- หน้าแรก
- ทะลุมิติมาป่วนหงหวน เมื่อเทพหนี่วาดันได้ยินสิ่งที่ข้าคิด
- บทที่ 50 ประตูจื่อเซียวเปิดออก สองคนจากทิศตะวันตกที่มาล่าช้า
บทที่ 50 ประตูจื่อเซียวเปิดออก สองคนจากทิศตะวันตกที่มาล่าช้า
บทที่ 50 ประตูจื่อเซียวเปิดออก สองคนจากทิศตะวันตกที่มาล่าช้า
บทที่ 50 ประตูจื่อเซียวเปิดออก สองคนจากทิศตะวันตกที่มาล่าช้า
หงจวินที่ซ่อนตัวอยู่ในเงามืดก็รู้สึกว่าได้เวลาแล้ว จึงส่งเสียงทางจิตถึงฮ่าวเทียนและเหยาฉือ
"เด็กน้อย เปิดประตูได้แล้ว"
"รับทราบนายท่าน" ฮ่าวเทียนและเหยาฉือได้รับคำสั่งจากหงจวิน จึงใช้พลังเวทเปิดประตูตำหนักจื่อเซียวออก
"รีบดูสิ ประตูกำลังจะเปิดแล้ว" ไม่รู้ว่าผู้บำเพ็ญคนใดตะโกนขึ้นมา
สายตาของทุกคนล้วนจับจ้องไปยังทิศทางของประตูใหญ่
เมื่อประตูตำหนักจื่อเซียวเปิดออกจนสุด ทุกคนก็มองเห็นเบาะหญ้าหกใบที่ตั้งอยู่เบื้องหน้าของตำหนัก
แม้จะไม่รู้ว่าเบาะหญ้าทั้งหกใบนั้นมีไว้เพื่อสิ่งใด ทว่าทุกคนในที่นั้นต่างก็แย่งชิงกันเหาะไปหาเบาะหญ้าเหล่านั้นราวกับกลัวว่าจะไม่ทันกาล
ซานชิงที่อยู่ด้านหน้าสุดของทุกคนไม่ได้พูดพร่ำทำเพลง เข้ายึดครองเบาะหญ้าสามใบหน้าสุดไปทันที รองลงมาคือหนี่ว์วาและฝูซี เจิ้นหยวนจื่อ หงหยุน คุนเผิงอาศัยความสามารถศักดิ์สิทธิ์ในการหลบหนีที่เป็นอันดับต้นๆ ของมหาทวีปหงฮวางแซงหน้าตี้จวิ้น ไท่อี และคนอื่นๆ ขึ้นมาตีคู่กับหนี่ว์วาและพวกทั้งสี่คน
สุดท้าย หนี่ว์วาและฝูซียึดครองเบาะหญ้าไปหนึ่งใบ เจิ้นหยวนจื่อและหงหยุนยึดครองไปหนึ่งใบ ส่วนใบสุดท้ายถูกคุนเผิงยึดครอง
รอจนตี้จวิ้น ไท่อี ตงหวังกง และเหล่าผู้บำเพ็ญตามมาถึง เบาะหญ้าก็ถูกแบ่งสรรปันส่วนไปจนหมดสิ้นแล้ว
บนใบหน้าของตี้จวิ้นและไท่อีเต็มไปด้วยความไม่ยินยอม สายตากวาดมองจากซานชิง หนี่ว์วา หงหยุน ท้ายที่สุดก็มาหยุดอยู่ที่ร่างโดดเดี่ยวของคุนเผิง
ดวงตาเต็มไปด้วยความละโมบหมายปอง
ซานชิงเขาไม่กล้าล่วงเกิน แต่คุนเผิงนับเป็นตัวอันใด อาศัยสิ่งใดผู้บำเพ็ญขั้นต้าหลัวตอนกลางอย่างเขาถึงได้นั่งบนเบาะหญ้าได้
"พี่ใหญ่ พวกเรายังไม่ลงมืออีกหรือ"
"คุนเผิงผู้นี้มีเพียงคนเดียว พวกเรามีถึงสองคน"
"นักบุญหงจวินจัดวางเบาะหญ้าไว้เพียงหกที่ ไม่แน่ว่าคนที่ได้นั่งอาจจะมีวาสนาอันยิ่งใหญ่ก็เป็นได้"
เหตุผลข้อนี้ ทุกคนในที่นั้นล้วนเข้าใจดี แต่กลับไม่มีผู้ใดกล้าลงมือในตำหนักจื่อเซียวเลยแม้แต่คนเดียว
ตี้จวิ้นขมวดคิ้วเล็กน้อย ภายในใจชั่งน้ำหนักข้อดีข้อเสียอย่างต่อเนื่อง ท้ายที่สุดก็เลือกที่จะถอดใจ
"ช่างเถอะ ไท่อี ตอนนี้การแสดงธรรมจวนจะเริ่มแล้ว ไม่สมควรสร้างเรื่องวุ่นวาย"
เมื่อเห็นตี้จวิ้นเป็นเช่นนี้ ไท่อีก็ทำได้เพียงดึงมือขวาที่วางพาดอยู่บนระฆังโกลาหลข้างเอวกลับมา
ผู้บำเพ็ญที่ตามมาทีหลังก็ทำได้เพียงนั่งถัดออกไปด้านหลัง
มีผู้บำเพ็ญเดินทางมาถึงทั้งหมด 2,998 คน ขาดอีกสองคนจึงจะครบสามพันแขกแห่งจื่อเซียว
สองคนที่ขาดหายไปก็คือสองคนจากทิศตะวันตกที่บังเอิญไปพบกับกระแสปั่นป่วนของมิติระหว่างการเดินทางพอดี นักพรตเจียอิ่นและนักพรตจุ่นถีนั่นเอง
เวลาหนึ่งหยวนฮุ่ยได้สิ้นสุดลงแล้ว ประตูตำหนักจื่อเซียวกำลังค่อยๆ ปิดลง
"รอพวกเราด้วย พวกเรายังไม่ได้เข้าไปเลย" ผู้บำเพ็ญสภาพทุลักทุเลสองคนอาศัยจังหวะสุดท้ายก่อนที่ประตูใหญ่จะปิดลง เข้ามาภายในตำหนักจื่อเซียวได้สำเร็จ
เพิ่งจะเข้ามาในตำหนักจื่อเซียว สายตาของทั้งสองก็กวาดมองไปเห็นคนทั้งหกที่นั่งอยู่บนเบาะหญ้าด้านหน้า
ทั้งสองสบตากัน แล้วก็เดินตรงมาที่ด้านหน้าทันที
พวกเขามองไปยังหงหยุนและคุนเผิงสองคนนั้น
ในขณะที่ตี้จวิ้น ไท่อี และคนอื่นๆ คิดว่านักพรตเจียอิ่นและนักพรตจุ่นถีกำลังจะลงมือ ภาพที่ทำให้ผู้บำเพ็ญทุกคนต้องเบิกตาอ้าปากค้างก็ปรากฏขึ้น
"โฮๆ ลำบาก ช่างยากลำบากเหลือเกิน"
"น่าสงสารพวกเราสองพี่น้องที่อุตส่าห์ดั้นด้นเดินทางมาจากดินแดนอันแร้นแค้นทางทิศตะวันตกอย่างยากลำบาก ซ้ำยังมาเจอกับรอยแยกมิติระหว่างทาง กว่าจะเดินทางมาถึงตำหนักจื่อเซียวได้ก็แสนเข็ญ กลับไม่มีแม้แต่ที่นั่งสักที่"
นักพรตเจียอิ่นและนักพรตจุ่นถีทั้งสองคน ร้องไห้น้ำมูกน้ำตาไหลพราก ไม่สนใจใบหน้าของตนเองเลยแม้แต่น้อย
"สหายเต๋าทั้งสอง พวกท่านโปรดมีเมตตา สละที่นั่งให้พวกเราสองพี่น้องเถิด"
เมื่อเห็นแววตาของหงหยุนมีประกายความสงสารวาบผ่าน นักพรตเจียอิ่นและนักพรตจุ่นถีก็ยิ่งร้องไห้เสียงดังขึ้น
งัดเอาสารพัดวิธีเรียกร้องความสงสารออกมาใช้อย่างคล่องปาก
"สหายเต๋าหงหยุน ท่านคือคนดีที่มีชื่อเสียงในมหาทวีปหงฮวาง ท่านจะทนเห็นพวกเราสองพี่น้องเดินทางมาอย่างเหน็ดเหนื่อย ทว่ากลับไม่มีแม้แต่ที่นั่งได้ลงคอเชียวหรือ"
ผู้บำเพ็ญที่นั่งอยู่ด้านหลังต่างก็ตกตะลึงกับความไร้ยางอายของทั้งสองคน
"ผู้ใดบ้างที่ไม่ได้เร่งเดินทางมาอย่างยากลำบาก"
"คนตั้งมากมายไม่มีที่นั่งยังนั่งบนพื้นได้ บั้นท้ายของพวกเจ้าทำจากบุญญาธิการหรือกระไร ถึงเปื้อนฝุ่นไม่ได้"
แน่นอนว่าทุกคนก็ทำได้เพียงแค่ค่อนขอดอยู่ในใจ ไม่มีผู้ใดโง่เขลาถึงขั้นพูดออกมาตรงๆ
ในจังหวะที่หงหยุนกำลังจะเตรียมตัวสละที่นั่งนั้น เจิ้นหยวนจื่อที่อยู่ด้านข้างก็ส่งเสียงทางจิตไปหาหงหยุน "น้องหงหยุน อย่าลืมคำพูดที่น้องหยุนอี้เคยกล่าวไว้"
ในตอนนั้นเอง หงหยุนก็ได้สติกลับมา ภายในห้วงความคิดดังก้องไปด้วยคำเตือนของหยุนอี้
"ห้ามสละที่นั่งเด็ดขาด โดยเฉพาะสองคนจากทิศตะวันตก"
ตอนนี้รูม่านตาของหงหยุนหดเกร็งวูบ คำพูดของน้องหยุนอี้ กลายเป็นความจริงแล้ว
ดังนั้น สายตาของเขาจึงเปลี่ยนเป็นมุ่งมั่น
"ที่นั่งนี้ ข้าจะไม่สละให้เด็ดขาด" เสียงอันเด็ดเดี่ยวของหงหยุนดังขึ้น
การกระทำนี้ทำเอานักพรตเจียอิ่นและนักพรตจุ่นถีถึงกับไปไม่เป็นเลยทีเดียว
ไหนบอกว่าเป็นคนดีแห่งมหาทวีปหงฮวาง ไหนบอกว่าไม่เคยปฏิเสธผู้คน ทำไมถึงมาใช้ไม่ได้ผลกับพวกเราสองพี่น้องเล่า
"สหายเต๋า หากท่านยินยอมสละที่นั่งให้พวกเราสองพี่น้อง ถือเสียว่าพวกเราติดค้างกรรมลิขิตท่านหนึ่งครั้ง"
ดังคำกล่าวที่ว่า เหาเยอะจนไม่กลัวคันแล้ว วิธีการจับเสือมือเปล่าเช่นนี้ นักพรตเจียอิ่นและนักพรตจุ่นถีฝึกฝนมาจนช่ำชอง
ทว่าสิ่งที่ได้รับกลับมาคือคำพูดเย็นชาประโยคหนึ่งของหงหยุน
"ไม่ให้"
"ดีๆๆ" จู่ๆ นักพรตเจียอิ่นก็ตะโกนคำว่าดีออกมาระรัวสามคำ ดึงดูดสายตาของทุกคนให้หันไปมอง
ในตอนนั้นเอง นักพรตจุ่นถีก็เดินพลังเวทอย่างลับๆ ซัดพลังเข้าใส่หงหยุนและคุนเผิงที่ไม่ได้ระวังตัวแม้แต่น้อย หงหยุนเกือบจะล้มคะมำ ส่วนคุนเผิงนั้นไม่ได้โชคดีเช่นนั้น
เขาร่วงตกลงมาจากเบาะหญ้าทันที
นักพรตจุ่นถีพริ้วกายวูบเดียว ก็ขึ้นไปนั่งบนเบาะหญ้า นักพรตเจียอิ่นเองก็ลงไปนั่งข้างๆ นักพรตจุ่นถีเช่นกัน
"เจ้า" คุนเผิงพึ่งจะเตรียมตัวลงมือ
แต่หงจวินกลับปรากฏตัวขึ้นในเวลานี้พอดี
รูปโฉมของเขาดูผอมบางและเก่าแก่ รูปร่างค่อนข้างซูบผอม สวมชุดนักพรตผ้าหยาบที่แสนจะธรรมดาที่สุด รอบกายไม่มีแสงของวิเศษหรือสีสันประหลาดใดๆ ทั้งสิ้น และไม่มีแรงกดดันที่บีบคั้นผู้คน
ทว่าผู้บำเพ็ญทุกคนที่มองไปยังเขา ไม่ว่าจะเป็นต้าหลัวจินเซียน หรือไท่อวี่จินเซียน จิตใจต่างก็ต้องสั่นสะท้านอย่างรุนแรง
ดวงตาที่ดูธรรมดาคู่นั้น แฝงไว้ด้วยกลิ่นอายแห่งมรรคาที่ไร้ขอบเขต ลึกล้ำไร้ก้นบึ้ง สะท้อนภาพของผู้บำเพ็ญทุกคนที่อยู่ในที่แห่งนั้นอย่างเงียบสงบ
ทำได้เพียงพูดว่าหงจวินปรากฏตัวได้ 'จังหวะดี' เกินไป ไม่มาเร็วไป ไม่มาช้าไป พอพวกนักพรตเจียอิ่นและนักพรตจุ่นถีแย่งที่นั่งได้ก็ปรากฏตัวพอดี
แม้จะแย่งมาได้เพียงที่เดียว แต่ก็เพียงพอให้หงจวินดำเนินการแล้ว
เมื่อหงจวินปรากฏตัว คุนเผิงก็ไม่กล้ากำเริบเสิบสานอีกต่อไป ทำได้เพียงใช้สายตาเคียดแค้นจ้องมองไปที่นักพรตเจียอิ่นและนักพรตจุ่นถีเท่านั้น
คนที่นั่งอยู่ที่นี่ล้วนไม่ใช่คนโง่ เห็นได้ชัดว่าหงจวินลำเอียงเข้าข้างสองคนจากทิศตะวันตก แต่ในเมื่อไม่เกี่ยวกับตนเอง ทุกคนก็ไม่อยากจะหาเรื่องใส่ตัว
และหงจวินก็เริ่มการแสดงธรรมครั้งแรกของเขา
"เริ่มการแสดงธรรม"
ทุกคนรีบนั่งตัวตรงอย่างรวดเร็ว กลัวว่าจะทิ้งความประทับใจที่ไม่ดีไว้ให้แก่หงจวิน
"เต๋ากำเนิดหนึ่ง หนึ่งกำเนิดสอง สองกำเนิดสาม สามกำเนิดสรรพสิ่ง"
...
ในขณะที่หงจวินกำลังแสดงธรรม ภายในเงามืดของชายคาตำหนักจื่อเซียว เงาสีเทาสายหนึ่งก็สั่นไหวเล็กน้อย นั่นก็คือหูของตีตี้ไร้รูปที่วานรหกหูใช้ความสามารถศักดิ์สิทธิ์ประจำเผ่าพันธุ์ 'สดับฟังเสียงได้ดี แยกแยะหลักธรรมได้เยี่ยม' แปลงกายมา ซ่อนตัวอยู่ในรอยพับของความว่างเปล่า
มันไม่กล้าเข้าใกล้ ทำเพียงขดตัวที่แท้จริงอยู่บนดวงดาวอันเงียบเหงาที่อยู่ห่างออกไปนับร้อยล้านลี้ ทว่าหูทั้งหกกลับทะลวงผ่านมิติและเวลาเป็นชั้นๆ ดักฟังทุกถ้อยคำแห่งมรรคาอันยิ่งใหญ่อย่างตะกละตะกลาม
จู่ๆ เสียงของหงจวินก็หยุดชะงัก
"ธรรมไม่ถ่ายทอดสู่หูที่หก" ในที่สุดหงจวินก็เอ่ยปาก น้ำเสียงไร้ซึ่งความเศร้าโศกหรือความยินดี ทว่ากลับทำให้ทั่วทั้งทะเลแห่งความโกลาหลเกิดระลอกคลื่นราวกับเสียงร่ำไห้คร่ำครวญ
หูตีตี้ที่ไร้รูปร่างแตกสลายในทันที ร่างที่แท้จริงของวานรหกหูที่อยู่ไกลออกไปถึงเขาคุนหลุนในมหาทวีปหงฮวางสั่นสะท้านอย่างรุนแรง เลือดซึมออกจากทวารทั้งเจ็ดพร้อมกัน
ต้นกำเนิดได้รับความเสียหายอย่างหนัก ระดับบำเพ็ญยิ่งร่วงหล่นลงมาจากขั้นไท่อวี่จินเซียนโดยตรง ร่วงหล่นมาจนถึงขั้นเจินเซียนจึงหยุดลง
นี่ถือว่าหงจวินยังละเว้นชีวิตวานรหกหูแล้ว มิเช่นนั้นวานรหกหูคงสิ้นใจมรรคาดับสูญไปตรงนั้นแล้ว
ราคาของการแอบฟังการแสดงธรรมในครั้งนี้ ช่างหนักหนาสาหัสเกินไปจริงๆ
การบำเพ็ญเพียรอย่างยากลำบากนับร้อยล้านปีกลายเป็นเพียงฟองสบู่ วานรหกหูสลบเหมือดไปในทันที