- หน้าแรก
- กวีพลิกโลก ท่วงทำนองไร้พ่าย
- บทที่ 411 นักอ่านโดนปู้ย่ำปู้ยีจนยับเยิน ถึงขั้นจะเอาชีวิตหวังเซวียน
บทที่ 411 นักอ่านโดนปู้ย่ำปู้ยีจนยับเยิน ถึงขั้นจะเอาชีวิตหวังเซวียน
บทที่ 411 นักอ่านโดนปู้ย่ำปู้ยีจนยับเยิน ถึงขั้นจะเอาชีวิตหวังเซวียน
บทที่ 411 นักอ่านโดนปู้ย่ำปู้ยีจนยับเยิน ถึงขั้นจะเอาชีวิตหวังเซวียน
เมื่อได้เห็นยอดขายอัลบั้ม 'เทพนิยาย' เห็นหวังเซวียนยึดพื้นที่ข่าวหน้าหนึ่งทุกวี่ทุกวัน บริษัทบันเทิงหลายแห่งก็เริ่มรู้สึกอิจฉาตาร้อนขึ้นมา ในขณะที่เฉิงคุนและผู้บริหารระดับสูงจากบริษัทยักษ์ใหญ่รายอื่นๆ ต่างก็รู้สึกพูดไม่ออก
ขวางไม่อยู่แล้ว!
กระแสของหวังเซวียนพุ่งแรงจนหยุดไม่อยู่แล้วจริงๆ
เมื่อก่อนพวกเขาเคยคิดว่าแผนกแต่งเพลงของบริษัทตัวเองนั้นเก่งกาจไร้เทียมทาน แต่พอหวังเซวียนปรากฏตัวขึ้นมา พวกเขากลับเพิ่งค้นพบว่า เมื่ออยู่ต่อหน้าหวังเซวียน แผนกแต่งเพลงของพวกเขามันช่างไร้น้ำยาเหลือเกิน ไม่มีใครสักคนที่พอจะต่อกรกับเขาได้เลย
นักแต่งเพลงระดับท็อปอันดับห้าถึงสิบ พอมาอยู่ต่อหน้าหวังเซวียนก็กลายเป็นแค่เศษฝุ่นไปเลย
แม้แต่นักแต่งเพลงอันดับสี่อย่างหวังอิ๋นฮวา หรืออันดับสองอย่างจวงเยี่ย เมื่อมาเจอกับหวังเซวียนก็ยังเอาชนะไม่ได้
ตอนนี้ก็เหลือแค่กู่เจียฮุยกับหวงจ้านแล้ว
กู่เจียฮุยได้เข้าร่วมเทียนไห่แล้ว ย่อมไม่มีทางไปสกัดกั้นหวังเซวียนได้ ส่วนหวงจ้านก่อนหน้านี้เคยลั่นวาจาไว้ว่า จะขอลงสนามมาประชันฝีมือกับหวังเซวียนสักครั้ง
สำหรับเรื่องที่หวงจ้านจะลงสนามนั้น ก่อนหน้านี้ทุกคนต่างก็มีความมั่นใจเป็นอย่างมาก แต่ในตอนนั้นทุกคนคิดว่าหวังเซวียนก็คือหวังเซวียน ยังไม่มีใครรู้ว่าเสือขาวที่สร้างปรากฏการณ์สั่นสะเทือนบนเวที 'ราชาหน้ากากนักร้อง' ก็คือหวังเซวียนคนเดียวกัน
พอตอนนี้รู้แล้วว่าตัวตนที่แท้จริงของเสือขาวก็คือหวังเซวียน ความมั่นใจที่ทุกคนมีต่อหวงจ้านก็หดหายไปจนแทบไม่เหลือ
ช่วยไม่ได้นี่นา หวังเซวียนแข็งแกร่งเกินไปจริงๆ
ไม่รู้ว่าโลกใบนี้สร้างปีศาจอย่างหวังเซวียนขึ้นมาได้อย่างไร
ในความเป็นจริง นักแต่งเพลงระดับท็อปอันดับห้าถึงสิบจะเป็นแค่เศษฝุ่นไปได้อย่างไร หรือจะพูดให้ถูกก็คือ ไม่มีนักแต่งเพลงระดับท็อปคนไหนที่เป็นเศษฝุ่นหรอก ทุกคนต่างก็มีจุดเด่นและมีความแข็งแกร่งในสายงานที่ตัวเองถนัดกันทั้งนั้น ไม่อย่างนั้นพวกเขาจะสามารถปั้นนักร้องระดับราชาเพลงได้ถึงสองคน หรือสร้างสรรค์บทเพลงระดับปรากฏการณ์ได้ถึง 5 เพลงได้อย่างไร
การจัดอันดับนักแต่งเพลงระดับท็อปนั้น วัดจากความสามารถโดยรวม แต่ถ้าเจาะจงไปที่การแต่งเพลงใดเพลงหนึ่ง นักแต่งเพลงระดับท็อปที่อันดับต่ำกว่าก็มีสิทธิ์พลิกโผเอาชนะนักแต่งเพลงระดับท็อปที่อันดับสูงกว่าได้
แม้แต่นักแต่งเพลงระดับเหรียญทอง หากท็อปฟอร์มขึ้นมาก็อาจจะเอาชนะนักแต่งเพลงระดับท็อปได้เหมือนกัน
ไม่อย่างนั้นการจัดอันดับบนชาร์ตเพลงใหม่ก็คงใช้วิธีจัดตามอันดับของนักแต่งเพลงระดับท็อปไปแล้วสิ ใครอันดับสูงสุดก็ให้ขึ้นเป็นที่หนึ่งไปเลย แบบนี้ไม่ใช่ง่ายกว่าหรือไง จะต้องมาแข่งขันกันให้เหนื่อยเปล่าทำไม
เพียงแต่หวังเซวียนนั้นเก่งกาจเกินมนุษย์มนา เพลงที่แต่งออกมาคุณภาพยอดเยี่ยมจนน่าขนลุก แถมยังแต่งออกมาได้เยอะมากอีกต่างหาก
นับตั้งแต่หวังเซวียนปรากฏตัวขึ้นมาในวงการ นอกจากการแข่งศึกเดือดเมื่อปีที่แล้วที่เขาไม่ได้คว้าอันดับหนึ่ง ในเดือนอื่นๆ ขอแค่เขาปล่อยเพลงออกมา เขาก็จะยึดครองชาร์ตเพลงใหม่ไปโดยปริยาย นั่นแหละที่ทำให้นักแต่งเพลงระดับท็อปคนอื่นๆ ดูไร้ฝีมือไปเลย
พระเจ้าช่วย ส่งใครมาเก็บปีศาจตนนี้ไปทีเถอะ สัตว์ประหลาดแบบนี้ไม่ควรมีอยู่บนโลกใบนี้เลยจริงๆ
อีกด้านหนึ่ง วันที่ 7 กันยายน จื่อหยา บรรณาธิการของหวังเซวียนได้ติดต่อมาทางแอปพลิเคชันพีพี เพื่อแจ้งข่าวว่า 'บันทึกคู่รักจอมยุทธ์อินทรี' กำลังจะได้ตีพิมพ์เป็นหนังสือแล้ว สำนักพิมพ์ที่ร่วมงานด้วยยังคงเป็นสำนักพิมพ์หัวกั๋ว ค่าลิขสิทธิ์ก็ยังคงได้รับในอัตราสูงสุดที่ 15% หากหวังเซวียนไม่มีข้อขัดข้อง ทางเว็บไซต์วรรณกรรมเซิ่งซื่อก็จะดำเนินการเซ็นสัญญากับสำนักพิมพ์หัวกั๋วทันที
เรื่องนี้หวังเซวียนย่อมไม่มีข้อขัดข้องใดๆ
จื่อหยายังบอกหวังเซวียนอีกว่า หนังสือรูปเล่มของ 'ตำนานวีรบุรุษยิงอินทรี' กำลังจะวางแผงในวันที่ 18 กันยายนนี้ โดยจะวางจำหน่ายพร้อมกันทั้งในร้านหนังสือออนไลน์ ร้านหนังสือทั่วไป และโซนหนังสือในซูเปอร์มาร์เก็ต
สำนักพิมพ์ที่รับผิดชอบก็ยังคงเป็นสำนักพิมพ์หัวกั๋ว โดยมียอดพิมพ์ครั้งแรกสูงถึง 2 ล้านเล่ม
โอ้โห ต้องยอมรับในความกล้าหาญของสำนักพิมพ์หัวกั๋วจริงๆ โดยปกติแล้ว หนังสือรูปเล่มทั่วไปแค่พิมพ์ครั้งแรก 3 แสนเล่มก็ถือว่าสูงมากแล้ว แต่นี่สำนักพิมพ์หัวกั๋วกล้าพิมพ์ 'ตำนานวีรบุรุษยิงอินทรี' ครั้งแรกถึง 2 ล้านเล่ม เขาไม่กลัวขายไม่ออกหรือไง
ถ้าเกิดขายไม่ออกขึ้นมา งานนี้สำนักพิมพ์หัวกั๋วคงขาดทุนย่อยยับจนไม่เหลือชิ้นดีแน่
เหตุผลก็คือทางสำนักพิมพ์ให้ความสำคัญกับหนังสือของลั่วชิวเป็นอย่างมาก วัสดุที่ใช้ในการพิมพ์ทั้งหมดล้วนเป็นวัสดุชั้นดีที่สุดในวงการ ต้นทุนการพิมพ์ต่อหนึ่งเล่มสูงถึง 10 หยวน นั่นหมายความว่า แค่ค่าพิมพ์ 'ตำนานวีรบุรุษยิงอินทรี' 2 ล้านเล่ม สำนักพิมพ์ก็ต้องควักกระเป๋าจ่ายไปแล้วถึง 20 ล้านหยวน
แต่กู้ชิงมีความมั่นใจใน 'ตำนานวีรบุรุษยิงอินทรี' มาก แม้นิยายเรื่องนี้จะไม่ได้ลงแข่งจัดอันดับใดๆ และในช่วงที่อัปเดตตอนใหม่ก็ดูเงียบเหงาไม่หวือหวา แต่เมื่อจบเรื่อง ยอดซื้ออ่านแบบถูกลิขสิทธิ์ก็ยังสูงถึง 1.2 แสนครั้ง
หนังสือรูปเล่มของ 'แปดเทพอสูรมังกรฟ้า' เล่มแรกทำยอดขายไปได้ถึง 5.6 ล้านเล่ม แม้สถิติของ 'ตำนานวีรบุรุษยิงอินทรี' จะไม่ปังเท่า 'แปดเทพอสูรมังกรฟ้า' แต่ยอดขายเล่มแรก 2 ล้านเล่มก็ไม่ใช่เรื่องยากแน่นอน
เมื่อเป็นเช่นนี้ เขาจะมีความกังวลอะไรอีกล่ะ
ความจริงแล้วตอนนี้กู้ชิงรู้สึกขอบคุณลั่วชิวมากๆ ตอนนั้นสำนักพิมพ์หัวกั๋วมีสถานะในวงการสิ่งพิมพ์ที่ค่อนข้างกลืนไม่เข้าคายไม่ออก ตกต่ำลงอย่างมากจนแทบจะประคองตัวไม่รอด เขาจึงจำเป็นต้องเบนเข็มความสนใจไปที่วงการนิยายออนไลน์ และยอมทุ่มทุนมหาศาลเพื่อคว้าลิขสิทธิ์ 'แปดเทพอสูรมังกรฟ้า' มาให้ได้
ทุ่มทุนมหาศาลจริงๆ นะ
โดยทั่วไปแล้ว ค่าลิขสิทธิ์สำหรับหนังสือรูปเล่มได้ถึง 10% ก็ถือว่าสูงมากแล้ว แต่ตอนนั้นเพราะความโด่งดังของ 'แปดเทพอสูรมังกรฟ้า' ทำให้มีคู่แข่งมากมายที่ต้องการแย่งชิงลิขสิทธิ์เล่มนี้ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความล่าช้า กู้ชิงจึงเสนอค่าลิขสิทธิ์ให้ในอัตราสูงสุดของวงการที่ 15% ทันที ซึ่งนี่เป็นเหตุผลที่เขาคว้าลิขสิทธิ์ 'แปดเทพอสูรมังกรฟ้า' มาครองได้สำเร็จ
ราคานี้ถือว่าสูงมากจริงๆ เอาเป็นว่า ให้ค่าลิขสิทธิ์ลั่วชิวไป 15% หักต้นทุนการพิมพ์ ค่าจ้างพนักงาน และค่าจัดจำหน่ายผ่านร้านหนังสือทั้งออนไลน์และออฟไลน์แล้ว สำนักพิมพ์หัวกั๋วเหลือกำไรแค่ 25% ก็ถือว่าหรูแล้ว
แต่ความจริงได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า การตัดสินใจในครั้งนั้นถูกต้องที่สุด
สำนักพิมพ์หัวกั๋วได้แบ่ง 'แปดเทพอสูรมังกรฟ้า' ออกเป็น 5 เล่มจบ แต่ละเล่มมีความยาวประมาณ 2.5 แสนตัวอักษร กำหนดราคาขายไว้ที่ 30 หยวน หลังจากหักต้นทุนทุกอย่างแล้ว พวกเขาเหลือกำไรเพียง 25% ของราคาขาย หรือคิดเป็นเงินกำไรเล่มละ 7.5 หยวน
กำไรต่อเล่มถือว่าต่ำมากจริงๆ แต่ทนยอดขายที่มหาศาลไม่ไหวหรอก! แค่เล่มแรกก็ทำยอดขายไปได้ถึง 5.6 ล้านเล่ม และจนถึงปัจจุบัน 'แปดเทพอสูรมังกรฟ้า' ทั้ง 5 เล่มทำยอดขายรวมกันทะลุ 25 ล้านเล่มไปแล้ว ฟันกำไรเนื้อๆ ไปเกือบ 200 ล้านหยวน
สำนักพิมพ์หัวกั๋วจึงพลอยรับอานิสงส์ กอบโกยกำไรจนเต็มกระเป๋า พลิกฟื้นสถานการณ์จากที่เคยตกต่ำในวงการสิ่งพิมพ์ได้อย่างงดงาม ตอนนี้แม้สำนักพิมพ์หัวกั๋วจะยังไม่ได้กลับไปทวงบัลลังก์ผู้นำในวงการ แต่ก็สลัดคราบความซบเซาออกไปจนหมดสิ้น และเริ่มแสดงให้เห็นถึงศักยภาพที่จะกลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง
แบบนี้จะไม่ให้กู้ชิงรู้สึกขอบคุณลั่วชิวได้อย่างไร
ถ้าไม่ใช่เพราะเพดานค่าลิขสิทธิ์สูงสุดในวงการถูกกำหนดไว้ที่ 15% กู้ชิงก็คงไม่อยากทำลายกฎเกณฑ์เพื่อไม่ให้ไปทุบหม้อข้าวของคนในสายอาชีพเดียวกัน ไม่อย่างนั้นเขาถึงขั้นยินดีจะเพิ่มค่าลิขสิทธิ์ให้ลั่วชิวเป็น 20% ด้วยซ้ำ
กลับมาเข้าเรื่องกันต่อ จื่อหยาได้แจ้งให้หวังเซวียนทราบว่า หนังสือรูปเล่ม 'ตำนานวีรบุรุษยิงอินทรี' เล่มแรกจะวางจำหน่ายพร้อมกันทุกช่องทางในวันที่ 18 กันยายนนี้ และยังได้ถ่ายทอดความประสงค์ของทางสำนักพิมพ์หัวกั๋วให้ทราบอีกด้วย
ทางสำนักพิมพ์หัวกั๋วตั้งใจว่าหลังจากที่หนังสือรูปเล่ม 'ตำนานวีรบุรุษยิงอินทรี' วางจำหน่ายแล้ว พวกเขาจะจัดงานแจกลายเซ็นแบบพบปะแฟนนักอ่านอย่างยิ่งใหญ่ให้เขาในเมืองปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ กว่างโจว และเซินเจิ้น จึงอยากสอบถามว่าเขาจะยินดีเข้าร่วมหรือไม่
พูดกันตามตรง งานแจกลายเซ็นแบบพบปะแฟนนักอ่าน แถมยังจัดอย่างยิ่งใหญ่ในเมืองระดับแนวหน้าอย่างปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ กว่างโจว และเซินเจิ้น ถือเป็นความฝันอันสูงสุดของนักเขียนส่วนใหญ่เลยก็ว่าได้ เพราะมันให้ประโยชน์มหาศาล
งานแบบนี้จะช่วยสร้างชื่อเสียงให้เป็นที่รู้จักได้อย่างรวดเร็ว และช่วยให้ผลงานโด่งดังเป็นพลุแตกได้ง่ายขึ้น
แต่จื่อหยากลับรู้สึกว่า ลั่วชิวคงจะไม่ตอบตกลงหรอก
ลั่วชิวเป็นคนปล่อยวางเกินไป นอกเหนือจากตอนที่ถูกชางฉยงยั่วโมโหจนต้องออกแรงชิงอันดับเพื่อตบหน้าชางฉยงไปหนึ่งฉาดแล้ว ลั่วชิวก็แทบจะไม่เคยสนใจสถิติผลงานของตัวเองอีกเลย
ไม่เคยขอคะแนนโหวต ไม่เคยขอให้คนมาสมัครอ่าน และไม่เคยแม้แต่จะพูดคุยตอบโต้กับนักอ่าน แม้กระทั่งการอัปเดตตอนใหม่ก็ยังตั้งเวลาไว้อัตโนมัติ จื่อหยาถึงกับสงสัยว่า ตั้งแต่เปิดเรื่อง 'บันทึกคู่รักจอมยุทธ์อินทรี' มา หลังจากที่ลั่วชิวตั้งเวลาอัปเดตอัตโนมัติไว้ในระบบแล้ว เขาเคยเปิดเข้ามาในเว็บไซต์วรรณกรรมเซิ่งซื่อบ้างหรือเปล่า
ถ้าเขาเคยเข้ามา แล้วทำไมถึงไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองใดๆ เลย ทั้งที่ช่องคอมเมนต์ของ 'บันทึกคู่รักจอมยุทธ์อินทรี' เกิดเรื่องวุ่นวายจนแทบแตกไปแล้วตั้งหลายรอบ
ใช่แล้ว ช่องคอมเมนต์ของ 'บันทึกคู่รักจอมยุทธ์อินทรี' เดือดดาลจนแทบระเบิดไปแล้วหลายรอบ
ครั้งแรกก็คือตอนที่เซียวเหล่งนึ่งถูกพิษประจิมอาวเอี้ยงฮงสกัดจุด และถูกพาตัวออกไปทิ้งไว้ โดยมีอี้จี้เพ้งและเตียจี้เก่งอยู่บริเวณนั้นพอดี อี้จี้เพ้งถูกเตียจี้เก่งวางยาปลุกกำหนัดที่มีชื่อว่า 'มนตร์สราญสุขสม' จนควบคุมตัวเองไม่ได้ และกำลังจะย่ำยีเซียวเหล่งนึ่ง
ตอนนั้นเรื่องราวในตอนต่อไปยังไม่ออกมา ช่องคอมเมนต์ก็ลุกเป็นไฟแล้ว นักอ่านนับไม่ถ้วนต่างพากันประกาศกร้าวว่า ถ้าเซียวเหล่งนึ่งตกเป็นของอี้จี้เพ้ง พวกเขาจะเลิกอ่าน และจะส่งใบมีดโกนไปให้ลั่วชิวถึงบ้าน
แถมยังมีนักอ่านอีกหลายคนที่สบถด่าลั่วชิวอย่างสาดเสียเทเสีย หาว่าเขาเป็นทาสหมวกเขียว ถึงได้เขียนพล็อตเรื่องน้ำเน่าแบบนี้ออกมาได้
โชคดีที่ท้ายที่สุดอี้จี้เพ้งก็ทำไม่สำเร็จ อาวเอี้ยงฮงปรากฏตัวขึ้นทันเวลาและจัดการโยนอี้จี้เพ้งลงแม่น้ำไปอย่างง่ายดาย เตียจี้เก่งตกใจกลัวรีบไปงมร่างของอี้จี้เพ้งขึ้นมาที่ปลายน้ำ แล้วพากันหลบหนีไปอย่างรวดเร็ว
และอาวเอี้ยงฮงก็ไม่ได้มาตัวเปล่า เขาพาเอี้ยก้วยที่โดนยาปลุกกำหนัดมาด้วย ยานี้อาวเอี้ยงฮงเป็นคนวางเอง เพราะแกรู้สึกว่าตัวเองคงมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่นาน และอยากอุ้มหลานเต็มแก่แล้ว
ด้วยความบังเอิญและจังหวะเวลาที่ประจวบเหมาะ เอี้ยก้วยและเซียวเหล่งนึ่งจึงได้สานสัมพันธ์ลึกซึ้งต่อกัน
เพียงแต่เอี้ยก้วยไม่รู้เรื่องนี้เลย เพราะยาที่เขาโดนคือยาที่ทำให้เมื่อตื่นขึ้นมาจะจำเรื่องราวที่เกิดขึ้นไม่ได้เลย ส่วนเซียวเหล่งนึ่งก็รับรู้ลางๆ ว่าคนที่ร่วมหลับนอนกับตนคือเอี้ยก้วย แต่พอตื่นขึ้นมา เอี้ยก้วยกลับปฏิเสธเสียงแข็ง ทำตัวราวกับไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรทั้งสิ้น
เซียวเหล่งนึ่งขอให้เอี้ยก้วยเปลี่ยนคำเรียกขาน ห้ามเรียกเธอว่าท่านอาอีก เพราะในเมื่อเอี้ยก้วยทำกับเธอถึงขนาดนี้แล้ว จะมาเรียกเธอว่าท่านอาได้ยังไง
เธอยังเลิกแขนเสื้อขึ้น เผยให้เห็นท่อนแขนขาวผ่องราวกับหยกที่ไร้รอยตำหนิ แต่จุดสีแดงสดของแต้มพรหมจรรย์กลับหายไปอย่างไร้ร่องรอย
เอี้ยก้วยยังคงงุนงง เซียวเหล่งนึ่งจึงอธิบายว่า "ศิษย์สำนักสุสานโบราณของเรา รุ่นแล้วรุ่นเล่าล้วนสืบทอดกันมาด้วยหญิงพรหมจรรย์ ท่านอาจารย์ได้แต้มจุดพรหมจรรย์นี้ให้ข้า เมื่อคืน... เมื่อคืนเจ้าย่ำยีข้าถึงเพียงนั้น แล้วแต้มพรหมจรรย์บนแขนของข้าจะยังอยู่ได้อย่างไร"
ตอนที่พูดประโยคนี้ เซียวเหล่งนึ่งแฝงไปด้วยความอ่อนโยนอย่างหาที่สุดไม่ได้ เธอยังบอกเอี้ยก้วยอีกว่า ไม่ว่าเอี้ยก้วยจะไปที่ไหน เธอพร้อมจะติดตามไปทุกแห่งหน เต็มใจจะฝากชีวิตไว้กับเขา
เอี้ยก้วยได้ยินดังนั้นย่อมต้องดีใจ แต่ในวินาทีต่อมา เขาก็ยังคงเรียกเซียวเหล่งนึ่งว่าท่านอาอยู่ดี
เซียวเหล่งนึ่งเริ่มร้อนใจ ด้วยความรีบร้อนจึงคาดคั้นถามเอี้ยก้วยว่าตกลงแล้วเห็นเธอเป็นใครกันแน่ เมื่อเอี้ยก้วยตอบว่าเป็นอาจารย์ เซียวเหล่งนึ่งจึงตัดสินใจพูดตรงๆ "เอี้ยก้วยเห็นข้าเป็นภรรยาไม่ได้หรือ"
เอี้ยก้วยไม่เคยคิดถึงเรื่องนี้มาก่อน เมื่อถูกถามอย่างกะทันหันก็เกิดอาการลนลาน ทำตัวไม่ถูก ไม่รู้จะตอบอย่างไรดี ได้แต่พึมพำว่า "ไม่ ไม่! ท่านจะเป็นภรรยาข้าไม่ได้ ข้าจะคู่ควรได้อย่างไร ท่านคืออาจารย์ของข้า คือท่านอาของข้า"
คราวนี้ล่ะเกิดความเข้าใจผิดครั้งใหญ่ เซียวเหล่งนึ่งโกรธจนตัวสั่น จู่ๆ ก็กระอักเลือดออกมาคำโต ใจหนึ่งอยากจะฟาดเอี้ยก้วยให้ตายแล้วฆ่าตัวตายตาม แต่สุดท้ายก็ทำไม่ลง ท้ายที่สุดเธอจึงเลือกที่จะจากไปอย่างเงียบๆ
นี่คือจุดเดือดจุดแรก เป็นพล็อตที่น้ำเน่าสุดๆ แค่ฉากเปิดที่อี้จี้เพ้งเกือบจะย่ำยีเซียวเหล่งนึ่งก็น้ำเน่าพอแล้ว ฉากที่เอี้ยก้วยกับเซียวเหล่งนึ่งมีอะไรกันแต่กลับจำไม่ได้ จนทำให้เกิดความเข้าใจผิดต่างๆ นานาตามมายิ่งน้ำเน่าเข้าไปใหญ่
ในช่องคอมเมนต์มีแต่ข้อความบ่นระงม บอกว่าเหมือนกำลังดูละครน้ำเน่าหลังข่าวอยู่เลย
แต่โชคดีที่สุดท้ายอี้จี้เพ้งก็ทำไม่สำเร็จ ดังนั้นถึงแม้มันจะน้ำเน่าไปบ้าง แต่นักอ่านทุกคนก็พอยอมรับได้ในที่สุด
จุดเดือดจุดที่สองคือ ตอนที่กองทัพม้าเหล็กมองโกลกำลังจะบุกลงใต้ ชาวยุทธ์ตงง้วนจัดการประลองยุทธ์เพื่อรวมพลังต่อต้านพวกมองโกล แต่กลับถูกราชครูจักรทองกิมลุ้นจากมองโกลเข้ามาท้าทาย ก๊วยเจ๋งและยอดฝีมือคนอื่นๆ ต้านทานไว้ไม่อยู่ ในช่วงเวลาวิกฤต เซียวเหล่งนึ่งและเอี้ยก้วยจับพลัดจับผลูเข้ามาพัวพัน และสามารถเอาชนะราชครูจักรทองกิมลุ้นไปได้
ก๊วยเจ๋งและชาวยุทธ์ต่างพากันยกย่องเซียวเหล่งนึ่ง และยิ่งภาคภูมิใจในตัวเอี้ยก้วย ก๊วยเจ๋งถึงขั้นประกาศจะยกลูกสาวแท้ๆ ของตนอย่างก๊วยพู้ให้แต่งงานกับเอี้ยก้วย แต่เอี้ยก้วยกลับปฏิเสธและยืนยันว่าจะแต่งงานกับเซียวเหล่งนึ่งเท่านั้น คำประกาศนี้สร้างความตกตะลึงให้กับทุกคน เพราะในราชวงศ์ซ่ง กฎเกณฑ์ทางจารีตประเพณีนั้นเข้มงวดมาก การที่ศิษย์กับอาจารย์แต่งงานกันถือเป็นเรื่องผิดผีและอกตัญญูอย่างร้ายแรง ความรักของทั้งคู่จึงไม่อาจเป็นที่ยอมรับของสังคมได้
เซียวเหล่งนึ่งรู้ดีว่าความรักของเธอกับเอี้ยก้วยจะทำให้เอี้ยก้วยถูกทุกคนประณาม เพื่อให้เอี้ยก้วยเป็นที่ยอมรับของก๊วยเจ๋งและคนอื่นๆ เธอจึงตัดสินใจจากไปอย่างเศร้าสร้อย
นี่คือจุดเดือดจุดที่สอง ในตอนนั้นช่องคอมเมนต์เต็มไปด้วยคำวิจารณ์ว่าพล็อตเรื่องนี้น้ำเน่าสุดๆ เหมือนจงใจเขียนให้ปวดตับเล่นๆ แต่หลังจากนั้นก็มีศาสตราจารย์ผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์ออกมาชี้แจงว่า ในยุคนั้นการให้ความสำคัญกับจารีตประเพณีเป็นเรื่องจริง ความรักระหว่างศิษย์กับอาจารย์เป็นเรื่องที่สังคมไม่อาจยอมรับได้ กระแสในช่องคอมเมนต์จึงค่อยๆ สงบลง
แต่ผลปรากฏว่าในตอนต่อมา ขณะที่เซียวเหล่งนึ่งกำลังฝึกวิชาและคิดถึงเอี้ยก้วยจนธาตุไฟเข้าแทรก เธอได้รับความช่วยเหลือจากเจ้าหุบเขาไร้รัก กงซุนจี้ ซึ่งกงซุนจี้ก็หลงใหลในตัวเซียวเหล่งนึ่งอย่างหัวปักหัวปำและต้องการจะแต่งงานด้วย เซียวเหล่งนึ่งที่หัวใจแตกสลายไปแล้วก็ดันตอบตกลงเสียอย่างนั้น
พล็อตเรื่องช่วงนี้ทำเอาช่องคอมเมนต์ลุกเป็นไฟอีกครั้ง ช่องคอมเมนต์แทบระเบิด นักอ่านหลายคนประกาศกร้าวว่า ถ้าเซียวเหล่งนึ่งแต่งงานกับเจ้าหุบเขาไร้รักจริงๆ พวกเขาจะเลิกอ่านเด็ดขาด
โชคดีที่ก่อนวันแต่งงานของเซียวเหล่งนึ่ง เอี้ยก้วยก็หาทางเข้ามาในหุบเขาไร้รักจนพบ เมื่อทั้งสองได้เจอกัน เปลวไฟแห่งความรักก็ลุกโชนขึ้นมาอย่างไม่อาจดับได้ เซียวเหล่งนึ่งรับรู้ได้ว่าความรู้สึกที่เอี้ยก้วยมีต่อเธอนั้นไม่เคยเปลี่ยนแปลง เธอจึงปฏิเสธการแต่งงานกับเจ้าหุบเขาไร้รัก ทำเอานักอ่านทุกคนถอนหายใจด้วยความโล่งอก
แต่ใครจะไปคิดว่าเจ้าหุบเขาไร้รักจะใช้ 'ดอกรัก' ซึ่งเป็นดอกไม้พิษที่มีเฉพาะในหุบเขาไร้รักลอบทำร้ายเอี้ยก้วยด้วยความโกรธแค้น เพื่อหวังจะใช้เป็นข้อต่อรองบีบบังคับทั้งสองคน เพราะวิธีเดียวที่จะถอนพิษดอกรักได้ ก็คือต้องใช้ 'ยาไร้รัก' ซึ่งเป็นยาถอนพิษเฉพาะของหุบเขาแห่งนี้เท่านั้น
และเหตุการณ์นี้ก็ได้นำไปสู่การปรากฏตัวของอดีตภรรยาตัวจริงของกงซุนจี้ ซึ่งก็คือคิวเชยเชียะ ที่แท้เมื่อหลายปีก่อน กงซุนจี้ได้ผลักภรรยาของตนตกหน้าผา แต่คิวเชยเชียะยังไม่ตายและรอคอยวันที่จะกลับมาแก้แค้นสามี เธอฉวยโอกาสนี้กำจัดกงซุนจี้ไปได้สำเร็จ แต่กลับไม่ยอมมอบยาถอนพิษให้เอี้ยก้วย เธอมีข้อแลกเปลี่ยนว่า เอี้ยก้วยจะต้องไปฆ่าสามีภรรยาตระกูลก๊วยเพื่อแก้แค้นให้เธอเสียก่อน เธอถึงจะยอมมอบยาถอนพิษให้
นี่คือจุดเดือดจุดที่สาม
ทันทีที่พล็อตเรื่องช่วงนี้ถูกปล่อยออกมา ช่องคอมเมนต์ของ 'บันทึกคู่รักจอมยุทธ์อินทรี' ก็ถูกอักษรคำว่า 'น้ำเน่า' กลืนกินไปจนหมดสิ้น
นักอ่านหลายคนถึงกับบ่นว่า ขอให้ลั่วชิวเลิกดูละครน้ำเน่าหลังข่าวเสียทีเถอะ
บางคนก็บอกว่า ให้ลั่วชิวลดการใส่พล็อตปวดตับแบบนี้ลงหน่อย พวกเขาเข้ามาอ่านตำนานจอมยุทธ์อินทรี ไม่ได้เข้ามาอ่านนิยายรักดราม่าน้ำเน่าสักหน่อย
และจุดเดือดจุดที่สี่ ก็คือตอนที่อัปเดตเมื่อวานนี้ ในตอนที่ชื่อว่า [กระบี่เหล็กดำคู่กาย]
ในระหว่างที่เอี้ยก้วยออกตามหาเซียวเหล่งนึ่ง เขาบังเอิญไปรู้ความจริงว่า พ่อของตัวเองถูกสามีภรรยาตระกูลก๊วยสังหาร!
แน่นอนว่าความจริงก็คือ พ่อของเอี้ยก้วยได้สมคบคิดกับคนชั่ว ขายชาติเพื่อแลกกับความสุขสบาย ด้วยความรักชาติ ก๊วยเจ๋งจึงจำใจต้องตัดใจสังหารเพื่อนรักเพื่อความถูกต้อง แต่ความแค้นที่ถูกฆ่าพ่อทำให้เอี้ยก้วยหน้ามืดตามัว ไม่สนใจเหตุผลใดๆ เขาคิดแต่จะฆ่าก๊วยเจ๋งเพื่อแก้แค้นให้พ่อเท่านั้น
ประจวบเหมาะกับที่กองทัพมองโกลกำลังปิดล้อมเมืองเซียงหยาง ก๊วยเจ๋งเป็นผู้นำกองกำลังทหารจากหลายฝ่ายเข้าปกป้องเมืองเซียงหยาง ด้วยวิทยายุทธ์ที่ล้ำเลิศและความเป็นผู้นำที่ยอดเยี่ยม เขาจึงกลายเป็นเสาหลักของเมืองเซียงหยาง และต้านทานกองทัพมองโกลไว้ได้
เดิมทีเอี้ยก้วยมาพร้อมกับความตั้งใจที่จะฆ่าก๊วยเจ๋ง แต่ในระหว่างที่ได้ใกล้ชิดกัน เขากลับถูกความเที่ยงธรรมและจิตใจอันกว้างขวางของก๊วยเจ๋งค่อยๆ ซึมซับเข้าสู่หัวใจ ท้ายที่สุด ในช่วงเวลาแห่งความเป็นความตาย นอกจากเขาจะไม่ได้ลงมือฆ่าก๊วยเจ๋งแล้ว เขายังบุกฝ่าวงล้อมทหารนับหมื่นเข้าไปช่วยชีวิตก๊วยเจ๋งออกมาอีกด้วย
ในขณะเดียวกัน ทางฝั่งของเซียวเหล่งนึ่ง เธอได้ยินเอี้ยก้วยจงใจพูดยั่วโมโหสองพี่น้องตระกูลบู๊ โดยเรียกก๊วยเจ๋งกับอึ้งย้งว่าพ่อตาแม่ยาย เธอจึงเข้าใจผิดคิดว่าเอี้ยก้วยกับก๊วยพู้หมั้นหมายกันมาตั้งแต่แรก ด้วยความเจ็บปวดและสิ้นหวัง เธอจึงมอบ 'กระบี่ซุกหนึง' ซึ่งเป็นกระบี่คู่กายของเธอให้กับก๊วยพู้ แล้วจากไปพร้อมกับความเสียใจอย่างสุดซึ้ง ระหว่างทางเธอบังเอิญไปพบกับเตียจี้เก่งและอี้จี้เพ้ง และได้ยินบทสนทนาของทั้งสองคนพอดี
เตียจี้เก่งรู้อยู่เต็มอกว่าคืนนั้นอี้จี้เพ้งไม่ได้ล่วงเกินเซียวเหล่งนึ่งสำเร็จ แต่เพื่อจะใช้เรื่องนี้เป็นข้อต่อรองข่มขู่อี้จี้เพ้ง เขาจึงไม่ยอมบอกความจริง ซ้ำยังคอยด่าทออี้จี้เพ้งว่าไร้ยางอายที่ไปล่วงเกินเซียวเหล่งนึ่งจนแปดเปื้อน
คืนนั้นอี้จี้เพ้งถูกพิษของยาปลุกกำหนัด 'มนตร์สราญสุขสม' ซึ่งเป็นยาที่ทำให้ผู้ถูกพิษรู้สึกเคลิบเคลิ้มเหมือนล่องลอยอยู่ในสรวงสวรรค์ และจะเห็นภาพหลอนว่ากำลังร่วมรักกับหญิงในดวงใจ ประจวบเหมาะกับที่วันนั้นเขาอยู่ใกล้ชิดกับเซียวเหล่งนึ่งพอดี เขาจึงหลงคิดไปว่าตัวเองได้ล่วงเกินเซียวเหล่งนึ่งไปแล้วจริงๆ ดังนั้นเมื่อเตียจี้เก่งพูดจาหาเรื่องว่าเขาไปทำมิดีมิร้ายเซียวเหล่งนึ่ง เขาจึงไม่ปฏิเสธ เพียงแต่รู้สึกโกรธที่ถูกแบล็กเมล์ จึงพุ่งเข้าต่อสู้หมายจะเอาชีวิตเตียจี้เก่ง
ตอนที่เซียวเหล่งนึ่งได้ยินเรื่องนี้ครั้งแรก เธอถึงกับยืนตัวแข็งทื่อเหมือนถูกสาป พอคาดคั้นถาม อี้จี้เพ้งก็ไม่ปฏิเสธ นั่นยิ่งทำให้เธอปักใจเชื่อว่านี่คือความจริง คนที่ร่วมหลับนอนกับเธอในคืนนั้นคืออี้จี้เพ้ง ไม่ใช่เอี้ยก้วย
เดิมทีเธอก็สูญเสียความบริสุทธิ์ไปแล้ว ความจริงข้อนี้ทำให้เธอรู้สึกเจ็บปวดรวดร้าวและเคียดแค้นจนถึงขีดสุด แต่พอเจอสถานการณ์แบบนี้ เธอกลับทำอะไรไม่ถูก ได้แต่เดินตามหลังอี้จี้เพ้งและเตียจี้เก่งไปอย่างคนไร้สติ
ในขณะเดียวกัน บทสนทนาของอี้จี้เพ้งและเตียจี้เก่งก็ดันไปเข้าหูก๊วยพู้ ลูกสาวของก๊วยเจ๋งเข้าพอดี เธอไม่รู้ว่าเรื่องนี้จริงเท็จแค่ไหน แต่พอไปรู้เรื่องที่เอี้ยก้วยพูดกับสองพี่น้องตระกูลบู๊ว่าตนเองหมั้นหมายกับเอี้ยก้วยมานานแล้ว เธอจึงบุกไปเอาเรื่องเอี้ยก้วย และด้วยความเข้าใจผิด เธอก็เลยใช้เรื่องที่เซียวเหล่งนึ่งมีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับนักพรตแห่งสำนักช้วนจินก่ามาพูดยั่วโมโหเอี้ยก้วย ท้ายที่สุดเมื่อความโกรธพุ่งถึงขีดสุด เธอก็ตวัดกระบี่ฟันแขนเอี้ยก้วยขาดไปหนึ่งข้าง
ทันทีที่พล็อตเรื่องนี้ถูกปล่อยออกมา นักอ่านก็เหมือนโดนมีดแทงหัวใจจนยับเยิน
ช่องคอมเมนต์ของ 'บันทึกคู่รักจอมยุทธ์อินทรี' ระเบิดลงทันที มีแต่เสียงก่นด่าดังระงม
"ลั่วชิวไอ้หน้าหมา เอ็งเอาอีกแล้วเหรอวะ?"
"จะให้น้ำเน่าไปถึงไหนเนี่ย? พระเจ้าช่วย!"
"ลั่วชิวไอ้สุนัขรับใช้ เอ็งจะทนเห็นเอี้ยก้วยกับเซียวเหล่งนึ่งมีความสุขสักนิดไม่ได้เลยใช่มั้ย? นี่มันพล็อตน้ำเน่ารอบที่เท่าไหร่แล้ววะเนี่ย? เข้าใจผิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า คนไม่รู้คงนึกว่าตูอ่านนิยายรักน้ำเน่าของพวกผู้หญิงอยู่แน่ๆ"
"เชี่ยยยย ถึงขนาดฟันแขนขาดเลยเรอะ จะโหดร้ายไปไหนวะเนี่ย?"
"เดี๋ยวนะ เตียจี้เก่งก็รู้ไม่ใช่เหรอว่าเซียวเหล่งนึ่งไม่ได้ถูกอี้จี้เพ้งล่วงเกิน? แล้วทำไมไม่พูดความจริงออกไปล่ะ?"
"พูดแล้วโว้ย! พูดตอนกำลังหนีตายไง แต่ก่อนหน้านี้มันเป็นคนพูดเองว่าอี้จี้เพ้งล่วงเกินเซียวเหล่งนึ่ง แล้วพอเซียวเหล่งนึ่งไปคาดคั้น อี้จี้เพ้งก็ดันยอมรับ แถมแต้มพรหมจรรย์บนแขนเซียวเหล่งนึ่งก็หายไปจริงๆ ดังนั้นต่อให้ตอนหลังเตียจี้เก่งจะมาบอกว่าอี้จี้เพ้งทำไม่สำเร็จ เซียวเหล่งนึ่งก็ไม่มีทางเชื่อหรอก ส่วนอีกคนที่รู้ความจริงอย่างอาวเอี้ยงฮงก็ดันมาตายไปซะอีก"
"..."
"ปวดตับโว้ย! ตูไม่เคยอ่านนิยายเรื่องไหนที่มันปวดตับขนาดนี้มาก่อนเลย"
"น้ำเน่า! โคตรน้ำเน่า!"
"ลั่วชิวไอ้หมาบ้า แน่จริงแจกที่อยู่มาสิวะ ตูจะส่งใบมีดโกนไปให้!"
"เมนต์บนโง่ป่าววะ? เอ็งต้องบอกว่าจะส่งตุ๊กตายางไปให้สิเว้ย เผื่อไอ้หมานั่นมันตื่นเต้นแล้วจะยอมบอกที่อยู่มา ถ้าขืนบอกว่าจะส่งใบมีดโกนไปให้ มันจะยอมบอกที่อยู่ให้โง่เรอะ"
สรุปก็คือ นักอ่านทุกคนโดน 'บันทึกคู่รักจอมยุทธ์อินทรี' ปู้ย่ำปู้ยีจนยับเยินไม่มีชิ้นดี โดนทรมานจนแทบกระอักเลือด ถึงขนาดแทบจะพุ่งไปเอาชีวิตหวังเซวียนให้รู้แล้วรู้รอด
แต่เรื่องที่น่าหัวเราะทั้งน้ำตาก็คือ ยอดซื้ออ่านแบบถูกลิขสิทธิ์ของ 'บันทึกคู่รักจอมยุทธ์อินทรี' กลับพุ่งทะยานสูงขึ้นเรื่อยๆ ทุกครั้งที่ช่องคอมเมนต์เกิดเรื่องวุ่นวาย ยอดอ่านแบบถูกลิขสิทธิ์ของ 'บันทึกคู่รักจอมยุทธ์อินทรี' ก็จะพุ่งพรวดขึ้นมาทันที จนถึงตอนนี้ 'บันทึกคู่รักจอมยุทธ์อินทรี' เพิ่งจะอัปเดตไปถึงตอนที่ยี่สิบหก [กระบี่เหล็กดำคู่กาย] แต่ยอดซื้ออ่านเฉลี่ยกลับทะลุ 130,000 ครั้งไปแล้ว
หากรอจน 'บันทึกคู่รักจอมยุทธ์อินทรี' เขียนจบ ยอดซื้ออ่านเฉลี่ยน่าจะแซงหน้า 'ตำนานวีรบุรุษยิงอินทรี' ได้อย่างแน่นอน แต่คงยากที่จะไปถึงระดับเดียวกับ 'แปดเทพอสูรมังกรฟ้า' ซึ่งก็ถือเป็นเรื่องปกติ เพราะ 'แปดเทพอสูรมังกรฟ้า' คือจุดสูงสุดของนิยายกำลังภายในจริงๆ แถมตอนนั้นหวังเซวียนยังได้ออกแรงแย่งชิงอันดับบนชาร์ตอีกด้วย
จังหวะเวลาที่เหมาะสม ทำเลที่ตั้งที่เอื้ออำนวย และแรงสนับสนุนจากผู้คน ทั้งสามสิ่งนี้ประกอบกันถึงจะสร้างยอดซื้ออ่าน 180,000 ครั้งของ 'แปดเทพอสูรมังกรฟ้า' ขึ้นมาได้ หากไม่มีอะไรพลิกผัน คงเป็นการยากที่จะมีนิยายเรื่องไหนมาทำลายสถิติยอดซื้ออ่านเฉลี่ยนี้ได้อีกในอนาคต
กับประเด็นร้อนแรงเหล่านี้ ลั่วชิวไม่เคยออกมาตอบโต้เลยสักครั้ง ทำตัวไม่แยแสกับผลตอบรับของ 'บันทึกคู่รักจอมยุทธ์อินทรี' เลยแม้แต่น้อย ในเมื่อเป็นแบบนี้ แล้วลั่วชิวจะยอมรับข้อเสนอจัดงานแจกลายเซ็นจากสำนักพิมพ์หัวกั๋วได้อย่างไร
"ไม่ต้องหรอก ผมไม่มีเวลา" นี่คือคำตอบของลั่วชิวจริงๆ เป็นความปล่อยวางและชิลล์อย่างเสมอต้นเสมอปลาย
จื่อหยาไม่แปลกใจเลยสักนิด เธอจึงนำคำตอบนี้ไปแจ้งให้ทางสำนักพิมพ์หัวกั๋วทราบ
กลับมาเข้าเรื่องกันต่อ อันที่จริงแล้วในช่วงต้นเดือนกันยายน หวังเซวียนใช้เวลา 5 วันไปกับการวาดสตอรี่บอร์ดสำหรับ 'วัดเส้าหลิน' ซึ่งตอนนี้ก็วาดไปได้เกินครึ่งแล้ว เพียงพอที่จะเปิดกล้องถ่ายทำได้ ส่วนที่เหลือเขาสามารถวาดไปถ่ายทำไปก็ยังได้สบายๆ
ดังนั้นในวันที่ 6 บัญชีเว่ยป๋ออย่างเป็นทางการของเทียนไห่จึงได้ประกาศข่าวว่า ทีมงานสร้างภาพยนตร์ 'วัดเส้าหลิน' ที่หวังเซวียนเป็นทั้งคนเขียนบทและผู้กำกับ ได้ถูกจัดตั้งขึ้นเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ทุกขั้นตอนและทีมงานทุกคนพร้อมปฏิบัติงาน และจะมีการจัดงานแถลงข่าวเปิดกล้องในวันที่ 7 เวลา 10 โมงเช้า
ทันทีที่ข่าวนี้ถูกเผยแพร่ออกไป โลกอินเทอร์เน็ตก็เกิดอาการงุนงงไปชั่วขณะ ชาวเน็ตจำนวนมากรู้สึกตงิดๆ ว่ามีบางอย่างไม่ชอบมาพากล
"อะไรเนี่ย? ทำไมข้อความในเว่ยป๋อนี้มันดูคุ้นๆ เหมือนเคยเห็นที่ไหนมาก่อนเลยวะ? คลับคล้ายคลับคลาว่าเมื่อเดือนที่แล้วเทียนไห่ก็เพิ่งจะประกาศข้อความคล้ายๆ กันนี้ไปนี่หว่า?"
"ฉันก็จำได้ ก่อนหน้านี้เทียนไห่เคยประกาศว่าทีมงานสร้าง 'วัดเส้าหลิน' ตั้งขึ้นแล้ว และจะจัดงานแถลงข่าวเปิดกล้องในวันที่ 1 กันยายน"
"ชัดเจนเลยว่าหวังเซวียนเทพวกเราอีกแล้ว หมอนี่เทพวกเราบ่อยจนนับครั้งไม่ถ้วนแล้ว ต่อไปนี้ควรเรียกเขาว่า หวัง 'จอมเท' เซวียน ดีมั้ย"
"หวัง 'จอมเท' เซวียน? พรืด! โคตรจะเห็นภาพเลยใช่มั้ยล่ะ!"
ทันทีที่ประโยคนี้หลุดออกมา โลกอินเทอร์เน็ตก็กลายเป็นทะเลแห่งความสนุกสนานทันที หวังเซวียนจึงได้ฉายาใหม่เพิ่มมาอีกหนึ่งฉายา นั่นก็คือ 'หวังจอมเท'
ส่วนพวกสื่อมวลชนนั้นแทบจะคลั่งไปแล้ว
สื่อยักษ์ใหญ่ต่างพากันส่งนักข่าวในสังกัดรีบบินด่วนมายังเซี่ยงไฮ้ เพื่อเข้าร่วมงานแถลงข่าวเปิดกล้องภาพยนตร์เรื่อง 'วัดเส้าหลิน' หวังจะได้ภาพข่าวเป็นที่แรก
แต่ในขณะเดียวกัน จินฮุยเอนเตอร์เทนเมนต์ก็ดันประกาศผ่านเว่ยป๋อทางการของบริษัทว่า ทีมงานสร้างภาพยนตร์ 'ตำนานยุทธจักร' ได้ก่อตั้งขึ้นแล้ว และจะจัดงานแถลงข่าวเปิดกล้องในวันพรุ่งนี้ โดยในงานแถลงข่าวจะมีทั้งจูจิ้น นักเขียนบทระดับแนวหน้า หลี่หลง ผู้กำกับระดับท็อป และเจียงหลง ซูเปอร์สตาร์นักบู๊ผู้รับบทนักแสดงนำมาร่วมงานอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา
พอข้อความนี้ถูกโพสต์ออกไป ผู้คนนับไม่ถ้วนต่างก็เบิกตาโพลงด้วยความตกตะลึง สมองขาวโพลนไปชั่วขณะ ก่อนจะเปลี่ยนเป็นความสับสนอลหม่าน
(จบตอน)