- หน้าแรก
- จากไอ้ขี้แพ้บ้านนอกสู่เทพนักอ่านสะท้านโลก
- บทที่ 7 - ลมก่อตัวจากปลายใบแหน
บทที่ 7 - ลมก่อตัวจากปลายใบแหน
บทที่ 7 - ลมก่อตัวจากปลายใบแหน
บทที่ 7 - ลมก่อตัวจากปลายใบแหน
ทันทีที่เสียงกริ่งปลุกดังขึ้น หวังตงไหลก็ลืมตาขึ้นมา
ถึงแม้จะยังรู้สึกง่วงอยู่บ้าง แต่หวังตงไหลก็ยันตัวลุกขึ้นนั่ง หยิบยาเม็ดปลุกความสดชื่นตื่นตัวที่ได้มาเมื่อคืนออกมา โดยไม่ลังเล เขาเปิดขวดแล้วโยนเข้าปากกลืนลงไปหนึ่งเม็ด
ยาละลายทันทีที่เข้าปาก รสชาติเปรี้ยวฝาดที่ยากจะอธิบายพุ่งปรี๊ดขึ้นสมอง
ให้ความรู้สึกเหมือนกับกะโหลกศีรษะถูกเจาะเป็นรู แล้วมีลมหนาวเย็นยะเยือกพัดพรูเข้าไป
เพียงชั่วพริบตา ความง่วงของหวังตงไหลก็มลายหายไปจนสิ้น
เขาแต่งตัวอย่างเงียบๆ หลังจากเตรียมตัวเสร็จ หวังตงไหลก็ออกจากหอพัก
เมื่อหวังตงไหลมาถึงห้องเรียน เขาไม่ใช่คนแรก เพราะมีเด็กสาวคนหนึ่งมานั่งอยู่ที่โต๊ะและกำลังท่องศัพท์ภาษาอังกฤษอยู่ก่อนแล้ว
พอเห็นหวังตงไหลโผล่มา สีหน้าของกัวซิงก็ฉายแววประหลาดใจเล็กน้อย ราวกับแปลกใจที่เห็นเขามาเช้าขนาดนี้
แต่ความประหลาดใจนั้นก็หายไปอย่างรวดเร็ว เธอปรับสีหน้าให้เป็นปกติแล้วก้มหน้าท่องศัพท์ต่อไป
หวังตงไหลก็ไม่ได้มีความคิดที่จะเข้าไปทักทาย เขาเดินไปนั่งที่โต๊ะของตัวเอง ดึงกระดาษข้อสอบชุดหนึ่งออกมาจากกองหนังสือที่สุมสูงเป็นภูเขาเลากา แล้วเริ่มลงมือทำ
นั่นเป็นเพราะจู่ๆ หวังตงไหลก็นึกเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้
นั่นก็คือ เขาข้ามเวลากลับมา ความทรงจำในชาติก่อนก็ลืมเลือนไปตั้งเท่าไหร่แล้วก็ไม่รู้
นี่เป็นโอกาสดีที่จะได้ลองทำข้อสอบดูสักชุด จะได้รู้ว่าตัวเองยังจำอะไรได้บ้าง และจะได้ประเมินคะแนนของตัวเองได้ด้วย
อีกอย่าง จะได้ทดสอบดูด้วยว่าเลเวลของแต่ละวิชาบนหน้าระบบ มันเทียบเท่ากับคะแนนประมาณเท่าไหร่
คิดได้ดังนั้น หวังตงไหลก็ไม่รอช้า
เขาหยิบข้อสอบวิชาภาษาจีนออกมา แล้วเริ่มลงมือทำทันที
ด้วยสภาพการเรียนของห้องสิบสี่ ครูประจำวิชาส่วนใหญ่จึงมักจะสอนอยู่แค่บนหน้าชั้นเรียนเท่านั้น
ขอแค่นักเรียนนั่งอยู่เต็มห้อง ไม่มีใครขาด และไม่มีใครพูดคุยส่งเสียงรบกวนความเรียบร้อยระหว่างที่ครูกำลังสอน ครูประจำวิชาก็แทบจะไม่ลงมาจู้จี้อะไรเลย
สิ่งนี้ได้อำนวยความสะดวกให้กับการกระทำของหวังตงไหลเป็นอย่างมาก
ข้อสอบมีทั้งหมดหกชุด หวังตงไหลทำข้อสอบตั้งแต่คาบอ่านหนังสือตอนเช้า ลากยาวไปจนถึงก่อนเริ่มคาบเรียนรู้ด้วยตัวเองตอนค่ำ ถึงจะทำเสร็จทั้งหมด
และตลอดทั้งวันนี้ นอกจากการออกไปทานข้าวและเข้าห้องน้ำ หวังตงไหลก็แทบไม่ได้ลุกจากที่นั่งเลย
หวงเฉิงที่นั่งอยู่ข้างๆ หวังตงไหล ก็คอยสังเกตพฤติกรรมนี้มาตลอดทั้งวันเช่นกัน
ทันทีที่หวังตงไหลทำข้อสอบเสร็จ หวงเฉิงก็เอ่ยปากถามทันที "นายทำอะไรอยู่น่ะ? ทำข้อสอบอะไรอยู่เหรอ?"
"อ้อ นี่ไง ข้อสอบจำลองที่แถมมาท้ายหนังสือคู่มือเตรียมสอบที่ซื้อมาน่ะ"
หวังตงไหลไม่ได้คิดจะปิดบัง จึงตอบหวงเฉิงไปตามตรง
"แล้วนายจะทำข้อสอบพวกนี้ไปทำไม ฉันเห็นนายทำมาทั้งวัน เหมือนจะทำไปครบทุกวิชาแล้วใช่ไหมเนี่ย?" หวงเฉิงจำได้แม่นยำ แต่ก็เพราะเหตุนี้แหละ เขาถึงรู้สึกว่ามันผิดปกติ
"อืม!"
ถึงตอนนี้ หวังตงไหลก็หมดอารมณ์จะคุยเล่นกับหวงเฉิงแล้ว
เขาหยิบเฉลยข้อสอบเหล่านั้นออกมา แล้วเริ่มตรวจให้คะแนนตัวเอง
พอมีเฉลยให้เทียบ การตรวจข้อสอบก็เป็นไปอย่างรวดเร็ว
และเมื่อรวมคะแนนทุกวิชาเข้าด้วยกัน ถึงแม้หวังตงไหลจะพอเดาเอาไว้แล้ว แต่เขาก็ยังอดตกใจไม่ได้
คะแนนของแต่ละวิชามีดังนี้: ภาษาจีน 87, คณิตศาสตร์ 16, ภาษาอังกฤษ 46, การเมือง 51, ประวัติศาสตร์ 47, ภูมิศาสตร์ 34
รวมคะแนนทั้งหมด 281 คะแนน ไม่ถึงสามร้อยด้วยซ้ำ
คะแนนนี้ น้อยกว่าคะแนนในชาติก่อนของเขาเป็นร้อยคะแนนเลยทีเดียว
ขณะที่หวังตงไหลกำลังรวมคะแนนแต่ละวิชา หวงเฉิงก็แกล้งทำทีเป็นหันมามองอย่างไม่ได้ตั้งใจ พอเขาชำเลืองเห็นคะแนนรวมที่เพิ่งรวมเสร็จ สีหน้าของเขาก็ฉายแววตกใจออกมา
"ไม่จริงน่า ข้อสอบชุดนี้มันยากขนาดนั้นเลยเหรอ?"
"คะแนนของนายมันแทบจะเท่าของฉันอยู่แล้วนะ มันไม่น่าจะเป็นไปได้สิ!"
"หรือว่าเมื่อก่อนตอนสอบนายแอบลอกคนอื่นมา นี่ถึงจะเป็นฝีมือที่แท้จริงของนาย?"
ไม่รู้ทำไม พอได้ยินคำพูดสองประโยคนี้ของหวงเฉิง ความรู้สึกหงุดหงิดในใจของหวังตงไหลก็ปลิวหายไปจนหมดสิ้น และถูกแทนที่ด้วยความรู้สึกขบขันแทน
เขาไม่ยักรู้มาก่อนเลยว่าเพื่อนร่วมโต๊ะของเขาคนนี้จะมีมุมแบบนี้ด้วย นี่มันสไตล์ยัยตัวร้ายในคราบแม่พระในยุคหลังๆ ชัดๆ
น่าเสียดายที่เป็นไอ้อ้วนหน้าสิว
"ใช่ๆๆ นายดูออกด้วยเก่งจังเลย!"
หวังตงไหลขี้เกียจต่อล้อต่อเถียงกับหวงเฉิงให้เปลืองน้ำลาย จึงตอบส่งๆ ไปสองสามคำ แล้วหันมาวิเคราะห์คะแนนของตัวเองต่อ
วิชาภาษาจีน เขายังพอมีพื้นฐานเดิมอยู่บ้าง เลยยังพอทำคะแนนให้คาบเส้นผ่านเกณฑ์ได้ ไม่น่าเป็นห่วงเท่าไหร่ในตอนนี้
วิชาภาษาอังกฤษก็เหมือนกัน ขอแค่จำคำศัพท์ให้ได้ แล้วไปทบทวนพวกไวยากรณ์อีกนิดหน่อย การจะสอบให้ผ่านก็ไม่ใช่เรื่องยาก
ส่วนวิชาการเมือง ประวัติศาสตร์ และภูมิศาสตร์ก็อาศัยหลักการเดียวกัน คือต้องเน้นการท่องจำให้มากๆ
มีเพียงวิชาคณิตศาสตร์เท่านั้น ที่ต่อให้จำสูตรได้ก็ไม่มีประโยชน์อะไร ถ้าไม่เข้าใจหลักการและนำไปประยุกต์ใช้ไม่ได้
ด้วยประสบการณ์การทำงานในยุคหลัง เพียงไม่กี่นาที หวังตงไหลก็ค้นพบจุดที่เขาต้องโฟกัสเป็นพิเศษในตอนนี้
สุดสัปดาห์นี้จะมีการสอบวัดระดับ ซึ่งเป็นการสอบย่อยครั้งแรกของเขา ถ้าครั้งนี้หวังตงไหลทำคะแนนได้ต่ำเกินไป มันจะไม่เป็นผลดีต่อการดันคะแนนให้พุ่งปรี๊ดในภายหลัง
ดังนั้น ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ในครั้งนี้เขาต้องดึงคะแนนให้กลับมาอยู่ในระดับเดิมให้ได้
นั่นหมายความว่า ภายในเวลาไม่กี่วันนี้ หวังตงไหลต้องเพิ่มคะแนนของตัวเองให้ได้อย่างน้อยหกสิบเจ็ดสิบคะแนน
เฉลี่ยแล้วก็ต้องเพิ่มให้ได้วันละสิบกว่าคะแนน
สายตากวาดมองไปที่หกวิชา หวังตงไหลกำลังใช้ความคิดว่าจะเอาความหวังไปฝากไว้ที่วิชาไหนดี
เพียงชั่วครู่ หวังตงไหลก็ตัดสินใจได้
วิชาสายศิลป์รวม!
เมื่อผสานเข้ากับระบบยอดนักอ่านในตัวหวังตงไหล การอ่านสามวิชานี้ในระยะเวลาสั้นๆ จะสามารถปั่นคะแนนให้พุ่งพรวดได้อย่างรวดเร็ว
...
หอพักหญิง 507
"เอ๊ะ กัวซิง วันนี้ทำไมเธอถึงกลับมาเร็วนักล่ะ?"
เฉินเมิ่งนีเห็นกัวซิงผลักประตูเดินเข้ามา ก็อดไม่ได้ที่จะถามด้วยความสงสัย
พูดจบ เธอก็หยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาดูเวลา "นี่ยังไม่ถึงห้าทุ่มเลยนะ!"
กัวซิงได้ยินดังนั้นก็กรอกตาบนเบาๆ ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงไม่สบอารมณ์ว่า "ญาติฉันมาเยี่ยมเยียนน่ะสิ คืนนี้เลยต้องพักผ่อนให้เยอะๆ"
ไม่รอให้เฉินเมิ่งนีพูดอะไรต่อ กัวซิงก็กลอกตาไปมา แล้วเอ่ยปากถามต่อว่า "จริงสิ ฉันขอถามอะไรเธอหน่อยได้ไหม?"
เพื่อนร่วมห้องอีกสี่คนในหอ 507 ก็แอบหยุดมือจากสิ่งที่กำลังทำอยู่ แล้วเงี่ยหูฟังอย่างเงียบๆ
เฉินเมิ่งนีไม่ได้คิดอะไรมาก จึงโบกมือแล้วตอบว่า "ถามมาสิ"
"เธอตกลงคบกับหวังตงไหลแล้วใช่ไหม?" ประโยคที่หลุดออกมาจากปากกัวซิง ทำให้เด็กสาวอีกสี่คนรู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาทันที
"ทำไมเธอถึงถามแบบนั้นล่ะ?"
เฉินเมิ่งนีไม่ได้รีบตอบรับหรือปฏิเสธ แต่กลับตั้งคำถามกลับ
"ก็ง่ายนิดเดียว สองวันมานี้ท่าทางของหวังตงไหลไม่เหมือนเมื่อก่อนเลย เมื่อคืนเขาเป็นคนสุดท้ายที่ออกจากห้องเรียน แถมเมื่อเช้าก็ยังเป็นผู้ชายที่มาถึงห้องเรียนเป็นคนแรกอีก"
"ถ้าไม่ได้กำลังคบกับเธอ แล้วตกลงกันว่าจะสอบเข้ามหา'ลัยเดียวกัน เขาจะตั้งใจอ่านหนังสือขนาดนี้ได้ยังไง"
"บอกมาเร็วๆ พวกเธอสองคนวางแผนจะไปสอบเข้ามหา'ลัยไหนกัน?"
กัวซิงพูดมาถึงตรงนี้ น้ำเสียงก็เจือไปด้วยความอยากรู้อยากเห็นและตื่นเต้น แววตาของเธอจับจ้องไปที่เฉินเมิ่งนีเขม็ง
"ใช่ๆ สองวันนี้หวังตงไหลทำตัวเหมือนโดนกาวติดไว้ที่เก้าอี้เลย ไม่ขยับเขยื้อนไปไหน เอาแต่นั่งอ่านหนังสืออยู่ตรงนั้น"
"พลังแห่งความรักนี่มันช่างยิ่งใหญ่จริงๆ น้า!"
"เล่ามาเร็วเข้า พวกเธอตกลงกันไว้ยังไง แล้วไปตกลงคบกันตั้งแต่ตอนไหนเนี่ย?"
หญิงสาวทั้งสี่คนที่อยู่รอบๆ ต่างพากันรุมล้อมเฉินเมิ่งนี แล้วส่งเสียงถามกันเจี๊ยวจ๊าว
เฉินเมิ่งนีได้ยินแล้วก็รู้สึกปวดหัวตึบ รีบโบกไม้โบกมือปฏิเสธเป็นพัลวัน "ไม่มีเรื่องแบบนั้นสักหน่อย!"
"ฉันกับหวังตงไหลไม่ได้มีอะไรเกินเลยกัน เราไม่ได้เป็นอะไรกันเลย เราเป็นแค่เพื่อนร่วมชั้นกัน ไม่ได้คบกัน แล้วก็ไม่ได้นัดแนะจะไปเข้ามหา'ลัยเดียวกันด้วย!"
"ที่เขากลับมาตั้งใจเรียนในช่วงสองวันนี้ มันไม่เกี่ยวอะไรกับฉันเลย พวกเธออย่าไปพูดจาเหลวไหลสิ!"
คำพูดนี้เปล่งออกมา ก็เรียกเสียงคัดค้านจากสาวๆ ทั้งสี่คนทันที
"เลิกเถียงเถอะน่า คนทั้งห้องใครๆ ก็รู้ว่าหวังตงไหลแอบชอบเธอ!"
"ใช่ๆ พวกเรายังนึกว่าเขาจะไม่กล้าสารภาพรักกับเธอซะอีก ไม่คิดเลยนะว่าเขาจะมาบอกรักเอาในช่วงโค้งสุดท้ายแบบนี้"
"พวกเราก็อยู่หอเดียวกันแท้ๆ บอกพวกเรามาเถอะ พวกเราไม่เอาไปพูดต่อหรอกน่า"
"เร็วๆ สิ เล่าให้พวกเราฟังหน่อยนะ เมิ่งนี!"
ตอนนี้เฉินเมิ่งนีรู้สึกเสียใจอย่างสุดซึ้ง ไม่น่าไปแซวกัวซิงเลยจริงๆ
ตอนแรกแค่ตั้งใจจะหยอกล้อกัวซิงเล่นๆ ไม่คิดเลยว่าไฟจะลามมาติดตัวเองแบบนี้
"นี่สาวๆ เลิกพูดจาเพ้อเจ้อกันได้แล้ว พวกเราอยู่หอเดียวกัน กินข้าวก็ยังกินด้วยกัน ฉันจะเอาเวลาที่ไหนไปมีความรัก พวกเธอก็เห็นๆ กันอยู่นี่นา เพราะงั้นเลิกพูดเรื่องพวกนี้ได้แล้ว"
"ช่วงเวลาสุดท้ายนี้ เรามาโฟกัสเรื่องเรียนกันดีกว่านะ อีกแค่ 97 วันก็จะสอบเข้ามหา'ลัยแล้ว แถมสัปดาห์นี้ยังมีสอบอีก"
พอเฉินเมิ่งนีพูดจบ สาวๆ ทั้งสี่คนที่รุมล้อมเธออยู่ก็ค่อยๆ สลายตัวไป
ไม่ใช่เพราะเฉินเมิ่งนีพูดเรื่องนับถอยหลังการสอบเข้ามหาวิทยาลัยหรอกนะ แต่เป็นเพราะพวกเธอฟังออกว่า การเปลี่ยนแปลงของหวังตงไหลมันไม่ได้เกี่ยวกับเฉินเมิ่งนีจริงๆ
ในเมื่อไม่มีเรื่องซุบซิบให้ตามสืบ ไม่มีเรื่องสนุกๆ ให้ดู พวกเธอก็เลยแยกย้ายไปทำธุระของตัวเอง
กัวซิงเองก็รู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย แต่ก็แค่แป๊บเดียวเท่านั้น
ทว่าภายในใจของกัวซิง กลับมีความรู้สึกอยากเอาชนะก่อตัวขึ้นมา เธอตั้งปณิธานกับตัวเองเงียบๆ ว่า พรุ่งนี้เช้าจะต้องตื่นมาอ่านหนังสือให้เช้ากว่านี้ให้ได้
(จบแล้ว)