- หน้าแรก
- ยุคแห่งทวยเทพ เริ่มต้นด้วยพรสวรรค์ระดับเทพ ข้าปั้นอารยธรรมไร้ขีดจำกัด
- บทที่ 190 การเลือกเส้นทาง (ฟรี)
บทที่ 190 การเลือกเส้นทาง (ฟรี)
บทที่ 190 การเลือกเส้นทาง (ฟรี)
บทที่ 190 การเลือกเส้นทาง
หลังจากปล่อยให้เวลาผ่านไปอีกหลายเดือนในแดนศักดิ์สิทธิ์เพื่อให้ทุกอย่างปรับตัวเข้าที่ หลินเซียวก็ลงโองการศักดิ์สิทธิ์อีกครั้ง สั่งให้สลาร์ดาหาเวลาเหมาะๆ จัดพิธีบูชาขนาดใหญ่อีกครา ในพิธีบูชาครั้งนี้หยิบการ์ดปาฏิหาริย์โบราณใบใหม่ที่เพิ่งได้มา—เศษน้ำพุแห่งชีวิต—นำไปบรรจุลงในแดนศักดิ์สิทธิ์ ในนามของปาฏิหาริย์ประทานพร
เมื่อแสงทองสายหนึ่งตกจากฟากฟ้าลงมายังใจกลางแดนหลักของแดนศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งก็คือวิหารเทพกลางนครนากา เศษน้ำพุแห่งชีวิตก็ถูกวางลงเรียบร้อย
ในห้องห้องหนึ่งตรงกลางวิหารเทพ มีสระขนาดเท่าโต๊ะกลมล้อมรอบด้วยหินสีขาว หมอกจากบ่อน้ำพุแห่งชีวิตไหลซึมออกมาไม่ขาดสาย ปกคลุมทั้งในสระและรอบๆ สระ
เศษน้ำพุแห่งชีวิตสามารถผลิตน้ำพุชีวิตได้เพียงวันละหนึ่งหยด ทุกๆ สองวัน หมอกในสระจะควบแน่นกลายเป็นหยดน้ำหนึ่งหยดสะสมอยู่ก้นสระ
ส่วนหมอกนอกสระจะค่อยๆ จางหายไปหลอมรวมเข้ากับแดนศักดิ์สิทธิ์ ผ่านไปช่วงหนึ่ง เมื่อหมอกแห่งชีวิตในแดนศักดิ์สิทธิ์หนาแน่นถึงระดับหนึ่ง ผลลัพธ์ข้อที่สองของบ่อน้ำพุแห่งชีวิตก็จะเริ่มออกฤทธิ์อย่างช้าๆ เพิ่มอายุขัยและชะลอความแก่ชราของเหล่าเผ่าสังกัดในแดนศักดิ์สิทธิ์
สลาร์ดาจัดให้บ่อน้ำพุแห่งชีวิตแห่งนี้กลายเป็นสถานศักดิ์สิทธิ์ของศาสนจักรเป็นอันดับแรก ส่งอัศวินวิหารศาสนจักรมาคอยเฝ้าและเก็บรวบรวมน้ำพุชีวิต
ในฐานะส่วนสกัดเข้มข้นที่สุดของบ่อน้ำพุแห่งชีวิต น้ำพุชีวิตย่อมมีพลังชีวิตเข้มข้นอย่างมหาศาล แม้จะไม่อาจชุบชีวิตคนตายได้ แต่สิ่งมีชีวิตที่ไม่ถึงระดับตำนานระดับสูงลงมา ขอแค่ยังไม่สิ้นลมหายใจ ต่อให้เหลือเพียงลมหายใจรวยรินก็ยังช่วยให้รอดตายได้ แถมยังสามารถงอกแขนขาที่ขาดให้กลับมาใหม่
หากสิ่งมีชีวิตที่ไม่ใช่สิ่งมีชีวิตศักดิ์สิทธิ์กลืนกินเข้าไป จะสามารถเพิ่มขีดจำกัดอายุขัยได้ทีเดียวหนึ่งร้อยปี มีผลเฉพาะครั้งแรกเท่านั้น ครั้งที่สองเป็นต้นไปจะทำได้เพียงขจัดสถานะด้านลบต่างๆ รักษาบาดแผล และชะลอความแก่ แต่จะไม่เพิ่มอายุขัยอีก
เมื่อลงการ์ดใบนี้เสร็จ ตอนนี้หลินเซียวเหลือช่องการ์ดพิเศษอยู่เพียงสามช่อง ของสืบทอดโบราณไม่กินช่องการ์ด
สำหรับสามช่องที่เหลือว่าจะลงการ์ดอะไร เขาก็คิดไว้คร่าวๆ แล้ว ทะเลเพลิงหลอมละลายต้องกินไปหนึ่งช่องแน่ๆ ธาตุน้ำมีชีวิตก็ต้องอีกหนึ่งช่อง ที่เหลืออีกหนึ่งช่องเก็บไว้สำรองก่อน
เพียงแต่ตอนนี้บรรดามิติภาคผนวกยังมีขนาดไม่ใหญ่พอ สองวันก่อนเขาเพิ่งจงใจชี้นำให้เศษเสี้ยวอาณาจักรเทพที่ฟิวชันเข้ามาส่วนหนึ่ง ไปควบแน่นตัวอยู่ในสุญญากาศหกทิศของแดนหลักศักดิ์สิทธิ์ คือทิศตะวันออก ตะวันตก ใต้ เหนือ และด้านบนด้านล่าง เริ่มเปิดพื้นที่ดินแดนเทพภาคผนวกทั้งหก ตอนนี้พื้นที่ยังเล็กเกินไป ยังไม่เหมาะจะลงการ์ด
ส่วนการ์ดธาตุน้ำมีชีวิต ตอนนี้ในมือเขาเพิ่งหาซื้อมาได้แค่ใบเดียว แต่ไม่รีบ ค่อยรอก่อน ตอนนี้เปิดเทอมแล้วมีนักเรียนมากขึ้น หวังว่าจะรับซื้อมาได้อีกหลายใบเอาไว้ฟิวชัน
เช็กการ์ดในมือ หลังจากหักการ์ดที่ใช้ไปในการผสม สลายเป็นพลังงานบำรุง และเอาไปแลกเปลี่ยน ตอนนี้ในมือเขาเหลือการ์ดอยู่เพียงสิบสี่ใบ ทั้งหมดเป็นการ์ดระดับเทพนิยาย
นอกจากนี้ ตอนนี้เขายังมีหัวแวมไพร์หนึ่งหัว สภาวะเทพที่เหลืออีกเจ็ดจุด บวกกับที่กำลังกลั่นอยู่หนึ่งจุด รวมเป็นแปดจุด และอีกสามจุดที่เตรียมไว้จะประทานให้สาวก
หัวแวมไพร์…
ตอนนี้เขายังไม่ได้ตัดสินใจว่าจะจัดการอย่างไรดี
ของชิ้นนี้มีวิธีจัดการอยู่สองทาง ทางแรกคือ ลบเจตจำนงและตราประทับทางจิตวิญญาณเดิมของมันออกไป จากนั้นรีโครงสร้างเจตจำนงที่เขาต้องการขึ้นมาใหม่แล้วชุบชีวิตกึ่งเทพแวมไพร์ตัวนี้อีกครั้ง เพราะเจตจำนงและความทรงจำใหม่ถูกเขารีโครงสร้างขึ้นมาเอง กึ่งเทพแวมไพร์ที่ถือกำเนิดใหม่ย่อมยึดเขาเป็นศูนย์กลาง จงรักภักดีอย่างเด็ดขาด
แต่ปัญหาคือ แดนศักดิ์สิทธิ์ของเขาตอนนี้ยังรองรับสิ่งมีชีวิตระดับตำนานระดับสูงขั้นแปดไม่ได้เลย ไม่ต้องพูดถึงกึ่งเทพที่เทียบเท่าขั้นสิบ ต่อให้สร้างออกมาได้ก็ไม่มีที่ให้ใช้ประโยชน์
ยิ่งไปกว่านั้น กึ่งเทพแวมไพร์ก็ไม่ได้ดูสูงส่งอะไรนัก ไม่ว่าจะเป็นตำแหน่งเทพสายแวมไพร์หรือเทวฐานสายโลหิตต่างก็ไม่มีอนาคตนัก
วิธีที่สองก็ต้องลบเจตจำนงและตราประทับทางจิตวิญญาณเหมือนกัน แต่ไม่ใช่เพื่อชุบชีวิต ทว่าใช้วิญญาณระดับกึ่งเทพหนึ่งดวงกับสภาวะเทพห้าจุดเป็นเครื่องบูชายัญ มอบให้เผ่าสังกัดตนหนึ่ง สร้างวีรบุรุษคนใหม่ขึ้นมา และตั้งแต่เริ่มต้นก็เป็นวีรบุรุษผู้ทรงพลังที่ครอบครองสภาวะเทพห้าจุด
แต่สิ่งที่ทำให้เขาลังเลก็คือ หากใช้วิธีที่สองสร้างวีรบุรุษขึ้นมา ตอนเริ่มต้นพลังจะได้เพียงระดับเจ็ดเท่านั้น ติดเพดานที่แดนศักดิ์สิทธิ์รองรับได้ อนาคตจะเลื่อนขึ้นสู่ระดับตำนานระดับสูงขั้นแปดไม่ยาก แต่จะให้ทะลวงถึงขั้นสิบได้หรือไม่ก็ไม่แน่
ไม่ใช่ว่าวิญญาณกึ่งเทพหนึ่งดวงกับสภาวะเทพห้าจุดจะไม่คุ้มค่า แต่เพราะในมือเขายังไม่มีเผ่าสังกัดที่มีศักยภาพมากพอจะรองรับพลังชุดนี้ต่างหาก
ถ้าเอาเผ่าสังกัดธรรมดามารับพลังนี้ ศักยภาพจะจำกัดมาก การลงทุนขนาดนี้ถือว่าสิ้นเปลืองเกินไป
มองไปรอบแดนศักดิ์สิทธิ์ ตอนนี้ดูเหมือนจะมีเพียงวิญญาณธาตุน้อยกับเต่ามังกรเท่านั้นที่พอมีคุณสมบัติจะรับพลังนี้ได้
แต่วิญญาณธาตุน้อยได้รับสภาวะเทพไปแล้วหนึ่งจุด แถมระบบพลังของเธอก็ไม่เข้ากับกึ่งเทพแวมไพร์เลย
ส่วนเต่ามังกรก็พอจะผ่านเกณฑ์อยู่บ้าง แต่เจ้าตัวเล็กนี่ยังไม่โตเต็มที่ ถ้าเอาสภาวะเทพห้าจุดไปลงบนตัวที่ยังเด็กขนาดนี้ มันไม่มีทางรับไหวแน่
ดังนั้นตอนนี้ทำอะไรไม่ได้เลย นอกจากเก็บไว้ให้ฝุ่นจับไปก่อน ได้แต่หวังว่าในแดนศักดิ์สิทธิ์จะมีเผ่าสังกัดสักตนที่โชคดีโดดเด่นขึ้นมารับโอกาสยิ่งใหญ่ครั้งนี้ไปให้ได้ในเร็ววัน
ครึ่งปีในแดนศักดิ์สิทธิ์ผ่านไป หลินเซียวออกจากแดนศักดิ์สิทธิ์กลับมาก็เป็นดึกดื่นเกือบเที่ยงคืน พักไปได้ไม่นานก็เช้าอีกวัน เขารีบมาถึงห้องเรียนแต่เช้า ทว่าคนอื่นมาก่อนเขาเสียอีก
พอถึงเวลา ครูวิชาทฤษฎี ซุนป๋อซือ ก็เดินทางมาถึงตรงเวลาเป๊ะ
ชายชราผู้นี้ดูยังไงก็เหมือนจอมเวทมหาเวทมากกว่าเทพ ใบหน้าดูใจดีง่ายต่อการพูดคุย เมื่อกระแสจิตกวาดผ่านเหล่านักเรียนทุกคน เขาก็ยันไม้เท้าเดินมาพร้อมรอยยิ้มพลางกล่าวว่า
“วันนี้เป็นคาบวิชาทฤษฎีคาบแรก ครูจะมาแนะนำก่อนว่าในช่วง ม.5 วิชาทฤษฎีที่ทุกคนต้องเรียนมีอะไรบ้าง จดกันไว้ให้ดี”
หลินเซียวนั่งตัวตรงอยู่บนที่นั่งรูปจานคริสตัล ตั้งใจฟังอย่างเต็มที่
“โรงเรียนฮุยเย่าของเราไม่เหมือนกับโรงเรียนมัธยมทั่วไป เพราะเนื้อหาวิชาใน ม.5 แตกต่างออกไป พวกเธอทุกคนจำเป็นต้องเรียนรู้วิชาตำนานเวทมนตร์อย่างเป็นระบบ ช่วง ม.5 จำเป็นต้องเรียนรู้เวทสายหลักตั้งแต่ระดับศูนย์วงแหวนไปจนถึงเก้าวงแหวนให้ได้เกือบทั้งหมด รวมถึงความรู้ประกอบอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องอีกเป็นชุดใหญ่”
“นอกจากนี้ ในด้านแดนศักดิ์สิทธิ์ พวกเธอต้องกำหนดนามเทพของตัวเองใหม่ ปรับโครงสร้างศาสนจักรและแนวคิดของศาสนจักรให้สมบูรณ์ และกำหนดพลังเหนือธรรมชาติแห่งเทพภาวะของตัวเองใหม่อีกครั้ง”
“ในบรรดาสิ่งเหล่านี้ นามเทพมีความเกี่ยวข้องกับความบริสุทธิ์ของศรัทธาและตำแหน่งเทพที่จะรวมตัวขึ้นในอนาคต ดังนั้น…”
ซุนป๋อซือพูดอย่างไม่รีบร้อน ทุกคนไม่กล้าพูดแทรก ตั้งใจฟังอย่างเคร่งครัด ยิ่งฟังหลินเซียวก็ยิ่งรู้สึกว่าการได้มาที่ฮุยเย่านั้นดีกว่าติดอยู่ที่โรงเรียนเดิมของตัวเองมากนัก
เทพแท้ตนหนึ่งลงมาสอนด้วยตัวเอง ประสบการณ์บนหนทางเทพเจ้าของอีกฝ่ายย่อมเหนือกว่ากึ่งเทพคนหนึ่งมาก ความรู้เกี่ยวกับแดนศักดิ์สิทธิ์และเทพนั้นลึกซึ้งอย่างยิ่ง แต่กลับอธิบายได้เข้าใจง่าย ฟังเพลินไปเรื่อยไม่รู้ตัว พอซุนป๋อซือหยุดพูด หลินเซียวก็พอจะเข้าใจคร่าวๆ แล้วว่า โรงเรียนฮุยเย่า รวมถึงโรงเรียนมัธยมปลายในสังกัดของสถาบันอุดมศึกษาชั้นนำอื่นๆ สอนอะไรกันบ้าง
ตามที่ซุนป๋อซือว่าไว้ ช่วง ม.4 นักเรียนทุกคนต่างเติบโตแบบปล่อยตามมีตามเกิด ครูมีข้อเรียกร้องเพียงข้อเดียวคือ ให้พัฒนาดินแดนเทพและเผ่าสังกัดให้มากที่สุด เรื่องอื่นไม่เข้าไปยุ่ง
แต่พอขึ้น ม.5 แล้วจะทำแบบนั้นไม่ได้อีกต่อไป เพราะตอนนี้พลังของผู้เล่นดินแดนเทพแต่ละคนเติบโตมาถึงระดับหนึ่งแล้ว จำเป็นต้องมีการวางแผนแดนศักดิ์สิทธิ์อย่างละเอียด นามเทพเดิม โครงสร้างและแนวคิดของศาสนจักร รวมถึงพลังเหนือธรรมชาติแห่งเทพภาวะชุดแรกทั้งหมดต้องถูกปรับใหม่ วางแผนใหม่ให้เข้ากับเส้นทางการเติบโตที่วางไว้ล่วงหน้า
เพราะช่วง ม.5 ถึง ม.6 ก็คือช่วงเตรียมตัวเพื่อก้าวสู่กึ่งเทพ ช่วงนี้นักเรียนทุกคนจำเป็นต้องคิดให้ชัดเจน เมื่อกลายเป็นกึ่งเทพแล้ว ตนเองควรจะรวมตำแหน่งเทพแบบไหน นี่คือสิ่งที่ต้องตัดสินใจให้ได้ในช่วง ม.5 จากนั้นตลอดสองปี ม.5 และ ม.6 การอัปเกรดทุกอย่างจะต้องมุ่งไปสู่เป้าหมายนี้เพียงอย่างเดียว
ในช่วงนี้ โรงเรียนจะออกการ์ดรีโครงสร้างพิเศษให้กับนักเรียนทุกคนหนึ่งใบ ให้พวกเขากำหนดพลังเหนือธรรมชาติแห่งเทพภาวะเริ่มต้นใหม่ และเลือกเวทเทพเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง
เมื่อกำหนดแล้วก็ถือเป็นการตัดสินใจครั้งสุดท้าย ผู้เล่นดินแดนเทพทุกคนมีสิทธิ์รีโครงสร้างได้เพียงครั้งเดียว หากครั้งนี้เลือกผิดหรือเบี่ยงจากเส้นทางที่ควรจะเป็น ต่อไปก็จะไม่มีโอกาสแก้ไขอีก มีแต่ต้องเดินไปตามเส้นทางที่เลือกในตอนนี้จนสุดทางเท่านั้น
ต่อมาทุกคนก็ได้รับการ์ดที่เปล่งประกายแสงคริสตัลคนละใบ การ์ดรีโครงสร้างใบนี้ก็เป็นการ์ดระดับโบราณเช่นกัน แต่จะไม่กินช่องการ์ด แค่เอากลับไปใช้ในแดนศักดิ์สิทธิ์ก็พอ
“ตอนนี้ทุกคนสามารถเริ่มรีโครงสร้างพลังเหนือธรรมชาติแห่งเทพภาวะและเวทเทพเริ่มต้นของตัวเองได้เลย ถ้ามีคำถามอะไรก็ถามครูได้ทุกเมื่อ”
ซุนป๋อซือนั่งลงบนแท่นยกสูงสำหรับครูโดยเฉพาะ เหยียดมือออกไปก็มีถ้วยชาร้อนๆ ปรากฏขึ้นบนโต๊ะ เขาจิบชาไปพลาง ตอบคำถามที่มีนักเรียนถามขึ้นเป็นระยะไปพลางด้วยรอยยิ้ม
หลินเซียวฉวยโอกาสยืนฟังอยู่ข้างๆ คำถามของทุกคนก็เป็นคำถามที่เขาอยากถามเหมือนกัน ในฐานะผู้เล่นธรรมดาที่เรียน ม.4 อยู่โรงเรียนทั่วไป เขามีเรื่องอยากรู้มากมาย
เช่นว่า เส้นทางแบบไหนก็เลือกได้ทั้งนั้นหรือเปล่า
ถ้าตัวเองไม่มีพลังที่เกี่ยวข้องกับเทวฐานสงครามเลย จะเลือกพลังเหนือธรรมชาติแห่งเทพภาวะสายสงครามได้ไหม
หรือว่าจะเลือกเส้นทางตำแหน่งเทพหลายสายพร้อมกันได้หรือไม่
หรือมีตำแหน่งเทพสายไหนบ้างที่เข้ากันไม่ได้ ฯลฯ
นักเรียนแต่ละคนผลัดกันถามคำถาม ซุนป๋อซือก็ตอบอย่างอดทนทีละข้อ หลังจากผ่านไปสิบกว่าคำถาม หลินเซียวก็พบว่าคำถามที่เขาอยากถาม ส่วนใหญ่เพื่อนๆ ถามแทนเขาไปหมดแล้ว เหลือเพียงคำถามสุดท้ายเท่านั้น เขารอดูอยู่พักหนึ่ง เห็นไม่มีใครถามจึงยกมือขึ้น
ซุนป๋อซือจิบชาไปหนึ่งอึก ใช้ไม้เท้าชี้มาทางเขาพลางพูดว่า
“เธอคือนักเรียนรับพิเศษหลินเซียวของรุ่นนี้ใช่ไหม มีอะไรอยากถามก็ว่ามา”
“ครูครับ คำถามของผมอาจจะส่วนตัวสักหน่อย ขอถามเป็นการส่วนตัวได้ไหมครับ”
ทันใดนั้นเขาก็รู้สึกได้ถึงสายตาประหลาดใจมากมายที่หันมาจับจ้องเขา
ซุนป๋อซือยิ้มพลางพยักหน้า
“ได้”
หลินเซียวดีใจอยู่ในใจ ส่งเสียงผ่านจิตถามว่า
“ครูครับ ถ้ามีเส้นทางตำแหน่งเทพสายหนึ่งที่ทรงพลังอย่างยิ่ง แต่เพราะมันยากเกินไป ครูคิดว่าควรจะตั้งเป้าหมายไปที่ตำแหน่งเทพสายทรงพลังนั้นโดยตรงเลยดีไหมครับ หรือควรจะเลือกตำแหน่งเทพขั้นรองของตำแหน่งเทพสายทรงพลังนั้นก่อนดี”
“อืม!”
ซุนป๋อซือครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งจึงตอบกลับมา
“ครูจะอธิบายแบบนี้ก็แล้วกัน ถ้าเธอตั้งเป้าหมายไปที่ตำแหน่งเทพสายทรงพลังนั้นโดยตรง อย่างแรกเลยคือความต้องการด้านสภาวะเทพจะสูงมาก เธอจำเป็นต้องรวบรวมสภาวะเทพให้ได้มากพอก่อนจะกลายเป็นกึ่งเทพ หรือก็คือก่อนสอบเกาเข่า ตรงนี้เธอน่าจะเข้าใจดี ยิ่งตำแหน่งเทพทรงพลังมากเท่าไร ก็ยิ่งต้องใช้สภาวะเทพจำนวนมากมารองรับ และมาตรฐานขั้นต่ำในการเข้าเรียนภาคมหาวิทยาลัยฮุยเย่าก็คือกึ่งเทพ ขณะเดียวกันฮุยเย่าก็ไม่มีระบบซ้ำชั้นด้วย หมายความว่าถ้าภายในสองปีนี้เธอรวบรวมสภาวะเทพได้ไม่พอที่จะรวมตำแหน่งเทพนั้นแล้วกลายเป็นกึ่งเทพ เธอก็จะไม่สามารถเข้าเรียนภาคมหาวิทยาลัยฮุยเย่าได้ ผลลัพธ์ตรงนี้เธอต้องคิดให้รอบคอบ”
“แต่ถ้าเลือกตำแหน่งเทพขั้นรองของตำแหน่งเทพสายทรงพลังนั้น ระดับความยากในช่วงต้นจะลดลงมาก แต่ในทางกลับกัน การประเมินของโรงเรียนที่มีต่อเธอก็จะลดลงด้วย ซึ่งจะส่งผลต่อสิทธิประโยชน์ตอนขึ้นภาคมหาวิทยาลัยหลังจบ ม.6 ว่าเธอจะยังคงรักษาสิทธิ์นักเรียนรับพิเศษไว้ได้หรือไม่ ตรงนี้ก็พูดยาก”
“อย่างนี้นี่เอง…”
หลินเซียวตกอยู่ในภวังค์ความคิด ใจเริ่มลังเล
ตอนนั้นเองซุนป๋อซือก็พูดต่อว่า
“จากประสบการณ์ของครู ถ้าเธอไม่มีความมั่นใจอย่างมากว่าจะรวบรวมสภาวะเทพได้เพียงพอในช่วง ม.5 และ ม.6 ครูแนะนำให้เธอเลือกทางที่สอง จะปลอดภัยกว่า”
“อย่างน้อยเท่าที่ครูรู้ ฐานะครอบครัวของเธอก็ธรรมดา การสนับสนุนด้านทรัพยากรจากตระกูลคงมีไม่มากนัก เธอเองก็ไม่ควรหวังพึ่งสิทธิ์นักเรียนรับพิเศษมากเกินไป เพราะมันไม่เพียงพอจะให้เธอเลือกเส้นทางที่ยากขนาดนั้นแล้วเดินไปจนสุดทางได้”
จากนั้นซุนป๋อซือก็พูดต่ออีกว่า
“แน่นอน นี่เป็นเพียงคำแนะนำที่ครูให้ตามสภาพของเธอเท่านั้น เป็นแค่คำแนะนำ ถ้าเธอมั่นใจในตัวเอง เธอจะเลือกอย่างไรก็ได้ทั้งนั้น และมันจะไม่ส่งผลต่อการประเมินของโรงเรียนที่มีต่อเธอ”
“ขอบคุณสำหรับคำชี้แนะครับ”
หลินเซียวเอ่ยขอบคุณ ในใจเริ่มมีคำตอบของตัวเองแล้ว
จากนั้นเขารออยู่ครู่หนึ่ง เห็นไม่มีใครถามอะไรอีก จึงเข้าแดนศักดิ์สิทธิ์เช่นเดียวกับคนอื่นๆ