- หน้าแรก
- ตำนานจอมยุทธ์ภูตถังซาน ชำระล้างแดนโกลาหล
- บทที่ 24: มากกว่าเพื่อน
บทที่ 24: มากกว่าเพื่อน
บทที่ 24: มากกว่าเพื่อน
บทที่ 24: มากกว่าเพื่อน หรือจะเป็นเพื่อนสมัยเด็กที่รู้ใจ? การประเมินครั้งแรกของชั้นเรียนเยาวชนแห่งยุค (การคัดเลือกเบื้องต้น)
"สายเกราะคู่"
"ฉันก็เหมือนกัน พวกเราทั้งคู่ต่างก็เลือกสายเกราะคู่"
"ยอดไปเลย! พวกเราทุกคนเลือกสายเกราะคู่กันหมดเลย" เฟิงจื่อหนิงเอ่ยอย่างอารมณ์ดี
นับตั้งแต่ที่ถังอู่หลินได้สร้างตำนานอันยิ่งใหญ่ในโลกของวิญญาจารย์เมื่อหนึ่งหมื่นปีก่อน สายเกราะคู่ก็ได้กลายมาเป็นกระแสหลักของวิญญาจารย์
"พี่ชิงเซวียน พี่หยวนอี เรามาแลกเบอร์ติดต่อกันเถอะ!" เฟิงจื่อหนิงหยิบนาฬิกาข้อมือสื่อสารของตนออกมาแล้วเอ่ยกับทั้งสอง
ลู่ชิงเซวียนและจ้าวหยวนอีย่อมไม่ปฏิเสธ ทั้งสองหยิบนาฬิกาข้อมือสื่อสารของตนออกมาเช่นกัน ทั้งสามคนเพิ่มรายชื่อผู้ติดต่อซึ่งกันและกันอย่างง่ายดาย
ตอนนี้ ลู่ชิงเซวียนมีรายชื่อผู้ติดต่อเพียงหกคนเท่านั้น ได้แก่ ลู่หมิงอวิ๋น ซ่งอวี่ จ้าวหยวนอี เฟิงจื่อหนิง ครูตู้คัง และหลานเมิ่งฉิน
พวกเขาแลกช่องทางติดต่อกันตั้งแต่ตอนที่ไปกินข้าวด้วยกันก่อนหน้านี้แล้ว
หลังจากแลกช่องทางติดต่อเสร็จ เฟิงจื่อหนิงก็กลับไปจัดเตียงของเขาต่อ ในขณะที่ลู่ชิงเซวียนเปิดเครื่องทำน้ำอุ่นแล้วเข้าไปอาบน้ำ
ในฐานะนักเรียนของชั้นเรียนเยาวชนแห่งยุค พวกเขาย่อมได้รับสวัสดิการที่ดีที่สุดอย่างไม่ต้องสงสัย ภายในหอพักสามคนนี้ แม้แต่ห้องอาบน้ำก็ยังถูกแยกส่วนเปียกส่วนแห้งอย่างเป็นสัดส่วน ในขณะที่หอพักหกคนของนักเรียนทั่วไป พวกเขาต้องใช้ห้องน้ำรวมในการอาบน้ำ เพราะการมีห้องอาบน้ำเพียงห้องเดียวสำหรับคนหกคนที่อาศัยอยู่ในหอพักเดียวกันนั้นย่อมไม่เพียงพออย่างแน่นอน
หลังจากนั้น ทั้งสามคนก็ง่วนอยู่กับธุระของตัวเอง และค่ำคืนนั้นก็ผ่านพ้นไปอย่างเงียบสงบ
...
เวลาสามเดือนผ่านไปเพียงพริบตา พลังวิญญาณของลู่ชิงเซวียนได้ทะลวงเข้าสู่ระดับ 19 แล้ว ซึ่งอยู่ห่างจากระดับ 20 เพียงแค่เอื้อม และความแข็งแกร่งของจินตันในร่างก็เพิ่มขึ้นมาอีกระดับหนึ่งเช่นกัน
พลังวิญญาณของจ้าวหยวนอียังคงรั้งอยู่ที่จุดสูงสุดของระดับ 18 ส่วนพลังวิญญาณของเฟิงจื่อหนิงก็ขยับขึ้นมาถึงระดับ 18 แล้ว
นับตั้งแต่ลู่ชิงเซวียนสั่งสอนและเอ่ยเตือนเหยียนหยางไปในคราวก่อน เห็นได้ชัดเลยว่าเหยียนหยางทำตัวสงบเสงี่ยมขึ้นมาก และไม่กล้าทำตัวกำเริบเสิบสานต่อหน้าลู่ชิงเซวียนอีกเลย
ลู่ชิงเซวียนเองก็ไม่ได้สร้างความลำบากใจอะไรให้เขาอีก หน้าที่เวรทำความสะอาดที่ได้รับมอบหมายเขาก็ทำอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง และบางครั้งพวกเขาก็ยังพูดคุยกันบ้างประปราย ทั้งสองคนกลายมาเป็นเพื่อนร่วมชั้นกันตามปกติ ย่อมไม่มีใครอยากหาเรื่องใส่ตัวอยู่แล้ว
ภายในห้องเรียนของชั้นเรียนเยาวชนแห่งยุค
"ก่อนเลิกเรียน ครูขอเตือนพวกเธอทุกคนอีกครั้งว่า วันนี้คือวันสุดท้ายของช่วงเวลาปรับตัวสามเดือนแรก ตั้งแต่วันพรุ่งนี้เป็นต้นไป ชั้นเรียนเยาวชนแห่งยุคจะเข้าสู่โหมดการเรียนการสอนอย่างเข้มข้น พวกเธอต้องตื่นมาออกกำลังกายตอนหกโมงเช้าทุกวัน มีคาบเรียนทบทวนตอนสองทุ่ม เข้านอนตอนสี่ทุ่ม และจะมีวันหยุดให้หนึ่งวันในทุกๆ สองสัปดาห์ ดังนั้น พวกเธอจะต้องพยายามปรับตัวและเตรียมความพร้อมให้ดี ในช่วงสามเดือนที่ผ่านมา มีนักเรียนบางคนถูกคัดออกไปแล้วเพราะพวกเขาไม่สามารถทนต่อความยากลำบากได้ ทว่าจุดประสงค์ที่ทางสถาบันยอมทุ่มเททรัพยากรมหาศาลเพื่อก่อตั้งชั้นเรียนเยาวชนแห่งยุคขึ้นมา ก็เพื่อบ่มเพาะบุคลากรที่ยอดเยี่ยมที่สุดเท่านั้น" ครูตู้คังยืนอยู่บนโพเดียมและเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง
สามเดือนผ่านไป ชั้นเรียนเยาวชนแห่งยุคได้คัดนักเรียนหญิงออกไปสองคนและนักเรียนชายอีกหนึ่งคน ทำให้ตอนนี้นักเรียนเหลือเพียงยี่สิบหกคน เป็นนักเรียนหญิงเก้าคนและนักเรียนชายสิบเจ็ดคน
จากนั้น สถานการณ์อันน่ากระอักกระอ่วนก็เกิดขึ้น ก่อนที่นักเรียนชายคนนั้นจะถูกคัดออก ในห้องเรียนมีกลุ่มนักเรียนชายล้วนหกกลุ่มพอดิบพอดี ทว่าหลังจากที่เขาออกไป ในห้องเรียนจึงมีกลุ่มที่มีสมาชิกเพียงสองคนอยู่สองกลุ่ม กลุ่มแรกคือกลุ่มของหลานเมิ่งฉินและต้งเชียนชิว ส่วนอีกกลุ่มเป็นกลุ่มนักเรียนชาย และมีนักเรียนหญิงอีกหนึ่งคนที่ยังไม่มีกลุ่ม
เกี่ยวกับเรื่องนี้ ครูตู้คังได้เอ่ยถามกลุ่มที่มีสมาชิกสองคนทั้งสองกลุ่มเป็นการส่วนตัว เพื่อดูว่ามีกลุ่มไหนต้องการรับนักเรียนหญิงคนนั้นเข้าไปอยู่ในกลุ่มด้วยหรือไม่ ท้ายที่สุดแล้ว การมีสมาชิกเพิ่มอีกหนึ่งคนย่อมหมายถึงการมีขุมพลังเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งสาย และหากสมาชิกขาดหายไปหนึ่งคน โอกาสที่จะสอบเข้าสถาบันเชร็คได้สำเร็จก็จะลดน้อยลงตามไปด้วย
ทว่าในตอนนั้นหลานเมิ่งฉินกลับตอบไปตามตรงว่า เธอต้องการแค่ต้งเชียนชิวคนเดียวเท่านั้น เนื่องจากความสามารถของพวกเธอทั้งสองส่งเสริมและเติมเต็มซึ่งกันและกันได้อย่างสมบูรณ์แบบอยู่แล้ว เธอจึงไม่ต้องการใครเข้ามาเพิ่มอีก
ทำให้ในชั้นเรียนนี้มีกลุ่มที่ประกอบไปด้วยสมาชิกหญิงและชายรวมอยู่ด้วยหนึ่งกลุ่ม
"เอาล่ะ ต่อไปเราจะมากรอกแบบฟอร์มเลือกอาชีพรองของพวกเธอกัน"
เหยียนหยางเดินไปข้างหน้า รับแบบฟอร์มมาจากมือของครูตู้คัง แล้วนำไปแจกจ่ายให้กับนักเรียนด้านล่างทีละคน
ลู่ชิงเซวียนรับแบบฟอร์มมา หยิบปากกาขึ้นมาแล้วเริ่มลงมือกรอกข้อมูล
ไม่กี่นาทีต่อมา ครูตู้คังก็เก็บรวบรวมแบบฟอร์มทั้งหมด หลังจากสแกนด้วยเทคโนโลยีอุปกรณ์วิญญาณ ตัวเลือกของทุกคนก็ถูกฉายขึ้นบนหน้าจอโฮโลแกรมทันที
นักเรียนทุกคนในชั้นเรียนเยาวชนแห่งยุคล้วนเลือกสายเกราะคู่กันทั้งหมด
นี่ไม่ใช่ชั้นเรียนเยาวชนพลังงานสูงของหลานเซวียนอวี่ จึงไม่มีใครเต็มใจที่จะเลือกการขับขี่ยานรบอวกาศเป็นวิชาเลือกเลยแม้แต่คนเดียว
เมื่อมองดูผลลัพธ์บนหน้าจอ ครูตู้คังก็พยักหน้าด้วยความพึงพอใจ
"อืม พวกเธอทุกคนเลือกสายเกราะคู่กันหมดเลยสินะ ดีมาก พรุ่งนี้จะมีการทดสอบครั้งแรก กลุ่มที่ได้อันดับสุดท้ายในการทดสอบครั้งนี้จะถูกคัดออก เพราะงั้นพวกเธอก็ดูแลตัวเองให้ดีๆ ล่ะ"
นักเรียนในห้องต่างมองหน้ากันไปมา ท้ายที่สุดแล้ว ก็ไม่มีใครอยากเป็นคนที่ถูกคัดออกทั้งนั้น
"มีอีกเรื่องหนึ่ง..." ครูตู้คังเอ่ยขึ้นอีกครั้ง
"เกณฑ์การรับสมัครของสถาบันเชร็คคือการเปิดรับเฉพาะสัตว์ประหลาด ไม่รับคนธรรมดาทั่วไป ดังนั้น ชั้นเรียนเยาวชนแห่งยุคในปีนี้ก็จะปรับเปลี่ยนให้สอดคล้องกับเกณฑ์การรับสมัครของเชร็คเช่นเดียวกัน ในการทดสอบวันพรุ่งนี้ ใครก็ตามที่มีผลคะแนนโดดเด่นเป็นพิเศษในแต่ละรายการทดสอบ จะได้รับเครื่องหมายบวก กลุ่มที่สะสมเครื่องหมายบวกได้มากที่สุด จะได้รับการยกเว้นไม่ถูกคัดออกจากการสอบปลายภาคในภาคการศึกษานี้ เอาล่ะ สำหรับวันนี้มีเพียงเท่านี้ เลิกเรียนได้"
หลานเมิ่งฉินควงแขนต้งเชียนชิว ส่งยิ้มและเอ่ยบอกลาลู่ชิงเซวียน ก่อนจะเดินจากไป
ตลอดสามเดือนที่ผ่านมา ความสัมพันธ์ของลู่ชิงเซวียนและหลานเมิ่งฉินก็พัฒนาไปจนสนิทสนมกันมากขึ้น ทั้งสองคนมักจะไปกินข้าวด้วยกันบ่อยๆ และสัญลักษณ์รูปประกายไฟเล็กๆ บนเครือข่ายวิญญาณก็ไม่เคยดับลงเลยแม้แต่วันเดียว
เกี่ยวกับเรื่องนี้ คุณหนูหลานได้ตั้งชื่อเรียกมันซะสวยหรูว่า เธอและเพื่อนๆ ทุกคนต่างก็มีสัญลักษณ์ประกายไฟนี้กันทั้งนั้น และนายลู่ชิงเซวียน จะมาทำตัวเป็นข้อยกเว้นไม่ได้หรอกนะ นายก็ต้องมีมันเหมือนกัน!
การกระทำของพวกเขาชัดเจนเสียจนเพื่อนสนิทของทั้งสองฝ่ายต่างก็สังเกตเห็นถึงความผิดปกติ
"ชิงเซวียน เมื่อไหร่ฉันจะได้ดื่มฉลองในงานแต่งของนายล่ะเนี่ย?" ระหว่างเดินอยู่บนทางเท้าในมหาวิทยาลัย จ้าวหยวนอีก็เอ่ยถามด้วยรอยยิ้ม
"นั่นสิพี่ชิงเซวียน ใครๆ เขาก็มองออกกันทั้งนั้นแหละว่าพี่กับหลานเมิ่งฉินมีอะไรในกอไผ่ คนนึงก็เป็นหนุ่มเลี้ยงวัวที่มีใจให้ ส่วนอีกคนก็เป็นสาวทอผ้าที่ใจตรงกัน ถ้าให้ผมแนะนำนะ พวกพี่ก็ตกลงปลงใจกันให้มันจบๆ ไปเลยเถอะ ดีไม่ดีอาจจะนับว่าเป็นการหมั้นหมายกันตั้งแต่เด็กเลยก็ได้นะ"
"นี่ๆๆ อย่ามาพูดจาเหลวไหลนะ ทุกคนยังไม่บรรลุนิติภาวะด้วยซ้ำ เรื่องพวกนี้มันยังไม่ได้เริ่มต้นขึ้นเลยต่างหากล่ะ" ลู่ชิงเซวียนรีบปฏิเสธพัลวัน
ผู้คนบนทวีปโต้วหลัวจะถือว่าบรรลุนิติภาวะเมื่ออายุ 16 ปี ทว่าลู่ชิงเซวียนก็ยังคงยึดติดกับธรรมเนียมปฏิบัติในชาติก่อนของตน โดยถือว่าคนเราจะบรรลุนิติภาวะก็ต่อเมื่ออายุครบ 18 ปีบริบูรณ์เท่านั้น
ความจริงแล้ว ลู่ชิงเซวียนก็ไม่ได้รังเกียจเรื่องการคบหาดูใจกันหรอก การได้แต่งงานกับภรรยาสาวแสนสวยย่อมเป็นเรื่องดี และเขาย่อมไม่ปฏิเสธมันอยู่แล้ว ทว่าปัญหาก็คือ ในเมื่อหลานเมิ่งฉินยังไม่ได้เอ่ยปากพูดถึงเรื่องนี้ ตัวเขาเองก็กระดากใจเกินกว่าจะเป็นฝ่ายเปิดประเด็น ความสัมพันธ์ของพวกเขาในตอนนี้ดูจะอารมณ์ประมาณเพื่อนสมัยเด็กที่รู้ใจ เป็นมากกว่าเพื่อนแต่ก็ไม่ใช่แฟนเสียมากกว่า
ดังนั้น ลู่ชิงเซวียนจึงตัดสินใจว่ารอให้โตกว่านี้อีกสักหน่อยแล้วค่อยว่ากันใหม่ สำหรับตอนนี้ ก็ปล่อยให้มันเป็นไปแบบนี้ก่อนก็แล้วกัน
แต่มีสิ่งหนึ่งที่การันตีได้แน่นอนก็คือ เจ้าอ้วนเฉียนเหล่ยไม่มีโอกาสได้แอ้มอีกต่อไปแล้วล่ะ
เช้าวันรุ่งขึ้น ณ โรงยิมของสถาบันเทคโนโลยีเทียนโต่ว
ในเวลานี้ นอกเหนือจากคณะครูและนักเรียนของชั้นเรียนเยาวชนแห่งยุคแล้ว ก็ไม่มีใครอื่นอยู่ในโรงยิมแห่งนี้เลย
การประเมินในครั้งนี้เป็นการทดสอบคุณภาพของนักเรียนในชั้นเรียนเยาวชนแห่งยุค ตลอดสามเดือนของการเรียนและการฝึกฝนทำให้นักเรียนทุกคนเหน็ดเหนื่อยสายตัวแทบขาด ทว่าก็ไม่มีใครอยากเป็นผู้ถูกคัดออก ทุกคนจึงพยายามอย่างหนักหน่วง ดังนั้น หลังจากผ่านไปสามเดือน พวกเขามีพัฒนาการขึ้นมากน้อยเพียงใด? มีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นบ้างหรือไม่? และความเปลี่ยนแปลงนั้นยิ่งใหญ่เพียงใด? ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่ทางสถาบันจำเป็นต้องรับรู้ หลังจากที่ได้ลงทุนลงแรงและทุ่มเททรัพยากรไปมากมายมหาศาล ทั้งนี้ก็เพื่อนำไปปรับปรุงแก้ไขรูปแบบการเรียนการสอนในอนาคตต่อไป
"คนต่อไป ลู่ชิงเซวียน"