- หน้าแรก
- วันนี้โดนบูลลี่ วันหน้าเจออีกทีต้องเรียกลูกพี่นะครับ
- บทที่ 3 - ใครจะเล่นละครเก่งเท่าแก?
บทที่ 3 - ใครจะเล่นละครเก่งเท่าแก?
บทที่ 3 - ใครจะเล่นละครเก่งเท่าแก?
แถมไม่ได้แกล้งทำด้วยนะ
เขาอยากอ้วกจริงๆ
นอนเด้งไปเด้งมาในรถพยาบาลที่ขับซิ่งทะลุนรกขนาดนั้น คนขับแม่งก็ขยันซะเหลือเกิน!
ขับรถอย่างกับถ่ายทำเรื่อง Fast & Furious เข้าโค้งไม่ยอมแตะเบรกเลยสักนิด!
สงสัยจริงๆ ว่ามารับงานนี้เพราะแค่คลั่งความเร็วล้วนๆ แน่เลย!!!
กระเพาะของฉินจั๋วปั่นป่วนจนไส้แทบจะขย้อนออกมาอยู่แล้ว
"พาเขาไปเข้าห้องน้ำด่วน!"
อู๋อี้รีบสั่งการ
เจ้าหน้าที่พยาบาลสองคนพุ่งเข้าไปจะพยุงเขา แต่ฉินจั๋วสะบัดออกอย่างแรง:
"อย่าเข้ามานะ!"
พูดจบเขาก็โซเซพุ่งพรวดเข้าห้องน้ำที่อยู่ใกล้ๆ มุดเข้าห้องน้ำสับล็อกประตูดัง 'แกร็ก' ทันที
อู๋อี้กับพวกวิ่งตามมา ยืนเบิกตากว้างมองหน้ากันเลิ่กลั่กอยู่หน้าประตูห้องน้ำ ไม่มีใครรู้ว่าควรทำยังไงต่อไป
"นี่มันเกิดอะไรขึ้นเนี่ย?"
หมอหนุ่มคนหนึ่งเอ่ยถามเสียงเบา
อู๋อี้หรี่ตาลง:
"ยังไม่แน่ใจ ประเมินยากมาก! อาจจะกระทบกระเทือนเส้นประสาทก็ได้!"
ฉินจั๋วที่ล็อกประตูขังตัวเองอยู่ในห้องน้ำ สูดหายใจเข้าลึกๆ
สูดเข้าไปเต็มปอด!
"แหวะ!"
เหม็นชิบหาย
ห้องน้ำนี่ถึงจะทำความสะอาดทุกวัน แต่กลิ่นเหม็นอับก็ยังลอยเตะจมูกขึ้นมาถึงสมอง
ต่อให้เป็นคนจมูกบอดมาดมก็ยังต้องยอมแพ้!
แต่สมองของฉินจั๋วยังปลอดโปร่งดี
เขาเอามือยันผนัง สมองแล่นจี๋—
เขาไม่ใช่นักแสดงมืออาชีพ คงแสดงอาการ 'ระบบประสาทควบคุมร่างกายไม่ได้' ออกมาให้เนียนเป๊ะไม่ได้หรอก ขืนฝืนแสดงไปก็หลอกหมอไม่ได้อยู่ดี
พวกหมอเขาคลุกคลีกับคนไข้ทุกวัน มองแวบเดียวก็รู้แล้วว่าจริงหรือปลอม
มาถึงขั้นนี้แล้ว มีแต่ต้องใช้วิธีนี้แหละ
ฉินจั๋วพยักหน้ากับตัวเอง บอกกับตัวเองในใจ: เริ่มเลย
หมุนตัวจงเจริญ!!!
"แหวะ! แหวะ!"
เขาแกล้งขย้อนน้ำลายไปพลาง หมุนตัวอยู่กับที่ในห้องน้ำไปพลาง 10 รอบ 20 รอบ 30 รอบ!
ไม่กล้าหยุดพักแม้แต่วินาทีเดียว!
กลัวว่าถ้าหมุนน้อยไปมันจะไม่เนียน!
แต่ยิ่งหมุนก็ยิ่งใช้ออกซิเจน ยิ่งใช้ออกซิเจนก็ยิ่งสูดหายใจลึก ยิ่งสูดหายใจมันก็ยิ่ง 'แหวะ'!
อู๋อี้กับพวกที่ยืนฟังเสียงอยู่ข้างนอกเริ่มกระวนกระวาย
"ทำไงดีครับหมออู๋อี้ คนไข้คงไม่..."
อู๋อี้รีบดันประตูดู ดันไปสองสามทีก็ไม่ขยับเลยสักนิด
"ล็อก... ล็อกประตูไว้เหรอ???"
เสียงขย้อนอาเจียนจากข้างในยังคงดังอย่างต่อเนื่อง แถมเสียงยังดังขึ้นเรื่อยๆ
ฉินจั๋วยังคงหมุนต่อไป 40 รอบ 50 รอบ 60 รอบ—
เริ่มรู้สึกหน้ามืดแล้ว แต่ยังไม่พอ ต้องหมุนต่อ!
70 รอบ 80 รอบ 90 รอบ!
อู๋อี้กัดฟันกรอด ถอยหลังไปครึ่งก้าว ตะโกนสั่ง:
"พังประตูเลย!"
"ปัง!"
ยังไม่ทันที่พวกเขาจะเอาตัวพุ่งชน ประตูห้องน้ำก็ถูกเปิดออกจากข้างในเสียก่อน
ฉินจั๋วยืนเกาะขอบประตู หน้าซีดเผือด จังหวะนั้นเองที่แรงตีกลับจากกระเพาะอาหารพุ่งขึ้นมาถึงคอหอยพอดี—
"อ้วกกกก!!!!!"
อ้วกพุ่งกระฉูดออกมาจากปากลอยโค้งออกไปนอกประตู ข้ามทางเดิน ข้ามหน้าต่าง และร่วงลงไปแปะอยู่ตรงซุ้มขายเครปข้างล่างตึกอย่างพอดิบพอดี!
"อ๊ากกกก!"
"ใครสาดขี้ลงมาวะเนี่ย!"
เสียงกรีดร้องกับเสียงด่าทอดังระงมมาจากข้างล่าง
แต่อู๋อี้ที่ยืนอยู่หน้าห้องน้ำไม่มีเวลาไปสนใจเรื่องข้างล่างแล้ว สีหน้าของเขาเคร่งเครียดขึ้นมาทันที
อ้วกพุ่งกระฉูดแบบนี้!
ควบคุมสมดุลร่างกายไม่ได้!
นี่อย่าบอกนะว่า... ความดันในกะโหลกศีรษะสูง??
ถ้าอย่างนั้นมันคงไม่ใช่แค่อาการสมองกระทบกระเทือนธรรมดาแล้วล่ะ...
"เร็วเข้า! พาเขาไปที่ห้องพักฟื้น ตรวจวัดสัญญาณชีพด่วน!"
คราวนี้เจ้าหน้าที่พยาบาลสองคนไม่ต้องออกแรงเยอะก็จับตัวฉินจั๋วไว้ได้อยู่หมัด
เพราะตอนนี้ฉินจั๋วไม่ได้แค่ 'บอบช้ำไปทั้งตัว' แต่ยังหน้ามืดตาลายแยกทิศทางไม่ออก สภาพเหมือนบอสใกล้ตายที่โดนยิงซ้ำอีกนัดยังไงยังงั้น
ไม่นานเขาก็โดนจับหามขึ้นเตียงผู้ป่วย
พยาบาลพันแถบวัดความดันที่แขนอย่างคล่องแคล่ว หนีบเครื่องวัดออกซิเจนที่ปลายนิ้ว ส่วนอู๋อี้ก็ควักไฟฉายกระบอกเล็กออกมา ถ่างตาฉินจั๋วส่องดูม่านตา ก่อนจะชูนิ้วขึ้นมาหนึ่งนิ้ว
"ฉินจั๋ว! มองเห็นไหมว่านี่กี่นิ้ว?"
ฉินจั๋วเพ่งตามองนิ้วนั้นอย่างสุดความสามารถ
ไม่ได้ล้อเล่นนะ
มันมองไม่ชัดจริงๆ
หมุนไปตั้งร้อยรอบ เพดานยังหมุนติ้วๆ อยู่เลย หน้าหมออู๋อี้ก็ยังเบลอซ้อนกันเป็นภาพซ้อน
"มองไม่ค่อยชัดเลยครับ"
ฉินจั๋วตอบด้วยน้ำเสียงมึนงง
"ขอตอบข้อ c ได้ไหมครับ?"
อู๋อี้: "..."
พยาบาลสาวข้างๆ ถึงกับมีเส้นดำพาดผ่านหน้า
อู๋อี้สูดหายใจลึก หันไปดูตัวเลขบนจอมอนิเตอร์ สลับกับมองปฏิกิริยาม่านตาของฉินจั๋ว คิ้วขมวดเข้าหากันจนเป็นปม
กำลังจะหันไปปรึกษาเรื่องการจ่ายยากับหมออีกคน—
"ลูกพ่อ?!"
เสียงผู้ชายคนหนึ่งดังก้องมาจากหน้าประตูห้องพักฟื้น
ฉินจื้อพุ่งพรวดเข้ามาในห้อง กระดุมเสื้อสูทยังไม่ได้ติด เนกไทหลุดลุ่ยเบี้ยวไปข้างหนึ่ง บนหน้าผากมีแต่เหงื่อผุดพราย
เขาก้าวสามขุมพุ่งเข้าหาเตียงผู้ป่วย พอเห็นรอยฟกช้ำแดงเถือกบนหน้าและแขนของฉินจั๋ว ขอบตาก็แดงก่ำขึ้นมาทันที
ตอนเช้าก่อนออกจากบ้านยังดีๆ อยู่เลย!
ทำไมถึงกลายเป็นแบบนี้ไปได้?
"หมอครับ! ลูกชายผมเป็นอะไรไป?"
จังหวะนั้นเองฉินจั๋วก็เริ่มได้สติกลับมาบ้างแล้ว
แม้สมองจะยังหมุนติ้วๆ อยู่ แต่มีเรื่องหนึ่งที่เขาคิดได้อย่างทะลุปรุโปร่ง:
จะปล่อยให้ฉินจื้อตกลงแผนการรักษาบ้าบออะไรไม่ได้เด็ดขาด!
เขารู้นิสัยพ่อตัวเองดี พ่อเป็นคนตัดสินใจเด็ดขาดรวดเร็ว เกิดพ่อหลุดปากบอก 'ผ่าตัดก็ต้องผ่า' เดี๋ยวได้โดนเข็นเข้าห้องผ่าตัดจริงๆ หรอก???
ฉินจั๋วสะดุ้งเฮือก
เขากระเด้งตัวลุกพรวดขึ้นมานั่งทันที!
อู๋อี้ที่ยังไม่ทันได้อธิบายอาการป่วยถึงกับอ้าปากค้าง!
ภาพที่เห็นคือฉินจั๋วกระโดดเกาะหนึบเป็นลูกลิงอยู่บนตัวฉินจื้อ สองแขนกอดคอแน่น สองขาหนีบเอว กลายเป็นพวงกุญแจห้อยต่องแต่งไปซะแล้ว!
"พ่อจ๋า! พวกมันตีผม! อย่าเข้ามานะ! อย่าเข้ามา!"
ฉินจื้ออายุ 48 ปีแล้ว โชคดีที่สมัยหนุ่มๆ เคยเป็นทหารมาก่อน ร่างกายเลยยังแข็งแรงกำยำอยู่บ้าง แต่โดนกระโดดเกาะกะทันหันแบบนี้ก็เกือบทำเอาเอวเคล็ดเหมือนกัน
"โอ๊ย ไอ้ลูกหมาเอ๊ย!"
เขาสูตปากเซถอยหลังไปสองก้าว โชคดีที่ยังทรงตัวยืนหยัดอยู่ได้
อู๋อี้ที่ยืนดูอยู่อย่างงุนงงแอบถอนหายใจอย่างโล่งอก
โชคดีนะเนี่ย อย่างน้อยก็ยังจำคนที่มาจ่ายเงินค่ารักษาได้ แสดงว่าสมองยังไม่กระทบกระเทือนถึงขั้นโคม่า
ช่วงเวลานี้ห้ามกระตุ้นให้คนไข้ตกใจเด็ดขาด ต้องพยายามปลอบประโลม
เขาหันไปส่งซิกให้เจ้าหน้าที่พยาบาลที่อยู่ด้านหลัง: ถอย!
เจ้าหน้าที่พยาบาลพยักหน้ารับรู้ เข้าใจตรงกัน แล้วค่อยๆ เดินย่องถอยหลังออกไปเงียบๆ
อู๋อี้สบตากับฉินจื้อแวบหนึ่ง ก่อนจะค่อยๆ ถอยตามออกไปเช่นกัน
เขาไปยืนอยู่หน้าประตูห้องพักฟื้น แอบสังเกตการณ์ผ่านกระจกบานเล็ก
"ฮือออออ!"
ฉินจั๋วซุกหน้าลงบนไหล่ฉินจื้อ ร้องไห้สะอึกสะอื้นอย่างน่าเวทนา เสียงดังลั่นจนทะลุไปถึงทางเดิน
"ไม่เป็นไรแล้วลูก! ผ่านไปแล้วนะลูก ผ่านไปแล้ว!"
ฉินจื้อใช้มือข้างหนึ่งประคองเอวลูกชายไว้ อีกมือก็ลูบหลังปลอบโยน
ดูเหมือนตั้งแต่ลูกขึ้นประถม ก็ไม่เคยมีโมเมนต์แบบนี้อีกเลย!
ถึงแม้น้ำหนักตัวมันจะเพิ่มขึ้นเยอะก็เถอะ!
แต่ความรู้สึกของการถูกพึ่งพาแบบนี้ ก็ทำเอาฉินจื้ออดตื้นตันใจไม่ได้
ยังไม่ทันจะได้ซึ้งครบนาที จู่ๆ ฉินจั๋วก็ขยับปากมากระซิบที่ข้างหูเขา น้ำเสียงเบาหวิวแต่รัวเร็ว:
"พ่อ รักษาแบบประคับประคองนะ ให้หมอจ่ายแค่ยาบำรุงปลายประสาทก็พอ"
"ละครที่ผมเล่นเมื่อกี้ น่าจะหลอกหมอให้วินิจฉัยว่าก้านสมองอาจจะได้รับความเสียหายได้แล้วล่ะ ถ้าพ่อเรียกค่าทำขวัญจากพวกมันได้ไม่ถึงสองแสน ผมจะแอบดูถูกพ่อนะ"
มือที่กำลังลูบหลังของฉินจื้อชะงักกึก
สายตาที่เปี่ยมไปด้วยความสงสารพลันเปลี่ยนเป็นเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง
ไอ้ตัวแสบ!!!
นี่แกแสดงละครหรอกเรอะ???
ฉินจั๋วหรี่ตามองใบหน้าตกตะลึงอ้าปากค้างของพ่อ แล้วรีบกระซิบสำทับไปอีกประโยค:
"พ่อเล่นละครเก่งที่สุดเลยนี่! อย่าทำให้ผมผิดหวังนะพ่อ!"
ฉินจื้อถึงกับพูดไม่ออก
พ่อเล่นละครเก่งงั้นเหรอ?
เหอะ
ใครจะไปเล่นละครเก่งเท่าแกกันวะ?
หมอพยาบาลทั้งห้อง ตั้งแต่แผนกฉุกเฉินยันห้องพักฟื้น โดนแกต้มเปื่อยหมดแล้วเนี่ย