- หน้าแรก
- มือปราบผีสายโหด โหมดทำดาวโรงเรียนขวัญผวา
- บทที่ 3: กรมพิทักษ์
บทที่ 3: กรมพิทักษ์
บทที่ 3: กรมพิทักษ์
"หัวหน้าฝ่ายวิชาการ ที่พูดแบบนั้นหมายความว่ายังไง? คำสาปผีเหรอ?"
หลี่จวิ้นเฟยโพล่งถามออกไปโดยไม่รู้ตัว
แม้คนอื่นๆ จะไม่ได้เอ่ยถาม แต่สายตาของพวกเขาก็ไม่ต่างจากหลี่จวิ้นเฟยเลย
เมื่อสัมผัสได้ถึงสายตาทุกคู่ที่จ้องมองมา ลู่เหลียนเสวี่ยก็ยกมือขาวเรียวขึ้นนวดขมับแล้วถอนหายใจยาว
"มันคือคำสาปผี พวกนายทุกคนโดนผีสาปเข้าแล้ว รอยมือเลือดนั่นก็คือคำสาปที่มันทิ้งไว้บนตัวพวกนาย"
พอพูดถึงผี หัวใจของทุกคนก็กระตุกวูบ ร่างกายของพวกเขาเกร็งสั่นขึ้นมาตามสัญชาตญาณอย่างไม่มีข้อยกเว้น ความหวาดกลัวสุดขีดตีตื้นขึ้นจากก้นบึ้งของหัวใจและลุกลามไปทั่วร่างอย่างรวดเร็ว
"หัวหน้า... เธออย่าล้อเล่นสิ เรื่องนี้ไม่ตลกเลยนะ นี่คือคำสาปผีงั้นเหรอ? ผะ... ผีมีอยู่จริงที่ไหนกัน?"
หลี่จวิ้นเฟยฝืนยิ้มแหย เป็นรอยยิ้มที่ดูน่าเกลียดยิ่งกว่าตอนร้องไห้เสียอีก
พอพูดจบประโยค อย่าว่าแต่คนอื่นเลย แม้แต่ตัวเขาเองยังไม่เชื่อคำพูดของตัวเองด้วยซ้ำ
สถานการณ์ทุกอย่างในตอนนี้มันอยู่เหนือขอบเขตที่วิทยาศาสตร์จะอธิบายได้ มันหลุดโลกไปไกลลิบ และมีเพียงคำว่า 'ผีมีจริง' เท่านั้นที่พอจะตอบคำถามเหล่านี้ได้
แต่ถึงอย่างนั้น ทุกคนรวมถึงหลี่จวิ้นเฟยก็ยังไม่อยากจะเชื่อเรื่องผีอยู่ดี
เพราะแค่คิดว่าจะต้องเผชิญหน้ากับผี หลี่จวิ้นเฟยและคนอื่นๆ ก็รู้สึกสิ้นหวังแล้ว ภาพฉากสยองขวัญในหนังผีที่เคยดูผุดขึ้นมาในหัวอย่างห้ามไม่ได้ ทั้งฉากที่ผีฉีกร่างคนเป็นชิ้นๆ กัดกินจนตาย และอีกสารพัดความสยดสยอง
พวกเขายังนึกไปถึงตำนานพื้นบ้านเกี่ยวกับภูตผีปีศาจอีกด้วย
ทั้งในหนังและตำนานพื้นบ้าน แม้จะมีการพรรณนาถึงผีไว้หลากหลายรูปแบบ แต่สิ่งหนึ่งที่เหมือนกันก็คือ ผีไม่ใช่สิ่งที่คนธรรมดาจะรับมือได้เลย ร้อยทั้งร้อยเวลาที่คนธรรมดาเจอผี จุดจบก็มีเพียงทางเดียวเท่านั้น... ตายอย่างอนาถ!
ลู่เหลียนเสวี่ยพยักหน้า
"ผีมีอยู่จริงบนโลกใบนี้ ความจริงพวกนายก็รู้ดีอยู่แก่ใจ สิ่งที่เกิดขึ้นตอนนี้ นอกจากโดนผีหลอกแล้วก็ไม่มีคำอธิบายอื่นอีก"
"ส่วนเรื่องที่ว่านี่เป็นการกลั่นแกล้งหรือเปล่า..."
"พวกนายคิดว่ามันเหมือนการแกล้งกันไหมล่ะ? ท้องฟ้ายามค่ำคืนที่แดงฉานเหมือนเลือดแบบนั้น ฝีมือมนุษย์สร้างขึ้นมาได้เหรอ?"
"บานหน้าต่างพวกนั้นอาจจะเป็นจอแอลซีดีที่ฉายภาพท้องฟ้าอยู่ก็ได้นี่?" หลี่จวิ้นเฟยลองเสนอความเป็นไปได้
แต่ลู่เหลียนเสวี่ยกลับส่ายหน้า
"เมื่อคืนพวกเราบางคนยังนั่งอ่านหนังสือกันอยู่ที่นี่เลย นายคิดว่าจะมีใครสามารถเดินสายไฟและเปลี่ยนหน้าต่างทุกบานเป็นจอแอลซีดีได้ภายในเวลาไม่ถึงคืนโดยที่พวกเราไม่รู้ตัวอย่างนั้นเหรอ?"
เมื่อ 'ความหวัง' สุดท้ายพังทลายลง ภายในห้องเรียนก็ตกอยู่ในความเงียบงัน
เป็นความเงียบที่น่าอึดอัดจนแทบหายใจไม่ออก
บนใบหน้าของแทบทุกคนเต็มไปด้วยความกระวนกระวายและตื่นตระหนก
หากไม่ใช่เพราะตอนนี้มีคนอยู่รวมกันกว่าห้าสิบชีวิต ซึ่งจำนวนคนที่มากขนาดนี้พอจะให้ความรู้สึกอุ่นใจได้บ้างล่ะก็ ป่านนี้คงมีคนกรีดร้องและร้องไห้โฮออกมาแล้ว
แต่ก็ใช่ว่าทุกคนจะหวาดกลัว ยังมีข้อยกเว้นอยู่อีกสองคน
ใบหน้าสะสวยของลู่เหลียนเสวี่ยยังคงเยือกเย็นและสงบนิ่งเช่นเคย ราวกับว่าเธอไม่ได้หวาดกลัวการเจอผีเลยแม้แต่น้อย
ในสายตาของหลี่จวิ้นเฟยและคนอื่นๆ ลู่เหลียนเสวี่ยคือหัวหน้าฝ่ายวิชาการและเป็นถึงเทพธิดาประจำโรงเรียน
ทว่านอกจากฐานะนี้แล้ว เธอยังเป็นนักพรตเต๋าอีกด้วย
เธอมาจากสำนักเต๋าแห่งเขาหลงหู เป็นศิษย์รุ่นที่ 63 ของเขาหลงหู ในอนาคต เธอยังถูกวางตัวให้สืบทอดสายวิชาเต๋าแห่งเขาหลงหู และจะกลายเป็นเจ้าสำนักรุ่นที่ 64
ขณะเดียวกัน เธอก็ยังเป็นสมาชิกของหน่วยงานภาครัฐแห่งต้าเซี่ยในปัจจุบัน ซึ่งก็คือหน่วยผู้พิทักษ์มรรคา
ในฐานะสมาชิกของหน่วยผู้พิทักษ์มรรคาที่เชี่ยวชาญด้านการจัดการกับภูตผีปีศาจ ลู่เหลียนเสวี่ยเคยปะทะกับผีมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน แล้วเธอจะกลัวได้อย่างไร?
เทียบกับการเจอผีแล้ว สิ่งที่ทำให้ลู่เหลียนเสวี่ยหนักใจมากกว่าก็คือ เธอไม่คาดคิดเลยว่าพิธีเรียกผีสี่มุมของโจวผิงอวิ๋นจะดึงดูดผีที่มีแดนผีมาได้
แม้ว่าตอนนี้พวกเขาจะดูเหมือนอยู่ในห้องเรียน แต่ความจริงแล้วพวกเขากำลังติดอยู่ในแดนผีของผีตนนั้นต่างหาก
ท้องฟ้ายามค่ำคืนสีเลือดนอกหน้าต่างนั่นคือหลักฐานชั้นดี
และนี่ก็หมายความว่า... เธอไม่สามารถปราบผีอย่างลับๆ ได้อีกต่อไป เพราะทุกคนถูกดึงเข้ามาในแดนผีและโดนผีสาปไปแล้ว
ต้องเข้าใจก่อนว่า เพื่อป้องกันไม่ให้ประชาชนแตกตื่น รัฐมักจะจัดการกับพวกผีอย่างลับๆ มาโดยตลอด เพื่อไม่ให้คนธรรมดาล่วงรู้ถึงการมีอยู่ของผีบนโลกใบนี้
ในวินาทีนี้ ลู่เหลียนเสวี่ยรู้ดีว่าคงไม่สามารถปิดบังความจริงเรื่องผีจากทุกคนได้อีกต่อไป
เธอตัดสินใจปฏิบัติตามกฎข้อที่เก้าของหน่วยผู้พิทักษ์มรรคา ซึ่งระบุไว้ว่า หากคนธรรมดาเผชิญหน้ากับผี และเจ้าหน้าที่หน่วยผู้พิทักษ์มรรคาไม่สามารถแก้ไขสถานการณ์ได้ในทันที จะต้องเปิดเผยความจริง เพื่อป้องกันไม่ให้คนธรรมดาตกเป็นเหยื่อของผีโดยไม่รู้ตัว
เธอกวาดสายตามองทุกคน สังเกตสีหน้าของแต่ละคน
ทันใดนั้น เมื่อสายตาของลู่เหลียนเสวี่ยไปหยุดอยู่ที่จางเหว่ย เธอก็ชะงักไป
"หืม?"
เธอสังเกตเห็นว่าคนอื่นๆ รอบตัวต่างหวาดกลัวที่เจอผี บนใบหน้ามีแต่ความตื่นตระหนกและหวาดผวาในระดับที่ต่างกันไป ทว่าจางเหว่ยกลับไม่เป็นเช่นนั้น
เขาไม่เพียงแต่ทำตัวเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น มองซ้ายมองขวาด้วยความอยากรู้อยากเห็นเหมือนเด็กน้อยเท่านั้น แต่เธอยัง... ลู่เหลียนเสวี่ยไม่แน่ใจว่าตัวเองตาฝาดไปหรือเปล่า แต่เมื่อครู่เธอคิดว่าเห็นแววตาของจางเหว่ยเป็นประกายตื่นเต้นพาดผ่าน
เจอผีเนี่ยนะ แล้วเขายังตื่นเต้นได้อีกเหรอ?
ลู่เหลียนเสวี่ยถึงกับอึ้ง
หมอนี่หน้าหนาเกินไป หรือว่าประสาทกลับกันแน่?
เธอไม่ได้เก็บมาคิดให้รกสมองนานนัก เรื่องเร่งด่วนที่สุดในตอนนี้คือต้องอธิบายสถานการณ์ให้ทุกคนฟัง
จากนั้น ลู่เหลียนเสวี่ยก็เอ่ยปาก เปิดเผยข้อเท็จจริงบางอย่างเกี่ยวกับผี
"ถึงนอกหน้าต่างจะดูน่ากลัว แต่ความจริงแล้วท้องฟ้าไม่ได้กลายเป็นสีแดงหรอกนะ"
"พวกเราแค่ถูกดึงเข้ามาในแดนผีของผีตนนั้น"
"ฉันคิดว่าทุกคนน่าจะรู้จักคำว่า 'ผีบังตา' ใช่ไหม? อย่างเช่นเวลาเดินอยู่บนถนนมืดๆ แล้วหาทางออกไม่ได้ หรือเดินวนเวียนอยู่ที่เดิมซ้ำแล้วซ้ำเล่าออกไปไหนไม่ได้ นั่นแหละคือผีบังตา"
"และผีบังตาก็คือระดับต่ำสุดของแดนผีนี่แหละ"
"พวกนายจะเข้าใจว่าแดนผีคืออาณาเขตของผีก็ได้ ตอนนี้พวกเรากำลังอยู่ในอาณาเขตของมัน"
นอกจากนี้ เธอยังอธิบายเรื่องรอยมือเลือดด้วย
นี่คือคำสาปผี พูดง่ายๆ ก็คือผีได้หมายหัวพวกเขากำหนดตราประทับเอาไว้ ตราบใดที่รอยมือเลือดนี้ยังอยู่ ผีก็จะตามมาล่าและฆ่าพวกเขาทิ้ง
เมื่อได้รับรู้สถานการณ์ ทุกคนก็แตกตื่นกันไปใหญ่
"หัวหน้า เธอรู้เรื่องผีเยอะขนาดนี้ เธอพาพวกเราออกไปจากแดนผีนี่ได้ไหม? ถ้าทำได้ฉันเลี้ยงข้าวทุกคนเลยเอ้า"
เพื่อนคนหนึ่งที่เป็นหัวหน้าห้องรีบพุ่งเข้าไปหา สีหน้าเต็มไปด้วยความเว้าวอน
คนอื่นๆ ก็มองมาด้วยความหวังเช่นกัน
ลู่เหลียนเสวี่ยส่ายหน้าอย่างรู้สึกผิด
"ถ้าแดนผีนี่ครอบคลุมแค่ในห้องเรียน ฉันก็พอจะพาพวกนายออกไปได้ แต่ผีตนนี้กางอาณาเขตครอบคลุมตึกเรียนไปเกือบครึ่ง ซึ่งมันเกินกำลังที่ฉันจะจัดการได้ ฉันทำได้แค่รับประกันความปลอดภัยให้พวกนายชั่วคราวเท่านั้น"
"แต่ไม่ต้องตื่นตระหนกไปนะ จะมีคนมาช่วยพวกเราแน่ ฉันติดต่อเพื่อนๆ ไว้แล้ว"
"พวกเขากำลังเดินทางมา น่าจะถึงในอีกไม่ช้า"
เมื่อรู้ว่าออกไปไม่ได้ สถานการณ์ก็วุ่นวายขึ้นมาทันที คนที่มีสติย่อมสัมผัสได้ว่าความหวาดระแวงของทุกคนกำลังทวีความรุนแรงขึ้น ถึงแม้ลู่เหลียนเสวี่ยจะบอกว่ามีคนกำลังมาช่วย แต่ใครจะรับประกันได้ล่ะว่าผีจะไม่ฆ่าพวกเขาทิ้งก่อนที่ความช่วยเหลือจะมาถึง?
หัวหน้าห้องถึงขั้นพุ่งเข้าไปกระชากคอเสื้อโจวผิงอวิ๋น
"ไอ้เวรเอ๊ย! เป็นความผิดของแกคนเดียวเลย! ถ้าแกไม่ย้ายเข้ามา พวกเราจะเจอผีได้ยังไงฮะ?"
พวกอารมณ์ร้อนบางคนก็ปรี่เข้าไปสมทบ หวังจะลงไม้ลงมือกับโจวผิงอวิ๋นด้วย
ในขณะนั้น โจวผิงอวิ๋นยังคงอยู่ในอาการเพ้อคลั่ง ปากก็พร่ำบ่นประโยคเดิมๆ ซ้ำไปซ้ำมาว่า "มันมาแล้ว อย่ามาหาฉันนะ"
คนที่ไม่โง่ย่อมปะติดปะต่อเรื่องราวได้ จากสิ่งที่จางเหว่ยพูดก่อนหน้านี้ ข่าวลือที่หลี่จวิ้นเฟยเอามาบอก และคำพูดของโจวผิงอวิ๋น เห็นได้ชัดเลยว่าการที่พวกเขาต้องมาเจอผีแบบนี้ มีความเกี่ยวข้องกับโจวผิงอวิ๋นอย่างแยกไม่ออก
ยิ่งไปกว่านั้น พวกเขายังคาดเดาว่าเหตุการณ์สารเคมีรั่วไหลที่มหาวิทยาลัยครุศาสตร์ฟู่ตง ก็คงเป็นฝีมือของผีด้วยเช่นกัน
ทันทีที่คิดได้แบบนี้ อารมณ์ของทุกคนก็ระเบิดออกทันที ความหนาวเหน็บแล่นปราดจากปลายเท้าพุ่งปรี้ดขึ้นสู่กระหม่อม หลายคนหน้าซีดเผือดด้วยความตกใจ หวาดกลัวจนตัวสั่นเทาอย่างควบคุมไม่ได้
นั่นมันตั้ง 116 ชีวิตเลยนะ!
แค่คืนเดียว ทุกคนถูกผีฆ่าตายหมดเลยเนี่ยนะ!?
ความหวาดผวาแพร่กระจายราวกับโรคระบาดในวินาทีนี้ ซึมลึกเข้าไปในจิตใจของทุกคนอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ทุกคนแตกตื่นจนไม่สามารถรักษาสติไว้ได้อีกต่อไป
และเมื่อคนเราหวาดกลัวถึงขีดสุด พวกเขามักจะหาที่ระบายเสมอ และโจวผิงอวิ๋นก็กลายเป็นกระโถนรองรับอารมณ์นั้น
ใครใช้ให้เขาเป็น 'ต้นเหตุ' ของเรื่องนี้ล่ะ?
ลู่เหลียนเสวี่ยเข้าไปห้ามหัวหน้าห้องและคนอื่นๆ
"ใจเย็นๆ ก่อนทุกคน โจวผิงอวิ๋นเล่นพิธีเรียกผีสี่มุมจนเรียกผีมาก็จริง แต่ผีที่เราเจอตอนนี้อาจจะไม่ได้เป็นผีตนเดียวกันก็ได้..."
ยังไม่ทันที่เธอจะพูดจบ โจวผิงอวิ๋นที่กำลังตื่นตระหนกก็ทึ้งหัวตัวเองพลางพูดด้วยน้ำเสียงหวาดผวา
"ผีตนนั้นแหละ ไม่ผิดแน่ หลินเฟิงกับคนอื่นๆ ก็ถูกมันฆ่าตายหมด"
"หลินเฟิงกับทุกคนก็มีรอยมือเลือดบนมือเหมือนกัน พวกเขาถึงได้ตายกันหมด ตอนนี้ผีตนนั้นกำลังมาหาฉันแล้ว"
พูดจบ โจวผิงอวิ๋นก็ถูรอยมือเลือดบนแขนของตัวเองอย่างบ้าคลั่ง พยายามจะเช็ดมันออกเพื่อไม่ให้ผีตามมาหาเขา
ทว่าแม้เขาจะใช้เล็บขูดผิวหนังจนเลือดซิบ รอยมือเลือดก็ยังคงติดแน่นทนนานราวกับหนอนเกาะกระดูกเน่า ไม่อาจลบเลือน ราวกับถูกประทับตรึงฝังรากลึกเข้าไปในเนื้อหนัง
ภาพที่เห็นทำเอาทุกคนขวัญผวา
"ฉันไม่อยากตายที่นี่!"
"หัวหน้าฝ่ายวิชาการ เธอรู้เรื่องผีตั้งเยอะ เธอต้องมีวิธีพาฉันออกไปแน่ๆ! ได้โปรดคิดหาทางทีเถอะ!"
"ใครก็ได้ช่วยพวกเราที?"
นักเรียนหญิงบางคนที่สภาพจิตใจอ่อนแอพากันร้องไห้จ้าด้วยความกลัว นั่งยองๆ สะอื้นไห้อย่างควบคุมไม่ได้
เสียงร้องไห้ของพวกเธอดังก้องอยู่ในหูของทุกคน ยิ่งตอกย้ำความแตกตื่นให้ทวีคูณ
ลู่เหลียนเสวี่ยถอนหายใจอย่างจนปัญญา
เธอคาดการณ์ปฏิกิริยาของคนธรรมดาเวลาเจอผีไว้แล้ว แต่ไม่นึกเลยว่าสภาพจิตใจของโจวผิงอวิ๋นจะพังทลายลงขนาดนี้ เธอทำได้เพียงพยายามบอกทุกคนอย่างสุดความสามารถว่าอย่าเพิ่งตื่นตระหนก ให้รวมกลุ่มกันไว้ พลังหยางของคนหมู่มากจะช่วยยับยั้งไม่ให้ผีลงมือในทันทีได้
ภายใต้ความหวาดกลัวสุดขีด หัวหน้าห้องก็ไม่มีกะจิตกะใจจะไปเอาเรื่องโจวผิงอวิ๋นอีกต่อไป สภาพของโจวผิงอวิ๋นในตอนนี้ดูน่ากลัวจนแทบจะเหมือนผีเสียเอง
เขาหันกลับมาขอร้องลู่เหลียนเสวี่ย
"หัวหน้า ถ้าพาพวกเราออกไปไม่ได้ อย่างน้อยช่วยลบรอยมือเลือดนี่ออกให้หน่อยได้ไหม?"
ทุกคนหันขวับมามองเป็นตาเดียว
จริงด้วยสิ ถ้าพาออกไปไม่ได้ การลบรอยมือเลือดออกก็น่าจะได้ผลเหมือนกันนี่นา โจวผิงอวิ๋นเพิ่งบอกเองไม่ใช่เหรอว่าผีจะตามล่าคนที่มีรอยมือเลือด? ถ้ารอยหายไป มันก็หาพวกเขามีไม่เจอแล้วไม่ใช่เหรอ?
ในเวลานี้ ทุกคนต่างเข้าตาจน
พวกเขากรูเข้ามารุมล้อมลู่เหลียนเสวี่ย เพื่อนร่วมชั้นบางคนถึงกับร้องไห้คุกเข่าอ้อนวอนขอให้เธอช่วย
"ฉันขอโทษนะ"
ลู่เหลียนเสวี่ยถอนหายใจ
"ฉันลบรอยมือเลือดให้ไม่ได้หรอก นี่เป็นคำสาปผี มันลบออกด้วยวิธีธรรมดาอย่างการใช้ผ้าเช็ดหรือน้ำลายไม่ได้หรอกนะ"
"วิธีลบรอยมือเลือดมีแค่สองวิธีเท่านั้น"
"หนึ่งคือใช้ของวิเศษในการลบ อย่างเช่นยันต์หรือน้ำมนต์"
"ส่วนอีกวิธีคือต้องฆ่าผีที่เป็นคนร่ายคำสาปรอยมือเลือดทิ้งซะ"
ขณะที่พูด ลู่เหลียนเสวี่ยก็แตะกระเป๋าเสื้อของเธอ ความจริงแล้วเธอพกยันต์ติดตัวมาด้วย ในฐานะนักพรตเต๋าจากเขาหลงหู เธอจะไม่มีอุปกรณ์ปราบผีติดตัวมาได้อย่างไร? แต่จำนวนยันต์ที่มีก็พอแค่ลบรอยมือเลือดให้คนได้บางส่วนเท่านั้น ในขณะที่คนตรงนี้มีตั้งกว่าห้าสิบคน
เธอรู้ดีว่าทันทีที่หยิบยันต์ออกมา ความกลัวตายจะทำให้ไม่มีใครในที่นี้เสียสละพอที่จะยอมสละโอกาสในการลบรอยมือเลือดของตัวเองแน่ๆ จะต้องเกิดการแย่งชิงกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และสถานการณ์จะยิ่งวุ่นวายหนักเข้าไปอีก แทนที่จะเป็นแบบนั้น สู้ไม่หยิบออกมา แล้วเก็บไว้ใช้รับมือกับผีทีหลังจะดีกว่า
"ไม่มีทางอื่นแล้วจริงๆ เหรอหัวหน้า?"
นักเรียนหญิงคนหนึ่งถามเสียงสั่นเครือ หวาดกลัวจนกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่
หัวหน้าห้องพูดโพล่งขึ้นมาบ้าง
"อ้อ จริงสิ! แล้วฉี่เด็กผู้ชายบริสุทธิ์ล่ะ? พวกเราในนี้ต้องมีคนซิงอยู่แน่ๆ ในหนังกับตำนานเขาก็บอกไม่ใช่เหรอว่าฉี่เด็กผู้ชายบริสุทธิ์เป็นอาวุธชั้นดีในการสู้กับผีน่ะ?"
ลู่เหลียนเสวี่ยส่ายหน้า
"ไม่มีประโยชน์หรอก ฉี่เด็กผู้ชายบริสุทธิ์เป็นอาวุธปราบผีชั้นเยี่ยมก็จริง แต่นั่นมันเอาไว้ใช้สู้กับผี ไม่ได้เอาไว้แก้คำสาปผีสักหน่อย..."
ระหว่างที่เธอกำลังพูด หางตาของเธอก็เหลือบไปเห็นบางอย่างที่ทำเอาเธอหมดคำจะพูดในทันที เธอหันไปมองทางจางเหว่ย
จางเหว่ยหยิบยางลบบนโต๊ะขึ้นมาถูกับรอยมือเลือดบนแขนของตัวเอง
ต่อให้เป็นคนโง่ก็ยังดูออกว่าจางเหว่ยกำลังใช้ยางลบพยายามจะลบรอยมือเลือดออก
พอเห็นแบบนั้น ลู่เหลียนเสวี่ยก็ถึงกับถอนหายใจหน่ายๆ
"จางเหว่ย ฉันก็บอกอยู่ว่าวิธีธรรมดามันลบรอยมือเลือดไม่ได้หรอก นายเอายางลบมาลบ... หืม??????"
ยังพูดไม่ทันจบประโยค ลู่เหลียนเสวี่ยก็เบิกตากว้างชะงักงัน ด้วยสีหน้าราวกับเห็นผี
ไม่ใช่แค่เธอหรอก ทุกคนที่ได้ยินสิ่งที่ลู่เหลียนเสวี่ยพูด ต่างก็หันไปมองจางเหว่ยเป็นตาเดียว
ในวินาทีนี้ พวกเขาก็อึ้งจนตาค้างไปตามๆ กัน ไม่ต่างจากลู่เหลียนเสวี่ยเลย
"เชี่ยเอ๊ย?! มันลบออกด้วยเหรอวะ?!"
ท่ามกลางสายตาทุกคู่ที่จ้องมองมา จางเหว่ยหยิบยางลบที่ใช้ไปแล้วครึ่งก้อนบนโต๊ะขึ้นมา
เขาถูกูดมันลงบนรอยมือเลือดบนแขน ราวกับกำลังลบรอยดินสอ
และเมื่อขี้ยางลบร่วงหล่น มุมหนึ่งของรอยมือเลือดก็เลือนหายไป...