- หน้าแรก
- เกมข้ามมิติด่วน เมื่อนางรองตั้งใจจีบพระเอกแบบสุดฤทธิ์
- บทที่ 5 : ฉันคือแม่ของนายย่ะ! (5)
บทที่ 5 : ฉันคือแม่ของนายย่ะ! (5)
บทที่ 5 : ฉันคือแม่ของนายย่ะ! (5)
ปกติแล้วท่านอ๋องเช่อมักจะรักษาระยะห่างจากคนแปลกหน้าเสมอ
แม้แต่ตัวเขาเองก็ยังไม่เข้าใจ ว่าทำไมถึงไม่มีความคิดที่จะสังหารเธอเลยสักนิด
หากเป็นคนอื่น ป่านนี้คงตายไปเป็นร้อยรอบแล้ว
“สาวน้อย ไม่กลัวแล้วหรือไง?”
“นายคิดว่าฉันจะเชื่อหรือไง?” เยี่ยจิ่นยิ้มหวาน “ไม่มีอะไรเปลี่ยนใจฉันได้หรอก คืนนี้ฉันจะนอนกับนายให้ได้!”
เยี่ยจิ่นรีบสวมเสื้อผ้าและก้าวลงจากเตียงอย่างรวดเร็ว
“โอ๊ย! เจ็บจัง!”
หญิงสาวหันกลับไปมองท่านอ๋องเช่อที่กำลังหลับสนิทอยู่บนเตียง
น่าเสียดายจริงๆ ที่ต่อไปนี้ฉันจะไม่ได้นอนกับผู้ชายที่หล่อเหลาขนาดนี้อีกแล้ว
เธอเอื้อมมือไปดึงผ้าห่มมาคลุมให้ท่านอ๋องเช่อ ก่อนจะประทับริมฝีปากจุมพิตลงบนหน้าผากของเขาอย่างแผ่วเบา
หลังจากรื้อค้นตามลิ้นชักและตู้ เธอก็เจอผ้าพันแผลสะอาดๆ ผืนหนึ่ง จึงนำมาพันรอบข้อมือของตัวเองไว้แน่น ฤทธิ์ยาปลุกกำหนัดหมดลงแล้ว และข้อมือของฉันก็ปวดเมื่อยไปหมด
เธอผลักประตูเปิดออก
ท้องฟ้าด้านนอกเกือบจะสว่างแล้ว
ป่านนี้นักฆ่าคงจะถูกจับตัวไปแล้ว เวลานี้ทั่วทั้งวังหลวงเงียบสงบผิดปกติ จนกระทั่งเสียงจักจั่นเรไรยังดังฟังชัดเจน
“คุณหนู... คุณหนูเจ้าคะ...”
สาวใช้หน้ากลมจิ้มลิ้มถือโคมไฟดวงเล็กเดินตรงมาหา พลางส่งเสียงเรียกเบาๆ และชะเง้อมองซ้ายขวา เธอสวมกระโปรงจับจีบสีหยก แววตาดูเหนื่อยล้าอย่างเห็นได้ชัด
เยี่ยจิ่นดีใจมาก เธอเพิ่งจะคิดออกไปตามหาอยู่พอดี แทบไม่ต้องออกแรงให้เหนื่อยเลย นี่มันเสี่ยวอวี่ สาวใช้ของฉันไม่ใช่หรือไง!
“เสี่ยวอวี่ ฉันอยู่นี่” เยี่ยจิ่นตอบรับเสียงเบาพร้อมกับโบกมือให้
เสี่ยวอวี่ชูโคมไฟส่องมาทางเยี่ยจิ่น เธอหรี่ตามองจนในที่สุดก็เห็นคนตรงหน้าได้อย่างชัดเจน
“คุณหนู มาทำอะไรที่นี่เจ้าคะ? บ่าวเป็นห่วงแทบแย่เลย”
“อย่าเพิ่งถามอะไรตอนนี้เลย รีบไปกันเถอะ” พูดจบ เยี่ยจิ่นก็คว้าแขนเสี่ยวอวี่แล้วดึงให้เดินตามไปทันที
“คุณหนู เราจะไปไหนกันเจ้าคะ?” เสี่ยวอวี่เดินตามหลังพลางกระซิบถาม “ในวังมีนักฆ่า ตอนนี้ทหารกำลังไล่จับคนไปทั่ว บ่าวกลัวว่าคุณหนูจะถูกเข้าใจผิดว่าเป็นนักฆ่าแล้วโดนจับไปนะเจ้าคะ”
เยี่ยจิ่นชะงักฝีเท้า หันกลับมามองเสี่ยวอวี่ รู้สึกถึงความผิดปกติบางอย่าง
“ทำไมเธอถึงคิดว่าฉันจะถูกเข้าใจผิดว่าเป็นนักฆ่าล่ะ?” เยี่ยจิ่นหยุดเดินและหันกลับไปจ้องหน้าเสี่ยวอวี่
“บ่าวได้ยินมาว่า...” เสี่ยวอวี่หลบตา มือบีบด้ามโคมไฟแน่น
“อะไร?” เยี่ยจิ่นถามเสียงเข้ม
เสี่ยวอวี่มีท่าทีลุกลี้ลุกลน หรือว่ายัยหนูคนนี้จะหักหลังกันซะแล้ว?
“บ่าวแอบได้ยินทหารยามซุบซิบกันว่า ท่านอ๋องเช่อถูกลอบสังหารและดูเหมือนว่าจะบาดเจ็บสาหัสเจ้าค่ะ”
“แล้วมันเกี่ยวอะไรกับฉันล่ะ?”
“บ่าวยังได้ยินคุณหนูเซียวหานทูลฮองเฮาว่า นางออกตามหาคุณหนูทั้งคืนแต่ก็ไม่พบ นางยังบอกอีกว่า...” เสี่ยวอวี่พูดพลางเหลือบมองเยี่ยจิ่นอย่างกล้าๆ กลัวๆ “คุณหนูสมรู้ร่วมคิดกับนักฆ่า ลอบทำร้ายท่านอ๋องเช่อจนบาดเจ็บสาหัสเจ้าค่ะ”
“อะไรนะ? นังตัวประกอบหญิงหน้าเหม็นนั่นแอบมีแผนสำรองงั้นเหรอ ช่างเถอะ ตอนนี้เราอยู่ที่นี่นานไม่ได้แล้ว กลับไปค่อยคุยกันต่อ”
เยี่ยจิ่น เซียวหาน และบุตรสาวขุนนางคนอื่นๆ ถูกจัดให้อยู่ค้างคืนในตำหนักข้างซึ่งอยู่ติดกับตำหนักของฮองเฮา
เยี่ยจิ่นกับเสี่ยวอวี่ลอบกลับเข้ามาในห้องของพวกตน
เมื่อล้มตัวลงนอนบนเตียง หญิงสาวก็ยิ่งรู้สึกกระวนกระวายใจมากขึ้นเรื่อยๆ
ท่านอ๋องเช่อถูกเซียวหานวางยาไม่ใช่เหรอ? แล้วที่เสี่ยวอวี่เพิ่งบอกว่าท่านอ๋องเช่อถูกนักฆ่าทำร้ายจนบาดเจ็บสาหัสมันคืออะไรกันแน่?
พรุ่งนี้ฉันจะอธิบายเรื่องที่หายตัวไปทั้งคืนให้ฮองเฮาฟังยังไงดีล่ะเนี่ย...?
“คุณหนูเจ้าคะ ปานพรหมจรรย์ของคุณหนูหายไปไหนเจ้าคะ!”
เสี่ยวอวี่จ้องมองท่อนแขนขาวผ่องที่ห้อยลงมาข้างเตียง ใบหน้าของนางเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก
เยี่ยจิ่นรู้สึกเหมือนตัวเองเพิ่งจะเคลิ้มหลับไปได้ไม่นานก็ถูกปลุกขึ้นมาอีกแล้ว
“มันหายไปแล้ว ไม่ต้องเอะอะโวยวายไปหรอกน่า”
“หายไปแล้ว? คุณหนู ตื่นสิเจ้าคะ ตื่นเร็วเข้า” เสี่ยวอวี่แทบจะร้องไห้ออกมา นางก้าวเข้าไปเขย่าตัวเยี่ยจิ่น
เยี่ยจิ่นลืมตาขึ้นมาอย่างรำคาญใจ “ก็แค่ปานพรหมจรรย์ หายไปแล้วมันทำไม เธอจะกลัวอะไรนักหนา?”
“คุณหนูคือคนที่ฮ่องเต้ทรงเลือกให้เป็นพระชายาของท่านอ๋องเช่อนะเจ้าคะ หากมีคนรู้เรื่องนี้เข้า คุณหนูต้องถูกตัดหัวแน่ๆ!”
เสี่ยวอวี่เพิ่งตระหนักได้ว่าตัวเองเผลอส่งเสียงดังเกินไป จึงรีบวิ่งไปที่ประตู ชะเง้อมองซ้ายขวา เมื่อเห็นว่าไม่มีใครอยู่แถวนั้น นางถึงได้ถอนหายใจอย่างโล่งอก
เมื่อกลับมาที่ข้างเตียง นางก็มองเยี่ยจิ่นด้วยน้ำตาคลอเบ้า “คุณหนูเจ้าคะ เราจะทำยังไงกันดี?”
“อย่าร้องไห้สิ ก็แค่เรื่องเล็กน้อย จัดการง่ายนิดเดียว”
จวนตระกูลเยี่ย
“คุณหนูเก่งกาจจริงๆ เจ้าค่ะ! นี่มันเหมือนกับรอยที่พวกนางกำนัลในวังแต้มให้เป๊ะเลย”
เสี่ยวอวี่จ้องมองจุดสีแดงเล็กๆ บนแขนของเยี่ยจิ่นตาเป็นประกาย “คุณหนูฉลาดจริงๆ ปานพรหมจรรย์นี้ดูเหมือนของจริงมากเลยเจ้าค่ะ”
“ฉันบอกเธอแล้วไงว่ามันเป็นแค่เรื่องเล็กน้อย รอให้รอยแดงบวมนี่หายไปสักสองสามวัน มันก็จะดูเหมือนจริงยิ่งกว่านี้อีก” เยี่ยจิ่นวางเข็มในมือลงและมองเสี่ยวอวี่ด้วยสายตาเจ้าเล่ห์ “แถมต่อไปนี้ ต่อให้ฉันจะไปนอนกับผู้ชายอีกกี่คน รอยนี่ก็ไม่มีวันหายไปแล้ว ฮ่าๆๆ”
เสี่ยวอวี่เบิกตากว้าง นี่ใช่คุณหนูเยี่ยจิ่นผู้อ่อนโยนและสง่างามคนเดิมจริงๆ หรือ? คำพูดลามกพวกนี้มันอะไรกันเนี่ย!
“เสี่ยวอวี่ เมื่อคืนนี้เธอเห็นฟ้าผ่านั่นไหม?” เยี่ยจิ่นรู้สึกว่าเด็กคนนี้กำลังตกใจกลัวตนเอง จึงต้องแต่งเรื่องโกหกขึ้นมาเพื่อปัดรำคาญ
เสี่ยวอวี่พยักหน้าอย่างเหม่อลอย “เห็นเจ้าค่ะ”
“ฟ้าฝ่านั่นน่ะ ผ่าลงมาที่ฉันเอง” เยี่ยจิ่นพูดขึ้นพร้อมทำหน้าลึกลับ
“อะไรนะเจ้าคะ? คุณหนูไปทำอะไรมา จู่ๆ ถึงโดนฟ้าผ่าได้ล่ะ!” พูดจบนางก็รีบขยับเข้าไปใกล้เยี่ยจิ่นและสำรวจดูร่างกายของหญิงสาวอย่างละเอียด “คุณหนูบาดเจ็บตรงไหนหรือเปล่าเจ้าคะ?”
“อย่าเพิ่งขัดสิ” เยี่ยจิ่นปัดมือเล็กๆ ที่กำลังลูบคลำตามตัวของเธอออก แล้วพูดต่อ “ฟ้าผ่าครั้งนั้นไม่เพียงแต่ไม่ทำให้ฉันเจ็บ แต่ยังช่วยทะลวงจุดชีพจรทั่วทั้งร่างของฉันด้วยนะ”
“หา?”
“มาหงมาหาอะไรล่ะ” เยี่ยจิ่นกระแอมเบาๆ แก้เขิน “ฉันหมายความว่า หลังจากที่โดนฟ้าผ่า จุดชีพจรของฉันก็ถูกทะลวง ทำให้ฉันฉลาดขึ้นกว่าแต่ก่อน เข้าใจไหมล่ะ?”
เสี่ยวอวี่ส่ายหน้า สีหน้าดูสับสนงุนงงอย่างหนัก พึมพำกับตัวเองเบาๆ “โดนฟ้าผ่าแล้วทำให้คนฉลาดขึ้นได้ด้วยหรือเจ้าคะ?”
“ไม่เลวเลยนะสาวน้อย เธอเรียนรู้ได้ไวมาก!” เยี่ยจิ่นตบไหล่เสี่ยวอวี่อย่างพอใจ สีหน้าเต็มไปด้วยความชื่นชม
จากนั้นเธอก็หยิบถ้วยน้ำบนโต๊ะขึ้นมาดื่ม
หลังจากถูกเสี่ยวอวี่ปลุกขึ้นมา เธอก็ต้องรีบหนีออกจากวังตั้งแต่เช้าตรู่ก่อนที่คุณหนูคนอื่นๆ จะตื่น ด้วยกลัวว่าจะถูกฮองเฮาจับตัวไปไต่สวน จนแทบไม่มีเวลาแม้แต่จะจิบน้ำสักอึก
เซียวหาน นังตัวประกอบหญิงนั่นก็อยู่ในวังเหมือนกัน ถ้าขืนนังนั่นพูดอะไรที่ไม่ควรพูดออกไป แล้วมีคนรู้ว่าฉันสูญเสียความบริสุทธิ์ไปแล้วล่ะก็ พวกเราต้องเดือดร้อนแน่ๆ
“ถ้าอย่างนั้น คราวหน้าเวลาที่คุณหนูไปให้ฟ้าผ่า พาเสี่ยวอวี่ไปด้วยได้ไหมเจ้าคะ?” เสี่ยวอวี่เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“พรวด!” เยี่ยจิ่นพ่นน้ำในปากใส่หน้าเสี่ยวอวี่เต็มๆ
“คุณหนู...” เสี่ยวอวี่ที่มีหยดน้ำเกาะเต็มหน้า เบิกตากว้างมองเยี่ยจิ่น
เยี่ยจิ่นรีบเอาแขนเสื้อเช็ดหน้าให้เสี่ยวอวี่พลางหัวเราะร่วน “ขอโทษทีๆ ฉันไม่ได้ตั้งใจจริงๆ”
พาไปด้วยเวลาไปให้ฟ้าผ่าเนี่ยนะ? เด็กคนนี้จะซื่อบื้อไปถึงไหนกัน ถึงได้เชื่อเรื่องไร้สาระพรรค์นี้
แต่ดูๆ ไปก็ไม่ได้โง่ขนาดนั้นนะ อย่างน้อยก็รู้ตัวว่าตัวเองซื่อบื้อ เลยอยากถูกฟ้าผ่าให้ฉลาดขึ้นบ้าง
“ฉันต้องไปนอนเอาแรงสักหน่อย ถ้าเดี๋ยวท่านแม่มา ก็บอกไปว่าเมื่อคืนนี้นอนไม่หลับเลยพักผ่อนไม่พอก็แล้วกัน” เยี่ยจิ่นตั้งใจจะกลับไปงีบหลับบนเตียง ว่าแต่ทำไมผ้าปูเตียงลายดอกโบตั๋นผืนนี้ถึงดูคุ้นตานักนะ?
【ระบบ: โฮสต์...】
เยี่ยจิ่นเพิ่งจะเคลิ้มหลับไปได้ไม่ทันไร ก็ต้องถูกปลุกให้ตื่นขึ้นมาด้วยน้ำเสียงไร้เดียงสานี้อีกครั้ง