เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 61 - สูงส่งและต่ำต้อย

บทที่ 61 - สูงส่งและต่ำต้อย

บทที่ 61 - สูงส่งและต่ำต้อย


บทที่ 61 - สูงส่งและต่ำต้อย

ทั่วทั้งตลาดเงียบกริบ สายตาของทุกคนล้วนจับจ้องไปยังสตรีผู้นั้น

แม้แต่ชนชั้นสูงที่ถูกหวังตังเหยียบอยู่ใต้ฝ่าเท้าก็เช่นกัน เพียงแต่สายตาที่เขามองสตรีผู้นั้นกลับมีความงุนงงและสงสัย

เขาจำสตรีผู้นี้ไม่ได้เลย และรู้สึกงุนงงกับความเคียดแค้นอันรุนแรงนี้

ทว่าเขาจำไม่ได้ แต่สตรีผู้นี้กลับจำได้แม่นยำ เป็นความทรงจำที่สลักลึกถึงกระดูก!

"เมื่อห้าปีก่อน ภายในหมู่บ้าน ลูกชายของข้าเพียงแค่วิ่งเล่นอยู่กลางถนน ลืมหลีกทางให้เขา เขาถึงกับ..."

เมื่อพูดถึงตรงนี้ ท่าทางกัดฟันกรอดของนางราวกับอยากจะฉีกเนื้อเถือหนังชนชั้นสูงผู้นี้ให้ตายทั้งเป็น แต่ภายใต้ความโกรธแค้นนั้นกลับเต็มไปด้วยความโศกเศร้าอย่างแสนสาหัส

"เขาเพียงแค่ปล่อยเชือก สุนัขดุร้ายพวกนั้นก็รุมกัดทึ้งร่างลูกชายข้า ลูกข้า... กระดูกของลูกข้าโผล่ออกมาให้สัตว์เดรัจฉานพวกนั้นเลียกินทีละคำ

ข้าไม่เสียดายชีวิตที่จะเข้าไปช่วยลูก แต่กลับถูกพวกบ่าวไพร่ขวางเอาไว้ ข้าทำได้เพียงยืนมองดูอยู่เช่นนั้น สุดท้ายลูกข้าก็ค่อยๆ ขาดใจตาย เหลือเพียงเศษกระดูกและกองเลือดไว้ให้ข้า!"

น้ำเสียงของนางแหลมปรี๊ดขึ้นมาทันที ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวด

เรื่องราวเหล่านี้นางไม่กล้านึกถึงมานานมากแล้ว ยามที่ต้องเอ่ยปากเล่าออกมาในตอนนี้ แต่ละถ้อยคำล้วนสร้างความเจ็บปวดลึกถึงขั้วหัวใจ

หากไม่ใช่เพราะคำว่า "ความยุติธรรม" ที่ท่านผู้นำศาสนาตรงหน้าเอ่ยขึ้นมา นางคงปิดผนึกความทรงจำนี้ไว้ตลอดกาล

จนกระทั่งได้เห็นศัตรูที่นางไม่เคยแม้แต่จะกล้าเคียดแค้น กำลังดิ้นรนอย่างอัปยศอยู่ใต้ฝ่าเท้าของหวังตัง ความแค้นที่ถูกซุกซ่อนไว้อย่างดีมาตลอดจึงถูกปลุกปั่นขึ้นมาอีกครั้ง จากนั้นนางก็สัมผัสได้ถึงความสะใจอันมหาศาล

แต่เพียงแค่เห็นศัตรูถูกหวังตังเหยียดหยามในระดับนี้ นางยังรู้สึกว่าไม่เพียงพอ

นางพยายามสะกดกลั้นอาการสั่นเทาจากความโกรธแค้นถึงขีดสุด แล้วปรายตามองไปยังผู้นำศาสนาที่นั่งนิ่งสงบอยู่หน้าโต๊ะพิจารณาคดี

เป็นผู้นำศาสนาผู้นี้แหละที่แจกจ่ายข้าวของให้ชาวบ้านเมื่อหลายวันก่อน ทั้งยังบอกว่าจะแบ่งที่ดินให้ทุกคนในภายภาคหน้า

ผู้นำศาสนาผู้นี้บอกว่าจะคืนความยุติธรรมให้แก่นาง นางยินดีที่จะเชื่อ!

"ข้าจำได้ ตอนนั้นข้าก็ยืนดูอยู่ข้างๆ เด็กคนนั้นตายอย่างน่าอนาถนัก ข้าเองก็อยากจะเข้าไปช่วย เพียงแต่..."

เมื่อสตรีผู้นั้นกล่าวจบ ทันใดนั้นก็มีคนหนึ่งลุกขึ้นมาจากฝูงชนเพื่อเป็นพยานยืนยัน เพียงแต่ตอนที่พูด สีหน้าของเขาก็อดไม่ได้ที่จะเผยความละอายใจในฐานะผู้ที่ยืนดูอยู่เฉยๆ

ชาวบ้านคนอื่นๆ ล้วนรู้สึกสลดใจ ความโศกเศร้าเช่นนี้พวกเขาแทบไม่ต้องจินตนาการก็สามารถรับรู้ได้ แม้พวกเขาจะไม่เคยประสบกับตัวแต่ก็เคยเห็นมานักต่อนัก

ไม่นานก็มีคนอื่นๆ ก้าวออกมาช่วยสตรีผู้นี้ชี้ตัวยืนยันเรื่องราวที่เกิดขึ้นเช่นกัน

สวี่เฉินรับฟังเรื่องราวทั้งหมดของพวกเขาจนจบ จึงค่อยหันไปมองชนชั้นสูงผู้นั้น ทว่าครั้งนี้สายตาของเขาแปรเปลี่ยนเป็นเย็นชาอย่างถึงที่สุด เขายากจะจินตนาการได้ว่าคนผู้นี้ต้องมีสภาพจิตใจเช่นไรจึงสามารถทำเรื่องพรรค์นี้ลงคอ

หลังจากสวี่เฉินโบกมือ หวังตังก็กระทืบเท้าลงบนหัวของมันอีกครั้ง จากนั้นก็ดึงเศษผ้าออกจากปากของชนชั้นสูงด้วยท่าทางขยะแขยง แล้วชนชั้นสูงผู้นั้นก็เริ่มส่งเสียงด่าทอโวยวาย

จนกระทั่งหวังตังเตะอัดเข้าที่จุดอ่อนของมันอย่างจัง มันถึงกับร้องโหยหวนนอนบิดไปมาอยู่บนพื้นพักใหญ่ จึงค่อยๆ เงียบเสียงลง

"สิ่งที่พวกเขาพูดเมื่อครู่ เจ้าได้ยินหมดแล้ว เรื่องนี้เจ้ายอมรับหรือไม่" เสียงราบเรียบของสวี่เฉินดังขึ้น

ชนชั้นสูงที่เพิ่งฟื้นตัวจากความเจ็บปวดปรายตามองสวี่เฉิน แล้วหันไปมองสตรีผู้นั้น จู่ๆ ก็รู้สึกขบขันขึ้นมา

ตอนที่พวกเขาเล่าเรื่องนี้ ชนชั้นสูงพยายามนึกอยู่ตั้งนานกว่าจะพอนึกออกลางๆ ว่าเหมือนจะเคยมีเรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นจริงๆ

เรื่องแค่นี้ก็นับเป็นเรื่องด้วยหรือ

เรื่องทำนองนี้เขาทำลงไปตั้งเท่าไหร่แล้วใครจะไปจำได้หมด ก็แค่ลูกชาวไร่ชาวนาตายไปคนหนึ่ง มีอะไรให้น่าตกใจกัน

"เป็นความจริงแล้วจะทำไม พวกชั้นต่ำอย่างพวกเจ้าต้องพึ่งพาบารมีของข้าเพื่อความอยู่รอด นี่คือบุญคุณอันใหญ่หลวง ก็แค่เด็กตายไปคนเดียว นังแพศยาอย่างเจ้ากล้ามาขึ้นเสียงใส่ข้า รนหาที่ตายนัก!"

สายตาอันโหดเหี้ยมของชนชั้นสูงกวาดมองไปรอบๆ แม้ตอนนี้จะถูกหวังตังเหยียบอยู่ใต้ฝ่าเท้า เขาก็ยังคงวางมาดโอหัง ชนชั้นสูงตระกูลใหญ่ต่อให้ต้องตาย ก็ไม่มีวันก้มหัวให้พวกชาวบ้านต่ำต้อย

เฉกเช่นเดียวกับที่ชาวบ้านเกิดมามีฐานะต้อยต่ำ ย่อมมองตนเองว่าต้อยต่ำโดยธรรมชาติ ชนชั้นสูงเกิดมาก็อยู่เหนือผู้อื่น พวกเขาย่อมมองตนเองเป็นผู้สูงศักดิ์โดยธรรมชาติเช่นกัน

พวกชั้นต่ำอย่างพวกเจ้า ปล่อยให้ข้าขี่คอขี้รดตดใส่ นี่ไม่ใช่กฎแห่งฟ้าดินหรอกหรือ ตอนนี้กลับกล้าไม่พอใจ กล้ามาโกรธแค้นข้าเชียวหรือ!

กำเริบเสิบสานเกินไปแล้ว!

"ช่างเป็นพวกชั้นต่ำที่สกปรกโสมมจริงๆ อาศัยใบบุญของข้าเพื่อเอาชีวิตรอด ไม่เพียงไม่สำนึกบุญคุณ กลับยังบังเกิดความโกรธแค้น พวกเนรคุณอย่างพวกเจ้าสมควรถูกเอาไปสับให้หมากิน..."

ชนชั้นสูงพยายามอย่างสุดกำลังเพื่อดันใบหน้าของตนออกมาจากใต้ฝ่าเท้าของหวังตัง เผยให้เห็นสีหน้าดุร้ายและโหดเหี้ยม

สิ่งนี้ทำให้คนอื่นๆ ไม่สงสัยเลยว่าหากเปิดโอกาสให้เขา เขาย่อมทำตามที่พูดได้อย่างแน่นอน

และนั่นก็ทำให้ชาวบ้านที่มุงดูอยู่เกิดความหวาดกลัวขึ้นมาจริงๆ อำนาจบารมีที่ชนชั้นสูงสะสมมานานหลายปี ยังคงทำให้พวกเขาถอยหลังไปสองสามก้าวตามสัญชาตญาณ ถึงขั้นไม่มีใครกล้าสบตากับชนชั้นสูงผู้นี้ด้วยซ้ำ

ส่วนบรรดาขุนนางราชวงศ์ฮั่นที่ตกเป็นเชลยและยืนดูเหตุการณ์อยู่ด้านข้างอย่างเย็นชา ถึงตอนนี้ต่างก็พากันเงียบกริบ

สิ่งที่คนผู้นี้กระทำและคำพูดที่เปล่งออกมา แม้แต่พวกเขาที่อยู่ในชนชั้นเดียวกันก็ยังทนดูไม่ได้ ชนชั้นสูงตระกูลใหญ่ต่อให้จะดูถูกพวกชาวบ้านต่ำต้อย แต่มันก็ไม่ควรทำให้ดูน่าเกลียดถึงเพียงนี้ อย่างน้อยก็ควรแสร้งทำดีบังหน้าสักนิดก็ยังดี

แต่เมื่อพวกเขานึกย้อนไปถึงครอบครัวของตนเอง ความเป็นจริงแล้วก็มีเครือญาติที่ไร้ศีลธรรมเช่นนี้อยู่ไม่น้อย...

เมื่อเห็นท่าทางกัดฟันกรอดของบรรดาชาวบ้าน จู่ๆ พวกเขาก็สัมผัสได้ถึงความหนาวเหน็บที่พาดผ่านเข้ามาอย่างบอกไม่ถูก

อาจเป็นเพราะความสงบนิ่งของสวี่เฉินที่มอบความกล้าหาญให้กับชาวบ้าน หรืออาจเป็นความโหดเหี้ยมรุนแรงของหวังตังที่ทำให้ชาวบ้านอุ่นใจ ความหวาดกลัวที่ชนชั้นสูงสร้างให้กับชาวบ้านนั้นอยู่ได้ไม่นาน ความโกรธแค้นและชิงชังก็กลับมาปรากฏในแววตาของพวกเขาอย่างรวดเร็ว

อารมณ์แห่งความทุกข์ระทมที่ถูกกดทับมาทั้งชีวิต เมื่อถูกปลดปล่อยออกมาแล้วก็ไม่อาจเลือนหายไปได้อีก

จากนั้นผู้ร้องทุกข์คนที่สองก็ก้าวออกมา เขาเล่าถึงความโหดร้ายของชนชั้นสูงผู้นี้ด้วยใบหน้าสั่นเทาและใบหูแดงก่ำ ลูกสาววัยเยาว์ของเขาถูกสัตว์เดรัจฉานตัวนี้ย่ำยีจนตาย!

ราวกับว่าเรื่องราวอันน่าสลดใจแต่ละเรื่องได้ไปสะกิดความทรงจำของชาวบ้านมากมาย อารมณ์ของพวกเขายิ่งพลุ่งพล่านมากขึ้นเรื่อยๆ จนในที่สุดก็กลายเป็นความโกรธแค้นของมวลชน เปลวเพลิงแห่งความโกรธเกรี้ยวค่อยๆ กลืนกินตัวตนที่พวกเขาเคยหวาดกลัวอย่างสุดซึ้งในอดีต

ทีละคนทีละคนต่างก้าวออกมายืนยัน พวกเขาล้วนบอกเล่าถึงความเจ็บปวดนานัปการที่ชนชั้นสูงยัดเยียดให้ โศกนาฏกรรมแต่ละเรื่องล้วนน่าสยดสยองจนแทบทนฟังไม่ได้

เนิ่นนานผ่านไป เสียงเหล่านั้นจึงค่อยๆ สงบลง หลายคนถูกกระตุ้นให้นึกถึงเรื่องราวอันเจ็บปวดในอดีตจนอดไม่ได้ที่จะแอบสะอื้นไห้

สวี่เฉินมองไปทางนั้น ชนชั้นสูงยังคงจ้องมองชาวบ้านด้วยสายตาเย็นชา มุมปากยังคงประดับด้วยรอยยิ้มเย้ยหยัน จนถึงตอนนี้เขาก็ยังไม่คิดจะสำนึกในความผิดของตนเองเลยแม้แต่น้อย

ทว่าสวี่เฉินไม่ได้สนใจว่าคนบาปจะสำนึกผิดจากใจจริงหรือไม่ เขาต้องการเพียงให้คนบาปได้รับการลงทัณฑ์ทางร่างกายก็พอ

"ข้าบอกว่าจะมอบความยุติธรรมให้พวกเจ้า ย่อมต้องมอบให้อย่างแน่นอน"

สวี่เฉินเอ่ยประโยคนี้ด้วยน้ำเสียงราบเรียบ จากนั้นก็เรียกหวังตังเข้ามาแล้วกระซิบที่ข้างหูสองสามประโยค

หลังจากหวังตังฟังจบ เขาก็อดไม่ได้ที่จะปรายตามองชนชั้นสูงผู้นั้น แล้วเผยรอยยิ้มแฝงเจตนาร้ายออกมา ก่อนจะหันหลังเดินจากไปโดยไม่รู้ว่าจะไปทำสิ่งใด

จนกระทั่งเวลาผ่านไปพักใหญ่ เมื่อหวังตังจูงสุนัขดุร้ายฝูงใหญ่กลับมา ทุกคนถึงได้เข้าใจในทันทีว่าเขากำลังจะทำอะไร

แน่นอนว่าชนชั้นสูงผู้นั้นก็เข้าใจในทันทีเช่นกัน จากนั้นใบหน้าของเขาก็ซีดเผือดลงในพริบตา

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 61 - สูงส่งและต่ำต้อย

คัดลอกลิงก์แล้ว