- หน้าแรก
- ระบบพฤกษาศักดิ์สิทธิ์ วิวัฒนาการต้นไม้ไร้ค่า สู่มหาพฤกษาแห่งหมื่นโลก
- บทที่ 35 - นี่ไม่ใช่พื้นที่หลบภัยขนาดเล็ก แต่เป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์!!
บทที่ 35 - นี่ไม่ใช่พื้นที่หลบภัยขนาดเล็ก แต่เป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์!!
บทที่ 35 - นี่ไม่ใช่พื้นที่หลบภัยขนาดเล็ก แต่เป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์!!
บทที่ 35 - นี่ไม่ใช่พื้นที่หลบภัยขนาดเล็ก แต่เป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์!!
พักที่พื้นที่หลบภัยของพวกเขาคืนนึงงั้นเหรอ
ผู้นำตระกูลเฒ่าเกือบจะอ้าปากปฏิเสธไปแล้วโดยสัญชาตญาณ
เหมือนฉู่สิงหยวนจะรู้ว่าเขาจะปฏิเสธ จึงรีบพูดต่อว่า "ฉันแถมดินบริสุทธิ์ชั้นดีให้อีกครึ่งถุงก็ได้"
คำปฏิเสธที่มาถึงริมฝีปากของผู้นำตระกูลเฒ่า เปลี่ยนเป็น "ฉันขอคิดดูก่อนนะ" พูดจบ เขาก็หันไปขยิบตาให้เยี่ยชวี
เยี่ยชวีรับลูกส่ง เหลือบมองฉู่สิงหยวน แล้วเดินกลับไปเงียบๆ
เมื่อกลับมา เยี่ยชวีก็บอกฉู่สิงหยวนว่า "ตกลง"
"แต่บ้านหินในหมู่บ้านเราคนเต็มหมดแล้ว ไม่มีบ้านว่างให้นายพักหรอกนะ"
"นายจะกางเต็นท์นอนเอง หรือจะไปนอนในบ้านหินเก็บเครื่องมือเกษตรก็ได้"
ฉู่สิงหยวนยิ้มกว้าง "ฉันไม่เรื่องมากหรอก ขอแค่มีที่ซุกหัวนอนก็พอ"
สุดท้าย เยี่ยชวีก็จัดให้เขาไปพักในบ้านหินหลังเล็กที่ใช้เก็บเครื่องมือเกษตร
ส่วนคนอื่นๆ ที่อยากจะเข้ามาพักด้วย
เยี่ยชวีปฏิเสธเรียบ ไม่ให้เข้าหมู่บ้านเด็ดขาด
...
"หัวหน้าฉู่ ทำไมท่านถึงยืนกรานจะค้างคืนที่นี่ให้ได้ล่ะครับ หรือท่านอยากจะสำรวจพื้นที่หลบภัยแห่งนี้ให้ละเอียด" จ้าวเจิ้งหมิงถาม
ผู้ฝึกยุทธ์คนอื่นๆ ได้ยินก็หันมามอง รอคอยคำตอบจากเขา
ฉู่สิงหยวนเลิกคิ้ว "การเดินทางข้ามที่ราบรกร้างตะวันออกมันอันตรายนะ ถ้าโชคร้าย อาจจะไปเจอกับภัยพิบัติระดับทำลายล้างเมืองที่ถล่มเมืองตี้กวนเข้าก็ได้"
"ท่านก็เลยอยากจะรู้ว่าพวกเขารอดมาได้ยังไง..." จ้าวเจิ้งหมิงพูดไม่จบประโยค
เขามองฉู่สิงหยวนอย่างอึ้งๆ
ผ่านไปพักใหญ่ ถึงทนไม่ไหวต้องพูดออกมาว่า
"แต่ท่านทำแบบนี้ อาจจะอันตรายมากนะครับ เรายังไม่รู้เลยว่าพื้นที่หลบภัยแห่งนี้เป็นมิตรกับเราหรือเปล่า!"
บรรดาผู้ฝึกยุทธ์ต่างทำท่าอึกอัก
เห็นได้ชัดว่าพวกเขาเองก็ไม่อยากให้หัวหน้าต้องเข้าไปเสี่ยงอันตรายเพียงลำพังเพื่อพวกเขา
ทุกคนต่างก็เป็นเพื่อนร่วมเป็นร่วมตายกันมาหลายครั้ง
ก่อนที่เมืองตี้กวนจะแตก พวกเขายึดถือคติร่วมทุกข์ร่วมสุข มีภัยก็ต้องรับด้วยกันมาโดยตลอด
มาตอนนี้ หัวหน้ากลับเลือกที่จะเผชิญหน้ากับอันตรายคนเดียวเพื่อพวกเขา...
"หัวหน้าครับ พวกเราคอยคุ้มกันอยู่ข้างนอกทั้งคืนด้วยกันเถอะ ท่านอย่าเข้าไปเลย"
ฉู่สิงหยวนส่ายหน้า
เขาถอนหายใจ "ไม่เข้าถ้ำเสือ จะได้ลูกเสือได้ยังไง"
"ก่อนค่ำ นายพาพวกพี่น้องถอยห่างจากพื้นที่หลบภัยเจ็ดสิบเจ็ดไปสักยี่สิบลี้นะ พอตกดึก ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ห้ามเข้ามาใกล้เด็ดขาด"
เขาสั่งการจ้าวเจิ้งหมิง
จ้าวเจิ้งหมิงพยักหน้ารับคำ
สองก้านธูปผ่านไป จ้าวเจิ้งหมิงก็นำคนนับพันถอยห่างจากพื้นที่หลบภัยเจ็ดสิบเจ็ดออกไปยี่สิบลี้
ไม่มีใครในขบวนร้องขอที่จะอยู่ต่อเลยสักคน พวกเขาแทบอยากจะหนีไปให้ไกลจากพื้นที่หลบภัยสุดแปลกประหลาดนั่นใจจะขาด
ยามเย็นคล้อยต่ำ แสงสุดท้ายแห่งวันเริ่มเลือนราง
ผู้ฝึกยุทธ์กว่าห้าสิบคนในขบวนคอยควบคุมสั่งการฝูงชนนับพัน
ให้ทยอยกันใช้ดินบริสุทธิ์วาดวงกลม
ทีมเล็กๆ หลายสิบทีมที่ได้รับมอบหมายให้วาดวงกลม ทำงานกันอย่างว่องไวและคล่องแคล่ว
พวกเขาวาดวงกลมอย่างรวดเร็วและระมัดระวัง
ไม่กล้าทำลวกๆ กลัวว่าจะวาดผิดพลาด
เพราะพวกเขารู้ดีว่า ถ้าโชคร้าย อาจจะได้เข้าไปอยู่ในวงกลมดินบริสุทธิ์ที่วาดผิดก็ได้
จ้าวเจิ้งหมิงคุมงานอยู่ตลอด หลังจากเห็นคนนับพันวาดวงกลมเสร็จ และเข้าไปประจำที่ในวงกลมของตัวเองแล้ว
เขาก็ทอดสายตามองไปไกล
แสงสว่างสุดท้ายริบหรี่หายไปจากขอบฟ้า
ราตรีมาเยือนในที่สุด
จ้าวเจิ้งหมิงนั่งลงกับพื้น
แม้จะรู้ดีว่าในตอนกลางคืน สายตาของเขาจะถูกหมอกดำบดบังจนมองเห็นได้ไกลแค่สองเมตร แต่เขาก็ยังคงเพ่งมองไปทางพื้นที่หลบภัยเจ็ดสิบเจ็ด
เขาแอบเดาอยู่ในใจ
พื้นที่หลบภัยขนาดเล็กแบบนี้ ม่านพลังที่กางออกตอนกลางคืน คงเล็กจนน่าสงสารแน่ๆ
ไม่รู้เหมือนกันว่ารอดจากเงื้อมมือของภัยพิบัติมาได้ยังไง
หวังว่าหัวหน้าจะปลอดภัย และสืบข่าวที่อยากรู้จากพื้นที่หลบภัยเจ็ดสิบเจ็ดได้นะ
ส่วนทางด้านฉู่สิงหยวน ชายร่างโย่งกลับต้องมานั่งหดตัวอยู่ในบ้านหินแคบๆ
เพราะขายาวเหยียดไม่สุด นั่งแล้วไม่สบายตัว เขาเลยลุกขึ้นยืนริมหน้าต่างบ้านหิน
ได้ยินเสียงกุกกักข้างหู ฉู่สิงหยวนจึงแง้มหน้าต่างที่ปิดตายไว้ครึ่งหนึ่ง แอบมองออกไปนอกพื้นที่หลบภัยผ่านช่องหน้าต่างขนาดเท่าก้อนอิฐ
หมู่บ้านยามค่ำคืนเงียบสงัด ไม่มีการจัดเวรยาม มีแค่คนเฝ้ายามสองสามคนเท่านั้น
ทั้งสามคนยืนอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ หลังเหยียดตรง พวกเขาจ้องมองความมืดมิดนอกม่านพลังอย่างเงียบๆ
ผู้ฝึกยุทธ์ระดับศิษย์ขั้นสูงสุดสองคนในนั้น มีแววตากระตือรือร้นอย่างเห็นได้ชัด
ตอนแรกฉู่สิงหยวนนึกว่าตัวเองตาฝาด
เป็นแค่ระดับศิษย์ขั้นสูงสุดแท้ๆ แต่กลับคิดจะออกไปฆ่าสิ่งชั่วร้ายนอกเขตคุ้มครองงั้นเหรอ
ช่างไม่เจียมตัวเอาซะเลย!
ฉู่สิงหยวนเงี่ยหูฟัง พยายามตั้งสมาธิฟังบทสนทนาของทั้งสามคนใต้ต้นไม้ใหญ่
"เยี่ยชวี นายไม่ได้พักผ่อนดีๆ มาสองวันสองคืนแล้วนะ ทำไมยังมาเฝ้ายามอยู่อีก"
"ไม่ค่อยไว้ใจหมู่บ้านน่ะ"
"ก็จริงนะ หมู่บ้านเรามีตัวตึงโผล่มานี่ ได้ยินว่าเป็นถึงผู้ฝึกยุทธ์ระดับสูงกว่าเราตั้งสองขั้นเชียวนะ"
"ตำแหน่งในเมืองตี้กวนก็สูงด้วย เป็นถึงหัวหน้าหน่วยผู้พิทักษ์ยามราตรีอะไรสักอย่างนี่แหละ!"
ตอนแรกทั้งสามคนก็คุยกันเรื่องสัพเพเหระ แต่ไปๆ มาๆ ก็วกเข้าเรื่องฝูงสิ่งชั่วร้ายนอกพื้นที่หลบภัยจนได้
"หวังว่าคืนนี้จะมีแต่สิ่งชั่วร้ายระดับต่ำมาเหมือนเดิมนะ เราจะได้ออกไปฝึกฝีมือกันหน่อย"
"นั่นสิ"
"ฉันรู้สึกว่า ขอแค่ได้ฆ่าสิ่งชั่วร้ายอีกสักสองสามวัน ฉันก็ทะลวงขั้นได้แล้ว"
พวกเขากล้าออกไปล่าสิ่งชั่วร้ายนอกพื้นที่หลบภัยจริงๆ ด้วย!
สายตาของฉู่สิงหยวนไหววูบ ประกายความชื่นชมคนข้างนอกสองคนนั้นวาบขึ้นมาในดวงตา
ถ้าเมืองตี้กวนยังไม่แตก เขาคงรับคนที่มีความกล้าหาญแบบนี้เข้าสังกัดเพื่อปั้นให้เก่งแน่ๆ
ดึกดื่นค่อนคืน
ม่านพลังสีขาวอ่อนๆ กั้นหมอกดำไว้ภายนอก ในระยะสิบเมตรไม่มีสิ่งชั่วร้ายระดับต่ำเข้ามาใกล้เลยแม้แต่ตัวเดียว
"เกิดอะไรขึ้น"
ฉู่สิงหยวนสังเกตเห็นความผิดปกติทันที
"ทำไมสิ่งชั่วร้ายถึงไม่โจมตีม่านพลังคุ้มครอง แถมยังหลบไปซะไกลเลย"
ฉู่สิงหยวนผู้เป็นถึงผู้ฝึกยุทธ์ระดับปรมาจารย์ขั้นสูงสุด ระเบิดพลังเลือดลมออกมา เพ่งสมาธิจ้องมองภาพในระยะสิบห้าเมตรนอกพื้นที่หลบภัย
นี่คือระยะไกลสุดที่เขาสามารถมองเห็นได้แล้ว
ยังไม่ทันได้ดูให้ละเอียด ผู้ฝึกยุทธ์ระดับศิษย์ขั้นสูงสุดสองคนที่เฝ้าอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ ก็พุ่งตัวออกไปนอกเขตคุ้มครองเสียแล้ว!
พวกเขาพุ่งเข้าใส่สิ่งชั่วร้ายแมงมุมระดับต่ำสองตัว
หมัดลุ่นๆ ซัดเข้าเต็มเปี่ยม เสียงหมัดดังกึกก้อง!
สิ่งชั่วร้ายระดับต่ำสองตัวถูกซัดจนเละในพริบตา
ม่านตาของฉู่สิงหยวนหดเกร็งทันที
"ไม่จริงน่า พวกเขาเป็นแค่ผู้ฝึกยุทธ์ระดับศิษย์ขั้นสูงสุดแท้ๆ ทำไมถึงระเบิดพลังเลือดลมที่หนาแน่นระดับผู้ฝึกยุทธ์ระดับปรมาจารย์ออกมาได้"
เพียงชั่วพริบตา
สิ่งชั่วร้ายระดับต่ำสามสี่ตัวก็ถูกโค่นล้มลง
แต่ผู้ฝึกยุทธ์ทั้งสองคนก็เริ่มหมดแรง ถูกฝูงสิ่งชั่วร้ายล้อมกรอบ ตกอยู่ในอันตราย
ไม่รู้ทำไมฉู่สิงหยวนถึงได้ถอนหายใจอย่างโล่งอก
โชคดีนะ ถึงพลังเลือดลมจะหนาแน่นไปหน่อย แต่ก็ยังอยู่ในเกณฑ์ที่เขารับได้
เรียกได้ว่าพรสวรรค์ดีเลิศ แต่ก็ไม่ถึงกับเป็นสัตว์ประหลาด
พื้นที่หลบภัยเจ็ดสิบเจ็ดนี่มันแปลกแต่แรกอยู่แล้ว มีผู้ฝึกยุทธ์ที่ระเบิดพลังเลือดลมระดับปรมาจารย์ได้ทุกเมื่อสักสองคนก็ไม่แปลกอะไร
เขาพยายามหาเหตุผลมาอธิบายให้ตัวเองฟัง
มองดูผู้ฝึกยุทธ์สองคนที่ตกอยู่ในอันตรายข้างนอก เขาก็ขมวดคิ้ว ลังเลว่าจะออกไปช่วยตอนนี้ดีไหม
จะได้สร้างความประทับใจให้พวกเขา
แบบนี้ ต่อไปถ้าเขาอยากรู้ความลับอะไรในหมู่บ้าน ก็อาจจะง่ายขึ้นเยอะ
ฉู่สิงหยวนวางมือข้างหนึ่งบนบานประตูหิน ประตูกำลังถูกแง้มออกเป็นรอยแยก
ทันใดนั้น การเคลื่อนไหวของเขาก็ชะงักกึก
"นั่นมันอะไรน่ะ"
เขาเห็นต้นไม้ใหญ่ที่ยืนต้นตายซากอยู่กลางวงล้อมของบ้านหิน กิ่งก้านทั้งหมดของมันขยับพร้อมกัน!
ต้นไม้ขยับได้ กิ่งไม้ขยับได้หมดเลย!!
กิ่งไม้โบกสะบัดกลางอากาศ ยื่นออกไปนอกเขตคุ้มครองด้วยองศาแปลกๆ!
"ฉึก"
"ฉึก"
"ฉึก"
ฝูงสิ่งชั่วร้ายระดับต่ำสิบกว่าตัวที่ล้อมรอบผู้ฝึกยุทธ์ทั้งสอง ถูกกิ่งไม้ที่ยื่นออกไป สังหารเรียบจนหมดสิ้น!
ฉู่สิงหยวนถึงกับอ้าปากค้าง
ฉู่สิงหยวนเผยอปากค้าง
"ต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ขยับได้เหรอ ของปลอมป่าวเนี่ย..."
"เป็นไปไม่ได้ ต้องเป็นภาพลวงตาแน่ๆ!"
"ข้างนอกต้องมีสิ่งชั่วร้ายระดับสูงโผล่มาแน่ๆ ฉันกำลังโดนภาพหลอนของมันหลอกเอา!"