เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 70 - หลี่หลิงเฟิงผู้ทุลักทุเล

บทที่ 70 - หลี่หลิงเฟิงผู้ทุลักทุเล

บทที่ 70 - หลี่หลิงเฟิงผู้ทุลักทุเล


บทที่ 70 - หลี่หลิงเฟิงผู้ทุลักทุเล

ตั้งแต่ตอนที่ร่วมปฏิบัติภารกิจด้วยกัน เย่หลินก็ล่วงรู้ถึงความน่าสะพรึงกลัวของฉินอี้ดีอยู่แล้ว

ทว่า หลังจากได้รับพลังแห่งความมืดจากจ้าวโลหิต ความแข็งแกร่งของเย่หลินก็พุ่งทะยานขึ้นอีกครั้ง

นางเชื่อมั่นอย่างเต็มเปี่ยม ว่าสามารถสยบฉินอี้ลงได้ในพริบตา ดังนั้นจึงเกิดเรื่องงานเลี้ยงที่หอจุ้ยเซียนขึ้น

ผู้ใดจะคาดคิดเล่า ว่าพลังฝีมือของฉินอี้ จะเหนือล้ำกว่าที่นางจินตนาการไว้มากนัก

ต่อให้นางทุ่มเทสุดกำลัง เผาผลาญโลหิตแก่นแท้ ก็ยังไม่อาจสังหารเขาลงได้

ทว่าภายในหัวของนาง มีแต่คำสั่งของจ้าวโลหิตดังก้องอยู่ตลอดเวลา ว่าต้องสังหารฉินอี้ให้จงได้

ดังนั้น เพื่อทำภารกิจให้สำเร็จ นางยินดีทำทุกวิถีทาง

ข้าสู้เจ้าไม่ได้ ทว่าผู้ที่ตามจีบข้า สามารถเอาชนะเจ้าได้อย่างแน่นอน

หลี่หลิงเฟิง ศิษย์อันดับที่ห้าสิบแห่งฝ่ายใน เขายังมีอีกหนึ่งฐานะที่ทำให้ศิษย์นับไม่ถ้วนต้องเคารพยำเกรง

ศิษย์หอโอสถ

แม้ว่ารัศมีของศิษย์หอโอสถทุกคน จะถูกฟ่านอินบดบังไปจนสิ้น

ทว่า ไม่ว่าจะอย่างไร เขาก็เป็นถึงนักหลอมโอสถตัวจริงเสียงจริง

ในเวลานี้

เมื่อบรรดาศิษย์เห็นหลี่หลิงเฟิงออกโรง พวกเขาก็พากันส่ายหน้า ศิษย์ฝ่ายในคนใหม่ผู้หนึ่ง จะกล้าอวดดีต่อหน้าหลี่หลิงเฟิงได้อย่างไร?

พวกเขาราวกับมองเห็นภาพที่ฉินอี้ ยอมศิโรราบต่อพลังอันแข็งแกร่ง คุกเข่าขอขมาต่อหลี่หลิงเฟิงแล้ว

หลี่หลิงเฟิงหรี่ตาลง แม้เขาจะไม่ได้เอ่ยสิ่งใด ทว่าท่าทีของเขาก็บ่งบอกทุกอย่างแล้ว

เขากำลังกดดันฉินอี้อยู่

หรือจะกล่าวให้ถูกก็คือ ฉินอี้ในสายตาของเขา ก็ไม่ต่างอันใดกับมดปลวก ไม่มีคุณสมบัติพอจะให้เขาลงมือด้วยซ้ำ

ชั่วขณะนั้น บรรยากาศภายในหอจุ้ยเซียน ก็อึดอัดจนถึงขีดสุด

"ศิษย์พี่หลี่ สังหารมันเสีย"

เย่หลินตกอยู่ในสภาวะคุ้มคลั่งไปแล้ว ภายในหัวมีเพียงความคิดเดียว นั่นก็คือการสังหารฉินอี้

ใบหน้าของนางบิดเบี้ยว แผดเสียงคำรามด้วยความโกรธแค้น

ฉินอี้ยังคงนิ่งเงียบ จ้องมองหลี่หลิงเฟิงอย่างสงบ

ในที่สุด บนใบหน้าของอีกฝ่าย ก็ปรากฏร่องรอยของความโกรธเกรี้ยวขึ้นมา

"เจ้ารนหาที่ตายงั้นหรือ?" หลี่หลิงเฟิงเอ่ยถาม

ฉินอี้ส่ายหน้า ไม่ว่าผู้ใด เกรงว่าก็คงไม่อยากตายกันทั้งนั้นแหละ

"ช่างน่าเสียดาย วันนี้เจ้าต้องตายอย่างแน่นอน"

หลี่หลิงเฟิงไม่พูดพร่ำทำเพลง ชักกระบี่ยาวออกมา แล้วตวัดฟันใส่ฉินอี้อย่างแรง

ฟุ่บ!

รังสีอำมหิตอันน่าสะพรึงกลัว แผ่ซ่านออกไป ชั่วพริบตาก็ก่อตัวเป็นการโจมตีอันรุนแรง พุ่งเข้าจู่โจมฉินอี้อย่างรวดเร็ว

เมื่อเห็นดังนั้น ฉินอี้ก็ยังคงสงบนิ่งเยือกเย็น กระบี่หลีหั่วในมือตวัดฟันออกไป เสียงดังแคร้งสนั่น กระบี่ทั้งสองเล่มปะทะกันอย่างจัง บังเกิดประกายไฟอันร้อนแรงสาดกระเซ็น

ทว่าสิ่งที่ทำให้ผู้คนต้องตกตะลึงก็คือ

กระบี่ยาวในมือของหลี่หลิงเฟิง กลับหักสะบั้นลง

ทว่ากระบี่หลีหั่วของฉินอี้ กลับไร้รอยขีดข่วนใดๆ ทั้งสิ้น

"อันใดนะ?" บรรดาผู้มุงดู พากันร้องอุทานด้วยความตกตะลึง

อาวุธของหลี่หลิงเฟิง ในหมู่ศิษย์ฝ่ายในก็ถือว่าอยู่ในระดับแนวหน้า ว่ากันว่าบรรลุถึงระดับปฐพีแล้ว

เขาเคยอาศัยกระบี่ยาวเล่มนี้ ฟันอาวุธของศิษย์คนอื่นๆ จนหักสะบั้นมานักต่อนักแล้ว

ทว่าในเวลานี้ กระบี่ของเขากลับถูกผู้อื่นฟันจนหักสะบั้น ช่างน่าเหลือเชื่อยิ่งนัก

"กระบี่ของเจ้า คือกระบี่อันใดกัน?" หลี่หลิงเฟิงจ้องมองกระบี่หักในมือ สีหน้ามืดมนจนถึงขีดสุด เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเย็นยะเยือก

"กระบี่ที่ใช้สังหารเจ้าอย่างไรเล่า"

สิ้นเสียงของฉินอี้ เขาก็เริ่มร่ายรำ 【เพลงกระบี่หลีหั่ว】 ต่อไป คลื่นเพลิงอันน่าสะพรึงกลัวซัดสาดมาเป็นระลอก หลี่หลิงเฟิงก็ตระหนักได้ถึงความผิดปกติ รีบกระตุ้นจุดชีพจรภายในร่างกายอย่างบ้าคลั่ง พลังทั้งหมดหลั่งไหลออกจากจุดชีพจรอย่างไม่ขาดสาย พุ่งทะยานเข้าใส่ฉินอี้

"ตายซะ!"

หลี่หลิงเฟิงทะลวงจุดชีพจรไปได้ถึงสามร้อยกว่าจุดแล้ว ห่างจากขีดจำกัดเพียงแค่ก้าวเดียวเท่านั้น

เขาเชื่อมั่นว่า เมื่อเปิดจุดชีพจรออกจนหมด ในระดับหลอมชีพจร ก็ยากที่จะหาผู้ใดต่อกรได้

ตู้ม!

บนร่างของเขา แผ่ซ่านด้วยกลิ่นอายอันน่าสะพรึงกลัว ศิษย์นับไม่ถ้วนพากันร้องอุทาน

"นี่คือความแข็งแกร่งที่แท้จริงของศิษย์พี่หลี่งั้นหรือ?"

"แข็งแกร่งเกินไปแล้ว ศิษย์พี่หลี่ทะลวงจุดชีพจรได้ถึงสามร้อยหกสิบจุดแล้วหรือ?"

เมื่อเผชิญหน้ากับคำเยินยอของศิษย์นับไม่ถ้วน หลี่หลิงเฟิงก็ยกยิ้มมุมปาก เผยให้เห็นรอยยิ้มอันมีความหมายลึกซึ้ง

ฉินอี้ยักไหล่ ใบหน้าเต็มไปด้วยความระอา

แค่ทะลวงจุดชีพจรได้สามร้อยกว่าจุด ก็คิดว่าแน่แล้วรึ? แล้วเขาที่ทะลวงได้ถึงเจ็ดร้อยยี่สิบจุดเล่า จะเรียกว่าอันใด?

วิ้ง!

หากพูดถึงเรื่องจุดชีพจรแล้วละก็ หากฉินอี้อ้างตนเป็นที่สอง ย่อมไม่มีผู้ใดกล้าอ้างตนเป็นที่หนึ่งอย่างแน่นอน

ตู้ม ตู้ม ตู้ม!

การรับมือกับหลี่หลิงเฟิง กระทั่งไม่จำเป็นต้องเปิดจุดชีพจรทั้งเจ็ดร้อยยี่สิบจุดพร้อมกันเลย เขาเพียงปลดปล่อยพลังจากจุดชีพจรทั้งสามร้อยหกสิบจุดออกมาเท่านั้น

ฉับพลัน

รอบกายของเขาก็มีแสงเรืองรองสามร้อยหกสิบสาย สาดส่องออกมา

"นั่นมัน?"

บรรดาศิษย์ที่เดิมทีคิดว่าหลี่หลิงเฟิงจะเป็นฝ่ายชนะ ต่างก็ยืนอึ้งตะลึงงันไปตามๆ กัน

"แสงเรืองรองสามร้อยหกสิบสาย นั่นมันจุดชีพจรทั้งสามร้อยหกสิบจุดนี่นา"

"สวรรค์เถิด ชายผู้นี้เป็นตัวประหลาดอันใดกัน ถึงกับทะลวงจุดชีพจรได้ครบทั้งหมดเลยหรือ?"

ในระดับหลอมชีพจร ผู้ที่สามารถทะลวงจุดชีพจรได้ครบสามร้อยหกสิบจุดนั้น หาได้ยากยิ่งในรอบร้อยปี

ทว่าในเวลานี้ พวกเขากลับได้ประจักษ์แก่สายตาตนเองแล้ว

แกรก!

พลังอันมหาศาลที่ปลดปล่อยออกมาจากร่างของฉินอี้ สะกดข่มหลี่หลิงเฟิงจนทรุดลงไปกองกับพื้นในพริบตา

ไม่!

หลี่หลิงเฟิงคลุ้มคลั่งราวกับคนเสียสติ แผดเสียงคำรามอย่างบ้าคลั่ง เขาไม่ยอมแพ้ และไม่อาจยอมรับความจริงได้

บัดซบ!

ภายในใจของเขาเต็มเปี่ยมไปด้วยความโกรธแค้น ในยามนี้ไม่ใช่การออกโรงแทนเย่หลินอีกต่อไปแล้ว ทว่าเป็นการกู้หน้าให้ตนเองต่างหาก

แม้เขาจะตกอยู่ในสภาวะคุ้มคลั่ง ทว่าก็ยังคงหลงเหลือสติสัมปชัญญะอยู่บ้าง

เขารู้ดีว่าฉินอี้สามารถทะลวงจุดชีพจรได้ครบสามร้อยหกสิบจุด หากปะทะกันซึ่งหน้า เขาย่อมไม่ใช่คู่มืออย่างแน่นอน

ดังนั้น เขาจึงเลือกใช้วิธีที่ตนเองถนัดที่สุด

ฟุ่บ!

เขาล้วงเอาโอสถเม็ดหนึ่งออกมาจากอกเสื้อ แล้วกลืนลงท้องไปในทันที

ชั่วพริบตา ฤทธิ์ยาก็แผ่ซ่าน พลังของเขาก็พุ่งทะยานขึ้นร้อยเท่า

ตึง!

เขากระทืบเท้าลงบนพื้นอย่างแรง ทั่วทั้งหอจุ้ยเซียนสั่นสะเทือน เขาแบกรับพลังอันสูงสุด ก้าวเดินเข้าไปหาฉินอี้ทีละก้าว

"ฉินอี้ เจ้าทำสำเร็จแล้ว เจ้าทำให้ข้าโกรธ" หลี่หลิงเฟิงยืนตระหง่าน จ้องมองฉินอี้จากมุมสูง เอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา ราวกับได้พิพากษาโทษตายให้แก่เขาแล้ว

ฉินอี้หรี่ตาลง "ยาเพิ่มพลังงั้นหรือ?"

สิ่งที่เรียกว่ายาเพิ่มพลัง ก็คือโอสถที่สามารถดึงเอาศักยภาพของมนุษย์ออกมาใช้ในช่วงเวลาสั้นๆ ช่วยยกระดับพลังของผู้ฝึกตนขึ้นเป็นร้อยเท่า ทำให้พวกเขามีความสามารถในการต่อสู้ข้ามระดับได้

ทว่า

โอสถประเภทนี้ ก็มีข้อจำกัดเรื่องเวลาเช่นกัน ยิ่งระดับสูงเท่าใด ระยะเวลาในการออกฤทธิ์ก็ยิ่งยาวนานขึ้นเท่านั้น

ทว่าจากการสังเกตของฉินอี้ โอสถที่หลี่หลิงเฟิงกลืนกินเข้าไป เห็นได้ชัดว่าเป็นโอสถระดับต่ำ คงทนอยู่ได้ไม่นานนักหรอก

"สังหารเจ้าก็เพียงพอแล้ว"

หลี่หลิงเฟิงก็ไม่เกรงกลัวว่าฉินอี้จะล่วงรู้ถึงจุดอ่อนของตน ก่อนที่ฤทธิ์ยาจะหมดลง เขาต้องสามารถสังหารฉินอี้ได้อย่างแน่นอน

ตายซะ!

หลี่หลิงเฟิงลงมืออีกครั้ง

ในครั้งนี้ เขากระตุ้นพลังทั้งหมดออกมา การโจมตีอันอัดแน่นไปด้วยความโกรธแค้นนี้ ต่อให้เป็นยอดฝีมือระดับหลอมชีพจรขั้นที่เก้า ก็ยังไม่กล้าปะทะด้วยตรงๆ

"ข้าอยากจะรู้นัก ว่าเจ้าจะต้านทานได้อย่างไร?"

บรรดาศิษย์ที่มุงดูอยู่ ต่างก็อ้าปากค้าง

เย่หลินกำหมัดแน่น ภายในใจพร่ำภาวนา หวังให้หลี่หลิงเฟิงสามารถสังหารฉินอี้ลงได้

ฟู่!

เมื่อเผชิญหน้ากับหลี่หลิงเฟิงที่มีพลังพุ่งทะยานขึ้น ฉินอี้ก็ไม่หวาดหวั่นเลยแม้แต่น้อย พุ่งทะยานเข้าใส่คู่ต่อสู้อย่างกล้าหาญ

เมล็ดพันธุ์กระบี่ก่อกำเนิดโคจรอย่างเงียบเชียบ อานุภาพของ 【เพลงกระบี่หลีหั่ว】 พุ่งทะยานขึ้นนับหมื่นเท่าในชั่วพริบตา

คลื่นเพลิงอันน่าสะพรึงกลัว กลืนกินร่างของหลี่หลิงเฟิงไปจนหมดสิ้น

อ๊าก!

เสียงร้องโหยหวนอย่างน่าเวทนา ดังลั่นออกมาจากคลื่นเพลิง

ภายในใจของทุกคนบังเกิดคลื่นลมถาโถมอย่างรุนแรง

หลี่หลิงเฟิงกลืนกินยาเพิ่มพลังเข้าไป ก็ยังไม่ใช่คู่มือของฉินอี้งั้นหรือ?

ฉินอี้ผู้นี้ พลังฝีมือร้ายกาจถึงเพียงใดกันแน่?

ตู้ม!

เมื่ออยู่ต่อหน้าเมล็ดพันธุ์กระบี่ก่อกำเนิด ไม่ว่าวิถีกระบี่ใด ล้วนต้องก้มหัวให้

เพียงแค่หลี่หลิงเฟิงผู้ต่ำต้อย ไม่มีทางต้านทานได้อย่างแน่นอน

พลังแห่งวิถีกระบี่ของเขา ถูกเมล็ดพันธุ์กระบี่ก่อกำเนิดสะกดข่มเอาไว้อย่างสมบูรณ์ พลังทั้งหมดสลายหายไปในพริบตา เขาต้องทุ่มเทสุดกำลัง จึงจะสามารถหนีเอาชีวิตรอดออกมาจากคลื่นเพลิงได้

เมื่อทุกคนหันไปมอง ก็ต้องประหลาดใจเมื่อพบว่า

หลี่หลิงเฟิงในเวลานี้ ไม่มีเค้าโครงความสง่างามอันโดดเด่นดังเช่นวันวานอีกต่อไปแล้ว

เสื้อผ้าขาดวิ่น ราวกับขอทานก็ไม่ปาน

"ฉินอี้ ข้าจะฆ่าเจ้าให้ได้!" หลี่หลิงเฟิงแผดเสียงคำรามด้วยความโกรธแค้น

ในเวลานั้นเอง

ภายนอกหอจุ้ยเซียน ฟ่านอินที่กำลังเดินผ่านไป จู่ๆ ก็ได้ยินชื่อของฉินอี้เข้า จึงหยุดฝีเท้าลงเล็กน้อย เมื่อสัมผัสรับรู้อย่างละเอียด สีหน้าก็แปรเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด ก่อนจะก้าวเท้าเข้าไปในหอจุ้ยเซียน

"หลี่หลิงเฟิง" ฟ่านอินตวาดเสียงแข็ง

หลี่หลิงเฟิงสะดุ้งเฮือก เมื่อเห็นว่าเป็นฟ่านอิน เขาก็ตื่นเต้นยินดีเป็นอย่างยิ่ง

"ศิษย์พี่หญิงฟ่านอิน ไอ้คนสมควรตายผู้นี้ มันบังอาจดูถูกเหยียดหยามหอโอสถของพวกเรา ขอศิษย์พี่หญิงได้โปรดลงมือสังหารมันด้วยเถิด"

(จบแล้ว)

จบบทที่ บทที่ 70 - หลี่หลิงเฟิงผู้ทุลักทุเล

คัดลอกลิงก์แล้ว