เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 5 การเยี่ยมบ้านที่แสนวุ่นวาย (2)

บทที่ 5 การเยี่ยมบ้านที่แสนวุ่นวาย (2)

บทที่ 5 การเยี่ยมบ้านที่แสนวุ่นวาย (2)


เนื้อเลอะเทอะเต็มห้องครัว แต่เตาแก๊สยังคงเปิดอยู่ ชวีกุ้ยเซียงไม่กล้าพอที่จะเข้าไปปิดแก๊ส เธอกลัวว่าจะเกิดอะไรขึ้นอีก จึงร้องตะโกนขึ้นมา “จัวเซ่า แกเข้าไปปิดแก๊สซะ!”

จัวเซ่าไม่ได้ตอบอะไรออกไป เพียงเดินเข้าไปปิดแก๊สในครัว ในเวลานี้ชวีกุ้ยเซียงก็ตะโกนออกมาอีกครั้ง “แกทำความสะอาดห้องครัวให้ฉันด้วย!”

จัวเซ่าเก็บกวาดอย่างเชื่อฟัง

บ้านของจัวหรงหมิงและชวีกุ้ยเซียงมีขนาดเพียงห้าสิบตารางเมตร ห้องนอนสองห้อง หันไปทางทิศใต้เป็นห้องทานอาหาร ส่วนห้องครัวหันไปทางทิศเหนือ ห้องน้ำอยู่ระหว่างห้องครัวและห้องนอน ส่วนห้องรับแขกไม่มีอะไรเลย

ทางหน้าต่างครัวที่หันไปทางทิศเหนือ จัวเซ่าเห็นว่าอาจารย์ที่ปรึกษาของตน อาจารย์หยางและอาจารย์จางที่สอนวิชาคณิตศาสตร์กำลังเดินอยู่ที่นี่ด้วยกัน

จัวเซ่ามองไปยังพวกเขาที่กำลังเดินเข้ามาใกล้ หลังจากคำนวณเวลาจึงแกล้งทำเป็นไม่ทันระวัง ทำจานที่ชวีกุ้ยเซียงวางเอาไว้ข้าง ๆ ตกลงพื้น

ชามใบนั้นตกลงมาแตกอย่างที่คาดเอาไว้

หม้อความดันระเบิดไม่เพียงทำให้ชวีกุ้ยเซียงตื่นตกใจ แต่ยังลวกแขนของเธออีก เดิมทีเธอก็โกรธมากอยู่แล้ว ยิ่งเห็นว่าจัวเซ่าทำชามแตกอีก ความโกรธของเธอจึงยิ่งปะทุขึ้นกว่าเดิม

“ไอ้ลูกหมา ฉันให้แกทำความสะอาด ไม่ได้ให้แกทำชามแตก แกทำอะไรของแกฮะ!” ชวีกุ้ยเซียงยืนกอดอกด่าออกมา ด่าไปสองสามประโยคก็ยังคงโกรธอยู่ เธอหยิบไม้ปัดขนไก่ที่อยู่ข้าง ๆ ขึ้นมา หมายจะเข้าไปตีจัวเซ่า

ในปีนั้นจัวเซ่าถูกชวีกุ้ยเซียงและจัวหรงหมิงตีไปไม่น้อย ต่อมาเขาเป็นอันธพาล ร้ายกาจขึ้น กล้าเล่นมีด จัวหรงหมิงและชวีกุ้ยเซียงต่างก็กลัวเขา

อย่างไรก็ตามแม้ว่าชวีกุ้ยเซียงและจัวหรงหมิงทั้งสองคนจะตีเขาได้ แต่เมื่อคิดถึงหน้าตาของตน พวกเขาจะไม่ตีจัวเซ่าแรงเกินไป และมักจะบอกเหตุผลด้วยทุกครั้ง

เช่น เมื่อเขาทำชามแตก นั่นเป็นเหตุผลที่ดีที่จะตีเขา แน่นอนว่าเมื่อชวีกุ้ยเซียงพูดออกมา จะไม่ใช่เพราะเขาบังเอิญทำชามตกแตก แต่เป็นเขาขว้างชามทิ้งเพราะอาหารไม่อร่อย

เธอเก่งในเรื่องกลับดำให้เป็นขาว

และตอนที่ชวีกุ้ยเซียงมักจะกลับดำให้เป็นขาวก็คือตอนที่มีคนนอกอยู่ด้วย อย่างเช่นตอนนี้...

ชวีกุ้ยเซียงเข้าไปตีจัวเซ่า ด่าไม่หยุด “ไอ้ลูกหมา เรื่องเล็กแค่นี้ทำไมแกยังทำได้ไม่ดีอีก...”

ตอนที่จัวเซ่าบอกที่ตั้งของบ้านตนเองกับอาจารย์ เขาก็วางแผนยั่วโมโหชวีกุ้ยเซียง ให้อาจารย์ที่โรงเรียนได้เห็นว่าเขาน่าสงสารแค่ไหน ไม่คาดคิดว่าพอชวีกุ้ยเซียงเปิดปาก ก็ด่าแม้กระทั่งแม่ของเขา

แม้ว่าปัจจุบันแม่ของเขาจะเสียไปแล้วยี่สิบกว่าปี ภาพใบหน้าของแม่ที่จำได้ก็เลือนราง แต่เขายังคงจำความอ่อนโยนของแม่ได้เป็นอย่างดี เมื่อได้ยินคำพูดของชวีกุ้ยเซียง ใบหน้าของเขาก็กลายเป็นน่าเกลียดมาก

ไม่คาดคิดว่าจัวเซ่าจะเตะไปที่ขาของชวีกุ้ยเซียง

ตอนที่จัวเซ่ายังอยู่ในคุกได้เรียนวิธีการตีคนมามากมาย และเพราะการเตะนี้ ชวีกุ้ยเซียงจึงกรีดร้องออกมาอีกครั้ง และในขณะเดียวกันทางด้านชวีกุ้ยเซียงก็ยิ่งโกรธจัด

คำหยาบคายทุกประเภทถูกพ่นออกมาจากปากของชวีกุ้ยเซียง เธอถือไม้ขนไก่ไว้ในมือ กวัดแกว่งไปมาตามแรงอารมณ์

ถ้าไม่ใช่เพราะความเจ็บปวดที่ขาของเธอหลังจากถูกเตะทำให้เคลื่อนไหวได้อย่างจำกัด เธอก็คงจะ ‘รุนแรง’ มากยิ่งขึ้น

อาจารย์หยางและอาจารย์จางหาสถานที่ที่จัวเซ่าบอกจนพบ เมื่อเดินขึ้นมาบนตึกก็พบเข้ากับฉากหนึ่ง

หญิงวัยกลางคนคนหนึ่งกำลังตีจัวเซ่าอยู่ที่ทางเข้าห้องครัว เด็กหญิงอายุประมาณสิบขวบพยายามที่จะห้ามแต่ไม่อาจทำอะไรได้...ภายในห้องรกไปหมด มีเสียงหนึ่งดังชัดเป็นพิเศษคือเสียงดุด่าของหญิงวัยกลางคนคนนั้น

ปีนี้อาจารย์หยางอายุประมาณสามสิบสี่สิบปี พบเห็นมาหลายสถานการณ์ แต่อาจารย์จางเพิ่งเรียนจบมหาวิทยาลัย ฐานะทางบ้านก็ไม่เลว พ่อแม่ก็ล้วนเป็นปัญญาชน ดังนั้นเขาจึงไม่เคยพบเห็นฉากแบบนี้มาก่อน เขานิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง ในขณะเดียวกันก็รู้สึกเห็นใจจัวเซ่าเป็นอย่างยิ่ง

นักเรียนคนโปรดของเขากำลังจะถูกทุบตีที่บ้าน?

“ปล่อยมือซะ!” อาจารย์ตะโกนออกไป “คุณตีเด็กทำไม?!”

“แกเป็นใคร?” ชวีกุ้ยเซียงหันศีรษะมองไปยังชายสองคนที่ไม่ได้รับเชิญด้วยความไม่พอใจนัก “ฉันตีเด็กแล้วเกี่ยวอะไรกับพวกแกฮะ?”

“พวกเราเป็นอาจารย์ของจัวเซ่า มาเยี่ยมบ้าน” คิ้วของครูหยางขมวดแน่น “ทำไมคุณถึงได้ตีเด็กกัน?”

“พวกคุณเป็นอาจารย์ของจัวเซ่างั้นเหรอ?” ชวีกุ้ยเซียงตะลึงไปครู่หนึ่ง ทันใดนั้นเธอก็เปลี่ยนโฉมหน้า ปฏิบัติกับอาจารย์ต่างไปจากเดิม “ที่แท้พวกคุณก็เป็นอาจารย์ของเขา ก็ต้องสอนเขาให้ดี ๆ หน่อยสิ! แต่นี่มันกลับตรงกันข้ามไปหมด! ให้เขาช่วยทำงานบ้านนิดหน่อยก็ไม่พอใจ โมโหจนขว้างชามแตก แล้วยังจะมาตีฉันอีก!”

“เขาไม่มีพ่อแม่ ฉันใจดีพอที่จะเลี้ยงเขา แต่เขายังจะโวยวายใส่ฉันทั้งวัน เป็นหมาป่าตาขาว(1) ชัด ๆ ทำตัวเหมือนเป็นพวกวิญญาณทวงหนี้ (2)” ชวีกุ้ยเซียงพูดออกมาไม่หยุด

อาจารย์หยางและอาจารย์จาง “…”

แต่จัวเซ่าในตอนนี้จะไม่ยอมให้ชวีกุ้ยเซียงกลับดำให้เป็นขาวอีกแล้ว

“อาจารย์หยาง ผมไม่เป็นไรครับ ตอนผมเข้าไปทำความสะอาดในครัว ไม่ทันระวังทำชามตกมาแตกใบหนึ่ง” จัวเซ่าพูด แสร้งทำเป็นไม่สบายใจอีกครั้ง ลอบแอบมองไปยังอาจารย์หยาง

“แก ไอ้เด็กเวร อย่ามาทำตัวน่าสงสาร” แม้ชวีกุ้ยเซียงจะสงบลงไปครู่หนึ่ง แต่สุดท้ายเธอก็พยายามที่จะเอื้อมมือออกไปเพื่อตีจัวเซ่า

จัวเซ่าก้าวถอยหลังด้วยความตื่นตระหนก บังเอิญไปชนเข้ากับตู้เล็กบนเคาน์เตอร์ครัว ไม่ทันระวังชนตู้คว่ำลงมา...

ตู้ล้มลงไปที่พื้น เสียงเครื่องลายครามที่แตกยังดังก้องไม่หยุด ครั้งนี้ไม่ใช่หล่นลงมาแตกใบเดียว แต่เป็นหนึ่งกอง

-----------------------------------------------------------------

(1) หมาป่าตาขาว หมาป่าถือเป็นสัญลักษณ์ของความโหดร้าย ไร้มนุษยธรรม ตาสีขาว หมายถึง ไม่มีตา ตาบอด มองไม่เห็นสิ่งที่อยู่ตรงหน้า เมื่อนำมารวมกันจึงหมายความว่า พวกเนรคุณ เลี้ยงไม่เชื่อง

(2) วิญญาณทวงหนี้ เป็นคำเรียกเด็กซุกซน

จบบทที่ บทที่ 5 การเยี่ยมบ้านที่แสนวุ่นวาย (2)

คัดลอกลิงก์แล้ว