เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 211 - จวงเหวินเฉียงยอมศิโรราบ! ผู้กำกับใหญ่ดันเข้าใจเรื่องอู๋ซวงมากกว่าผมซะอีก!

บทที่ 211 - จวงเหวินเฉียงยอมศิโรราบ! ผู้กำกับใหญ่ดันเข้าใจเรื่องอู๋ซวงมากกว่าผมซะอีก!

บทที่ 211 - จวงเหวินเฉียงยอมศิโรราบ! ผู้กำกับใหญ่ดันเข้าใจเรื่องอู๋ซวงมากกว่าผมซะอีก!


บทที่ 211 - จวงเหวินเฉียงยอมศิโรราบ! ผู้กำกับใหญ่ดันเข้าใจเรื่องอู๋ซวงมากกว่าผมซะอีก!

"ที่นี่ไม่ค่อยสะดวกคุยเท่าไหร่ ไปที่บ้านผมเถอะครับ"

เมื่อเห็นว่าจวงเหวินเฉียงเริ่มคล้อยตามและแทบอยากจะร่างสัญญาขึ้นมาเซ็นกันตรงนี้เลย ลู่จือหย่วนก็ยิ้มออกมาด้วยท่าทีสบายๆ เขาเรียกนาจาแล้วพาจวงเหวินเฉียงกลับไปที่บ้าน

"พี่หย่วน รอก่อนนะคะ ฉันไปจ่ายเงินก่อน"

อุตส่าห์ตกลงกันไว้ว่าลู่จือหย่วนจะเป็นคนเลี้ยง แต่สุดท้ายพอลู่จือหย่วนโดนจวงเหวินเฉียงลากตัวไป นาจาก็เลยต้องเป็นคนควักกระเป๋าจ่ายแทน

นาจารู้สึกพูดไม่ออกและแอบเซ็งนิดๆ

เมื่อกี้ตอนที่ลู่จือหย่วนมองเธอ สายตาเขามันเหมือนกับสายตาของคุณครูอนุบาลที่มองเด็กน้อยเลย เต็มไปด้วยความเอ็นดูแต่ก็แฝงความเหนื่อยใจไว้ลึกๆ

แต่ตอนที่เขามองจวงเหวินเฉียง สายตาของเขากลับเป็นประกายวิบวับ

โชคดีนะที่จวงเหวินเฉียงเป็นแค่ผู้ชายอ้วนเตี้ยสวมแว่นตา ไม่มีเสน่ห์อะไรให้น่าดึงดูด

ถ้าจวงเหวินเฉียงเป็นสาวสวยผมยาวล่ะก็ นาจามั่นใจร้อยเปอร์เซ็นต์เลยว่าลู่จือหย่วนจะต้องเจอรักแท้เข้าแล้วแน่ๆ

...

ทั้งสามคนกลับมาถึงบ้านของลู่จือหย่วน

เมื่อเปิดประตู สิ่งแรกที่ปรากฏแก่สายตาก็คือสวนสไตล์ญี่ปุ่นที่ถูกจัดแต่งไว้อย่างสวยงาม

จวงเหวินเฉียงอดไม่ได้ที่จะมองด้วยความอิจฉา

ราคาที่ดินและบ้านในฮ่องกงนั้นสูงลิ่ว ต่อให้เขาเป็นคนทำภาพยนตร์ที่ประสบความสำเร็จแล้ว เขาก็ยังได้แต่มองตาปริบๆ

บ้านของลู่จือหย่วนนี่สวยจริงๆ

สมกับเป็นผู้กำกับระดับบิ๊ก

"จวงเซอร์ รอแป๊บนึงนะครับ"

หลังจากเข้ามาในห้องนั่งเล่น ลู่จือหย่วนก็เดินขึ้นไปชั้นบนเพื่อหยิบแล็ปท็อปคู่ใจลงมา

"นาจา มัวยืนบื้ออยู่ทำไม ไปรินชาให้จวงเซอร์หน่อยสิ"

จวงเหวินเฉียงอายุมากกว่าลู่จือหย่วนตั้งรอบหนึ่ง

ตามมารยาทแล้ว ลู่จือหย่วนควรจะเรียกเขาว่าพี่ใหญ่หรือผู้อาวุโสด้วยซ้ำ

แต่จวงเหวินเฉียงรู้สึกว่าตัวเองบารมีไม่ถึง ไม่กล้าแม้แต่จะรับการสวมบทบาทนั้น

แค่ลู่จือหย่วนเรียกเขาว่า จวงเซอร์ เขาก็รู้สึกปลื้มปีติจนตัวลอยแล้ว

ความจริงแล้ว ลู่จือหย่วนชื่นชมผลงานของจวงเหวินเฉียงมาก

ทั้งเรื่อง สองคนสองคม และ พลิกปมข่าว ต่างก็เป็นผลงานการเขียนบทของจวงเหวินเฉียงทั้งนั้น

หมอนี่หลงใหลในหนังตำรวจฮ่องกงเข้าเส้น การที่ลู่จือหย่วนเรียกเขาว่าจวงเซอร์ก็มาจากใจจริง ไม่ได้มีเจตนาล้อเลียนแต่อย่างใด

"เชิญดื่มชาค่ะ จวงเซอร์"

นาจาไม่เคยคิดฝันมาก่อนเลยว่าตัวเองจะมีโอกาสได้รับบทบาทเป็นเจ้าบ้านแบบนี้ เธอรีบวิ่งไปรินชาแล้วยื่นให้อย่างกระตือรือร้น

หลังจากเสิร์ฟชาเสร็จ เธอก็นั่งลงข้างๆ ลู่จือหย่วนด้วยท่าทีเรียบร้อย ยิ้มซื่อๆ ดูไม่มีพิษมีภัยอะไร

เธอตั้งใจจะอยู่ฟังความลับวงในด้วยคน

เผื่อฟลุกได้ส่วนแบ่งอะไรบ้าง

"จวงเซอร์ เอาบทมาด้วยไหมครับ ผมขออ่านดูก่อนได้ไหม บทหนังพวกนี้น่าจะสำรองไว้ในคลาวด์ส่วนตัวของคุณใช่ไหมครับ"

ยุคสมัยนี้แล้ว คงไม่มีใครยังใช้ปากกาเขียนบทกันอยู่หรอกมั้ง

ลู่จือหย่วนเชื่อว่าจวงเหวินเฉียงเป็นคนที่ก้าวทันเทคโนโลยีอย่างแน่นอน

"มีครับ เดี๋ยวผมเข้าเว็บแป๊บนึง"

พอได้ยินแบบนั้น จวงเหวินเฉียงก็รีบพิมพ์ที่อยู่เว็บไซต์ ใส่ชื่อผู้ใช้และรหัสผ่าน จากนั้นก็ดาวน์โหลดไฟล์เอกสารมาให้ลู่จือหย่วนอ่านอย่างละเอียด

"จวงเซอร์ ตามสบายเลยนะครับ ผมขออ่านบทก่อน"

แน่นอนว่าลู่จือหย่วนเคยดูภาพยนตร์เรื่อง อู๋ซวง มาก่อนแล้ว

แต่ตอนที่ภาพยนตร์เข้าฉาย อาจจะมีการปรับเปลี่ยนบทให้เข้ากับข้อกำหนดการเซ็นเซอร์ ซึ่งอาจจะแตกต่างจากบทดั้งเดิมของจวงเหวินเฉียงไปบ้าง

"นาจา ช่วยดูแลแขกด้วยนะ"

ลู่จือหย่วนฝากฝังนาจาก่อนจะหยิบแล็ปท็อปขึ้นมานั่งอ่านบทอย่างตั้งใจ

"ดื่มชาสิคะ จวงเซอร์"

"จวงเซอร์ อยากทานผลไม้ไหมคะ เดี๋ยวฉันไปล้างให้"

นาจาดูแลแขกอย่างเอาใจใส่

ทำเอาจวงเหวินเฉียงรู้สึกงุนงงไปหมด

นี่มันอะไรกันเนี่ย

แฟนของเขาไม่ใช่คุณหนูจิ่งเถียนหรอกเหรอ

แล้วสาวน้อยหน้าตาสะสวยคนนี้เป็นใครกันล่ะ

แต่เรื่องในบ้านของผู้กำกับระดับท็อป ไม่ใช่เรื่องที่คนอย่างเขาจะเข้าไปก้าวก่ายได้

จังหวะนี้ เขาทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น ก้มหน้าก้มตาดื่มชาเงียบๆ ดีกว่า

ยี่สิบนาทีผ่านไป

ลู่จือหย่วนอ่านบทจบ เขาก็มองหน้าจวงเหวินเฉียงอยู่หลายวินาที

ทำเอาจวงเหวินเฉียงรู้สึกประหม่าจนต้องเอามือถูขากางเกงไปมา ภาวนาในใจขออย่าให้ลู่จือหย่วนพูดคำว่า 'แต่' ออกมาเลย

"บทเขียนได้ดีมากครับ แต่มันยังมีกลิ่นอายแบบฮ่องกงจ๋ามากเกินไป"

"ถ้าคุณอยากให้มันออกมาเป็นภาพยนตร์อาชญากรรมฟอร์มยักษ์สไตล์ฮอลลีวูด บทนี้ต้องเอามาปรับแก้อีกเยอะเลยล่ะ"

"มันต้องมีความบ้าระห่ำมากกว่านี้ จังหวะต้องเร็วกว่านี้ บทสนทนาต้องเฉียบคม อาจจะดูคลั่งๆ ไปบ้าง ไม่ต้องเก็บงำอารมณ์มากนักหรอก"

"ผู้ชมฝั่งตะวันตกเขาชอบอะไรที่มันตรงไปตรงมาเข้าใจง่าย"

"ส่วนความอาร์ต เราค่อยใช้ภาพ ใช้ดนตรีสื่อสารออกมา แต่บทสนทนาต้องดึงอารมณ์ให้สุดขีดไปเลย"

"ผมเชื่อนะว่าคุณทำได้"

ลู่จือหย่วนค่อนข้างชอบบทสนทนาในเรื่อง อู๋ซวง เลยล่ะ

โดยเฉพาะประโยคที่ว่า...

บนโลกนี้มีคนนับล้าน แต่มีเพียงคนเดียวที่ได้เป็นตัวเอก และคนที่ได้เป็นตัวเอกก็คือคนที่สามารถก้าวไปสู่จุดสูงสุดได้ แต่ก่อนอื่นต้องหาเวทีที่ใช่ให้เจอก่อน

เขาชอบประโยคนี้มาก

เพราะมันคือสัจธรรมที่แท้จริง

เหมือนกับตัวเขาเองนั่นแหละ พอเปลี่ยนจากนักเรียนศิลปะสอบตกมาเป็นผู้กำกับ เขาก็รู้สึกเหมือนได้เจอเวทีที่ใช่ของตัวเองแล้ว ทุกวันนี้สิ่งที่เขาคิดก็มีเพียงทำยังไงถึงจะผลักดันภาพยนตร์ของตัวเองให้ไปถึงจุดสูงสุดได้

และในกระบวนการนี้ เขาแทบจะไม่มีเวลาไปทำอย่างอื่นเลย

แม้แต่เรื่องความรักเขาก็ยังไม่อยากจะสนใจ

ถ้าไม่คิดว่าการคบกับคุณหนูจิ่งเถียนจะช่วยให้การทำงานกับซิงกวงช่านลั่นราบรื่นขึ้น

เขาก็คงไม่อยากจะเริ่มความสัมพันธ์นี้หรอก

"จวงเซอร์ นอกจากพระเอกแล้ว ตัวละครหลักอื่นๆ คุณควรจะออกแบบใหม่หมดเลยนะ สร้างเอกลักษณ์เฉพาะตัวให้พวกเขาหน่อย ไม่ว่าจะเป็นพวกพูดมาก หรือพวกแต๋วแตก สรุปก็คือต้องทำให้คนดูเห็นปุ๊บก็จำได้ปั๊บเลย"

"เรื่องนี้คุณอาจจะลองดูหนังของเควนตินเป็นตัวอย่างก็ได้ วางใจเถอะ ขอแค่คุณเขียนบทออกมาได้ เรื่องถ่ายทำไม่ต้องเป็นห่วงเลย"

การจะให้ไปเลียนแบบคนอื่นอาจจะยากสักหน่อย

แต่ถ้าให้ไปเลียนแบบเควนตินล่ะก็...ลู่จือหย่วนยิ้มกริ่มเลย สำหรับเขามันง่ายเหมือนปอกกล้วยเข้าปาก

ลู่จือหย่วนเป็นคนค่อนข้างจู้จี้เรื่องบทภาพยนตร์

บทส่วนใหญ่ในสายตาเขามักจะมีช่องโหว่เต็มไปหมด

สำหรับบท อู๋ซวง ถ้าดูจากการหักมุมของเนื้อเรื่องแล้ว ถือว่าทำได้น่าทึ่งมากทีเดียว

แต่หลังจากที่เขาอ่านจบ เขาสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่าตัวละครในเรื่องนี้มันดูจืดชืดเกินไป

นอกจากพระเอกสองคนแล้ว ตัวละครอื่นๆ แทบจะไม่มีมิติ ไม่มีแรงดึงดูดอะไรเลย

ดูเหมือนพวกตัวประกอบไร้ชื่อยังไงยังงั้น

ในหนังของเขา ความผิดพลาดระดับพื้นฐานแบบนี้จะไม่มีทางเกิดขึ้นเด็ดขาด

ตัวละครทุกตัวต้องมีรายละเอียด ต้องมีเสน่ห์ในแบบของตัวเอง

ไม่อย่างนั้นมันจะถือเป็นการดูถูกคนดูเอาได้

"พี่หย่วน ขอเวลาผมหน่อยนะครับ ผมจะกลับไปเขียนประวัติตัวละครทุกตัวให้สมบูรณ์เลย"

ถ้าเป็นหนังอาชญากรรมสไตล์ฮ่องกง จวงเหวินเฉียงมองว่าการให้ตัวประกอบพวกนี้มีภูมิหลังครอบครัว มีปัญหาชีวิต และมีเหตุผลในการถูกฆ่า แค่นั้นก็เพียงพอแล้วสำหรับคนดู

แต่ถ้าเป็นหนังฟอร์มยักษ์ของฮอลลีวูดล่ะก็...

เขายอมรับเลยว่าบทนี้มันยังขาดๆ เกินๆ ไปหน่อย

ท้ายที่สุดแล้ว ฮอลลีวูดก็เปรียบเสมือนดินแดนศักดิ์สิทธิ์ในใจของเขา ถ้าเขาได้ร่วมงานกับลู่จือหย่วนเพื่อสร้างภาพยนตร์ฮอลลีวูดฟอร์มยักษ์ เขาก็คงจะตั้งใจทำงานนี้ราวกับเป็นการเดินทางไปแสวงบุญเลยทีเดียว

ยังไงก็ต้องเกลาบทให้เนี้ยบที่สุดอยู่แล้ว

"จวงเซอร์ คุณไม่รู้สึกบ้างเหรอว่าจริงๆ แล้วคุณมีความคล้ายกับหลี่เวิ่นซึ่งเป็นพระเอกของเรื่องมากเลยนะ"

"ในแวดวงฮ่องกงและไต้หวัน ฝีมือการเขียนบทของคุณถือว่าหาตัวจับยากเลยทีเดียว แต่ตลอดเวลาที่เราคุยกัน ผมสัมผัสได้ถึงความประหม่าและความไม่มั่นใจในตัวคุณ"

"พวกศิลปินก็มักจะเป็นแบบนี้แหละครับ ในสายงานของตัวเองพวกเขาดูน่าเกรงขาม แต่พอเป็นเรื่องหยุมหยิมในชีวิตประจำวันกลับทำตัวไม่ถูก"

"แถมตอนทำงานก็มักจะเอาแต่สงสัยในตัวเองอยู่เสมอ"

ศิลปินหลายคนมักจะมีอาการชอบสงสัยตัวเองอย่างรุนแรง

ฟินเซนต์ ฟัน โคค เป็นศิลปินระดับแนวหน้า แต่ในอัตชีวประวัติ เขามักจะตั้งคำถามกับตัวเองและคิดว่าตัวเองคงไม่มีวันประสบความสำเร็จ

เอ็ดวาร์ด มุงค์ เจ้าของผลงาน เดอะสครีม (The Scream) ที่สะเทือนวงการไปทั่วโลก ก็ต้องทนทุกข์ทรมานจากโรควิตกกังวลมาอย่างยาวนาน

"จวงเซอร์ คุณไม่ต้องคิดมากหรอกนะ จริงๆ แล้วผมเองก็เป็นแบบนั้นเหมือนกัน"

"ไม่ว่าจะตอนวาดรูปหรือตอนทำหนัง ผมมักจะสงสัยในตัวเองอยู่เสมอ ทุกครั้งที่ตวัดพู่กัน ทุกๆ ช็อตที่ถ่ายทำ เราไม่มีทางรู้เลยว่าสุดท้ายแล้วมันจะออกมาเป็นยังไง"

"แต่ในความไม่แน่นอนที่สั่งสมมาเรื่อยๆ นี้แหละ แสงสว่างในแบบฉบับของเราก็จะค่อยๆ เปล่งประกายออกมาจากความมืดมิด"

หลังจากที่ลู่จือหย่วนพูดความในใจออกมา เขาก็เปลี่ยนน้ำเสียงและพูดต่อว่า "ตัวละครหลี่เวิ่นเนี่ย คุณออกแบบมาได้ดีมากเลยนะ"

"เวลาอยู่ในสายงานที่เขาถนัด เขาจะดูมีความมั่นใจและน่าเชื่อถือมาก"

"แต่ในเวลาอื่น เขาจะดูอ่อนแอไปบ้าง"

"นั่นไม่ใช่เพราะเขาขี้ขลาดหรอกนะ แต่เป็นเพราะเขาต้องเผชิญกับสิ่งภายนอกที่ไม่แน่นอน ซึ่งต่างจากความแน่นอนในสายงานของเขา"

"เขาไม่อยากยอมรับผลที่ตามมาจากความผิดพลาด ดังนั้นเมื่อเจอปัญหา เขาก็มักจะเลือกถอยหลังหนึ่งก้าวเสมอ"

"ในบท คุณเขียนรายละเอียดพวกนี้ได้ดีมากเลยล่ะ"

"แต่ในความทรงจำของหลี่เวิ่น ตอนที่เขาก่อการสังหารหมู่ สีหน้าเขามันดูดุร้ายเกินไปหน่อย ตรงนี้รายละเอียดมันยังไม่ค่อยถึง"

"สายตาของเขาอาจจะดูบ้าคลั่งและเกรี้ยวกราดไปบ้าง แต่ลึกๆ แล้วควรจะมีความรู้สึกไร้หนทางแฝงอยู่ด้วย เพราะเขาไม่ได้อยากจะทำให้เรื่องราวมันบานปลายขนาดนี้เลย"

"แบบนี้มันไม่ดูเป็นศิลปะเอาซะเลย"

"ฉากการสังหารหมู่ทั้งฉากมันดูวุ่นวายไปหมด"

"ในฐานะนักเรียนศิลปะ นี่เป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้เด็ดขาด"

"ในจุดนี้ ผมอยากให้คุณกลับไปแก้บทใหม่ทั้งหมด"

"คุณยังไม่เข้าใจความเป็นนักเรียนศิลปะดีพอ"

"พวกเราไม่ใช่คนแบบนั้น ต่อให้ต้องทำลายล้าง มันก็ต้องมีความงดงามของโครงสร้าง ไม่ใช่ทำออกมาให้ดูน่าสยดสยองเหมือนโรงฆ่าสัตว์หรอกนะ"

"และก็ยิ่งไม่มีทางลงมือทำเองด้วย"

ถ้าไม่ติดว่าสถานการณ์ไม่เป็นใจ จวงเหวินเฉียงแทบอยากจะยืนขึ้นปรบมือให้เลย

เยี่ยมมาก

ผมว่าแล้วว่าการเลือกคุณมารับบทหลี่เวิ่นจะต้องไม่ผิดหวังแน่นอน

คนอื่นอาจจะไม่เข้าใจว่าทำไมตัวละครหลี่เวิ่นถึงมีความมั่นใจในการวาดแบงก์ปลอมขนาดนั้น แต่กลับดูขี้ขลาดเมื่อต้องเผชิญกับเรื่องอื่นๆ

คุณนี่แหละที่มีกรอบความคิดแบบนี้เป๊ะเลย

ถึงในใจจะรู้ดีทุกอย่าง แต่ก็เพราะรู้ว่าถ้าเข้าไปยุ่งด้วยอาจจะนำมาซึ่งความยุ่งยากที่ไม่แน่นอน

หลังจากคำนวณอย่างรอบคอบ คุณจะเลือกก้าวถอยหลัง

ยังไงซะ การหลีกเลี่ยงปัญหาก็ย่อมดีกว่า

ไม่ยอมให้เรื่องจุกจิกทางโลกมาพัวพันตัว เพื่อไม่ให้เสียเวลากลับไปทำงานศิลปะ

ใช่เลย คุณนี่แหละคือหลี่เวิ่น

คุณถึงขนาดช่วยเติมเต็มรายละเอียดที่ขาดหายไปให้ผมเลยนะ

วินาทีนี้ จวงเหวินเฉียงรู้สึกว่า ต่อให้เปิดกล้องตอนนี้ ลู่จือหย่วนก็ไม่ต้องเตรียมตัวหรือทำความเข้าใจบทอะไรเลย แค่จับเขาไปเล่นเป็นหลี่เวิ่นก็รับรองได้ว่าจะเป็นการแสดงระดับรางวัลออสการ์แน่นอน

คนอื่นเป็นนักแสดงที่ต้องพยายามทำความเข้าใจความรู้สึกของตัวละคร

แต่ลู่จือหย่วนนี่คือการแสดงเป็นตัวเองชัดๆ

ลองมองไปทั่วทั้งวงการบันเทิง คงไม่มีใครเหมาะสมกับบทหลี่เวิ่นไปกว่าเขาอีกแล้ว

และที่สำคัญ ลู่จือหย่วนยังมีออร่าพิเศษที่ไม่เหมือนนักแสดงคนไหน เมื่อเขายืนอยู่ตรงนั้น ต่อให้ไม่ต้องทำอะไร ขอแค่มีแสงแบบเรมบรันดท์ส่องมากระทบเสี้ยวหน้า ผู้ชมก็รับรู้ได้ทันทีว่านี่คือศิลปินตัวจริงที่เปี่ยมไปด้วยจิตวิญญาณแห่งศิลปะ

ไม่ใช่พวกนักเลงหัวไม้ไร้การศึกษาที่แสร้งทำเป็นศิลปินหรอกนะ

"แต่ว่า..."

ลู่จือหย่วนชื่นชมอยู่พักใหญ่ จู่ๆ เขาก็เปลี่ยนน้ำเสียงและพูดสองคำที่จวงเหวินเฉียงไม่อยากได้ยินที่สุดออกมา

ใครๆ ก็รู้ว่าถ้าคำว่า 'แต่ว่า' โผล่มาเมื่อไหร่ นั่นก็หมายความว่าลู่จือหย่วนจะเริ่มวิจารณ์อย่างไม่ไว้หน้าแล้ว

วินาทีนั้น ดวงตาของนาจาเบิกกว้างราวกับระฆังทองเหลือง หูผึ่งราวกับเสาอากาศ

มีเรื่องสนุกให้ดูแล้ว

ตอนที่ตัวเองโดนวิจารณ์จนเละเทะ เธอก็คิดว่าวันนี้คงจะไม่รอดแล้ว กะจะร้องไห้โฮให้สาแก่ใจเสียหน่อย

ไม่นึกเลยว่าจะมีคนมาเป็นเหยื่อรับเคราะห์แทนเธอ

"พี่หย่วน รอก่อนครับ ผมขอเตรียมกระดาษกับปากกาแป๊บนึง"

จวงเหวินเฉียงอุตส่าห์บินมาจากฮ่องกงเพื่อมาเจอลู่จือหย่วนสักครั้ง มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลย

คำวิจารณ์จากผู้กำกับระดับท็อปน่ะเหรอ จะเรียกว่าคำวิจารณ์ได้ยังไง

มันคือการชี้แนะต่างหาก

มันคือทางลัดสู่ความสำเร็จเลยนะ

คนฉลาดเขาไม่กลัวโดนด่าหรอก ขอแค่คนที่ด่าสามารถบอกข้อมูลที่เป็นประโยชน์ออกมาจากคำด่านั้นได้

การด่าครั้งนี้ก็มีค่ามหาศาลแล้ว

"จวงเซอร์ การตั้งค่าตัวละครนางเอกของคุณมีปัญหาอยู่นะ"

"ถ้าเธอเป็นเพื่อนบ้านของหลี่เวิ่น ในฐานะศิลปิน โดยเฉพาะศิลปินที่มีชื่อเสียงระดับโลก ความคิดของเธอต้องเฉียบแหลม และทักษะการสังเกตของเธอก็ต้องเหนือกว่าคนทั่วไปมาก เธอจะใส่ใจในรายละเอียดเป็นพิเศษ ไม่มีทางที่จะไม่รู้เรื่องอะไรเกี่ยวกับหลี่เวิ่นเลย"

"ศิลปินหญิงจะมีความไวต่อความรู้สึกที่ละเอียดอ่อนมากกว่าศิลปินชายเสียอีก"

"ถ้าหลี่เวิ่นแอบชอบเธอ สายตาที่เขามองเธอในแต่ละวันก็ต้องบ่งบอกอะไรบางอย่างบ้างแหละ...รายละเอียดที่ชัดเจนขนาดนี้ เธอต้องสัมผัสได้แน่นอนว่าเขามีใจให้"

"และตัวละครหลี่เวิ่น ถ้าผมเป็นคนเล่น...คุณคิดว่า ถ้าผมไปแอบชอบผู้หญิงสักคน แล้วก็คอยแอบมองเธออยู่เงียบๆ เธอจะทำเป็นไม่สนใจผมเหรอ"

พอลู่จือหย่วนถามคำถามนี้จบ นาจาก็เป็นคนแรกที่กระโดดออกมาค้าน หัวสั่นหัวคลอนเหมือนกลองป๋องแป๋ง

จะเป็นไปได้ยังไงที่จะทำเป็นไม่สนใจ

ก็หน้าตาดีขนาดนี้ บารมีก็ขนาดนี้ เดาว่าคืนนั้นเธอคงจะมาหาคุณที่ห้องแล้วชวนดื่มไวน์สักแก้วแล้วล่ะมั้ง

พูดคุยเรื่องแวนโก๊ะ พูดคุยเรื่องโมแน

ดีไม่ดีอาจจะเชิญคุณไปดูห้องวาดรูปของเธอ แล้วให้คุณช่วยวิจารณ์ผลงาน

จากนั้นก็ฉวยโอกาสตอนที่คุณเผลอ สวมกอดคุณจากด้านหลังซะเลย

ไปๆ มาๆ พวกคุณก็คงได้จบลงที่เตียงนั่นแหละ

"ฮิฮิฮิ"

เห็นท่าทางทำตัวไม่ถูกของจวงเหวินเฉียง นาจาก็เอามือปิดปากหัวเราะคิกคักอยู่ข้างๆ

สุดยอดนักเขียนบทของฮ่องกงและไต้หวัน กลับถูกพี่หย่วนตอกกลับซะจนพูดไม่ออกเลย

รายละเอียด

รายละเอียดตรงนี้มันยังไม่เนียนพอจริงๆ

"ดังนั้น..."

จวงเหวินเฉียงลูบหัวตัวเอง เหมือนจะนึกอะไรออก แต่ก็ยังไม่แน่ใจ จึงมองลู่จือหย่วนด้วยความสงสัย

"ดังนั้น เธอต้องเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดแน่นอน"

"เธอและหลี่เวิ่น ในเมื่ออาศัยอยู่ที่เดียวกัน นั่นแสดงว่าฐานะทางการเงินของพวกเขาก็คงจะใกล้เคียงกัน ในช่วงนั้นต่างก็ยังขัดสนอยู่"

"ศิลปินก่อนจะดัง การจะไปรับจ๊อบหารายได้เสริมก็เป็นเรื่องปกติ"

"แต่ทว่า ในช่วงท้ายของเรื่อง ในเมื่อเธอมีชื่อเสียงโด่งดังระดับโลก กลายเป็นศิลปินตัวจริงเสียงจริงแล้ว ดังนั้นเพื่อไม่ให้กระทบต่อเส้นทางการเป็นปรมาจารย์ของเธอ เธอก็ย่อมต้องถอยไปอยู่เบื้องหลัง ไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับแก๊งปลอมแปลงธนบัตรอีก"

"ส่วนหลี่เวิ่นน่ะเหรอ...เขารู้ตัวดีว่าเขาไม่มีพรสวรรค์เหมือนหร่วนเหวิน...อย่าเพิ่งมาเถียงผมเรื่องนี้นะ ผมเคยพยายามมาก่อน ผมรู้ดีกว่าใครว่าคนส่วนใหญ่พอรู้ว่าตัวเองคงเป็นศิลปินที่ยิ่งใหญ่ไม่ได้ ก็มักจะไม่ค่อยดันทุรังทำต่อไปหรอก"

"และพอรู้ว่าตัวเองคงเป็นปรมาจารย์ไม่ได้ สิ่งเดียวที่ผมคิดก็คือ จะใช้ทักษะของตัวเองกอบโกยเงินก้อนโตในเวลาอันสั้นได้ยังไง"

"ดังนั้น สิ่งที่หลี่เวิ่นทำก็คือธนบัตรใบละร้อยดอลลาร์ และก็เพราะมันเป็นธนบัตรใบละร้อยดอลลาร์นี่แหละ มันถึงได้เป็นจุดเด่นดึงดูดความสนใจ ทำให้โดนเพ่งเล็งจากทุกสารทิศอย่างรวดเร็ว"

"แต่ในความเป็นจริงแล้ว...เท่าที่ผมรู้มา ธนบัตรใบละ 10 หรือ 5 ดอลลาร์ พวกธนบัตรย่อยๆ แบบนี้ มีสภาพคล่องดีกว่าเยอะ และโอกาสถูกตรวจสอบก็น้อยกว่าด้วย"

พระเจ้าช่วย

ทำไมคุณถึงมีความรู้เรื่องธนบัตรปลอมเยอะขนาดนี้เนี่ย

จวงเหวินเฉียงถึงกับอึ้งไปเลย

เขารู้สึกว่าตัวเองอุตส่าห์ค้นคว้าข้อมูลมาเยอะมากเพื่อเขียนบทเรื่อง อู๋ซวง และเติมเต็มรายละเอียดหลายอย่างจนครบถ้วนแล้ว

แต่เขาก็ไม่เคยเจาะเข้าไปดูเว็บไซต์ภายในของเอฟบีไอ ไม่รู้เลยว่าสถานการณ์เรื่องธนบัตรปลอมในอเมริกาเป็นยังไง

เขาแค่อิงเนื้อเรื่องตามสไตล์หนังฮ่องกงทั่วไป

ในเมื่อจะทำธนบัตรปลอมทั้งที ก็ต้องทำใบละ 100 ดอลลาร์ไปเลยสิ

ใครจะไปคิดล่ะว่า...คนทำธนบัตรปลอมตัวจริง เขาจะเน้นทำธนบัตรย่อยๆ กัน เพราะมันมีความเสี่ยงต่ำ สภาพคล่องสูง แถมยังตามสืบต้นตอไม่ได้อีกด้วย

ถ้าไม่ได้อยู่ในวงการนี้ ใครจะไปรู้เรื่องพวกนี้ได้ล่ะ

วินาทีนี้ จวงเหวินเฉียงเริ่มมองลู่จือหย่วนด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป

หมอนี่ ตอนที่สอบไม่ติดคณะศิลปกรรมศาสตร์...คงไม่ได้ไปศึกษาเรื่องพวกนี้มาจริงๆ หรอกนะ ด้วยฝีมือของเขา การวาดธนบัตรปลอมคงไม่ใช่เรื่องยากอะไรเลย

"จวงเซอร์ ผมจะเล่าสถานการณ์จริงของการทำธนบัตรปลอมให้ฟังนะ"

"ถ้าอยากจะจับคนทำธนบัตรปลอม ไม่จำเป็นต้องไปเสี่ยงตายฝ่าดงกระสุนอะไรให้วุ่นวายหรอก แค่ไปตรวจสอบค่าน้ำค่าไฟของแต่ละบ้าน หาบ้านที่มีการใช้ไฟผิดปกติ แค่นี้ก็จับตัวได้ง่ายๆ แล้วล่ะ"

"แน่นอน ถ้าทำแบบนั้น หนังของเราก็คงจบเห่แน่ ไม่มีอะไรให้น่าตื่นเต้นเลย กระบวนการทำธนบัตรปลอมทั้งหมดมันก็คงเหมือนกับการทำงานในท่อระบายน้ำที่เหม็นหึ่งนั่นแหละ"

ลู่จือหย่วนบ่นว่าคดีธนบัตรปลอมในความเป็นจริงมันไม่ได้น่าตื่นเต้นเหมือนในหนังเลยสักนิด

ทำเอาจวงเหวินเฉียงหน้าเจื่อนไปเลย ไม่รู้จะพูดอะไรต่อดี

เขาพอจะเข้าใจแล้วล่ะว่าทำไมลู่จือหย่วนถึงชอบทำหนังไซไฟ

ถึงแม้ว่าถ้าเขาไปทำหนังแอ็กชันก็น่าจะสนุกเหมือนกัน

หลักๆ ก็เป็นเพราะหนังแอ็กชันที่อิงจากเรื่องจริง พอลองเจาะลึกดูรายละเอียดแล้ว มันมักจะขาดความสมเหตุสมผลไปหน่อย

อาชญากรส่วนใหญ่ที่ถูกจับได้ ไม่ใช่เพราะไปต่อสู้เสี่ยงตายกับตำรวจมาหรอกนะ แต่ส่วนใหญ่ก็มักจะมาโป๊ะแตกเพราะรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ที่มองข้ามไปต่างหาก

"กลับเข้าเรื่องกันดีกว่า"

"มาคุยเรื่องการตั้งค่าตัวละครนางเอกกันต่อ"

"ในบทของคุณ มีนางเอกอยู่สองคน ถึงแม้จะใช้การสลับหน้า แต่ผมก็ยังรู้สึกว่าความตื่นเต้นมันยังไม่สุด"

"ถ้าทำตามที่ผมบอกไป ผมจะออกแบบนางเอกแบบนี้..."

"ตัวละครหลี่เวิ่น คุณใช้ภาพ อัศวิน ความตาย และปีศาจ ของอัลเบรชท์ ดือเรอร์ คนนอกอาจจะไม่เข้าใจ แต่ผมเข้าใจ เพราะมันเป็นภาพพิมพ์แกะทองแดง"

"แถมอัลเบรชท์ ดือเรอร์ยังเป็นบิดาแห่งเทคนิคภาพพิมพ์แบบอินทาลิโอด้วย"

"หลี่เวิ่นสามารถเลียนแบบผลงานของอัลเบรชท์ ดือเรอร์ได้ แน่นอนว่าเขาก็สามารถเลียนแบบเทคนิคการพิมพ์ธนบัตรดอลลาร์แบบอินทาลิโอได้เช่นกัน นี่คือเหตุผลที่จิตรกรให้ความสนใจในตัวเขา"

"แต่สำหรับนางเอกล่ะ คุณกลับไม่ได้ใส่รายละเอียดแบบนี้ให้เธอเลย ต้องรู้ไว้ด้วยนะว่า นางเอกต่างหากที่เป็นศิลปินตัวจริง"

"ส่วนในหนัง พระเอกทั้งสองคน คนนึงเป็นตัวปลอม อีกคนก็เป็นแค่พวกก๊อปปี้งาน ไม่มีใครเป็นศิลปินตัวจริงเลย"

"เห็นได้ชัดเลยว่าคุณไม่ได้ให้ความสำคัญกับตัวนางเอกที่เป็นศิลปินตัวจริงอย่างที่ควรจะเป็น"

"แบบนี้ไม่ดีเลยนะ"

"ต้องรู้ไว้นะว่า คุณได้รู้จักผมก็เพราะเส้นสายของเกาหยวนหยวน และที่ผมยอมทุ่มเทขนาดนี้ก็เพราะภาพวาดที่เธอจะมอบให้ผมนั่นแหละ"

"คุณกลับทำเหมือนเธอเป็นแค่ดอกไม้ประดับฉาก เอาเธอมาโชว์ตัวสวยๆ แค่นั้น...เธออาจจะทำอะไรคุณไม่ได้ แต่ผมไม่ยอมแน่"

"ผมต้องทำให้เธอพอใจให้ได้"

การทำภาพยนตร์เรื่อง อู๋ซวง สำหรับลู่จือหย่วนแล้ว ความคุ้มค่ามันสู้การทำภาพยนตร์ไซไฟฟอร์มยักษ์ไม่ได้เลย

แต่เกาหยวนหยวนเล่นเอาสินสอดมาล่อขนาดนี้

ลู่จือหย่วนก็ต้องทุ่มเทเต็มร้อยเพื่อทำให้โปรเจกต์นี้ออกมาดีที่สุด

จวงเหวินเฉียงแค่ให้บทนางเอกมาแบบขอไปที นอกจากการมาเดินโชว์ความสวยแล้วก็ไม่มีฉากน่าประทับใจอะไรเลย

แบบนี้จะยอมได้ไงล่ะ

เกาหยวนหยวนจะพอใจได้ยังไง

ไม่ได้การแล้ว

เขาต้องสร้างสรรค์ฉากเด็ดๆ ให้กับเกาหยวนหยวนให้ได้

ถึงจะคุ้มค่ากับสินสอดที่เธอให้มา

"พี่หย่วน พี่อยากจะทำยังไง ผมพร้อมรับฟังเต็มที่เลยครับ"

จวงเหวินเฉียงต้องยอมรับความจริงอย่างหนึ่งว่า ถึงแม้ลู่จือหย่วนจะเขียนบทไม่เก่ง แต่การคิดคอนเซปต์ การสร้างตัวละคร เขากินขาดกว่าเยอะ

โชคดีนะที่เขาอายุมากกว่าลู่จือหย่วน

ในฐานะนักเขียนบท เขามีผลงานระดับคลาสสิกมามากมายแล้ว

ถ้าเขาเกิดในยุคเดียวกับลู่จือหย่วน เขาคงได้ร้องไห้ขี้มูกโป่งแน่ๆ คงถูกลู่จือหย่วนกดหัวอยู่ทุกปีแน่นอน

"ภาพ อัศวิน ความตาย และปีศาจ ที่หลี่เวิ่นเลียนแบบนั้น สื่อถึงความมุ่งมั่นของอัศวินที่จะกลับบ้าน ซึ่งก็เป็นการแฝงความหมายถึงการยึดมั่นในสัจธรรมของอัศวินนั่นเอง"

"คุณใช้ภาพนี้สอดแทรกเข้าไปในภาพยนตร์เรื่อง อู๋ซวง เพื่อนำไปสู่การตั้งคำถามทางศีลธรรม"

"เมื่อผลประโยชน์อยู่ตรงหน้า หลี่เวิ่นถูกปีศาจล่อลวง ต้องเดิมพันกับมัจจุราช เหยียบอยู่บนน้ำแข็งที่บางเฉียบ แต่เขากลับหลงใหลและคลั่งไคล้ในการทำธนบัตรปลอมอย่างถึงขีดสุด"

"แต่คนที่รักษาศีลธรรมไว้ไม่ได้ มักจะไม่มีวันได้กลับบ้าน"

"ดังนั้นจุดจบของเขาจึงถูกกำหนดไว้แล้ว"

"และสำหรับการออกแบบตัวละครนางเอก คุณก็ควรจะสร้างความเชื่อมโยงที่สอดคล้องกันด้วย เพื่อให้โครงสร้างของเรื่องมีความสมบูรณ์"

"การสลับตัวละครนางเอกระหว่าง หร่วนเหวิน กับ อู๋ซิ่วชิง เป็นการออกแบบที่ยอดเยี่ยมมาก แต่คุณยังขาดการซ้อนทับในเชิงศิลปะไป"

"คุณให้เกียรติเกาหยวนหยวนที่เป็นนางเอกน้อยเกินไปแล้ว"

พอลู่จือหย่วนพูดมาถึงตรงนี้ จวงเหวินเฉียงก็ตัวสั่นสะท้านไปทั้งร่าง ราวกับมีกระแสไฟฟ้าแล่นผ่านร่างกายอย่างบ้าคลั่ง

ตอนแรกเขาคิดว่าลู่จือหย่วนมองว่ามุกสลับหน้ามันดูเชยไปหน่อย ก็เลยอยากจะปรับเปลี่ยนอะไรบางอย่าง

แต่ตอนนี้ดูเหมือนจะไม่ใช่แบบนั้นแล้ว

ลู่จือหย่วนได้เพิ่มรายละเอียดเข้าไปในการออกแบบนางเอกตัวจริงกับตัวปลอมของตัวเอง

หร่วนเหวินก็เป็นจิตรกรเหมือนกัน และเธอก็คือจิตรกรที่ซ่อนตัวอยู่เบื้องหลังหลี่เวิ่นอีกที

แถมยังเป็นบอสใหญ่ตัวจริงอีกด้วย

เมื่อหลี่เวิ่นถูกจับได้ ภายในใจของเธอไม่มีความกังวลใดๆ เลย ทำตัวเหมือนคนนอก ดีไม่ดีอาจจะแอบรำคาญด้วยซ้ำที่หลี่เวิ่นมาเป็นตัวถ่วงในเส้นทางศิลปะของเธอ

แต่ถึงอย่างนั้นเธอก็ยังทำหน้าที่ของตัวเอง

ให้อู๋ซิ่วชิงเป็นตัวแทนของเธอไปช่วยหลี่เวิ่น

ถ้าหลี่เวิ่นรอดมาได้ก็ถือว่าดีไป

แต่ถ้าหลี่เวิ่นไม่รอด แล้วอู๋ซิ่วชิงถูกเปิดโปง...เธอก็มีข้อแก้ตัวที่สมบูรณ์แบบอยู่ดี เพราะในเมื่ออู๋ซิ่วชิงมีหน้าตาเหมือนเธอเป๊ะ เรื่องนี้มองปราดเดียวก็รู้แล้วว่าต้องมีเงื่อนงำแน่ๆ

หร่วนเหวินจะซ่อนตัวอยู่ในเงามืดตลอดกาล ไม่มีทางถูกเปิดเผยตัวตนอย่างแน่นอน

ส่วนเรื่องคู่หมั้นที่ถูกพูดถึงในหนังน่ะเหรอ

ในฐานะโจรข้ามชาติที่อยากจะล้างมือจากวงการ แน่นอนว่าต้องมีคนดังมาช่วยรับประกันให้สิ

คู่หมั้นคนนั้นก็เป็นแค่เครื่องมือในการฟอกขาวที่สมบูรณ์แบบสำหรับหร่วนเหวินเท่านั้นเอง

"พี่หย่วน แล้ว...จะเอามาซ้อนทับกันยังไง รีบบอกผมทีสิ" จวงเหวินเฉียงรู้สึกเหมือนตัวเองจับจุดอะไรบางอย่างได้ แต่ก็ยังนึกไม่ออกอยู่ดี

เขาทำหนังแนวอาชญากรรมนะ

ถึงแม้เขาจะเขียนบทเก่งมาก แต่ก็จำกัดอยู่แค่หนังแนวตำรวจจับผู้ร้ายเท่านั้น

เขาไม่เข้าใจหรอกว่าสมองของศิลปินเขาคิดอะไรกันอยู่

เขาก็ไม่ใช่ศิลปินซะหน่อย

วินาทีนี้ จวงเหวินเฉียงมั่นใจมากว่า ตัวละคร หร่วนเหวิน กับ หลี่เวิ่น ล้วนเป็นภาพสะท้อนของตัวลู่จือหย่วนเอง

หร่วนเหวินคือภาพสะท้อนของความรู้สึกที่แท้จริงในใจของเขา

ส่วนหลี่เวิ่นคือภาพสะท้อนของตัวตนภายนอกของเขา

แย่แล้ว

นี่ฉันกำลังมองเห็นตัวตนที่แท้จริงของผู้กำกับระดับท็อปอยู่หรือเปล่าเนี่ย

แต่ยิ่งเป็นแบบนี้ จวงเหวินเฉียงก็ยิ่งรู้สึกตื่นเต้น

เขาสังหรณ์ใจว่าหนังเรื่องนี้ต้องดังระเบิดแน่ๆ

ดังไปทั่วโลกเลยล่ะ

ปีหน้า ไม่สิ ปี 2014 รางวัลออสการ์สาขาบทภาพยนตร์ยอดเยี่ยม จะต้องมีชื่อเขาติดโผเข้าชิงอย่างแน่นอน

"นาจา ไปทำชานมมะม่วงให้ฉันแก้วนึงสิ มะม่วงอยู่ในตู้เย็น นมก็อยู่ข้างๆ มีเครื่องทำอยู่ตรงนั้น เธอใช้เป็นใช่ไหม"

ลู่จือหย่วนพูดมาตั้งนานก็เริ่มคอแห้งแล้ว

แต่เขาไม่ชอบดื่มน้ำเปล่า

"พี่หย่วน ผมไปทำให้เองครับ บ้านผมก็มีเครื่องทำแบบนี้เหมือนกัน" จวงเหวินเฉียงกลัวว่านาจาจะทำช้าจนขัดจังหวะแรงบันดาลใจของลู่จือหย่วน

เขารีบลุกขึ้นวิ่งไปที่ห้องครัว และทำชานมมะม่วงให้ลู่จือหย่วนด้วยตัวเอง

ต้องยอมรับว่าจวงเหวินเฉียงทำงานได้ไวมาก

แค่สามนาที เขาก็ทำชานมมะม่วงคั้นสดเสร็จสรรพพร้อมเสิร์ฟให้ลู่จือหย่วน

แต่นาจากลับรู้สึกไม่ค่อยพอใจเท่าไหร่นัก

ไอ้แว่นอ้วนเตี้ยนี่น่ารำคาญจริงๆ อุตส่าห์จะได้โชว์ฝีมือความเป็นแม่ศรีเรือนให้ลู่จือหย่วนเห็นสักหน่อย

กลับโดนแย่งซีนไปซะได้

"จวงเซอร์ ฝีมือดีนี่ครับ"

ลู่จือหย่วนจิบไปหนึ่งอึก รสชาตินี้แหละที่เขาชอบ

ของคั้นสดรสชาติมันดีกว่าอยู่แล้ว

หลังจากจิบชานมมะม่วงไปอึกหนึ่ง ลู่จือหย่วนก็ไม่ปล่อยให้จวงเหวินเฉียงต้องรอนาน เขายิ้มแล้วถามขึ้นมาว่า "จวงเซอร์ คุณรู้จักโยฮันเนิส เฟอร์เมร์ไหม"

"เอ๊ะ"

จวงเหวินเฉียงชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะนึกอะไรขึ้นมาได้ "อา ฉันทำไมถึงนึกไม่ถึงนะเนี่ย"

"เยี่ยมไปเลย"

"มันช่างยอดเยี่ยมอะไรอย่างนี้"

"พี่หย่วน คุณคือพระเจ้าของผมเลย"

"นี่มันคือการเติมจุดสำคัญให้สมบูรณ์แบบชัดๆ"

จวงเหวินเฉียงดีใจจนเนื้อเต้น รู้สึกเหมือนเช้าได้รู้แจ้งสัจธรรม เย็นตายก็ตาหลับเลยทีเดียว

บทภาพยนตร์เรื่อง อู๋ซวง เขาใช้เวลาเขียนมาหลายปีแล้ว ตอนแรกก็แค่มีแรงบันดาลใจอยากจะเขียนเรื่องราวเกี่ยวกับแก๊งปลอมแปลงธนบัตร

ต่อมาเขาก็เริ่มคิดว่า คนแบบไหนกันนะถึงจะมีความสามารถในการทำธนบัตรปลอมได้

อย่างแรกเลย ต้องมีความรู้ด้านเทคโนโลยี

อย่างที่สอง ต้องมีเส้นสาย

และสุดท้าย ต้องมีฝีมือการต่อสู้ที่เก่งกาจ

คนคนเดียวคงทำเรื่องพวกนี้ไม่ได้แน่ๆ ต้องมีทีมงาน

และทีมงานนี้ก็ต้องเป็นแบบธุรกิจครอบครัวที่สืบทอดกันมาหลายรุ่น

บอกตามตรงนะ ในแถบฮ่องกงและไต้หวัน มันไม่ค่อยเหมาะกับการทำเรื่องพวกนี้สักเท่าไหร่ เดิมทีเขาตั้งใจจะเล่าเรื่องแบบกว้างๆ ให้ดูคลุมเครือ

แต่ตอนนี้ ถ้าสามารถไปถ่ายทำที่ฮอลลีวูดได้ เขาก็สามารถนำเสนอเรื่องราวของครอบครัวมาเฟียได้...เรื่องนี้เขาก็พอจะได้ยินข่าวลือมาบ้าง

90% ของธนบัตรยูโรปลอมในตลาดโลก ล้วนมาจากฝีมือของครอบครัวมาเฟียทั้งนั้น

และฐานที่มั่นของครอบครัวมาเฟียก็อยู่ที่เมืองเนเปิลส์

ทำให้รายละเอียดหลายๆ อย่างมีที่มาที่ไปอย่างชัดเจน

ทว่า เขาก็ยังไม่ค่อยเข้าใจวงการจิตรกรรมสักเท่าไหร่ จึงอยากจะหาคนอย่างลู่จือหย่วนที่เป็นอดีตนักศึกษาศิลปะสอบตก มาพูดคุยถึงรายละเอียดต่างๆ

พร้อมกับอยากจะเชิญให้ลู่จือหย่วนซึ่งเป็นผู้กำกับชื่อดัง มารับบทพระเอกในหนังของเขา เพื่อสร้างกระแสให้กับหนัง

ใครจะไปคิดล่ะว่า หาได้ทั่วทั้งวงการบันเทิงจีน ก็คงหาใครที่มีออร่าความเป็นศิลปินได้เท่าลู่จือหย่วนไม่ได้อีกแล้ว

ใครจะไปรู้ล่ะว่า

ผู้กำกับระดับท็อปก็คือผู้กำกับระดับท็อป

ช่างมีออร่าความเป็นศิลปินซะจริงๆ

พอลองอ่านบทของเขา ก็สามารถยกระดับบทให้สูงขึ้นไปอีกขั้นได้สบายๆ

เปิดโลกทัศน์ให้กว้างไกลขึ้น มุมมองที่กว้างขึ้น และการสอดแทรกศิลปะเข้าไปอย่างลงตัว

สุดยอดไปเลย

"พี่คะ พวกพี่กำลังคุยเรื่องอะไรกันคะ โยฮันเนิส เฟอร์เมร์คือใครคะ ฉันก็อยากรู้เหมือนกัน"

นาจารู้สึกเหมือนตัวเองเป็นแค่สิ่งมีชีวิตชั้นต่ำ ที่เผลอหลงเข้าไปในดินแดนที่ไม่ใช่ของตัวเอง

แต่เธอก็อยากจะก้าวเข้าไปในโลกของลู่จือหย่วนเหมือนกันนะ

ไม่อย่างนั้น ลู่จือหย่วนก็คงจะมองว่าเธอเป็นแค่เด็กซื่อบื้อตลอดไป

ถึงแม้ลู่จือหย่วนจะทำดีกับเธอมาตลอดก็เถอะ

และเธอก็ไม่แคร์ด้วยซ้ำที่โดนลู่จือหย่วนมองว่าเป็นเด็กซื่อบื้อ แถมยังชอบยิ้มโง่ๆ ตอบรับเขาอีกต่างหาก

แต่เธอก็มีความทะเยอทะยานเหมือนกันนะ

เธอก็อยากเป็นนางเอกหนังบ้าง และคนซื่อบื้ออย่างเธอจะเป็นนางเอกได้ยังไงล่ะ

"โยฮันเนิส เฟอร์เมร์ เป็นจิตรกรชาวดัตช์น่ะครับ"

จวงเหวินเฉียงมองหน้านาจาแวบหนึ่ง ก่อนจะหันไปมองลู่จือหย่วนเพื่อยืนยันสิ่งที่เขาพูด "ผลงานภาพวาดของเขามีไม่มาก ตลอดชีวิตเขาวาดภาพไว้แค่ 30 กว่าภาพเท่านั้น"

"ในจำนวนนั้น ภาพ หญิงสาวกับต่างหูมุก ว่ากันว่านางแบบในภาพก็คือลูกสาววัย 14 ปีของเขานั่นเอง"

พูดมาถึงตรงนี้ จวงเหวินเฉียงก็อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจออกมา "เป็นจิตรกรนี่ดีจริงๆ นะ สามารถวาดภาพเก็บไว้เป็นความทรงจำให้กับคนที่ตัวเองรักได้"

"แม้เวลาจะผ่านไปหลายร้อยปี ผู้คนก็ยังสามารถชื่นชมความน่ารักและความงามของลูกสาวเขาได้"

หลังจากระบายความในใจจบ จวงเหวินเฉียงก็วกกลับเข้าประเด็น "เรื่องพวกนั้นไม่ใช่ประเด็นสำคัญหรอกครับ สิ่งสำคัญคือ ในประวัติศาสตร์ มีนักค้างานศิลปะคนหนึ่งชื่อ ฟาน เมเกอเรน"

"เขามีฝีมือยอดเยี่ยมมาก และทุ่มเทให้กับการศึกษาเทคนิคการวาดภาพของโยฮันเนิส เฟอร์เมร์"

"สิ่งที่น่าทึ่งที่สุดคือ ภาพวาดของโยฮันเนิส เฟอร์เมร์ที่เขาทำปลอมขึ้นมานั้น สามารถหลอกตาเหล่านักวิจารณ์ศิลปะชั้นนำ ผู้เชี่ยวชาญจากพิพิธภัณฑ์ หรือแม้กระทั่งผู้นำพรรคนาซีอย่างแฮร์มัน เกอริงได้เลยทีเดียว"

"และเมื่อนำเรื่องราวของฟาน เมเกอเรนมาใส่ไว้ในหนังเรื่อง อู๋ซวง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง...เมื่อภาพวาดของโยฮันเนิส เฟอร์เมร์ไปปรากฏอยู่ในห้องนอนของหร่วนเหวิน...ฉากเหล่านี้เมื่อนำมารวมกัน มันก็ชวนให้คิดตามจริงๆ นะครับ"

ฟาน เมเกอเรน ยอดนักก๊อปปี้งานศิลปะ

ภาพวาดของโยฮันเนิส เฟอร์เมร์ในห้องนอนของหร่วนเหวิน แน่นอนว่าต้องเป็นของปลอมอยู่แล้ว

นั่นก็หมายความว่า ในหนังเรื่องนี้ เธอก็คือจอมลวงโลกนั่นเอง

เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ รายละเอียดหลายๆ อย่างก็เริ่มปะติดปะต่อกันในหัวของจวงเหวินเฉียง

"พี่หย่วน ถ้าเป็นแบบนี้"

"เปิดเรื่องมา ควรจะให้หลี่เวิ่นถือภาพวาดของโยฮันเนิส เฟอร์เมร์แอบเอาไปขายข้างนอก อย่างเช่นภาพ สาวรินนม"

"แน่นอนว่า บรรยากาศที่เงียบสงบและอบอุ่นแบบนั้น มันไม่ใช่สไตล์ของหลี่เวิ่นหรอก"

"นี่ก็คือภาพจำลองของหร่วนเหวินนั่นเอง ด้วยรายละเอียดตรงนี้ก็จะสามารถสื่อได้ว่า หร่วนเหวินคอยชักใยอยู่เบื้องหลังมาโดยตลอด และงานเบื้องหน้าทั้งหมด หลี่เวิ่นเป็นคนจัดการเอง"

นักเขียนบทมือทอง ก็ควรจะเป็นแบบจวงเหวินเฉียงนี่แหละ

เพียงแค่เขาเสนอไอเดียเล็กๆ น้อยๆ จวงเหวินเฉียงก็สามารถนำไปต่อยอดและเชื่อมโยงรายละเอียดต่างๆ เข้าด้วยกันได้อย่างสมบูรณ์แบบ

"เยี่ยมมาก"

ลู่จือหย่วนพยักหน้าชื่นชม "จวงเซอร์ โปรเจกต์นี้ตั้งใจทำให้ออกมาดีๆ นะครับ เรื่องทุนไม่ใช่ปัญหา เรื่องโปรโมตก็ไม่ใช่ปัญหา"

"ผมจะเป็นแบ็กอัปให้คุณเอง"

ลู่จือหย่วนมีเงินมากมายก่ายกอง แต่กลับไม่มีที่ให้ใช้เงินเลย

ช่วงหลายวันมานี้เขาแทบจะกินไม่ได้นอนไม่หลับ คิดแต่จะทุ่มเงินก้อนโตไปซื้อภาพวาดของโมแนจากเกาหยวนหยวน

ใครจะไปรู้ว่าเกาหยวนหยวนดันอยากจะให้เขาฟรีๆ ซะงั้น

นอกจากนี้ งานอดิเรกอย่างเดียวที่เหลืออยู่ของเขาก็คือการทำหนังนี่แหละ

การได้จับหนังที่ตัวเองชอบมาทำเป็นโปรเจกต์ยักษ์ใหญ่ ใส่แนวคิดทางศิลปะของตัวเองลงไป เชิญดาราดังๆ ที่ตัวเองชื่นชอบมาร่วมแสดง แล้วก็ถ่ายทำทุกฉากทุกตอนใหม่หมดตามใจชอบ

นี่แหละความสนุกที่แท้จริง

สนุกกว่าการไปนั่งจีบดาราสาวๆ ตั้งเยอะ

"พี่หย่วน ขอบคุณมากครับสำหรับคำแนะนำ ผมเคยคิดว่าโปรเจกต์นี้มีโอกาสสำเร็จแค่ 80% แต่ตอนนี้ผมมั่นใจ 100% เลยว่าหนังเรื่องนี้จะต้องออกมาดีแน่นอน"

"หลังจากนี้ เพื่อไปเก็บข้อมูลเพิ่มเติม ผมตั้งใจจะบินไปที่เมืองเนเปิลส์สักหน่อยครับ"

"ได้ยินมาว่าที่นั่นมีแก๊งมาเฟียปลอมแบงก์ที่ใหญ่ที่สุดในยุโรปอยู่ด้วย"

"น่าจะได้ไอเดียกลับมาเยอะเลยครับ"

รายละเอียด

ลู่จือหย่วนพูดถูกแล้ว

ถ้าไม่รู้ว่ากระบวนการทำแบงก์ปลอมเป็นยังไง แล้วมันถูกกระจายออกไปในตลาดยังไง หนังที่ทำออกมามันจะดูสมจริงได้ยังไงล่ะ

"ดูแลตัวเองด้วยนะ"

ลู่จือหย่วนต้องยอมรับเลยว่า ผู้กำกับจากฝั่งฮ่องกงไต้หวันนี่ใจกล้าบ้าบิ่นกันจริงๆ

จวงเหวินเฉียงไปรู้มาจากไหนว่าที่เนเปิลส์มีแก๊งมาเฟียปลอมแบงก์ที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป

เรื่องพวกนี้มันมีคนรู้กันตั้งแต่ตอนนี้เลยเหรอ

ลู่จือหย่วนจำได้ลางๆ ว่าแก๊งมาเฟียปลอมแบงก์ที่เนเปิลส์น่าจะโดนตำรวจอิตาลีบุกทลายราบคาบไปช่วงประมาณปี 2014 นู่น

แต่เพื่อแสดงให้เห็นว่าเขาก็ใจกล้าไม่เบา

ก่อนที่จวงเหวินเฉียงจะก้าวออกจากบ้านไป ลู่จือหย่วนก็กระซิบเตือนด้วยท่าทีลึกลับว่า "ไปที่ตัวเมืองเนเปิลส์น่ะหาไม่เจอหรอก"

"ต้องไปที่เมืองจูเลียโน"

"ที่นั่นแหละเมืองหลวงแห่งการปลอมแบงก์ของยุโรปตัวจริง"

พูดจบ ลู่จือหย่วนก็ตบไหล่จวงเหวินเฉียงเบาๆ สายตาเต็มไปด้วยการให้กำลังใจ "ไปถึงที่นั่นแล้วก็ทำตัวให้กลมกลืนหน่อยนะ ลองไปสังเกตการณ์ที่ร้านพิซซ่าในเมืองสักสองสามวันดูสิ"

"แต่ก็อย่าให้เป็นจุดสนใจมากนักล่ะ"

"ร้านพิซซ่าพวกนั้นส่วนใหญ่มักจะมีธุรกิจมืดแอบแฝงอยู่ด้วย"

"ส่วนธุรกิจมืดที่ว่านั่นคืออะไร...ผมเชื่อว่าคนที่เติบโตมาในฮ่องกงอย่างคุณน่าจะเข้าใจดีนะ"

หา

จวงเหวินเฉียงถึงกับอึ้งไปเลย

เขามองลู่จือหย่วนด้วยท่าทีหวาดระแวง ตาขวากระตุกยิกๆ

เดี๋ยวนะ

ผมเป็นแค่นักเขียนบทนะ

ผมเป็นเด็กเรียนดีมาตั้งแต่เกิด ไม่เคยไปเป็นลูกน้องมาเฟียที่ไหนเลยนะ

ผู้กำกับระดับท็อปอย่างคุณทำไมถึงรู้เรื่องพวกนี้ลึกซึ้งจังเลย

ตอนที่เขาสอบไม่ติดคณะศิลปกรรมศาสตร์...คงไม่ได้ไปพัวพันกับวงการมืดพวกนี้มาจริงๆ หรอกนะ

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 211 - จวงเหวินเฉียงยอมศิโรราบ! ผู้กำกับใหญ่ดันเข้าใจเรื่องอู๋ซวงมากกว่าผมซะอีก!

คัดลอกลิงก์แล้ว