เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 8 เงินช่วยเหลือนักเรียนยากจน

บทที่ 8 เงินช่วยเหลือนักเรียนยากจน

บทที่ 8 เงินช่วยเหลือนักเรียนยากจน


วันนี้ที่โรงเรียน จัวเซ่ายังคงใช้เวลาว่างทั้งหมดของเขาไปกับการอ่านหนังสือ

เขาห่างหายจากการเรียนหนังสือมานานมากแล้ว ที่จริงเขาไม่ชินกับการที่ต้องมานั่งตัวตรง ๆ แล้วฟังอาจารย์บรรยายเนื้อหาเลยสักนิด ไม่ชอบเรียนแบบนี้เลย แต่ถึงจะไม่ชอบ ก็ยังมีหลายเรื่องให้ต้องทำ

ในช่วงกายบริหาร อาจารย์ประจำชั้นของเขา หยางเจี้ยนหวา ก็เรียกตัวจัวเซ่าออกไป “เมื่อคืนป้าสะใภ้ของเธอได้ตีเธอไหม?”

“ไม่ได้ตีครับอาจารย์หยาง” จัวเซ่าก้มศีรษะลงและเอ่ยว่า “ผมไม่เป็นไรครับ”

แม้จัวเซ่าจะพูดว่าตนไม่เป็นอะไร แต่เมื่อคิดถึงเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อวาน แล้วไหนจะเสื้อผ้าเก่า ๆ ที่จัวเซ่าใส่อยู่อีก…หยางเจี้ยนหวาถอนหายใจออกมา “จัวเซ่า ครูสมัครทุนช่วยเหลือนักเรียนยากจนให้กับเธอ…อย่าปฏิเสธเลยนะ ไหนจะน้องสาวเธออีก เธอไปที่โรงเรียนของน้องแล้วสมัครขอทุนก็ได้นะ”

การพัฒนาเศรษฐกิจของอำเภอฟูหยางนั้นนับว่าไม่เลว นักเรียนยากจนในโรงเรียนก็มีน้อยมาก เงินช่วยเหลือสำหรับนักเรียนยากจนนั้นมีค่อนข้างเยอะ…เงินช่วยเหลือเหล่านี้ไม่ใช่แค่เงินจากรัฐบาลเท่านั้น ยังมีเงินช่วยเหลือจากภาคเอกชนด้วย หยางเจี้ยนหวาคิดดูแล้ว สถานการณ์ของจัวเซ่านอกจากจะได้รับการยกเว้นค่าเล่าเรียนในหนึ่งภาคการศึกษา ก็ควรจะได้รับเงินเพิ่มอีกพันกว่าหยวน

เงินจำนวนนี้แม้ไม่ได้มากมายอะไร แต่สำหรับจัวเซ่า เงินจำนวนนี้สามารถทำให้คุณภาพชีวิตของเขาดีขึ้นแน่นอน ตอนนี้หยางเจี้ยนหวากลัวว่าจัวเซ่าจะกลัวเสียหน้ามากกว่า

มีนักเรียนยากจนอยู่ในห้องเรียน ในเทอมที่แล้วนอกจากทุนการศึกษา ยังมีกระเป๋าและอุปกรณ์การเรียนให้กับนักเรียนที่ยากจนด้วย แน่นอนว่าจัวเซ่ารู้เรื่องราวทั้งหมดนี้ แต่เขากลับเงียบ ไม่เอ่ยอะไร…

คงเพราะจัวเซ่าอยากรักษาหน้าของตนเอาไว้

ในตอนที่จัวเซ่ายังเด็ก ทุก ๆ วันเขาต้องทนหิว แต่จะไม่ยอมให้ใครรู้ว่าตนนั้นหิว เพียงแต่เขาในตอนนี้เคยผ่านประสบการณ์ต่าง ๆ มากมาย ถูกฉีกหน้าอยู่หลายครั้ง ตอนนี้จัวเซ่าจึงไม่ได้สนใจเรื่องพวกนั้นแล้ว

“อาจารย์หยาง ขอบคุณครับ” จัวเซ่ากล่าวขอบคุณด้วยความซาบซึ้ง ทัศนคติของจัวเซ่าทำให้หยางเจี้ยนหวาประหลาดใจมาก ที่จริงเขาเตรียมพร้อมรับคำปฏิเสธจากจัวเซ่า…แต่จัวเซ่ากลับเต็มใจที่จะรับเงิน นี่เป็นเรื่องที่ดีจริง ๆ

“จัวเซ่า หลังจากที่เธอได้รับเงินแล้วก็ตั้งใจเรียนดี ๆ ถ้าเธอสามารถสอบเข้าโรงเรียนมัธยมปลายในอำเภอได้ด้วยคะแนนดี ๆ ก็จะสามารถของดเว้นค่าเล่าเรียนได้ด้วย”

“อาจารย์หยาง ผมจะตั้งใจเรียนแน่นอนครับ” สายตาที่จัวเซ่ามองไปยังหยางเจี้ยนหวาเต็มไปด้วยความแน่วแน่ เขาตั้งใจว่าจะรอจนจัดการเรื่องครอบครัวของลุงให้คลี่คลายเสียก่อน แล้วจะย้ายออกจากบ้านของลุง คิดวิธีหาเงิน จากนั้นก็ให้น้องสาวได้เรียนที่ดี ๆ และเมื่อเขาได้เข้าเรียนในมหาวิทยาลัยในเมือง เขาก็จะสามารถไปตามหาเหลียงซินได้

หยางเจี้ยนหวาพยักหน้าด้วยความโล่งอก

หยางเจี้ยนหวาไม่ได้พูดเรื่องเงินช่วยเหลือสำหรับนักเรียนยากจนในห้องเรียน อาจารย์ที่มาสอบแทนก็แสดงออกแบบเดียวกัน ไม่มีนักเรียนในห้องสักคนที่รู้เรื่องนี้ จัวเซ่าในสายตาของพวกเขาเป็นชายหนุ่มพูดน้อย แต่ผลการเรียนดีเยี่ยม

นั่นเป็นเหตุผลที่เหลียงเฉินเอ่ยถาม “จะ…จัวเซ่า อาจารย์หยางเรียกนายไปทำอะไรเหรอ?”

“อาจารย์ช่วยสมัครทุนช่วยเหลือสำหรับนักเรียนยากจนให้ฉันน่ะ” จัวเซ่าไม่ได้ปิดบังเขา

“เอ๊ะ?” ใบหน้าของเหลียงเฉินเต็มไปด้วยความประหลาดใจ เหลียงเฉินรู้สึกมาเสมอว่าจัวเซ่าดีไปหมดเสียทุกอย่าง แต่…บ้านจัวเซ่าไม่มีเงิน เป็นนักเรียนยากจนอย่างนั้นเหรอ?

เขาอยากจะถามจัวเซ่าว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ แต่ก็ไม่กล้าถาม เขาอยากจะปลอบจัวเซ่า แต่ก็ไม่รู้ว่าควรจะปลอบอย่างไร ใบหน้าของเหลียงเฉินเต็มไปด้วยความสับสน

“ฉันไม่มีเงินกินข้าว นายได้เงินค่าขนมแต่ละเดือนเยอะมาก ฉันอิจฉานายจัง” จัวเซ่าเอ่ยยิ้ม ๆ

“เอ๊ะ?” เหลียงเฉินรู้สึกแย่มากขึ้นเรื่อย ๆ

“ล้อนายเล่นน่ะ” จัวเซ่ายิ้ม “ขอบใจสำหรับน่องไก่นะ”

“งั้น…งั้นนายอยากได้อีกไหม?” เหลียงเฉินมองไปยังจัวเซ่าด้วยความหวัง และเปิดกระเป๋าของตนอีกครั้ง

จัวเซ่าคิดแล้วคิดอีก และขอขนมปังสองชิ้นกับไข่พะโล้สองฟอง

เพียงพริบตาเดียวก็เที่ยงแล้ว

จัวเซ่ารู้ว่าชวีกุ้ยเซียงจะไม่ยอมหยุดแน่หากพบว่าบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปภายในตู้น้อยลง เมื่อเช้าเขาได้กำชับจัวถิงเอาไว้แล้วว่าเมื่อเลิกเรียนให้เธออยู่ที่โรงเรียนก่อน อย่าเพิ่งกลับบ้าน ให้รอจัวเซ่าอยู่ในห้องเรียนไปก่อน

เมื่อกริ่งเลิกเรียนของคาบเรียนที่สี่ในช่วงเช้าของโรงเรียนมัธยมต้นเป่ยเหมินดังขึ้น จัวเซ่าก็ไปหาจัวถิงพร้อมขนมปังและไข่พะโล้ที่ได้รับมาจากเหลียงเฉินทันที

จัวถิงนั่งอ่านหนังสืออยู่ภายในห้องเรียน นักเรียนส่วนใหญ่รับประทานอาหารกลางวันกันที่โรงเรียน เนื่องจากโรงเรียนไม่มีโรงอาหาร จึงยังคงแจกจ่ายอาหารให้กับเด็กนักเรียนภายในห้อง

นักเรียนคนอื่น ๆ กินอาหารในชามสแตนเลส จัวถิงรู้สึกอาย ไม่อยากจะนั่งดูเพื่อน ๆ รอบตัวกินอาหาร แทนที่เธอจะฟังคำพูดของจัวเซ่าที่บอกให้รอในห้องเรียน เธอกลับไปยืนรอที่ประตูโรงเรียนแทน

โรงเรียนประถมจะเลิกเรียนเร็วกว่า เมื่อจัวเซ่ามาถึง จัวถิงก็รอเขาอยู่กว่าสามสิบนาทีแล้ว ใบหน้าของเธอแดงก่ำจากการตากแดด

“ถิงถิง” เมื่อจัวเซ่าเห็นเธอก็ยิ้มออกมา

“พี่!” จัวถิงเองก็มีความสุขมากเช่นกัน แต่หลังจากนั้นไม่นานเธอก็รู้สึกกังวลขึ้นมาอีกครั้ง “พี่ เราจะกลับบ้านกันตอนนี้เลยไหม?” จัวถิงไม่อยากจะกลับบ้านเลยแม้แต่น้อย เมื่อเช้าเธอและพี่ชายขโมยบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปไปกิน หากกลับไปตอนนี้ ป้าสะใภ้ต้องทุบตีพวกเธอแน่ ๆ

“พวกเราไม่ได้จะกลับบ้าน” จัวเซ่าหยิบขนมปังหนึ่งชิ้นและไข่พะโล้หนึ่งฟองออกมาให้จัวถิง “ถิงถิง เอานี่ไปกินแล้วกลับเข้าห้องเรียนได้แล้ว หลังเลิกเรียนช่วงบ่ายเดี๋ยวพี่จะมารับนะ”

“ค่ะ” จัวถิงพยักหน้ารับ จากนั้นเธอก็มองขนมปังในมือด้วยความประหลาดใจ

เธอไม่ได้กินขนมปังมาเป็นปีแล้ว

“จริงสิถิงถิง ตอนนี้น้องเรียนอยู่ชั้นไหนแล้ว?” จัวเซ่าเอ่ยถาม รู้สึกเขินอายเล็กน้อย

เขาลืมไปแล้วว่าจัวถิงเรียนอยู่ชั้นไหน....พูดถึงเรื่องนี้ หากไม่ใช่เพราะจัวถิงรอเขาอยู่ที่ประตูโรงเรียน เขาคงต้องใช้เวลาทั้งวันในการตามหาเธอ

ขนมปังหนึ่งชิ้นราคาหนึ่งหยวน และไข่พะโล้สุญญากาศหนึ่งฟองราคาห้าสิบเหมา ในเวลานี้อาหารเหล่านี้ถือเป็นอาหารว่างที่ไม่เลว จัวถิงรู้สึกมีความสุขเป็นพิเศษที่ได้กินของเหล่านี้เป็นอาหารกลางวัน จัวเซ่าเองเมื่อกินเข้าไปก็รู้สึกว่าไม่เลวเช่นกัน

เขากินขนมปังและไข่พะโล้เข้าไปได้สองสามคำ จากนั้นก็เดินไปทางบ้านครอบครัวจัว

เมื่อเช้าเขากินบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเป็นอาหารเช้า แต่ไม่ได้ล้างหม้อและชาม ในตอนนี้ชวีกุ้ยเซียงน่าจะพบแล้วว่าบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปมีจำนวนลดลง เมื่อเขากลับไปต้องเจอเข้ากับชวีกุ้ยเซียงที่โกรธจัดแน่ ๆ

จัวเซ่าคิดว่านี่ก็ไม่เลว ในเวลานี้ชวีกุ้ยเซียงคงพบแล้วว่าบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปที่บ้านหายไปสี่ซอง

ชวีกุ้ยเซียงเป็นคนที่ขี้เหนียวมาก ปกติเวลาที่เธอต้มบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปให้จัวหรงหมิง เธอมักจะใส่บะหมี่เพียงครึ่งเดียว และเมื่อแช่น้ำแล้วเธอจะเทน้ำออกครึ่งหนึ่งเพื่อจะได้ใส่เครื่องปรุงน้อยลง จะได้ประหยัดเครื่องปรุงและบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปอีกครึ่งเอาไว้

ตอนนี้เธอพบว่าบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปหายไปสี่ซอง ใคร ๆ ก็คิดได้ว่าเธอจะโกรธมากขนาดไหน

“ไอ้เด็กสารเลวสองตัวนั้นช่างเหลือเชื่อจริง ๆ วันนี้พวกมันขโมยของที่ฉันล็อคเอาไว้ในตู้ไป!” ชวีกุ้ยเซียงที่ยืนอยู่ชั้นล่าง ณ อาคารห้าชั้นที่เธออาศัยอยู่ตะโกนออกมาด้วยความเกรี้ยวโกรธ

ชวีกุ้ยเซียงถูกรายล้อมไปด้วยผู้คนมากมาย พวกเขามักจะได้ยินชวีกุ้ยเซียงบ่นเกี่ยวกับจัวเซ่าและจัวถิงอยู่เสมอ หลังจากที่พ่อแม่ของเด็กทั้งสองเสียชีวิตก็มาอาศัยอยู่กับครอบครัวของชวีกุ้ยเซียง ความประทับใจของพวกเขาต่อจัวเซ่าและจัวถิงไม่ดีนัก “อะไรนะ? อายุแค่นี้ก็ขโมยของแล้ว? กุ้ยเซียง เธอต้องสั่งสอนพวกเขาดี ๆ นะ”

“ยังเรียนหนังสืออยู่ก็ขโมยของแล้ว ต่อไปไม่ใช่ว่าจะไปปล้นอะไรหรอกนะ? คนแบบนี้ต้องถูกทุบตีซะให้เข็ด” คนคนหนึ่งพูดขึ้นมา

ผู้คนโต้เถียงกันไปมา เอ่ยโจมตีจัวเซ่าและจัวถิง ในขณะนั้นเองสะใภ้สาวเพื่อนบ้านก็พูดบางอย่างที่ให้ความเป็นธรรมกับสองพี่น้อง “ไม่จริงน่า? จัวเซ่ากับจัวถิงออกจะดูเป็นเด็กดี...”

“เด็กดีอะไรกัน? เมื่อวานฉันทำอาหารรสชาติไม่ถูกใจเขา พวกเขาถึงกับคว่ำชามทิ้ง วันนี้ยิ่งแล้วใหญ่ ถึงขั้นขโมยของไปหมดเลย!” ชวีกุ้ยเซียงจ้องไปยังสะใภ้สาวเพื่อนบ้านแล้วพูดเสียงดังขึ้นอีก “พ่อแม่ของเขาตายไปแล้ว ฉันเลี้ยงพวกเขาอย่างดี ไม่คิดว่าพวกเขาจะไม่รู้อะไรดีอะไรชั่ว แล้วยังขโมยของฉันอีก...”

ชวีกุ้ยเซียงสาปแช่งและพูดเรื่องไม่ดีต่าง ๆ นานาเกี่ยวกับจัวเซ่าและจัวถิง แม้ว่าในตอนแรกจะมีบางคนที่เข้าข้างจัวเซ่าและจัวถิง แต่เมื่อฟังไปเรื่อย ๆ ความเห็นอกเห็นใจที่เคยมีก็ค่อย ๆ หายไป

พวกเขาเริ่มรู้สึกว่าเด็กสองคนนี้อาจจะไม่ใช่เด็กดีจริง ๆ อย่างที่พวกเขาคิด

ขณะที่ทุกคนกำลังพูดคุยกันอยู่นั้น ก็มีใครบางคนเดินเข้ามาจากทางนอกซอย

เป็นเด็กหนุ่มอายุราวสิบสี่สิบห้าปี เขาผอมมาก สวมเสื้อยืดสีน้ำเงินที่ซักจนซีดจนแทบจะกลายเป็นสีขาว ผมยาว ยุ่งเหยิงเล็กน้อย ในตอนแรกเขาก้มศีรษะเดินเข้ามา แต่เมื่อเห็นว่ามีคนยืนอยู่เบื้องหน้าของตนจึงเงยหน้าขึ้นมามอง เผยให้เห็นใบหน้าที่ดูดีเป็นพิเศษ

ผิวของเด็กชายขาวมาก ดวงตากลมโต เรียวคิ้วคมเข้ม แต่กลับไม่เลอะเทอะ ใบหน้าของเขาสะอาดสะอ้าน... เมื่อเห็นเขา ผู้คนรอบ ๆ ชวีกุ้ยเซียงก็อดลอบถอนใจไม่ได้

แม้ว่าเด็กทั้งสองจะเป็นภาระและนำความวุ่นวายมาสู่ชวีกุ้ยเซียง แต่พวกเขาก็ดูดีมากจริง ๆ โดยเฉพาะคนพี่ ในชุมชนของพวกเขา ไม่มีผู้ชายคนไหนที่หล่อเหลาไปมากกว่าเขาแล้ว

แม้พวกเขาจะได้ยินว่าคนคนนี้ขโมยของ พวกเขาก็เกลียดไม่ลงจริง ๆ

แค่ทำไมพวกเขาถึงไม่เคยค้นพบสิ่งนี้มาก่อนกันนะ?

จัวเซ่าสังเกตเห็นท่าทางของคนเหล่านั้น

เขาดูดีไม่น้อย หากไม่ใช่เพราะเรื่องนี้ เขาคงไม่ถูกใบหน้าของเหลียงซินดึงดูดและย้ายไปอยู่ข้างกายเหลียงซิน

จัวเซ่าอายุสิบห้าปี ที่จริงเขาไม่ได้ตั้งใจจะใช้ประโยชน์จากสิ่งเหล่านี้ แต่เนื่องจากเขามีใบหน้าที่มักจะอมทุกข์อยู่เสมอ และผมของเขาก็ยาวปกคลุมมาจนถึงดวงตา เพื่อไม่ให้ใครจ้องมองใบหน้าของตน แต่ตอนนี้จัวเซ่ารู้ดี...ว่ามุมไหนที่ตนจะดูดีที่สุด

“ป้าสะใภ้...” จัวเซ่าเอ่ยเรียกชวีกุ้ยเซียง จากนั้นก็หยุดเดิน แสดงท่าทีไม่สบายใจเล็กน้อย

“ไอ้สารเลว แกยังกล้ากลับมาอีกเหรอ! อย่าคิดว่าฉันจะปล่อยไป วันนี้แกกับฉันได้เห็นดีกันแน่ !” ชวีกุ้ยเซียงหยิบไม้กวาดขึ้นมาหมายจะเข้ามาตีจัวเซ่า

เธอไม่ได้ใส่ใจกับคำขู่ของจัวเซ่าเมื่อวาน ถ้าเธอจะตีและตีไปแล้ว ไอ้เด็กนี่มันจะทำอะไรได้?

ในอดีตจัวเซ่าเป็นพวกชอบเอาชนะ บ่อยครั้งที่เขาจะถูกเฆี่ยนตีสองสามครั้งโดยไม่พูดอะไรสักคำ แต่ตอนนี้...

“ป้าสะใภ้?” จัวเซ่าก้าวถอยหลังและมองไปยังชวีกุ้ยเซียงด้วยความดื้อรั้น “ทำไมวันนี้ป้าจะตีผมล่ะ?”

“แกยังจะมีหน้ามาถามอีก แกขโมยของฉัน แกอยากจะให้ฉันสั่งสอนแกนักใช่ไหม?” ชวีกุ้ยเซียงเอ่ย

“ผมไปขโมยของตอนไหน ผมไม่เคยขโมยของ!” จัวเซ่าเอ่ยตอบ

“บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปที่ฉันใส่เอาไว้ในตู้หายไป ถ้าแกไม่ได้เอาไป แล้วหมาที่ไหนมันจะขโมยไป?” ชวีกุ้ยเซียงโกรธจัด แต่เธอกลับไม่รู้ว่าทันทีที่เธอพูดคำเหล่านั้นออกไป การแสดงออกของผู้คนรอบ ๆ ก็เปลี่ยนไปเล็กน้อย

ก่อนหน้านี้เขาฟังที่ชวีกุ้ยเซียงพูดก็คิดว่าจัวเซ่าขโมยเงินหรือของมีค่าอะไรพวกนั้น แต่ที่ไหนได้...เป็นบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเนี่ยนะ?

“ป้าสะใภ้ หลังจากที่พ่อแม่ของผมเสีย ป้าก็เอาเงินที่ผู้ก่อเหตุจ่ายชดเชยไป แล้วยังเอาเงินเก็บของพ่อแม่ผมไปอีก ไหนจะทีวี เครื่องซักผ้า และตู้เย็นของที่บ้านผม ป้าก็เอามาใช้หมด ตอนนี้แค่ผมจะกินบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปสักห่อ ป้ายังหาว่าผมขโมยอีกเหรอ?” จัวเซ่าเอ่ยถามชวีกุ้ยเซียงด้วยความโกรธเคือง

ร่องรอยความหวาดผวาปรากฏขึ้นในดวงตาของชวีกุ้ยเซียง จากนั้นเธอก็พูดออกมา “พ่อแม่แกเป็นหนี้เยอะแยะ จะไปมีเงินได้ยังไง แกไม่พอใจที่ฉันเลี้ยงแกใช่ไหม?”

“ถ้าพ่อแม่ของผมไม่มีเงินแล้วยังมีหนี้จริง ๆ ... ป้าสะใภ้กับลุงที่ไม่ได้ทำการทำงานอะไรทั้งคู่จะเอาเงินที่ไหนไปซื้อบ้านใหม่ให้ลูกพี่ลูกน้องผมกันล่ะ?” จัวเซ่ากำมัดแน่นและเอ่ยถามชวีกุ้ยเซียงออกไป

ใบหน้าของเด็กหนุ่มแดงก่ำด้วยโทสะ และในขณะเดียวกัน เขาก็พูดสิ่งที่ไม่น่าเชื่อออกมา

การแสดงออกของคนรอบข้างที่มองชวีกุ้ยเซียงเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง

พวกเขาก็รู้ว่าจัวหรงหมิงและชวีกุ้ยเซียงไม่มีงานทำทั้งคู่ แล้วทำไมพวกเขาถึงซื้อบ้านให้ลูกชายได้กันล่ะ นอกจากว่า...

ชวีกุ้ยเซียง คน ๆ นี้ไร้ยางอายจริง ๆ เอาเงินของคนอื่นไปแล้วยังพูดไปทั่วว่าน้องชายของจัวหรงหมิงเป็นเพียงชาวนาที่ยากจนอีก!

จบบทที่ บทที่ 8 เงินช่วยเหลือนักเรียนยากจน

คัดลอกลิงก์แล้ว