เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 3 - ใครจะเล่นละครเก่งเท่าแก?

บทที่ 3 - ใครจะเล่นละครเก่งเท่าแก?

บทที่ 3 - ใครจะเล่นละครเก่งเท่าแก?


แถมไม่ได้แกล้งทำด้วยนะ

เขาอยากอ้วกจริงๆ

นอนเด้งไปเด้งมาในรถพยาบาลที่ขับซิ่งทะลุนรกขนาดนั้น คนขับแม่งก็ขยันซะเหลือเกิน!

ขับรถอย่างกับถ่ายทำเรื่อง Fast & Furious เข้าโค้งไม่ยอมแตะเบรกเลยสักนิด!

สงสัยจริงๆ ว่ามารับงานนี้เพราะแค่คลั่งความเร็วล้วนๆ แน่เลย!!!

กระเพาะของฉินจั๋วปั่นป่วนจนไส้แทบจะขย้อนออกมาอยู่แล้ว

"พาเขาไปเข้าห้องน้ำด่วน!"

อู๋อี้รีบสั่งการ

เจ้าหน้าที่พยาบาลสองคนพุ่งเข้าไปจะพยุงเขา แต่ฉินจั๋วสะบัดออกอย่างแรง:

"อย่าเข้ามานะ!"

พูดจบเขาก็โซเซพุ่งพรวดเข้าห้องน้ำที่อยู่ใกล้ๆ มุดเข้าห้องน้ำสับล็อกประตูดัง 'แกร็ก' ทันที

อู๋อี้กับพวกวิ่งตามมา ยืนเบิกตากว้างมองหน้ากันเลิ่กลั่กอยู่หน้าประตูห้องน้ำ ไม่มีใครรู้ว่าควรทำยังไงต่อไป

"นี่มันเกิดอะไรขึ้นเนี่ย?"

หมอหนุ่มคนหนึ่งเอ่ยถามเสียงเบา

อู๋อี้หรี่ตาลง:

"ยังไม่แน่ใจ ประเมินยากมาก! อาจจะกระทบกระเทือนเส้นประสาทก็ได้!"

ฉินจั๋วที่ล็อกประตูขังตัวเองอยู่ในห้องน้ำ สูดหายใจเข้าลึกๆ

สูดเข้าไปเต็มปอด!

"แหวะ!"

เหม็นชิบหาย

ห้องน้ำนี่ถึงจะทำความสะอาดทุกวัน แต่กลิ่นเหม็นอับก็ยังลอยเตะจมูกขึ้นมาถึงสมอง

ต่อให้เป็นคนจมูกบอดมาดมก็ยังต้องยอมแพ้!

แต่สมองของฉินจั๋วยังปลอดโปร่งดี

เขาเอามือยันผนัง สมองแล่นจี๋—

เขาไม่ใช่นักแสดงมืออาชีพ คงแสดงอาการ 'ระบบประสาทควบคุมร่างกายไม่ได้' ออกมาให้เนียนเป๊ะไม่ได้หรอก ขืนฝืนแสดงไปก็หลอกหมอไม่ได้อยู่ดี

พวกหมอเขาคลุกคลีกับคนไข้ทุกวัน มองแวบเดียวก็รู้แล้วว่าจริงหรือปลอม

มาถึงขั้นนี้แล้ว มีแต่ต้องใช้วิธีนี้แหละ

ฉินจั๋วพยักหน้ากับตัวเอง บอกกับตัวเองในใจ: เริ่มเลย

หมุนตัวจงเจริญ!!!

"แหวะ! แหวะ!"

เขาแกล้งขย้อนน้ำลายไปพลาง หมุนตัวอยู่กับที่ในห้องน้ำไปพลาง 10 รอบ 20 รอบ 30 รอบ!

ไม่กล้าหยุดพักแม้แต่วินาทีเดียว!

กลัวว่าถ้าหมุนน้อยไปมันจะไม่เนียน!

แต่ยิ่งหมุนก็ยิ่งใช้ออกซิเจน ยิ่งใช้ออกซิเจนก็ยิ่งสูดหายใจลึก ยิ่งสูดหายใจมันก็ยิ่ง 'แหวะ'!

อู๋อี้กับพวกที่ยืนฟังเสียงอยู่ข้างนอกเริ่มกระวนกระวาย

"ทำไงดีครับหมออู๋อี้ คนไข้คงไม่..."

อู๋อี้รีบดันประตูดู ดันไปสองสามทีก็ไม่ขยับเลยสักนิด

"ล็อก... ล็อกประตูไว้เหรอ???"

เสียงขย้อนอาเจียนจากข้างในยังคงดังอย่างต่อเนื่อง แถมเสียงยังดังขึ้นเรื่อยๆ

ฉินจั๋วยังคงหมุนต่อไป 40 รอบ 50 รอบ 60 รอบ—

เริ่มรู้สึกหน้ามืดแล้ว แต่ยังไม่พอ ต้องหมุนต่อ!

70 รอบ 80 รอบ 90 รอบ!

อู๋อี้กัดฟันกรอด ถอยหลังไปครึ่งก้าว ตะโกนสั่ง:

"พังประตูเลย!"

"ปัง!"

ยังไม่ทันที่พวกเขาจะเอาตัวพุ่งชน ประตูห้องน้ำก็ถูกเปิดออกจากข้างในเสียก่อน

ฉินจั๋วยืนเกาะขอบประตู หน้าซีดเผือด จังหวะนั้นเองที่แรงตีกลับจากกระเพาะอาหารพุ่งขึ้นมาถึงคอหอยพอดี—

"อ้วกกกก!!!!!"

อ้วกพุ่งกระฉูดออกมาจากปากลอยโค้งออกไปนอกประตู ข้ามทางเดิน ข้ามหน้าต่าง และร่วงลงไปแปะอยู่ตรงซุ้มขายเครปข้างล่างตึกอย่างพอดิบพอดี!

"อ๊ากกกก!"

"ใครสาดขี้ลงมาวะเนี่ย!"

เสียงกรีดร้องกับเสียงด่าทอดังระงมมาจากข้างล่าง

แต่อู๋อี้ที่ยืนอยู่หน้าห้องน้ำไม่มีเวลาไปสนใจเรื่องข้างล่างแล้ว สีหน้าของเขาเคร่งเครียดขึ้นมาทันที

อ้วกพุ่งกระฉูดแบบนี้!

ควบคุมสมดุลร่างกายไม่ได้!

นี่อย่าบอกนะว่า... ความดันในกะโหลกศีรษะสูง??

ถ้าอย่างนั้นมันคงไม่ใช่แค่อาการสมองกระทบกระเทือนธรรมดาแล้วล่ะ...

"เร็วเข้า! พาเขาไปที่ห้องพักฟื้น ตรวจวัดสัญญาณชีพด่วน!"

คราวนี้เจ้าหน้าที่พยาบาลสองคนไม่ต้องออกแรงเยอะก็จับตัวฉินจั๋วไว้ได้อยู่หมัด

เพราะตอนนี้ฉินจั๋วไม่ได้แค่ 'บอบช้ำไปทั้งตัว' แต่ยังหน้ามืดตาลายแยกทิศทางไม่ออก สภาพเหมือนบอสใกล้ตายที่โดนยิงซ้ำอีกนัดยังไงยังงั้น

ไม่นานเขาก็โดนจับหามขึ้นเตียงผู้ป่วย

พยาบาลพันแถบวัดความดันที่แขนอย่างคล่องแคล่ว หนีบเครื่องวัดออกซิเจนที่ปลายนิ้ว ส่วนอู๋อี้ก็ควักไฟฉายกระบอกเล็กออกมา ถ่างตาฉินจั๋วส่องดูม่านตา ก่อนจะชูนิ้วขึ้นมาหนึ่งนิ้ว

"ฉินจั๋ว! มองเห็นไหมว่านี่กี่นิ้ว?"

ฉินจั๋วเพ่งตามองนิ้วนั้นอย่างสุดความสามารถ

ไม่ได้ล้อเล่นนะ

มันมองไม่ชัดจริงๆ

หมุนไปตั้งร้อยรอบ เพดานยังหมุนติ้วๆ อยู่เลย หน้าหมออู๋อี้ก็ยังเบลอซ้อนกันเป็นภาพซ้อน

"มองไม่ค่อยชัดเลยครับ"

ฉินจั๋วตอบด้วยน้ำเสียงมึนงง

"ขอตอบข้อ c ได้ไหมครับ?"

อู๋อี้: "..."

พยาบาลสาวข้างๆ ถึงกับมีเส้นดำพาดผ่านหน้า

อู๋อี้สูดหายใจลึก หันไปดูตัวเลขบนจอมอนิเตอร์ สลับกับมองปฏิกิริยาม่านตาของฉินจั๋ว คิ้วขมวดเข้าหากันจนเป็นปม

กำลังจะหันไปปรึกษาเรื่องการจ่ายยากับหมออีกคน—

"ลูกพ่อ?!"

เสียงผู้ชายคนหนึ่งดังก้องมาจากหน้าประตูห้องพักฟื้น

ฉินจื้อพุ่งพรวดเข้ามาในห้อง กระดุมเสื้อสูทยังไม่ได้ติด เนกไทหลุดลุ่ยเบี้ยวไปข้างหนึ่ง บนหน้าผากมีแต่เหงื่อผุดพราย

เขาก้าวสามขุมพุ่งเข้าหาเตียงผู้ป่วย พอเห็นรอยฟกช้ำแดงเถือกบนหน้าและแขนของฉินจั๋ว ขอบตาก็แดงก่ำขึ้นมาทันที

ตอนเช้าก่อนออกจากบ้านยังดีๆ อยู่เลย!

ทำไมถึงกลายเป็นแบบนี้ไปได้?

"หมอครับ! ลูกชายผมเป็นอะไรไป?"

จังหวะนั้นเองฉินจั๋วก็เริ่มได้สติกลับมาบ้างแล้ว

แม้สมองจะยังหมุนติ้วๆ อยู่ แต่มีเรื่องหนึ่งที่เขาคิดได้อย่างทะลุปรุโปร่ง:

จะปล่อยให้ฉินจื้อตกลงแผนการรักษาบ้าบออะไรไม่ได้เด็ดขาด!

เขารู้นิสัยพ่อตัวเองดี พ่อเป็นคนตัดสินใจเด็ดขาดรวดเร็ว เกิดพ่อหลุดปากบอก 'ผ่าตัดก็ต้องผ่า' เดี๋ยวได้โดนเข็นเข้าห้องผ่าตัดจริงๆ หรอก???

ฉินจั๋วสะดุ้งเฮือก

เขากระเด้งตัวลุกพรวดขึ้นมานั่งทันที!

อู๋อี้ที่ยังไม่ทันได้อธิบายอาการป่วยถึงกับอ้าปากค้าง!

ภาพที่เห็นคือฉินจั๋วกระโดดเกาะหนึบเป็นลูกลิงอยู่บนตัวฉินจื้อ สองแขนกอดคอแน่น สองขาหนีบเอว กลายเป็นพวงกุญแจห้อยต่องแต่งไปซะแล้ว!

"พ่อจ๋า! พวกมันตีผม! อย่าเข้ามานะ! อย่าเข้ามา!"

ฉินจื้ออายุ 48 ปีแล้ว โชคดีที่สมัยหนุ่มๆ เคยเป็นทหารมาก่อน ร่างกายเลยยังแข็งแรงกำยำอยู่บ้าง แต่โดนกระโดดเกาะกะทันหันแบบนี้ก็เกือบทำเอาเอวเคล็ดเหมือนกัน

"โอ๊ย ไอ้ลูกหมาเอ๊ย!"

เขาสูตปากเซถอยหลังไปสองก้าว โชคดีที่ยังทรงตัวยืนหยัดอยู่ได้

อู๋อี้ที่ยืนดูอยู่อย่างงุนงงแอบถอนหายใจอย่างโล่งอก

โชคดีนะเนี่ย อย่างน้อยก็ยังจำคนที่มาจ่ายเงินค่ารักษาได้ แสดงว่าสมองยังไม่กระทบกระเทือนถึงขั้นโคม่า

ช่วงเวลานี้ห้ามกระตุ้นให้คนไข้ตกใจเด็ดขาด ต้องพยายามปลอบประโลม

เขาหันไปส่งซิกให้เจ้าหน้าที่พยาบาลที่อยู่ด้านหลัง: ถอย!

เจ้าหน้าที่พยาบาลพยักหน้ารับรู้ เข้าใจตรงกัน แล้วค่อยๆ เดินย่องถอยหลังออกไปเงียบๆ

อู๋อี้สบตากับฉินจื้อแวบหนึ่ง ก่อนจะค่อยๆ ถอยตามออกไปเช่นกัน

เขาไปยืนอยู่หน้าประตูห้องพักฟื้น แอบสังเกตการณ์ผ่านกระจกบานเล็ก

"ฮือออออ!"

ฉินจั๋วซุกหน้าลงบนไหล่ฉินจื้อ ร้องไห้สะอึกสะอื้นอย่างน่าเวทนา เสียงดังลั่นจนทะลุไปถึงทางเดิน

"ไม่เป็นไรแล้วลูก! ผ่านไปแล้วนะลูก ผ่านไปแล้ว!"

ฉินจื้อใช้มือข้างหนึ่งประคองเอวลูกชายไว้ อีกมือก็ลูบหลังปลอบโยน

ดูเหมือนตั้งแต่ลูกขึ้นประถม ก็ไม่เคยมีโมเมนต์แบบนี้อีกเลย!

ถึงแม้น้ำหนักตัวมันจะเพิ่มขึ้นเยอะก็เถอะ!

แต่ความรู้สึกของการถูกพึ่งพาแบบนี้ ก็ทำเอาฉินจื้ออดตื้นตันใจไม่ได้

ยังไม่ทันจะได้ซึ้งครบนาที จู่ๆ ฉินจั๋วก็ขยับปากมากระซิบที่ข้างหูเขา น้ำเสียงเบาหวิวแต่รัวเร็ว:

"พ่อ รักษาแบบประคับประคองนะ ให้หมอจ่ายแค่ยาบำรุงปลายประสาทก็พอ"

"ละครที่ผมเล่นเมื่อกี้ น่าจะหลอกหมอให้วินิจฉัยว่าก้านสมองอาจจะได้รับความเสียหายได้แล้วล่ะ ถ้าพ่อเรียกค่าทำขวัญจากพวกมันได้ไม่ถึงสองแสน ผมจะแอบดูถูกพ่อนะ"

มือที่กำลังลูบหลังของฉินจื้อชะงักกึก

สายตาที่เปี่ยมไปด้วยความสงสารพลันเปลี่ยนเป็นเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง

ไอ้ตัวแสบ!!!

นี่แกแสดงละครหรอกเรอะ???

ฉินจั๋วหรี่ตามองใบหน้าตกตะลึงอ้าปากค้างของพ่อ แล้วรีบกระซิบสำทับไปอีกประโยค:

"พ่อเล่นละครเก่งที่สุดเลยนี่! อย่าทำให้ผมผิดหวังนะพ่อ!"

ฉินจื้อถึงกับพูดไม่ออก

พ่อเล่นละครเก่งงั้นเหรอ?

เหอะ

ใครจะไปเล่นละครเก่งเท่าแกกันวะ?

หมอพยาบาลทั้งห้อง ตั้งแต่แผนกฉุกเฉินยันห้องพักฟื้น โดนแกต้มเปื่อยหมดแล้วเนี่ย

จบบทที่ บทที่ 3 - ใครจะเล่นละครเก่งเท่าแก?

คัดลอกลิงก์แล้ว