- หน้าแรก
- ยุคแห่งทวยเทพ เริ่มต้นด้วยพรสวรรค์ระดับเทพ ข้าปั้นอารยธรรมไร้ขีดจำกัด
- บทที่ 230 มาตรฐานอ้างอิงของบัญชีเทพอัจฉริยะรอง (ฟรี)
บทที่ 230 มาตรฐานอ้างอิงของบัญชีเทพอัจฉริยะรอง (ฟรี)
บทที่ 230 มาตรฐานอ้างอิงของบัญชีเทพอัจฉริยะรอง (ฟรี)
บทที่ 230 มาตรฐานอ้างอิงของบัญชีเทพอัจฉริยะรอง
นี่แหละคือสิ่งที่หลินเซียวอยากเห็นที่สุด เมื่อดึงเอาแกนกลางหลักทั้งสามของมังกรยักษ์ออก ตัดขาดสายสัมพันธ์กับบรรพชนมังกร ตอนนี้พลังที่ชูร่านากาได้รับจากเผ่ามังกรก็แยกตัวเป็นอิสระแล้ว ไม่ต้องเหมือนเหล่าลูกหลานมังกรเผ่าอื่นที่พอเจอมังกรชั้นสูงกว่าก็ถูกกดข่มทันที
ต่อให้พลังของพวกมันจะมาจากมังกรดำไนเจอแรมก็ตาม ก็จะไม่ถูกกดข่มอีกต่อไป
เมื่อไม่มีแรงกดข่มแล้ว นากาอัศวินระดับเจ็ดก็เพียงพอจะยืนปะทะซึ่งหน้ากับมังกรดำไนเจอแรมได้แล้ว แน่นอนว่าได้แค่สู้ประชิดตัว ถ้ามังกรดำใช้เวทภาษามังกรก็สู้ไม่ไหว
แต่ตอนนี้ในแดนศักดิ์สิทธิ์มีนากาอัศวินระดับเจ็ดถึงสามสิบหกตน แค่เพิ่มมาอีกหนึ่งถึงสองตนก็สามารถกดมังกรดำไนเจอแรมให้จมดินได้แล้ว
ในสภาพแบบนี้ มังกรดำไนเจอแรมจะไปกร่างเหมือนเมื่อก่อนได้อย่างไร
ตอนนี้มังกรดำถึงกับเริ่มคิดถึงช่วงเวลาที่ไม่มีศัตรูคู่อาฆาตเสียแล้ว ไหนจะเหมือนตอนนี้ที่ในแดนศักดิ์สิทธิ์เต็มไปด้วยคู่ต่อสู้แข็งแกร่ง จะกร่างเหมือนก่อนหน้านี้ไม่ได้อีกต่อไป
แต่ถึงมันจะพยายามถ่อมตัวลงแค่ไหน ก็ยังมีชูร่านากาวิ่งมาหามันเป็นพัก ๆ ไม่ใช่เพราะอยากเป็นวีรบุรุษผู้ล่ามังกรหรอก ทว่าใช้มันเป็นหินลับดาบเพิ่มประสบการณ์จริงในสนามรบต่างหาก ทุกครั้งจะมีชูร่านาการะดับหกเป็นฝูงกรูกันเข้ามาอัดมัน ข้าง ๆ ก็มีนาการะดับเจ็ดกลุ่มใหญ่คอยคุมเชิง ห้ามลงมือแรงเกินไป ตอนนี้มีชูร่านากามากกว่าสิบตนแล้วที่ใช้ไนเจอแรมเป็นบันไดเหยียบเลื่อนขั้นขึ้นสู่ระดับเจ็ด
ชีวิตอันขมขื่นแบบนี้ไนเจอแรมทนต่อไปไม่ไหว ในที่สุดมันก็เริ่มหันมาศรัทธาเทพแห่งสัจธรรมและการสร้างสรรค์
มันสังเกตว่าทุกครั้งที่รุมอัดมัน เหล่านากาประหลาดที่คลั่งศรัทธาพวกนั้นจะตะโกนด่ามันว่า “คนไม่ศรัทธาแท้จริง!” ทุกที มันเลยเริ่มสงสัยว่าถ้าตัวเองศรัทธาอย่างเคร่งครัดขึ้นมาหน่อย จะยังถูกซ้อมเละขนาดนั้นอยู่ไหม
ผลพิสูจน์ออกมาว่าได้ผลดีมาก ตอนที่ระดับศรัทธาของมันสูงถึงขั้นสาวกแท้จริง มันก็พบว่านากาเหล่านั้นลงมือไม่หนักเหมือนก่อนแล้ว
เรื่องนี้ทำให้มังกรดำฮึกเหิมขึ้นมาทันที ทุกวันมันจะสวดภาวนาหนึ่งครั้ง ทุกครั้งที่สู้หรือถูกซ้อมก็จะตะโกนนามเทพแห่งสัจธรรมไปด้วย ระดับศรัทธายิ่งเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ โดยไม่รู้ตัว พอศรัทธาของมันสูงถึงขั้นสาวกศรัทธาแรงกล้า แม้แต่หลินเซียวเองยังอดหันมาสนใจมันเป็นพิเศษไม่ได้
แค่ขึ้นถึงระดับสาวกศรัทธาแรงกล้า พลังศรัทธาที่มังกรดำไนเจอแรมมอบให้ก็แซงหน้าบรรดาสาวกคลั่งศรัทธาทั้งหมดในแดนศักดิ์สิทธิ์ไปแล้ว ทั้งแดนศักดิ์สิทธิ์มีเพียงสลาร์ดาคนเดียวที่เหนือกว่ามัน แม้แต่พลังศรัทธาของอาไลเมนท์ วีรบุรุษก็อบลินนักปราชญ์ยังเทียบไม่ติด
นี่แหละคือความแข็งแกร่งของเผ่ามังกร ไม่เสียทีที่เป็นหนึ่งในเผ่าพันธุ์ทรงพลังที่สุดของทะเลแห่งความว่างเปล่าและเอกภพคริสตัลวอลล์ทั้งหลาย พลังศรัทธาที่พวกมันมอบให้นั้นมหาศาลอย่างแท้จริง
ต่อให้จำนวนเผ่ามังกรจะน้อย แถมส่วนใหญ่ก็ไม่ค่อยศรัทธาอย่างเคร่งครัด แต่คุณภาพกลับสูงลิบ
ว่ากันว่ามังกรยักษ์ที่มีสาวกแท้จริงแค่ร้อยตน ก็เพียงพอจะหล่อเลี้ยงความศรัทธาของเทพมังกรที่เพิ่งสถาปนาเป็นเทพได้อย่างสบาย ๆ สาวกคุณภาพสูงที่ทั้งสู้เก่งทั้งให้พลังศรัทธามหาศาลแบบนี้ เป็นประเภทสาวกที่เหล่าเทพมากมายในเอกภพคริสตัลวอลล์ต่างโปรดปรานที่สุด
ทว่ามังกรนั้นทั้งแข็งแกร่งทั้งหยิ่งผยอง จะให้ศรัทธาใครอย่างแท้จริงนั้นยากเย็นยิ่ง
สาวกคุณภาพสูงระดับนี้ สมควรได้รับการดูแลเป็นพิเศษ
หลินเซียวจึงลอบส่งโองการศักดิ์สิทธิ์ให้สลาร์ดาช่วยคุ้มกันมันไว้ อย่าให้เผ่าสังกัดทั้งหลายรุมอัดจนตายเสียก่อน
ยิ่งใกล้สอบกลางภาคเข้าไปทุกที พลังของแดนศักดิ์สิทธิ์ของหลินเซียวก็ยิ่งทวีความแข็งแกร่งราวกับก้อนหิมะกลิ้ง แต่ในใจเขากลับมีข้อสงสัยที่ยิ่งนับวันยิ่งชัดเจนขึ้น
“ทำไมพลังระดับนี้แล้วฉันยังขึ้นบัญชีเทพอัจฉริยะรองไม่ได้อีก?”
เขางงจริง ๆ ด้วยพลังของแดนศักดิ์สิทธิ์ในตอนนี้ เขาเชื่อว่ารุ่นพี่ ม.6 ส่วนใหญ่ก็คงสู้เขาไม่ได้แล้ว
แดนศักดิ์สิทธิ์ของตัวเองกว้างใหญ่ ความรู้สะสมก็มั่งคั่ง เผ่าสังกัดแข็งแกร่งเป็นพิเศษ ค่าความเป็นเทพของตัวเองก็ขึ้นมาถึงยี่สิบแต้ม อีกนิดเดียวก็จะถึงเกณฑ์สภาวะเทพระดับสี่ ต่อให้เทียบกับอู๋จ้งหลิน เพื่อนร่วมโรงเรียนที่เคยติดบัญชีเทพอัจฉริยะรองเมื่อครึ่งปีก่อน ตอนนั้นอีกฝ่ายก็แค่สภาวะเทพระดับสี่เท่านั้นเอง เมื่อเอาทุกอย่างมารวมกันแล้ว ยังไม่ถึงมาตรฐานบัญชีเทพอัจฉริยะรองอีกหรือ?
เขาอยากรู้มากว่ามาตรฐานของบัญชีเทพอัจฉริยะรองที่ว่ากันนั้น แท้จริงคืออะไรกันแน่
ด้วยความสงสัยในใจ เขาจึงไปถามครูประจำชั้น
จินซือซือเห็นคำถามของเขาก็ตอบกลับมาอย่างรวดเร็วว่า
“คำถามนี้ไม่มีมาตรฐานตายตัวหรอก เพราะระดับพลังของผู้ที่ติดบัญชีเทพอัจฉริยะรองนั้นต่างกันมาก แม้แต่คนที่ติดอันดับอยู่แล้วก็ยังไม่ค่อยชัดเจนว่ามาตรฐานการคัดเลือกคืออะไร แต่จากการสังเกตสถานการณ์ของผู้ที่ติดอันดับในแต่ละรุ่น ก็พอจะสรุปเป็นมาตรฐานอ้างอิงคร่าว ๆ ได้ เธอลองเอาสภาพของตัวเองตอนนี้ไปเทียบดูได้”
“ข้อหนึ่ง: อย่างน้อยต้องมีสภาวะเทพระดับสี่ขึ้นไป ตรงนี้เธอน่าจะใกล้ถึงแล้ว”
“ข้อสอง: อย่างน้อยต้องหลอมรวมชื่อแท้ถึงท่อนที่สี่ หรืออาจจะมากกว่านั้น”
“ข้อสาม: เป้าหมายตำแหน่งเทพต้องเป็นตำแหน่งเทพระดับสูง และต้องมั่นใจได้ว่าสามารถหลอมรวมสำเร็จตอนกลายเป็นกึ่งเทพ”
“ข้อสี่: เผ่าสังกัดที่เป็นระดับสูงขึ้นไปและยังกลายพันธุ์ ต้องมีพลังและศักยภาพที่เหนือกว่าคนทั่วไปอย่างมาก ตรงนี้นากาตัวใหญ่ของเธอน่าจะผ่านเกณฑ์แล้ว แต่จำนวนยังน้อยไปหน่อย”
“ข้อห้า: ปัจจัยอื่น ๆ ที่ส่งผลต่อพลังหรือศักยภาพ เช่น พื้นที่แดนศักดิ์สิทธิ์ที่กว้างใหญ่ผิดปกติ หรือของสืบทอดโบราณที่ทรงพลัง เป็นต้น อย่างตอนที่เธอไปค่ายฤดูร้อนซูเปอร์น้องใหม่แล้วได้รับมรดกของรุ่นพี่เคอร์รี นั่นก็นับรวมอยู่ด้วย”
จินซือซืออธิบายมาตรฐานแต่ละข้อให้เขาฟังอย่างใจเย็นทีละข้อ พร้อมทั้งเสริมความเข้าใจของตัวเองเข้าไปด้วย
หลินเซียวฟังจบก็เอามาเทียบกับสภาพของตัวเองทีละข้อ พบว่ามีเพียงข้อที่สองเท่านั้นที่ยังไม่ถึงมาตรฐาน ข้ออื่นล้วนผ่านทั้งหมด แถมบางข้อยังเกินเกณฑ์ไปมาก
“หรือว่าจะติดอยู่ตรงนี้จริง ๆ?”
ตอนนี้ชื่อแท้ของเขาคือ ‘ไซเบอร์เล็กซ์·ไมเยอร์·อาโอ’ มีอยู่สามท่อน ยังขาดอีกหนึ่งท่อน
และท่อนสุดท้ายนั่นเอง...
หลินเซียวหวนคิดถึงความเปลี่ยนแปลงบางอย่างที่ตนเคยสัมผัสได้อย่างเลือนรางตอนปรับแต่งชูร่านากา เมื่อก่อนเขานึกว่าเป็นการหลอมรวมตำแหน่งเทพหรืออะไรทำนองนั้น แต่ตอนนี้เขาเริ่มเข้าใจแจ่มชัดขึ้นแล้ว ว่าส่วนใหญ่เป็นการหลอมรวมท่อนใหม่ของชื่อแท้มากกว่า
เมื่อก่อนเขายังคิดว่าปรับแต่งคนแคระเทาไปเรื่อย ๆ ก็น่าจะครบเอง ทว่าหลังจากปรับแต่งคนแคระเทาจนเสร็จ เขากลับรู้สึกว่าการหลอมรวมเลือนรางในห้วงลึกนั้นเร็วขึ้นมาก แต่ก็ยังห่างจากการเสร็จสมบูรณ์อยู่เล็กน้อย
“บางทีสิ่งที่ฉันขาดก็อาจจะเป็นแค่ส่วนนี้!”
ในใจเขาเริ่มมองภาพรวมออกแล้ว แม้ตอนนี้จะยังไม่มีแนวทางชัดเจน แต่กลับไม่รู้สึกรีบร้อนเหมือนก่อน
อย่างไรเสียกว่าจะถึง ม.6 ก็ยังเหลืออีกครึ่งเทอม ครึ่งเทอมนี้เขาก็ทุ่มเทไปสู่เป้าหมายนี้ให้เต็มที่ พยายามให้ทันก่อนขึ้น ม...
“ไม่สิ ต้องเร็วกว่านั้นได้!”
สำหรับการสอบกลางภาค ด้วยพลังปัจจุบันของเขา ถ้าเทียบกับ ม.5 ทั้งระดับแล้ว ก็ไม่ต่างจากตอนค่ายฤดูร้อนที่อู๋จ้งหลินมาบดขยี้พวกเขาเลย ผลสอบต้องออกมาดีแน่นอน
ด้วยความคาดหวังของครูประจำชั้นที่เลือกหัวข้อสอบกลางภาคครั้งนี้มาโดยเฉพาะ เขามั่นใจว่าถ้าสามารถทำผลงานได้ดีในโอกาสที่เรียกว่า “ว่านเซี่ยง” นั่น รางวัลที่ได้รับต้องเหมาะสมกับเขาที่สุดอย่างไม่ต้องสงสัย
ดังนั้น—
“ถ้าสอบกลางภาคครั้งนี้จัดการให้ดี บางทีอาจจะได้ตอบโจทย์ทุกเงื่อนไขในคราวเดียว แล้วทะยานขึ้นสู่บัญชีเทพอัจฉริยะรองเลยก็ได้”
และถ้าสามารถขึ้นบัญชีเทพอัจฉริยะรองได้ ผลประโยชน์ที่ตามมาจะมากมายจนคนต้องคลั่ง
ยังไม่ต้องพูดถึงการได้รับการหนุนเสริมด้านโชคชะตาจากโลกหลักกับเวทปรารถนาไม่จำกัดนั้น รวมถึงสถานะและความสำคัญที่คนทั่วไปจินตนาการไม่ถึง ไหนจะรางวัลอันแสนงามจากโรงเรียนมัธยมสังกัดฮุยเย่าอีก หลินเซียวเคยเปิดดูรายละเอียดมาก่อนแล้ว แต่ละข้อเล่นเอาเขาน้ำลายสอแทบหยุดไม่อยู่
ขณะที่เขากำลังจินตนาการถึงสารพัดผลประโยชน์หลังได้เข้าไปอยู่ในบัญชีเทพอัจฉริยะรองอยู่นั้น เสียงของครูประจำชั้นก็ดังขึ้นมาในหูอีกครั้ง
“เหลืออีกหนึ่งสัปดาห์ก็จะถึงสอบกลางภาค ก่อนหน้านั้นฉันต้องทดสอบพลังของเธอสักหน่อย”
หลินเซียวตอบกลับอย่างมั่นใจเต็มเปี่ยม
“จะทดสอบยังไงครับ?”
“ง่ายมาก เธอยังไม่เคยไปท้าทายอันดับเฟิงหยุนของแผนกมัธยมปลายฮุยเย่าเลย ตอนนี้อันดับยังไม่สูงเท่าไร ฉันต้องการให้เธอไต่ขึ้นไปติดสิบอันดับแรกของอันดับเฟิงหยุนให้ได้ก่อนสอบกลางภาค”
“อันดับเฟิงหยุน?”
หลินเซียวถึงกับชะงักไปครู่หนึ่ง กว่าจะนึกออกว่าโรงเรียนมีตารางอันดับนี้อยู่ ตอนเปิดเทอมใหม่ ๆ เขายังเคยคิดว่าจะลองขึ้นอันดับดูดีไหม แต่หลังจากนั้นก็ลืมไปสนิท
เขาจำได้ว่าตารางอันดับนี้รวมเอานักเรียนทั้งหมดของแผนกมัธยมปลายฮุยเย่า ทั้งโรงเรียนมัธยมปลายอันดับหนึ่งและมัธยมสองฮุยเย่า แบ่งเป็นสามระดับ คือ ม.4 กับ ม.5 และ ม.6 ในแต่ละเทอม นักเรียนที่มีชื่ออยู่ในอันดับเฟิงหยุนจะได้รับรางวัลจากโรงเรียน
ส่วนรางวัลมากน้อยแค่ไหนเขาไม่ค่อยแน่ใจนัก เพราะไม่เคยสนใจเป็นพิเศษ
“ไม่มีปัญหาครับ”
ตอบกลับครูประจำชั้นเสร็จ เขาก็เปิดเว็บไซต์โรงเรียนขึ้นมา ตรวจสอบข้อมูลของอันดับเฟิงหยุน
ตารางนี้สามารถอัปเดตอันดับแบบเรียลไทม์บนเว็บโรงเรียนได้ แถมยังมีระบบถ่ายทอดสดด้วย การท้าทายทุกครั้งที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงอันดับในร้อยอันดับแรกจะมีถ่ายทอดสดทั้งหมด ตอนที่เขาเปิดดูมีการถ่ายทอดสดอยู่สี่คู่ มีคนดูอยู่มาก ดูคึกคักไม่น้อย
ปกติอันดับเฟิงหยุนจะเงียบเหงา แต่ตอนนี้เหลืออีกแค่อาทิตย์เดียวก็จะหมดครึ่งเทอมแล้ว หลังสอบกลางภาคอันดับเฟิงหยุนของครึ่งปีแรกก็จะปิดลง บรรดานักเรียนที่ก่อนหน้านี้ไม่มีเวลา ต่างก็อาศัยสัปดาห์สุดท้ายนี้ลองพุ่งขึ้นอันดับกันใหญ่
ในสี่การถ่ายทอดสดมีหนึ่งคู่เพิ่งจบไป หลินเซียวจึงไปดูอีกสามคู่ที่เหลือ เลื่อนดูคู่ต่อสู้ทั้งสองฝ่ายอย่างรวดเร็ว แล้วก็หยุดอยู่ที่การถ่ายทอดสดคู่หนึ่งที่ฝ่ายถูกท้าทายมีอันดับอยู่ในยี่สิบอันดับแรกของอันดับเฟิงหยุน เขากำลังจะกดเข้าไปชม แต่กลับพบว่าต้องจ่ายพลังเทพเล็กน้อยเพื่อเข้าชม
“โห วิธีหาเงินใช้ได้เลยนะเนี่ย”
ค่าชมหนึ่งแต้มพลังเทพ เขาดูจำนวนคนที่กำลังชมอยู่มีมากกว่ายี่สิบคน นั่นก็เท่ากับมีพลังเทพไหลเข้าไปแล้วกว่า 20 แต้ม
อันนี้จะเลี่ยงก็ไม่ได้ หลินเซียวจึงจ่ายพลังเทพหนึ่งแต้ม ภาพตรงหน้าก็เปลี่ยนฉับพลัน พาเขาเข้าสู่มิติท้าทายแห่งหนึ่ง
เขาเหลือบมองคู่ต่อสู้ทั้งสองฝ่าย ฝ่ายป้องกันเขาไม่รู้จัก ดูจากข้อมูลแล้วเป็นยอดฝีมือคนหนึ่งจากห้องยอดฝีมือหนึ่งของโรงเรียนมัธยมปลายอันดับหนึ่ง ส่วนฝ่ายท้าทายนั้นกลับเป็นคนคุ้นหน้า เป็นถูหู่ที่ได้รับการรับเข้าเรียนพิเศษเหมือนกับเขา
ความจริงแล้วคนที่มีอันดับสูงในอันดับเฟิงหยุน ส่วนใหญ่ล้วนมาจากห้องยอดฝีมือหนึ่งของโรงเรียนมัธยมปลายอันดับหนึ่งหรือมัธยมสองฮุยเย่า ทั้งยี่สิบอันดับแรกไม่มีใครที่อยู่นอกสองห้องหัวกะทินี้เลยสักคน
ตอนที่เขาเข้าไปดู การต่อสู้ของทั้งสองฝ่ายดำเนินมาถึงกลางเกมแล้ว กำลังดุเดือดถึงขีดสุด เผ่าที่สี่ของถูหู่คือดาร์กเอลฟ์ ตอนที่หลินเซียวเคยเห็นก่อนหน้านี้จำนวนยังไม่มากนัก แต่ตอนนี้มีมากกว่าสองหมื่นตัวแล้ว อาชีพที่ถูหู่มอบให้ดาร์กเอลฟ์ดูเหมือนจะเป็นอาชีพเรนเจอร์ที่ค่อนข้างหายาก ยิงธนูจากระยะไกล พอมีศัตรูพุ่งเข้าประชิดก็ชักดาบคู่จากด้านหลังออกมาฟันระยะใกล้ พลังรบจัดว่าดีทีเดียว
ส่วนคู่ต่อสู้ของเขาก็ไม่อ่อนด้อยไปกว่ากัน เผ่าสังกัดแกนกลางกลับเป็นฮาร์ปีสายกลายพันธุ์ชนิดหนึ่ง
โดยปกติฮาร์ปีเป็นแค่เผ่าพันธุ์ระดับกลาง นอกจากความได้เปรียบด้านการบินแล้ว พลังรบโดยรวมก็ธรรมดา แต่หลังกลายพันธุ์ ฮาร์ปีเหล่านี้กลับได้รับความสามารถคล้ายเวทมนตร์ สามารถขว้างโซ่สายฟ้าเส้นเล็ก ๆ ออกมาได้เป็นชุด ๆ
โซ่สายฟ้าก็เหมือนเวทโซ่สายฟ้าที่ถูกลดทอนลง ทั้งพลังทำลายและจำนวนครั้งที่กระโดดล้วนลดลง แม้ศัตรูจะยืนเบียดกันอยู่ก็เด้งได้แค่ห้าครั้งเท่านั้น
แต่ก็สู้จำนวนฮาร์ปีที่มากมายมหาศาลไม่ได้ ฮาร์ปีห้าหกหมื่นตัวโปรยโซ่สายฟ้าลงมาจนท้องฟ้ามืดมิด พลังสังหารในวงกว้างจึงน่ากลัวถึงขีดสุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งยังเป็นตัวตัดกำลังทหารราบหนักที่สวมเกราะเหล็กทั้งตัวได้อย่างร้ายกาจ
รูปเกมตอนนี้ก็เป็นไปตามนั้น หลินเซียวเปิดดูภาพย้อนหลัง ตั้งแต่เริ่มศึก ฮาร์ปีที่บินอยู่บนฟ้าก็โปรยโซ่สายฟ้าลงมาเป็นระลอก ๆ เล็งไปยังจุดที่ศัตรูรวมตัวกันหนาแน่นกลางสนามรบ ตั้งแต่เปิดเกมถูหู่ก็เสียเปรียบหนัก แม้ดาร์กเอลฟ์เรนเจอร์จะยิงฮาร์ปีร่วงไปได้เป็นกอง แต่กำลังหลักระยะประชิดกลับสูญเสียอย่างหนัก ตอนนี้เริ่มแสดงอาการอ่อนล้าให้เห็นชัด การพ่ายแพ้เป็นเพียงเรื่องของเวลาเท่านั้น