- หน้าแรก
- ทะลุมิติมาปั้นดารา ดันได้ภรรยาเป็นคุณหนูสายเปย์
- บทที่ 151 - จุดไฟศักดิ์สิทธิ์ สั่นสะเทือนเลื่อนลั่น! พี่หย่วน พี่คือเทพเจ้าตลอดกาลของฉัน!
บทที่ 151 - จุดไฟศักดิ์สิทธิ์ สั่นสะเทือนเลื่อนลั่น! พี่หย่วน พี่คือเทพเจ้าตลอดกาลของฉัน!
บทที่ 151 - จุดไฟศักดิ์สิทธิ์ สั่นสะเทือนเลื่อนลั่น! พี่หย่วน พี่คือเทพเจ้าตลอดกาลของฉัน!
บทที่ 151 - จุดไฟศักดิ์สิทธิ์ สั่นสะเทือนเลื่อนลั่น! พี่หย่วน พี่คือเทพเจ้าตลอดกาลของฉัน!
เนื้อเรื่องภายในตึกปอนเต
ถือเป็นเส้นเรื่องหลักของภาพยนตร์เรื่องนี้ในส่วนที่เป็นโลกแห่งความเป็นจริงเลยก็ว่าได้
แต่เดิม ตามแผนที่ลู่จือหย่วนวางไว้ เนื่องจากทักษะการแสดงของฮานีเค่อจืออาจจะยังไม่ถึงขั้น เขาจึงเผื่อเวลาไว้สำหรับถ่ายทำฉากนี้ถึงหนึ่งเดือนเต็มๆ
แต่ด้วยการแสดงอันยอดเยี่ยมของ แฮร์ริสัน ฟอร์ด ทำให้แทบทุกฉากสามารถถ่ายทำผ่านได้ในเทกเดียว
แถมในฐานะนักแสดงรุ่นเก๋า เขายังเก่งเรื่องการปรับตัวและต่อยอดอารมณ์จากสถานการณ์ต่างๆ ได้ดีมากอีกด้วย
บางครั้งลู่จือหย่วนเพียงแค่เสนอไอเดียเล็กๆ น้อยๆ แฮร์ริสัน ฟอร์ด ก็สามารถนำไปประยุกต์ใช้กับการแสดงของเขาได้ทันที
สำหรับคนเป็นผู้กำกับแล้ว การได้ร่วมงานกับนักแสดงแบบนี้มันช่างเป็นอะไรที่สบายสุดๆ
พอลองนึกย้อนไปถึงตอนที่ต้องคอยเค้นอารมณ์และฝึกฝนความสมจริงในการแสดงให้กับฮานีเค่อจือ ลู่จือหย่วนต้องสูญเสียเซลล์สมองไปตั้งเท่าไหร่ล่ะนั่น
แล้วพอลองเอามาเปรียบเทียบกับการที่ แฮร์ริสัน ฟอร์ด เป็นฝ่ายช่วยแก้ปัญหาให้เขาอย่างแข็งขันแบบนี้แล้ว
ลู่จือหย่วนก็แทบอยากจะร้องไห้ออกมาด้วยความซาบซึ้งใจ
การเลือกใช้นักแสดงหน้าใหม่นี่มันเหมือนเป็นการหาเหาใส่หัวตัวเองชัดๆ!
"มิน่าล่ะ พวกผู้กำกับหนังชื่อดังในประเทศถึงได้ชอบใช้นักแสดงรุ่นเก๋ากันนัก ยอมให้นักแสดงหญิงวัย 30 มารับบทเด็กสาววัยใส ก็ยังดีกว่าไปหานักแสดงวัยรุ่นจริงๆ มาเล่น"
ตอนนี้ลู่จือหย่วนเริ่มเข้าใจความรู้สึกของพวกเขาแล้วล่ะ
ไม่มีเหตุผลอะไรมากหรอก
แค่เพื่อประหยัดเวลาและประหยัดแรงเท่านั้นเอง
"ฮานี ใส่ใจรายละเอียดหน่อย"
"เด็กที่เติบโตมาในสถานที่ที่มีแต่อาชญากรรมอย่างตึกปอนเตเนี่ย เวลาเดินเธอต้องระมัดระวังตัวให้มาก พอยินเสียงผิดปกติจากข้างนอก เธอต้องห่อไหล่ทันที เพื่อให้คนดูสัมผัสได้ถึงความหวาดกลัว"
"เวลาเจอคนแปลกหน้า เธอต้องไม่แสดงท่าทีเป็นมิตรเกินไป ต้องเริ่มจากการมองประเมินด้วยสายตาเย็นชาก่อน และเวลาคุยกับคนอื่นก็ต้องยืนเอียงข้างตลอด เพื่อเตรียมพร้อมที่จะวิ่งหนีได้ทุกเมื่อ"
บทพูดและแววตาของฮานีเค่อจือพอจะสอบผ่านเกณฑ์แบบฉิวเฉียด
แต่การแสดงของเธอยังไม่สามารถทำให้ลู่จือหย่วนรู้สึกได้เลยว่าเธอคือเด็กที่เติบโตมาในสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยอันตรายแบบตึกปอนเต
ดวงตาของเธอยังคงเต็มไปด้วยความใสซื่อและบริสุทธิ์
เวลาแค่สองชั่วโมงในการสังเกตพฤติกรรม ไม่เพียงพอที่จะทำให้เธอเข้าใจหรอกว่า เด็กที่เติบโตมาในสภาพแวดล้อมที่อันตรายแบบนี้ จิตใต้สำนึกของพวกเขาจะมีกลไกป้องกันตัวฝังลึกอยู่มากแค่ไหน
ภายใต้การชี้แนะของลู่จือหย่วน ฮานีเค่อจือต้องใช้เวลาอยู่นานกว่าจะจับจุดรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้ได้ และสามารถถ่ายทอดการแสดงในส่วนนี้ออกมาได้สำเร็จอย่างทุลักทุเล
"ครูคะ ตอนเด็กๆ ครูโดนตีบ่อยเหรอคะ"
หลังจากเลิกกอง ฮานีเค่อจือก็มองลู่จือหย่วนด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความสงสาร "ไม่อย่างนั้น ครูจะไปรู้รายละเอียดพวกนั้นได้ยังไงกันคะ"
"ยัยเด็กบ้า พูดจาเหลวไหลอะไรของเธอเนี่ย"
ลู่จือหย่วนขยี้ผมฮานีเค่อจือด้วยความเอือมระอา "ในฐานะคนทำงานศิลปะ เราต้องมีสายตาที่เฉียบแหลมในการค้นพบเรื่องราวที่ซ่อนอยู่ในชีวิตประจำวันสิ"
"ต้องหัดสังเกต หัดคิด และหัดสรุปบทเรียนให้มากๆ"
"ชีวิตก็เหมือนละคร เข้าใจไหม"
พอลู่จือหย่วนพูดประโยคนี้จบ ฮานีเค่อจือก็เรียนรู้วิธีแย่งซีนได้แล้ว เธอส่ายหัวไปมาพร้อมกับพูดว่า "ไม่อย่างนั้น หนูคงเป็นยัยเด็กโง่ที่สมองกลวง ไม่มีหัวทางศิลปะ แถมยังเป็นพวกตกหล่นการศึกษาภาคบังคับแน่ๆ เลยใช่ไหมคะ"
ยัยเด็กคนนี้นี่นะ
ฝีมือการแสดงอาจจะยังไม่เข้าขั้น แต่หน้าตาเธอมันน่ารักน่าเอ็นดูจริงๆ
แถมเวลาพูดจายังดูก๋ากั่น ดวงตากลมโตกลอกไปมา ดูเป็นเด็กฉลาดแกมโกงไม่เบาเลย
แต่พอไปยืนหน้ากล้องปุ๊บ เธอกลับยืนตัวแข็งทื่อเป็นลูกนกกระทาไปซะงั้น ราวกับว่าในกล้องตัวนั้นมีผู้คุมวิญญาณสิงอยู่และคอยสูบวิญญาณเธอไปอย่างนั้นแหละ
"รู้ตัวก็ดีแล้ว"
ลู่จือหย่วนใช้นิ้วจิ้มหน้าผากฮานีเค่อจือเบาๆ แล้วพูดว่า "กลับไปเก็บของเถอะ พรุ่งนี้เราจะไปคาสือกัน"
เผลอแป๊บเดียว พวกเขาก็ออกมาถ่ายทำนอกสถานที่กันเกือบสามเดือนแล้ว
ตอนนี้เข้าสู่ช่วงปลายเดือนพฤษภาคมแล้ว
ลู่จือหย่วนวางแผนจะพานักแสดงนำชายและหญิงไปถ่ายซ่อมบางฉากที่คาสือ จากนั้นก็จะรอข่าวจากฝั่งยอดเขามู่ซื่อถ่าเก๋อ
"ครูคะ ถ่ายฉากภูเขาหิมะเสร็จแล้ว หนูยังต้องไปถ่ายฉากกรีนสกรีนที่ปักกิ่งต่อใช่ไหมคะ ก่อนเดือนกรกฎาคมหนูยังไม่ต้องกลับบ้านใช่ไหมคะ"
ฮานีเค่อจือมองลู่จือหย่วนด้วยสายตาเป็นประกายด้วยความหวัง
ถ้าต้องกลับบ้านก่อนเดือนกรกฎาคม ฉันก็ต้องกลับไปเรียนหนังสือที่โรงเรียนน่ะสิ
ฉันไม่เอาด้วยหรอก!
"ฉันรู้ว่าเธอคิดอะไรอยู่ ครั้งนี้ถือว่าเธอโชคดีนะ ถ่ายฉากกรีนสกรีนเสร็จก็น่าจะปิดเทอมฤดูร้อนพอดี"
"ถ้าเธอไม่อยากกลับบ้าน จะอยู่เที่ยวเล่นที่ปักกิ่งสักช่วงปิดเทอมฤดูร้อนก็ได้นะ"
"พอพี่เร่อปาสอบเข้ามหาวิทยาลัยเสร็จ เธอก็คงจะตามมาที่นี่แหละ ถึงตอนนั้นเธอให้พี่เขาพาไปเที่ยวด้วยกันสิ"
ช่วงนี้ที่อุรุมชีสถานการณ์ยังค่อนข้างวุ่นวายอยู่ ไม่มีทีท่าว่าจะสงบลงเลย การตรวจตราตามท้องถนนก็เข้มงวดมาก ไม่มีอะไรน่าเที่ยวเลยสักนิด
สู้เมืองใหญ่อย่างปักกิ่งไม่ได้หรอก ที่นั่นทั้งคึกคักและเจริญกว่าตั้งเยอะ
"ครูจงเจริญ!"
เมื่อได้ยินคำอนุญาตจากลู่จือหย่วน ฮานีเค่อจือก็ส่งเสียงร้องดีใจออกมาทันที
พ่อแม่ของเธอเอาแต่ยุ่งอยู่กับการดูแลน้องชายวัยสามขวบ จนแทบจะปล่อยปละละเลยเธอไปแล้ว... สู้ให้อยู่กับลู่จือหย่วนที่นี่เสียยังดีกว่า
ครูลู่จือหย่วนมีเธอเป็นลูกศิษย์แค่คนเดียว
ความรักที่เขามีให้เธอจึงเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์แน่นอน!
แถมช่วงหลายเดือนที่ผ่านมาเธอยังเก็บเงินได้เป็นกอบเป็นกำ นอกจากแบ่งให้พ่อแม่ไปส่วนหนึ่งแล้ว ในมือเธอก็ยังมีเงินเก็บอีกตั้งหลายหมื่นหยวน
เด็กสาววัยสิบสามปีที่มีเงินค่าขนมเป็นหมื่นๆ หยวน แถมยังได้อยู่ในเมืองใหญ่อย่างปักกิ่งอีก แบบนี้มันสวรรค์ชัดๆ!
คาสือ
ลู่จือหย่วนพา แฮร์ริสัน ฟอร์ด มาถ่ายซ่อมฉากที่ยังขาดหายไป
ในขณะเดียวกัน เขาก็สั่งให้ฮานีเค่อจือคอยสังเกตและเรียนรู้เทคนิคการแสดงจาก แฮร์ริสัน ฟอร์ด ให้ดีๆ
นักแสดงระดับเจ้าของรางวัลออสการ์ระดับโลกมาอยู่ใกล้ตัวขนาดนี้ ถ้าฮานีเค่อจือไม่ตักตวงวิชาความรู้เอาไว้บ้าง วันข้างหน้าก็ไม่รู้จะมีโอกาสแบบนี้อีกไหม
"ฮานี นี่ลูกอะไรน่ะ"
"คุณปู่คะ นี่คือแตงคนแก่ค่ะ หวานเจี๊ยบอร่อยมากเลยนะคะ แถมยังเหมาะกับคนแก่ที่ฟันไม่ค่อยดีด้วยนะคะ"
ด้วยการชี้แนะจากลู่จือหย่วน ประกอบกับความที่ แฮร์ริสัน ฟอร์ด เอ็นดูฮานีเค่อจือเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว
เมื่อทั้งคู่ได้พูดคุยโต้ตอบกัน พวกเขาก็ดูเหมือนปู่กับหลานกันจริงๆ เลย
ช่วงเวลาที่ไม่ได้ถ่ายทำ ทั้งคู่ก็มักจะชวนกันออกไปเดินเล่นและตระเวนกินของอร่อยตามท้องถนนอยู่เสมอ
"พี่หย่วน อุปกรณ์ทั้งหมดถูกขนขึ้นไปถึงที่หมายแล้วครับ ทีมงานของเราได้ตั้งแคมป์ไว้ริมทะเลสาบเฮยหูแล้ว ตอนนี้ผมติดตั้งกล้องสามตัวเพื่อถ่ายเก็บภาพไว้ตลอด 24 ชั่วโมงเลยครับ"
"พี่หย่วน ผมส่งฟุตเทจไปให้พี่ดูแล้วนะครับ พี่ลองเช็กดูสิครับ"
ซูลุ่นพร้อมกับทีมตากล้องได้ไปปักหลักตั้งแคมป์ริมทะเลสาบเฮยหูมาได้หนึ่งสัปดาห์แล้ว
ทะเลสาบเฮยหู ฟังดูชื่อเหมือนจะตั้งอยู่ตรงตีนเขา
แต่จริงๆ แล้ว ทะเลสาบแห่งนี้ตั้งอยู่บนระดับความสูงถึง 3,700 เมตรจากระดับน้ำทะเล
สำหรับคนธรรมดาทั่วไป แค่เดินไม่กี่ก้าวบนที่สูงขนาดนี้ก็หอบแฮกแล้ว
ช่วงแรกๆ ที่ซูลุ่นขึ้นไป อาการแพ้ความสูงของเธอกำเริบหนักมาก
เธอปวดหัวแทบระเบิด กินข้าวไม่ลง และที่ทรมานที่สุดคือ พอกลางคืนร่างกายจะขาดออกซิเจนจนระบบประสาทส่วนกลางรวน ทำให้เธอนอนไม่หลับอย่างไม่ทราบสาเหตุ
แต่หลังจากที่ต้องพึ่งถังออกซิเจนอยู่สองวัน อาการของเธอก็ค่อยๆ ดีขึ้น แม้กระนั้นเธอก็ยังอยากจะรีบๆ ถ่ายงานให้เสร็จแล้วรีบลงจากเขาสูงแห่งนี้ให้เร็วที่สุด
ซูลุ่นมั่นใจว่าร่างกายของเธอแข็งแรงกว่าลู่จือหย่วนเยอะเลย
ขืนปล่อยให้ลู่จือหย่วนขึ้นมาอยู่บนนี้สักสองวัน มีหวังต้องโดนหามส่งโรงพยาบาลแหงๆ
"ถ่ายได้สวยดีนะ"
"แต่มันยังขาดอารมณ์อะไรไปนิดนึง"
ยังไม่ทันที่ซูลุ่นจะได้ร้องโอดโอย ลู่จือหย่วนก็ชิงพูดขึ้นมาก่อนว่า "เอาอย่างนี้ เธอช่วยถ่ายเพิ่มให้อีกสองช็อตก็แล้วกัน"
"ช็อตแรก เอาภาพยอดเขามู่ซื่อถ่าเก๋อ ยอดเขากงเกอร์ และยอดเขาจิ่วเปีย... สามขุนเขาแห่งปามีร์ สะท้อนเงาลงบนผืนน้ำในทะเลสาบพร้อมๆ กัน ถ่ายทอดความงดงามของภูเขาหิมะ ท้องฟ้าสีคราม และปุยเมฆสีขาวที่สอดประสานกันออกมาให้เป็นภาพที่ดูเหนือจริงราวกับความฝัน"
"ส่วนช็อตที่สอง ขอภาพปรากฏการณ์ยอดเขาสีทอง"
"ถ้าภายในสองวันนี้ เธอสามารถเก็บภาพสองช็อตนี้มาให้ฉันได้ เธอก็พาทีมงานลงจากเขามาได้เลย"
เมื่อสองวันก่อน ซินอวี้คุนเพิ่งจะขึ้นไปเป็นตัวแทนลู่จือหย่วน พอกลับลงมาเขาก็มีอาการหมดแรงข้าวต้ม จนถึงตอนนี้ก็ยังนอนซมอยู่ที่โรงแรม
ลู่จือหย่วนก็ไม่รู้เหมือนกันว่า ที่พี่คุนมีอาการแบบนี้ เป็นเพราะไปเที่ยวเตร่ที่ญี่ปุ่นจนร่างกายทรุดโทรม หรือว่าเป็นเพราะอาการแพ้ความสูงกันแน่ แต่มันก็ดูรุนแรงน่าดูเหมือนกัน
เขาอยากจะได้ภาพวาดระดับโลกมาประดับหนังก็จริง แต่เขาก็ไม่ได้อยากจะเอาชีวิตไปทิ้งไว้บนนั้นหรอกนะ
แผนของเขาก็คือ ให้ซูลุ่นเป็นคนถ่ายฟุตเทจที่ต้องการมาก่อน จากนั้นเขาถึงจะพาเหล่านักแสดงนำขึ้นเฮลิคอปเตอร์ไปที่ริมทะเลสาบเฮยหู เพื่อถ่ายทำฉากที่ต้องใช้แสงและเงาพิเศษสะท้อนลงบนตัวหุ่นยนต์ โดยจะใช้เวลาถ่ายทำบนนั้นแค่หนึ่งวันเต็มๆ
แล้วก็ค่อยนั่งเฮลิคอปเตอร์กลับลงมา
เขาเชื่อมั่นว่า แค่วันเดียว เขาต้องทนไหวแน่ๆ
"พี่หย่วน ฉันจะพยายามให้เต็มที่ค่ะ"
เสียงตอบรับของซูลุ่นจากปลายสายฟังดูไม่ค่อยมั่นใจนัก น้ำเสียงของเธอเจือไปด้วยความอ่อนล้าอย่างเห็นได้ชัด
"ลำบากเธอหน่อยนะ"
ลู่จือหย่วนรู้สึกว่าแค่คำพูดให้กำลังใจมันยังไม่เพียงพอ เขาจึงตัดสินใจยื่นข้อเสนอที่เย้ายวนใจกว่านั้น "ถ้าเรากลับไปถึงเมื่อไหร่ เธอไปหาบทหนังมาให้ฉันดูสักเรื่องสิ ถ้าบทมันเข้าท่า ฉันจะออกทุนสร้างให้เธอเป็นผู้กำกับเองเลย"
พอได้ยินประโยคนี้ ซูลุ่นก็แทบจะกรี๊ดออกมาด้วยความตื่นเต้น เธอทุบอกตัวเองดังปังๆ แล้วรับปากอย่างแข็งขัน "พี่หย่วน พี่วางใจได้เลย ฉันจะต้องถ่ายภาพที่พี่ต้องการมาให้ได้แน่นอน!"
จริงๆ แล้วซูลุ่นมีความสามารถด้านการเขียนบทภาพยนตร์อยู่แล้ว
แต่ในวงการนี้ อาชีพนักเขียนบทภาพยนตร์กลับเป็นอาชีพที่ถูกมองข้ามมากที่สุด
นั่นก็เป็นเพราะว่า ตัวหนังสือมันเป็นสิ่งที่ใครๆ ก็อ่านออกเขียนได้ แถมใครๆ ก็พอจะแต่งเรื่องราวขึ้นมาได้ คนทั่วไปจึงไม่ค่อยให้ความเคารพในตัวหนังสือเท่าไหร่นัก
เผลอๆ ดาราไอดอลบางคนที่ความรู้น้อยนิด ยังกล้าไปชี้แนะนักเขียนบทเลยว่าเขียนไม่ถึงอารมณ์ แล้วก็สั่งให้แก้บทให้ตัวเองดื้อๆ
การได้เขียนบทและกำกับหนังของตัวเอง คือความฝันสูงสุดของผู้กำกับหลายๆ คน
ประเด็นสำคัญมันไม่ได้อยู่ที่การเขียนบทหรอก แต่อยู่ที่โอกาสในการได้เป็นผู้กำกับต่างหากล่ะ
วันที่ 10 มิถุนายน
ทุกอย่างถูกตระเตรียมไว้พร้อมสรรพ
และในขณะเดียวกัน ลู่จือหย่วนก็ได้รับข่าวดีเมื่อนางเอกเบอร์ 2 ของเขาเดินทางมาถึง
หลังจากเสร็จสิ้นการสอบเข้ามหาวิทยาลัย เร่อปาก็รีบบินตรงดิ่งมาหาเขาด้วยความเร็วราวกับติดจรวด
ตลอดระยะเวลาสองเดือนที่ไม่ได้เจอกัน เร่อปาเฝ้าคิดถึงลู่จือหย่วนทุกลมหายใจเข้าออก
ทันทีที่ได้เจอลู่จือหย่วนอีกครั้งที่โรงแรม เร่อปาก็ไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหมที่ไหนทั้งนั้น เธอพุ่งเข้าไปกอดเขาแน่นจนแทบจะจมหายเข้าไปในอกของเขา
"เร่อปา สอบเข้ามหาวิทยาลัยเนี่ย เหนื่อยมากเลยใช่ไหม"
ในอ้อมกอด ลู่จือหย่วนสัมผัสได้ถึงความเปลี่ยนแปลงของเร่อปาอย่างชัดเจน เธอผอมลงไปอย่างน้อยสองสามกิโล แถมหน้าตาก็ดูซูบซีดไม่สดใสเหมือนแต่ก่อน
เป็นอย่างที่คิดไว้จริงๆ
การเตรียมตัวสอบเข้ามหาวิทยาลัยเนี่ยแหละคือช่วงเวลาที่เหน็ดเหนื่อยและกดดันที่สุดในชีวิตมนุษย์แล้ว
จะทำงานล่วงเวลาแบบ 996 หรือจะทำงานกะดึกในโรงงานนรก ลู่จือหย่วนก็ยังรู้สึกว่ามันไม่ได้เหนื่อยแสนสาหัสเท่ากับการเตรียมตัวสอบเข้ามหาวิทยาลัยเลยสักนิด
"อื้อ เหนื่อยสุดๆ ไปเลยค่ะ"
เร่อปาเบ้ปากทำหน้าออดอ้อน ล้อนจ้อนสายตาที่เต็มไปด้วยความน้อยใจไปที่ลู่จือหย่วน ดวงตากลมโตของเธอกะพริบปริบๆ ในขณะเดียวกันก็มีแววเจ้าเล่ห์แฝงอยู่ลึกๆ
ปลอบใจฉันสิ
รีบปลอบใจฉันเร็วเข้า!
"สอบเสร็จก็ดีแล้วล่ะ ชีวิตนี้จะได้ไม่ต้องมานั่งเสียดายทีหลัง"
ลู่จือหย่วนคลายอ้อมกอดจากเร่อปาแล้วพาเธอเดินไปที่ร้านอาหาร "คืนนี้เรามาฉลองกันให้เต็มที่ไปเลย เธออยากกินอะไรก็สั่งได้เลยนะ มื้อนี้ฉันเลี้ยงเอง"
รู้แต่จะเลี้ยงข้าวนี่แหละ!
พี่รู้บ้างไหมเนี่ยว่าสิ่งที่ฉันอยากจะกินที่สุดก็คือพี่ต่างหากล่ะ
"พี่คะ พี่รู้ไหมคะว่าหัวข้อเรียงความวิชาภาษาจีนปีนี้คือเรื่องอะไร"
ระหว่างทางเดินไปร้านอาหาร เร่อปาก็จงใจหยิบยกเรื่องหัวข้อเรียงความวิชาภาษาจีนขึ้นมาเป็นประเด็นสนทนา
"ฉันไม่รู้หรอก"
ลู่จือหย่วนส่ายหน้า
เร่อปาหัวเราะคิกคักแล้วเล่าให้ฟัง "เนื้อหาของเรียงความเขาเล่าถึงปลาสวยงามเขตร้อนชนิดหนึ่งค่ะ ถ้าเลี้ยงไว้ในตู้ปลา มันจะโตได้เต็มที่แค่สามนิ้วเท่านั้น แต่ถ้าเอาไปปล่อยลงในทะเล แค่สองเดือนมันก็สามารถโตได้เป็นฟุตเลยนะคะ"
"อ้อ"
ลู่จือหย่วนพยักหน้ารับ "สภาพแวดล้อมมีอิทธิพลอย่างมหาศาลต่อการเติบโตของมนุษย์ หัวข้อนี้คงต้องการจะสื่อความหมายแบบนั้นสินะ"
เหตุผลข้อนี้ลู่จือหย่วนก็เห็นด้วยอย่างยิ่ง
"พี่คะ ถ้าฉันไม่ได้เจอพี่ ป่านนี้ฉันคงยังเต้นแร้งเต้นกาอยู่ในคณะระบำพื้นเมือง ไม่ก็คงกำลังเรียนปรับพื้นฐานเตรียมตัวสอบเข้ามหาวิทยาลัย ชีวิตคงยังล่องลอยเคว้งคว้าง ไม่รู้เลยว่าอนาคตข้างหน้าตัวเองจะเป็นยังไง"
สำหรับหัวข้อเรียงความวิชาภาษาจีนในปีนี้ เร่อปามั่นใจว่าจะต้องได้คะแนนสูงลิ่วแน่นอน
เพราะเธอเขียนมันออกมาจากความรู้สึกที่แท้จริงจากประสบการณ์ของตัวเอง
"เธอน่ะเกิดมาเพื่อเป็นซูเปอร์สตาร์อยู่แล้ว อย่าสงสัยในตัวเองเลย ต่อให้ไม่มีฉัน เธอก็ยังสามารถปีนป่ายขึ้นไปอยู่ในจุดที่ใครหลายคนไม่อาจเอื้อมถึงได้อยู่ดีนั่นแหละ"
ลู่จือหย่วนสัมผัสได้ถึงความชื่นชมและซาบซึ้งที่เร่อปามีต่อเขาอย่างเต็มเปี่ยม
แต่มันไม่จำเป็นขนาดนั้นหรอก
ต่อให้ไม่มีเขา เร่อปาก็ยังสามารถประสบความสำเร็จได้อย่างงดงามอยู่ดี
เขาเป็นเพียงแค่ตัวเร่งปฏิกิริยาให้ความสำเร็จนั้นมาถึงเร็วขึ้นก็เท่านั้นเอง
แถมเขาก็มีความเห็นแก่ตัวซ่อนอยู่ด้วย
ก็เพราะเร่อปาได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วในอีกมิติเวลาหนึ่งว่า ด้วยหน้าตาและนิสัยแบบเธอ ยังไงเธอก็สามารถก้าวขึ้นมาเป็นซูเปอร์สตาร์แถวหน้าของวงการได้อย่างแน่นอน
"แน่นอนสิคะ"
ในวินาทีนี้ เร่อปาไม่ได้ถ่อมตัวเลยสักนิด เธอกลับพยักหน้ารับอย่างมั่นใจ "ก็เพราะฉันคือ ภูเขาลูกหนึ่งแห่งอาเล่อไท่ นี่นา ยังไงฉันก็ต้องไปยืนอยู่บนจุดสูงสุดที่คนอื่นไม่มีวันเอื้อมถึงได้อยู่แล้วล่ะ"
ฮ่าๆ!
ภูเขาลูกหนึ่งแห่งอาเล่อไท่ ไม่รู้เหมือนกันว่าใครเป็นคนตั้งฉายานี้ให้เร่อปา
มันช่างเป็นฉายาที่เข้ากับเธอสุดๆ ไปเลย
ทั้งคู่เดินพูดคุยหยอกล้อกันไปตลอดทางจนถึงร้านอาหาร
ไม่รู้ทำไม ลู่จือหย่วนถึงรู้สึกชอบเวลาที่ได้อยู่กับเร่อปาเป็นพิเศษ มันให้ความรู้สึกผ่อนคลายและไม่ต้องมานั่งคิดเรื่องวุ่นวายปวดหัวอะไรเลย
"พี่คะ ฉันรู้ว่าพี่กำลังคิดอะไรอยู่"
เมื่อเห็นรอยยิ้มผุดขึ้นที่มุมปากของลู่จือหย่วน จู่ๆ เร่อปาก็โพล่งขึ้นมา เธอแอบชำเลืองมองลู่จือหย่วนอย่างมีเลศนัยแล้วพยักหน้าเบาๆ
ก่อนจะกระซิบเสียงแผ่ว "ฉันก็เหมือนกันค่ะ"
เป็นไงล่ะ
คอมโบเซตนี้เด็ดพอไหมล่ะ
ไม่ว่าอีกฝ่ายจะกำลังคิดอะไรอยู่ ขอแค่จ้องตาเขาค้างไว้สักสองวินาที แล้วค่อยก้มหน้างุดตอบกลับไปอย่างเอียงอายว่า ฉันก็เหมือนกันค่ะ รับรองว่าอีกฝ่ายต้องไปไม่เป็นแน่นอน
แล้วก็จะทำให้ผู้ชายขี้อายบางคนหน้าแดงก่ำ หัวใจเต้นแรง เลือดสูบฉีดสารโดพามีนพุ่งพล่าน จนเผลอตกหลุมรักฉันโดยไม่รู้ตัว
ฮ่าๆ!
ฉันนี่มันอัจฉริยะตัวจริงเสียงจริงเลยล่ะ
น่าเสียดายที่...
ซูลุ่นไม่สามารถเก็บภาพสองช็อตที่ลู่จือหย่วนต้องการมาให้ได้
ท้ายที่สุดแล้ว ลู่จือหย่วนจึงตัดสินใจออกโรงไปถ่ายทำด้วยตัวเอง
เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น ไม่สิ ต้องเรียกว่าเช้ามืดถึงจะถูก
ประมาณตี 4
ซินอวี้คุนได้เช่าเฮลิคอปเตอร์ไว้สองลำเพื่อพาลู่จือหย่วนและนักแสดงนำทั้งสามคนบินตรงไปที่แคมป์ริมทะเลสาบเฮยหู
"พี่หย่วน ทำไมพี่ถึงมาเองล่ะคะเนี่ย"
ฟ้ายังไม่ทันสาง พอได้ยินเสียงอึกทึกครึกโครมจากข้างนอก ซูลุ่นก็งัวเงียเดินออกมาดู
พอเห็นลู่จือหย่วนก้าวลงมาจากเฮลิคอปเตอร์ ซูลุ่นก็ตาสว่างเต็มตาทันที เธอมองซินอวี้คุนด้วยสายตาตำหนิ "พี่คุน ทำไมพี่ไม่ห้ามเขาไว้ล่ะคะ"
ลู่จือหย่วนดีทุกอย่าง เสียอย่างเดียวคือร่างกายไม่ค่อยจะแข็งแรงเท่าไหร่
เวลาทำงานในกองถ่าย แค่ลู่จือหย่วนนั่งเฝ้าหน้าจอมอนิเตอร์คอยดูภาพที่ถ่ายออกมา เขาก็เหนื่อยหอบจนแทบจะขาดใจอยู่แล้ว
ในทางกลับกัน ซินอวี้คุนกับซูลุ่นที่ต้องคอยจัดการเรื่องวุ่นวายสารพัดอย่างให้เขา ทั้งเตรียมสถานที่และประสานงานกับทีมต่างๆ จนหัวปั่นแทบไม่ได้พักผ่อน แต่พวกเขากลับดูแข็งแรงเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย
แต่ลู่จือหย่วนผู้บอบบางคนนี้คือหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนโปรเจกต์นี้ให้เดินหน้าต่อไปได้
หนังเรื่อง ศึกหุ่นเหล็กกำปั้นทะลวงเดือด ถ่ายทำมาได้สามเดือนแล้ว ทุกคนในกองถ่ายต่างก็รู้ซึ้งถึงสัจธรรมข้อหนึ่งว่า ขอแค่ปกป้องผู้กำกับคนเก่งของพวกเขาไว้ได้ และขอแค่เขายังคงรักษาฟอร์มการทำงานได้แบบนี้ งานนี้พวกเขาชนะใสๆ แน่นอน
ถึงแม้ร่างกายเขาจะบอบบาง แต่รสนิยมทางศิลปะของเขามันช่างยอดเยี่ยมจนหาตัวจับยากจริงๆ!
ถึงจะบอกไม่ได้เต็มปากว่าทุกฉากที่เขาถ่ายออกมาจะเป็นฉากในตำนาน แต่รับรองได้เลยว่ามันสามารถกวาดรางวัลได้สบายๆ ทุกครั้งที่เขาแสดงฝีมือ มันช่างน่าทึ่งจนคนดูต้องยอมสยบและยกนิ้วให้เลยล่ะ!
"12 ชั่วโมง"
"ฉันไปหาข้อมูลมาแล้ว ปกติอาการแพ้ความสูงจะเริ่มออกอาการหลังจากผ่านไป 6 ถึง 12 ชั่วโมง"
"วันนี้ฉันจะถ่ายฉากที่ต้องการให้เสร็จทั้งหมด แล้วรีบเผ่นกลับลงไปก่อนที่พระอาทิตย์จะตกดิน"
"เอาให้อาการแพ้ความสูงมันตามฉันไม่ทันเลยล่ะ"
ลู่จือหย่วนบอกให้ซูลุ่นเลิกกังวล แล้วสั่งให้รีบเปิดกล้องถ่ายทำฉากที่เขาต้องการให้เสร็จโดยเร็วที่สุด จะได้รีบเผ่นกันเสียที
เพิ่มความเร็วในการทำงานให้ถึงขีดสุดไปเลย!
"รับทราบค่ะพี่หย่วน"
เมื่อมาถึงขั้นนี้ ซูลุ่นก็ทำได้เพียงกัดฟันสู้และร่วมบ้าบิ่นไปกับลู่จือหย่วนอีกครั้ง
จากนั้น ลู่จือหย่วนก็รับหน้าที่ต่อจากซูลุ่น เขาคว้าวิทยุสื่อสารขึ้นมาแล้วเริ่มแจกจ่ายงานให้แต่ละทีมทันที
"เตรียมกล้องสามตัว ตัวแรกจับภาพไปที่นักแสดงนำทั้งสามคน อีกสองตัวปรับเป็นเลนส์ไวด์เพื่อถ่ายภาพมุมกว้างของทะเลสาบกับภูเขาหิมะ"
"เริ่มจากวินาทีนี้ อีก 30 นาทีพระอาทิตย์จะขึ้น รีบย้ายกล้องไปตั้งรอไว้ที่ฝั่งตะวันออกของทะเลสาบเลย เราจะไปรอแสงแรกของวันกันตรงนั้น"
"จำเอาไว้ให้ดี!"
"หามุมกล้องให้เป๊ะ หันหน้าเข้าหาทะเลสาบ สิ่งที่ฉันต้องการคือ ภูเขาสีทองคู่ ที่เกิดจากแสงสะท้อนบนผิวน้ำ ควบคู่ไปกับภูเขาสีทองของจริง"
หลังจากแจกแจงหน้าที่ให้ทีมตากล้องเสร็จ ลู่จือหย่วนก็หันไปหากลุ่มนักแสดงนำทั้งสามคน
"พวกคุณก็อย่ามัวแต่ยืนบื้ออยู่ตรงนี้สิ รีบเดินไปที่ริมทะเลสาบ ไปยืนอยู่ข้างๆ หุ่นยนต์นั่น แล้วแสดงท่าทางดีใจสุดขีดให้ฉันดูหน่อย"
ระหว่างที่นั่งเฮลิคอปเตอร์มาด้วยกัน ลู่จือหย่วนได้อธิบายให้ทั้งสามคนฟังแล้วว่า ฉากนี้ไม่ได้ต้องการอารมณ์ความรู้สึกอะไรที่ซับซ้อนนัก
แค่ยิ้มกว้างๆ อย่างมีความสุขก็พอแล้ว
รอยยิ้มของ แฮร์ริสัน ฟอร์ด จะต้องแฝงไปด้วยนัยยะของการส่งมอบเจตนารมณ์บางอย่างจากรุ่นสู่รุ่น
ส่วนฮานีเค่อจือจะต้องสลัดความกังวลและกำแพงในใจทิ้งไปให้หมด แล้วเผยรอยยิ้มที่บริสุทธิ์และไร้เดียงสาที่สุดของเด็กสาววัยสิบสามปีออกมา รอยยิ้มของเธอต้องอบอวลไปด้วยพลังแห่งความสดใสของวัยรุ่น
และเร่อปาในฐานะผู้ช่วยเอไอที่รู้เบื้องหลังและตอนจบของเรื่องราวทั้งหมด จะต้องเผยรอยยิ้มที่เปี่ยมไปด้วยความหมายลึกซึ้งออกมาให้เห็น
ฉากนี้ไม่ได้ต้องการทักษะการแสดงขั้นเทพอะไรมากมายหรอก
ถ่ายง่ายกว่าฉากที่เกาะเหวยโจวตั้งเยอะ
สิ่งสำคัญของฉากนี้มันอยู่ที่เอฟเฟกต์ของแสงและเงาต่างหากล่ะ
ซึ่งเรื่องนี้ก็คงต้องพึ่งใบบุญของฟ้าดินแล้วล่ะว่าจะปรานีพวกเขาแค่ไหน
"เพื่อน ทำไมถึงต้องมาถ่ายฉากพระอาทิตย์ขึ้นด้วยล่ะ"
ตอนนี้เพิ่งจะหกโมงเช้าเอง
เพื่อจะถ่ายทำฉากนี้ ลู่จือหย่วนกับทีมงานต้องตื่นกันตั้งแต่ตีสี่ รีบกินข้าวเช้าลวกๆ แล้วก็นั่งเฮลิคอปเตอร์ขึ้นมาที่นี่
ถ้าไม่ใช่เพราะลู่จือหย่วนทุ่มเงินจ้างไม่อั้น นักบินเฮลิคอปเตอร์สองคนนั้นคงไม่ยอมเสี่ยงบินฝ่าความมืดมาส่งหรอก
ตอนนี้ซินอวี้คุนรู้สึกปวดเมื่อยไปทั้งตัว อาการแพ้ความสูงคงเริ่มกำเริบอีกแล้ว เขาแทบอยากจะล้มตัวลงนอนแล้วให้คนหามกลับไปซะเดี๋ยวนี้เลย
"อีกครึ่งชั่วโมง นายก็จะรู้คำตอบเอง"
ลู่จือหย่วนไม่อยากอธิบายอะไรให้ซินอวี้คุนฟังให้ยืดยาว
ปรากฏการณ์ยอดเขาสีทองของภูเขามู่ซื่อถ่าเก๋อนั้น คือบทสนทนาอันยิ่งใหญ่ระหว่างแสงสว่างและหิมะขาวโพลน มันคือช่วงเวลาแห่งความศักดิ์สิทธิ์ของที่ราบสูงปามีร์อย่างแท้จริง
เขาเคยมีโอกาสได้เห็นมันด้วยตาตัวเองมาแล้วครั้งหนึ่งในอีกมิติเวลาหนึ่ง
ความงดงามตระการตาของมันอยู่เหนือความคาดหมายของเขาเกี่ยวกับความงดงามทางธรรมชาติไปไกลลิบ และมันก็ทรงพลังมากพอที่จะทำให้เขารู้สึกตื้นตันจนอยากจะร้องไห้ออกมาเลยทีเดียว
เวลาค่อยๆ เดินไปอย่างช้าๆ
ทีมงานตากล้องแอบหาวหวอดๆ พลางขยี้ตาเป็นระยะๆ
โดนปลุกขึ้นมาแต่เช้าตรู่แบบนี้ คงไม่มีใครได้นอนเต็มอิ่มหรอก
แต่นี่ก็เป็นฉากสุดท้ายแล้ว อดทนอีกนิดเดียวก็จะปิดกล้องแล้วล่ะ
ทุกคนก็เลยต้องยอมไว้หน้าผู้กำกับใหญ่กันหน่อย
ท่ามกลางทุ่งกว้างที่เงียบสงัดไร้สรรพเสียงใดๆ
ท้องฟ้ายังคงถูกปกคลุมไปด้วยม่านหมอกสีเทาอมฟ้าเบาบาง มองออกไปไกลๆ จะเห็นภูเขามู่ซื่อถ่าเก๋อหลับใหลอยู่ภายใต้เงามืดสีโคบอลต์บลู
เค้าโครงของภูเขาหิมะทอดตัวยาวราวกับเทพเจ้าร่างยักษ์ที่กำลังทอดกายหลับใหล ช่างเป็นภาพที่น่าเกรงขามและทรงพลังอย่างยิ่ง
ณ เวลานี้ หมู่ดาวบนท้องฟ้ายังคงส่องประกายระยิบระยับ ปลายหางของกลุ่มดาวจระเข้ชี้ตรงไปยังยอดเขาหิมะ ราวกับกำลังบอกพิกัดให้แสงสีทองที่กำลังจะสาดส่องลงมาในอีกไม่ช้า
"มาแล้ว!"
จู่ๆ ตรงเส้นขอบฟ้าฝั่งตะวันออกก็เริ่มปรากฏแสงระเรื่อสีชมพูอมส้มเหมือนสีของปลาแซลมอน
จากนั้น ยอดเขาหิมะก็เริ่มเปล่งประกายแสงสีขาวนวลตา ราวกับเปลวไฟศักดิ์สิทธิ์ดวงแรกถูกจุดขึ้นโดยเหล่าทวยเทพ
ผิวน้ำของทะเลสาบเฮยหูในตอนนี้ยังคงมีม่านหมอกจางๆ ลอยปกคลุมอยู่
ภาพสะท้อนของภูเขาหิมะบนผิวน้ำดูราวกับเทพเจ้าร่างยักษ์ที่ถูกผนึกเอาไว้มาเนิ่นนานนับพันปี รอคอยให้แสงสว่างมาปลุกให้ตื่นจากความมืดมิดอันสับสนวุ่นวายนี้
"ดูให้ดีๆ นะ นี่แหละคือพิธีสวมมงกุฎของเหล่าทวยเทพ!"
แสงอาทิตย์ทางทิศตะวันออกค่อยๆ สาดส่องลงมา ปลุกยอดเขาหิมะให้ตื่นจากรัตติกาลทีละนิ้วๆ
ลู่จือหย่วนหันไปกระซิบบอกซินอวี้คุนให้จับตาดูให้ดี
นี่อาจจะเป็นครั้งแรกและครั้งเดียวในชีวิตของเขาที่จะได้เห็นช่วงเวลาอันศักดิ์สิทธิ์เช่นนี้
ในชั่วพริบตานั้น ผืนแผ่นดินและสรรพสิ่งต่างก็เริ่มตื่นจากการหลับใหล ยอดเขาหิมะเปล่งประกายแสงสีทองอร่ามเจิดจ้าดั่งไส้หลอดไฟที่ถูกจุดขึ้น
อนุภาคของแสงที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่ากำลังสะท้อนไปมาบนผลึกน้ำแข็ง
แสงสีทองอร่ามสาดส่องลงมาราวกับน้ำตกทองคำหลอมเหลวที่กำลังไหลบ่าลงมา
รอยแยกของธารน้ำแข็งแปรเปลี่ยนเป็นเส้นเลือดสีทองที่กำลังสูบฉีด
บริเวณรอยต่อระหว่างแสงและเงาเกิดเป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่ดูคล้ายกับคลื่นสึนามิสีทอง
"นี่มัน..."
ไม่ใช่แค่ซินอวี้คุนเท่านั้น แต่ทีมงานทั้งกองถ่าย รวมถึงนักแสดงนำทั้งสามคน ต่างก็เบิกตากว้างด้วยความตกตะลึงจนหาคำบรรยายไม่ได้
ในช่วงเวลานั้น ราวกับว่าพวกเขาถูกสะกดจนลืมวิธีพูดไปชั่วขณะ
แม้จะมีคำพูดนับพันหมื่นคำจุกอยู่ที่คอหอย แต่กลับไม่สามารถเปล่งเสียงใดๆ ออกมาได้เลยแม้แต่คำเดียว
"ความยิ่งใหญ่ตระการตาบางอย่าง เราจะต้องมายืนอยู่ท่ามกลางธรรมชาติอันกว้างใหญ่เท่านั้น ถึงจะซึมซับและรับรู้ถึงพลังของมันได้อย่างแท้จริง!"
"หลังจากนี้ไป ขอให้ทุกคนปลดปล่อยจินตนาการและเตรียมตัวรับแรงกระแทกจากความโรแมนติกของจักรวาลที่ธรรมชาติจะมอบให้เรากันเถอะ"
ลู่จือหย่วนพึมพำกับตัวเองด้วยความตื้นตันใจ ก่อนจะเดินเข้าไปเช็กภาพเอฟเฟกต์แสงเงาของหุ่นยนต์ผ่านจอมอนิเตอร์!
ในชั่วพริบตานั้น แสงสีทองที่ทอดตัวลงมาจากภูเขาหิมะ ราวกับเปลวไฟศักดิ์สิทธิ์ที่ประทับลงบนโครงกระดูกภายนอกอันเป็นเหล็กกล้าของหุ่นยนต์ตัวนั้น
ราวกับว่าเศษเสี้ยวของความศักดิ์สิทธิ์แห่งผืนฟ้าและแผ่นดินได้ถูกหลอมรวมเข้ากับ องครักษ์แห่งราชวงศ์ฉิน หุ่นยนต์ตัวนี้แล้ว!
"ตอนนี้รู้หรือยังล่ะ ว่าทำไมฉันถึงดึงดันจะมาถ่ายทำฉากนี้ที่นี่ให้ได้"
"นี่แหละที่เรียกว่า พิธีจุดไฟศักดิ์สิทธิ์!"
เมื่อถ่ายทำฉากที่ต้องการได้สำเร็จ ลู่จือหย่วนก็แทบจะเก็บความตื่นเต้นเอาไว้ไม่อยู่
ที่สำคัญที่สุดคือ เขาสามารถถ่ายเก็บภาพสองช็อตในเวลาเดียวกันได้สำเร็จ แถมผลลัพธ์ที่ได้ยังออกมาอลังการงานสร้างสุดๆ ไปเลย
เควนติน ทารันติโน มักจะสร้างพิธีกรรมแห่งความรุนแรงในหนังของเขา!
แต่วิธีนั้น เขาคงไม่ได้นำมาใช้หรอกนะ!
เขาจะขอยืมเอาแนวคิดของพิธีกรรมแห่งความรุนแรงระดับคลาสเอส มาดัดแปลงให้เป็นพิธีกรรมอันศักดิ์สิทธิ์ในแบบฉบับของเขาเอง!
รอให้ถึงขั้นตอนโพสต์โปรดักชัน พอใส่ดนตรีประกอบที่ดุดันหนักแน่นดั่งเสียงเหล็กกระทบกันเข้าไป ฉากนี้จะต้องกลายเป็นฉากที่ทำให้คนดูขนลุกซู่ไปทั้งตัวได้อย่างแน่นอน!
มันจะต้องกลายเป็นฉากประวัติศาสตร์ของวงการหนังแน่ๆ!
"เพื่อน ตาฉันคงจะบอดไปแล้วล่ะ"
"โดนไฟศักดิ์สิทธิ์นั่นส่องเข้าตาเต็มๆ ตอนนี้พอลับตา ก็ยังเห็นภาพภูเขาหิมะสีทองกำลังลุกโชนอยู่ในหัวอยู่เลย"
ซินอวี้คุนเป็นคนที่เชื่อมั่นในวิทยาศาสตร์อย่างแรงกล้า
แต่ในวินาทีนี้ ความเชื่อของเขากลับเริ่มสั่นคลอนเสียแล้ว
ก็นะ พอได้มาเห็นปาฏิหาริย์ของพระเจ้ากับตาตัวเองแบบนี้ ใครจะยังยืนหยัดในความเชื่อเดิมได้อีกล่ะ
"ไม่ต้องห่วงหรอก แสงสีทองพวกนี้มันมีความเข้มข้นสูงเกินกว่าที่หน้าจอคอมพิวเตอร์ทั่วไปจะแสดงผลได้หมด จอประสาทตาของนายเลยถูกกระตุ้นด้วยแสงจ้า จนทำให้เกิดภาพติดตาขึ้นมาน่ะ"
"นอนพักสักคืน พรุ่งนี้ก็คงหายแล้วล่ะ"
ลู่จือหย่วนรีบพูดปลอบใจ ไม่ให้ซินอวี้คุนต้องเป็นกังวลมากนัก
แต่ก่อนจะลงจากเขา ซินอวี้คุนก็ยังอุตส่าห์หันไปก้มกราบภูเขาหิมะอย่างศรัทธาเสียหนึ่งครั้ง
ระหว่างทางกลับ
ลู่จือหย่วนและคณะนั่งเฮลิคอปเตอร์ล่วงหน้าลงมาก่อน
ทิ้งให้ซูลุ่นเป็นคนคุมทีมงานขนอุปกรณ์กลับลงมาทีหลัง
เพื่อจะถ่ายทำแค่ฉากเดียว ซูลุ่นยอมลงทุนไปทนหนาวทนลำบากอยู่บนภูเขาหิมะเป็นสัปดาห์
แต่พอได้เห็นฉากอันศักดิ์สิทธิ์เมื่อครู่นี้ ซูลุ่นก็รู้สึกตื้นตันจนน้ำตาแทบไหลออกมา
"แม่จ๋า หนูไม่อยากทำหนังอีกแล้ว!"
"คนบางคนเกิดมาบนโลกใบนี้ก็เพื่อมาตอกย้ำให้คนธรรมดาๆ อย่างหนูรู้สึกด้อยค่าชัดๆ!"
ตอนแรก ซูลุ่นก็แอบด่าลู่จือหย่วนอยู่ในใจเหมือนกัน ที่ดึงดันจะขึ้นมาถ่ายภูเขาหิมะที่ระดับความสูง 3,500 เมตรให้ได้
ถึงแม้ว่าลู่จือหย่วนจะยอมผ่อนปรนความต้องการลงมาบ้างแล้วก็ตามที
จากเดิมที่ลู่จือหย่วนตั้งใจจะฝังหุ่นยนต์ไว้ใต้หิมะ แล้วค่อยๆ ให้ทีมงานขุดมันขึ้นมา
แต่สุดท้ายก็หาคนยอมทำตามความบ้าบิ่นนี้ไม่ได้ เขาเลยต้องยอมยกเลิกไอเดียนี้ไปอย่างเสียไม่ได้
แต่ถึงอย่างนั้น การที่เขาสั่งให้ขนหุ่นยนต์หนักตันครึ่งขึ้นมาบนระดับความสูง 3,500 เมตรแบบนี้ ก็ทำให้ซูลุ่นรู้สึกปวดขมับอยู่ดี
แต่ทว่า... เมื่อไม่กี่นาทีที่ผ่านมา
ซูลุ่นกลับเข้าใจในความบ้าบิ่นของลู่จือหย่วนได้อย่างถ่องแท้
ไม่ใช่แค่เข้าใจนะ เธอแทบอยากจะคุกเข่าลงไปกราบเขาสักครั้งด้วยซ้ำ!
พี่หย่วน พี่คือเทพเจ้าในใจฉันตลอดกาลเลย!
ระหว่างทางกลับ
บนเฮลิคอปเตอร์ ตาของซินอวี้คุนเริ่มกลับมามองเห็นได้ชัดเจนขึ้น เขายิ้มแล้วหันไปถามเร่อปาที่นั่งอยู่ข้างๆ "เร่อปา เธอรู้จักโพรมีธีอุสไหม"
เร่อปาพยักหน้ารับ "รู้จักสิคะ มีอะไรเหรอคะ"
ซินอวี้คุนยิ้มอย่างมีเลศนัย "ในหนังเรื่อง อัปเกรด เธอก็แค่รับบทเป็นพระเจ้าจอมปลอมที่สละร่างตัวเองให้กับเอไอ แต่ในหนังเรื่องนี้ เธอได้กลายเป็นพระเจ้าตัวจริงเสียงจริงเลยล่ะ เธอคือโพรมีธีอุส!"
"โพรมีธีอุสใช้ก้านยี่หร่าขโมยไฟศักดิ์สิทธิ์จากราชรถของสุริยเทพเพื่อนำมามอบให้กับมนุษย์ การกระทำนี้ได้เปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของมนุษย์ที่เคยกินเนื้อดิบๆ ให้รู้จักการทำอาหาร การให้ความอบอุ่น และการหลอมเครื่องมือเครื่องใช้ ซึ่งถือเป็นการวางรากฐานให้กับอารยธรรมมนุษย์เลยทีเดียว!"
"ส่วนเธอ ก็ได้ใช้ไม้กายสิทธิ์นำทางนางเอกและปู่ของเธอมายังยอดเขาหิมะแห่งนี้ แล้วใช้ไฟศักดิ์สิทธิ์จุดประกายพลังให้กับ องครักษ์แห่งราชวงศ์ฉิน"
"เธอได้ช่วยมนุษยชาติค้นหา กษัตริย์โอดิปุส ผู้ยินดีเสียสละตัวเองเพื่อปกป้องอารยธรรมของมนุษย์จากกองทัพสัตว์ประหลาด!"
เอ๊ะ
มีความหมายแบบนี้ซ่อนอยู่ด้วยเหรอเนี่ย
เร่อปามองซินอวี้คุนด้วยความสับสน รู้สึกเหมือนว่าเขากำลังแต่งเรื่องมาหลอกเธออยู่
ซินอวี้คุนยิ้มบางๆ ขณะมองดูลู่จือหย่วนที่เริ่มมีอาการปวดหัวจากโรคแพ้ความสูง ซึ่งมาถึงช้ากว่าที่คาดไว้
เขาเริ่มอธิบายถึงความหมายลึกซึ้งที่ลู่จือหย่วนซ่อนไว้ในตัวละครของเร่อปา
"โพรมีธีอุสถูกเทพซุสลงโทษให้ถูกล่ามโซ่ตรึงไว้กับหน้าผาบนเทือกเขาคอเคซัส โทษฐานที่ไปขโมยไฟศักดิ์สิทธิ์มาให้มนุษย์ ทุกๆ วันเขาจะถูกพญาอินทรีจิกกินตับ แล้วตับก็จะงอกกลับมาใหม่ในตอนกลางคืน เป็นแบบนี้วนเวียนไปไม่รู้จบสิ้น"
"ลองนึกถึงตัวละครที่เธอเล่นดูสิ การที่ต้องทนทุกข์ทรมานเพราะสร้างโลกไซเบอร์เอไอขึ้นมาจนจิตวิญญาณต้องถูกจองจำอยู่ในโปรแกรมอัลกอริทึม ต้องทำหน้าที่เป็นไกด์นำทาง คอยเฝ้าดูคนอื่นเดินตามความฝันของตัวเองทุกวี่ทุกวัน มันจะเจ็บปวดทรมานขนาดไหน"
"ถ้าเธอหาผู้ถูกเลือกไม่เจอ เธอก็จะต้องทนทำหน้าที่ไกด์นำทางต่อไป วนเวียนอยู่กับความทุกข์ทรมานนี้ทั้งวันทั้งคืนไม่มีวันจบสิ้น!"
"แล้วแบบนี้ เธอยังกล้าบอกว่าเธอไม่ใช่โพรมีธีอุสอีกเหรอ"
ก็ดูมีเหตุผลอยู่นะ!
เมื่อได้ฟังคำอธิบายของซินอวี้คุน เร่อปาก็รู้สึกเลื่อมใสในตัวลู่จือหย่วนขึ้นมาอย่างจับใจอีกครั้ง!
สมกับเป็นผู้ชายที่ฉันหลงรัก!
มีวิญญาณความเป็นศิลปินเต็มเปี่ยมเลยล่ะ!
นี่ขนาดเป็นแค่หนังแอ็กชันสำหรับวัยรุ่น ยังซ่อนความหมายแฝงเอาไว้ตั้งเยอะแยะขนาดนี้!
ถ้าพี่คุนไม่อธิบายให้ฟัง ฉันคงคิดว่าบทที่ฉันเล่นมันก็แค่ตัวประกอบที่มีหน้าที่ดำเนินเรื่องเท่านั้นแหละ!
ไม่คิดเลยว่า ฉันจะได้รับบทเป็นตัวละครเอไอที่แฝงไปด้วยความหมายของความเป็นพระเจ้าขนาดนี้!
ดีใจจังเลย!
ฉันรู้มาตลอดเลยนะ ว่าคนที่พี่รักที่สุดก็คือฉัน!
[จบแล้ว]