาน และจื่อเสียนทั้งสามคน "สหายเต๋าทั้งสาม ข้าขอตัวลาก่อน... รอให้ถึงวันที่ภูเขาขุนพลเทพแห่งนี้เปิดออกเมื่อใด นักพรตยากไร้อย่างข้าค่อยมาที่นี่เพื่อรวมกลุ่มกับพวกท่านอีกครั้ง!"

พูดจบ ก็เดินจากไปโดยตรง

...

ภายในจวนเจ้าเมือง งานทดสอบก็ใกล้จะสิ้นสุดลงแล้ว

ผู้อาวุโสผู้คุมการทดสอบทั้งหกคนที่แต่เดิมพูดคุยหัวเราะกันอย่างสนุกสนาน ตอนนี้สีหน้ากลับยิ่งมายิ่งมืดมนลง

ไม่มีเลย!

จนกระทั่งตอนนี้ คนที่พวกเขากำลังตามหาอยู่ก็ยังไม่ปรากฏตัว

เมื่อศิษย์ที่เข้ารับการทดสอบคนสุดท้ายเดินเข้าไปและทำการทดสอบเสร็จสิ้น สีหน้าของทุกคนก็ยิ่งดูยากจะอธิบาย

"ทำไมถึงเป็นเช่นนี้ไปได้?"

ผู้ฝึกตนหญิงที่นั่งอยู่ตำแหน่งที่สองรู้สึกไม่เข้าใจเล็กน้อย

ตรงกลาง ผู้ฝึกตนที่ยิ่งใหญ่ซึ่งมีผมหงอกขาวที่ขมับขมวดคิ้วแน่น พลางกล่าว "ต้าจงเจิ้งกล่าวไว้แล้วว่า ผู้มีวาสนาบารมีอันยิ่งใหญ่ของเขตปกครองติ้งเซียงแห่งนี้ ก็อยู่ในการคัดเลือกเข้าสู่ภูเขาขุนพลเทพในครั้งนี้ และยังเป็นศิษย์ขั้นสร้างรากฐานผู้หนึ่งด้วย!"

"ข่าวสารที่พวกเราล่วงรู้ ก็มีเพียงเท่านี้!"

"นั่นก็คือเขาไม่ได้มาน่ะสิ!" หญิงสาวกล่าวอย่างเด็ดขาด "กระจกวิเศษเก้ามังกรหยั่งรู้วาสนาบารมีนี้ไม่มีทางผิดพลาดอย่างแน่นอน!"

เฮ่อผิงเซิง หวังตุน รวมไปถึงศิษย์ขั้นสร้างรากฐานจำนวนมาก ต่างก็คิดว่าของสิ่งนี้ใช้สำหรับดูความเข้าใจในการรู้แจ้ง

ความจริงแล้วไม่ใช่เลย!

กระจกเก้าบานนี้ สิ่งที่ดูคือวาสนาบารมีของคน

ยิ่งมองเห็นมังกรได้มากตัวเท่าไหร่ ก็ยิ่งพิสูจน์ให้เห็นว่าวาสนาบารมีหนาแน่นมากเท่านั้น

หากสามารถมองเห็นมังกรทั้งเก้าตัวในกระจกนี้ได้ในรวดเดียว เช่นนั้นผู้นั้นก็คือผู้ที่มีวาสนาบารมีทะลวงสวรรค์ อนาคตเบื้องหน้าย่อมไร้ขีดจำกัด

"ตั้งแต่โบราณกาลมา ภายในเขตแดนแคว้นต้าฉีของเรา มีเพียงปฐมกษัตริย์ผู้ก่อตั้งแคว้นเท่านั้นที่เป็นผู้มีวาสนาบารมีเก้ามังกร ความแข็งแกร่งของวาสนาบารมีของผู้ครอบครองวาสนาเก้ามังกรนั้น สามารถพลิกคว่ำแว่นแคว้นได้อย่างง่ายดาย หรือแม้กระทั่งทำลายสมดุลของโลกแห่งการบำเพ็ญเพียรทั้งหมดได้เลยทีเดียว!"

"ยิ่งไปกว่านั้นยังมีโอกาสที่จะได้โบยบินขึ้นสู่แดนวิญญาณในตำนานนั่นอีกด้วย!"

"หากไม่อาจค้นหาตัวพบ สำหรับราชวงศ์ต้าฉีของพวกเราแล้ว ก็ถือเป็นภัยคุกคามที่ใหญ่หลวงมาก!"

หญิงสาวกล่าว "ศิษย์พี่ใหญ่ ผู้มีวาสนาบารมีอันยิ่งใหญ่ที่ต้าจงเจิ้งเอ่ยถึง ก็ใช่ว่าจะเป็นวาสนาบารมีเก้ามังกรเสมอไปมิใช่หรือ?"

"ไม่แน่ว่าอาจจะเป็นแค่เจ็ดมังกรหรือแปดมังกรก็ได้นะ!"

"มีแปดมังกรด้วยหรือ?" ผู้ฝึกตนขมับขาวถามกลับ "การทดสอบครั้งนี้ คนที่มากที่สุดก็เป็นแค่เจ็ดมังกรเท่านั้น แปดมังกรไม่มีเลยสักคน!"

"ข้ายังอยากขอให้ทุกคนลองทบทวนดูให้ดี ว่าในระหว่างที่พวกเราทำการทดสอบ มีใครจงใจปิดบังซ่อนเร้นตัวเองหรือไม่?"

"ในสายตาพวกเจ้า มีใครบ้างที่น่าสงสัย?"

ผู้ฝึกตนขมับขาวมองไปยังทุกคน

ทุกคนต่างพากันนึกย้อนความทรงจำ

ทว่า ไม่มีเลย!

ในความทรงจำของพวกเขา แทบจะทุกคนล้วนไม่มีอะไรน่าสงสัยเลย

การแสดงออกล้วนปกติอย่างยิ่ง

"ศิษย์พี่ใหญ่ น้องยังมีจุดที่ไม่เข้าใจอยู่อีกบ้าง ขอศิษย์พี่ช่วยไขข้อข้องใจด้วยเถิด!" หญิงสาวมองไปยังผู้ฝึกตนขมับขาว

ผู้ฝึกตนขมับขาวพยักหน้า "เจ้าว่ามา!"

หญิงสาวกล่าว "ความหมายของต้าจงเจิ้งก็คือ ทางฝั่งเขตปกครองติ้งเซียงมีผู้มีวาสนาบารมีอันยิ่งใหญ่ปรากฏขึ้น จึงให้พวกเราเดินทางมาที่นี่ เพื่อค้นหาผู้มีวาสนาบารมีอันยิ่งใหญ่ผู้นี้ออกมา ใช่หรือไม่?"

ผู้ฝึกตนขมับขาวกล่าว "ถูกต้อง!"

หญิงสาวเอ่ยถามอีก "แล้วหลังจากหาพบแล้วล่ะ จะทำอย่างไรต่อไป?"

"จะดึงตัวมาใช้ประโยชน์เพื่อราชวงศ์ หรือว่าจะ..."

หญิงสาวยกแขนขวาขึ้น ทำท่าทางเหมือนใช้มีดฟันลงมา

ผู้ฝึกตนขมับขาวขมวดคิ้ว ผ่านไปเต็มๆ สามลมหายใจ ถึงได้เอ่ยปาก "เจ้าคิดว่าหากเป็นผู้ครอบครองวาสนาบารมีเก้ามังกร จะยอมถูกราชวงศ์ของพวกเราดึงตัวมาใช้ประโยชน์อย่างนั้นหรือ?"

"ไม่มีทางหรอก!" หญิงส่ายหน้า "ข้าเข้าใจแล้ว!"

"ทว่า..."

นางกล่าวต่อในทันที "ศิษย์พี่ ท่านเคยคิดถึงปัญหาข้อหนึ่งหรือไม่?"

ผู้ฝึกตนขมับขาวเอ่ยถาม "ปัญหาอะไร?"

หญิงสาวกล่าว "หากถูกพวกเราไม่กี่คนเชือดทิ้งได้อย่างง่ายดาย เช่นนั้นเขาจะเป็นผู้ครอบครองวาสนาบารมีเก้ามังกรได้อย่างไรเล่า?"

"ในเมื่อมีวาสนาบารมีหนาแน่นถึงเพียงนี้ แล้วจะถูกพวกเราจับพิรุธได้อย่างไร?"

"เฮ้อ..." ชายชราหนวดเคราขาวโพลนผู้หนึ่งในบรรดาคนทั้งเก้าถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่อย่างลึกล้ำ พลางกล่าว "พูดได้ถูกต้องทีเดียว... นี่มันคือปมที่แกะไม่ออกชัดๆ!"

"ผู้มีวาสนาบารมีอันยิ่งใหญ่ที่แท้จริง ย่อมไม่มีทางถูกสังหาร!"

"ผู้ที่สามารถถูกสังหารได้ ก็ไม่คู่ควรที่จะถูกเรียกว่าผู้มีวาสนาบารมีอันยิ่งใหญ่!"

"ดังนั้นข้าถึงได้บอกไว้แต่แรกแล้วไงล่ะ ว่าก่อนที่พวกเราจะมาที่เขตปกครองติ้งเซียงแห่งนี้ในครั้งนี้ มันก็ถูกกำหนดไว้แล้วว่าต้องมาเสียเที่ยวเปล่า!"

(จบแล้ว)

จบบทที่ บทที่ 207 - วาสนาบารมี

คัดลอกลิงก์แล้ว