เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ฟรี บทที่ 565 บทสรุป (สองบทรวมกัน)

ฟรี บทที่ 565 บทสรุป (สองบทรวมกัน)

ฟรี บทที่ 565 บทสรุป (สองบทรวมกัน)


บทที่ 565 บทสรุป (สองบทรวมกัน)

⠀⠀⠀

⠀⠀⠀ทุกคนต่างงุนงงสับสนกับการกระทำของมัน

⠀⠀⠀

⠀⠀⠀ทว่าในไม่ช้า เมื่อจิตสำนึกของฉุนหยางจื่อดำดิ่งสู่การหลับใหล พวกมันก็เข้าใจถึงความคิดของพัศดีราชันย์วิญญาณ ที่แท้มันก็ตั้งใจจะยืมอานุภาพของทัณฑ์สวรรค์หลอมสุญญตามาสะกดมารโบราณ [ชีพ] ไว้ชั่วคราวนั่นเอง

⠀⠀⠀

⠀⠀⠀ต้องรู้ว่าเนื่องจากมีกฎเกณฑ์ของเซียนดำรงอยู่ ร่างเปล่าของมารโบราณเหล่านี้ก็สามารถแสดงพลังออกมาได้เพียงระดับแปลงเทวะขั้นสมบูรณ์เท่านั้น ทว่าแก่นแท้ของพวกมันกลับสูงส่งยิ่งนัก

⠀⠀⠀

⠀⠀⠀หลังจากฝืนแสดงพลังระดับหลอมสุญญตาออกมาได้ ก็จะถูกกดทับกลับไปอีก อีกทั้งแต่ละตนยังเป็นอมตะไม่ดับสูญ กฎเกณฑ์ของเซียนก็ทำได้เพียงกดทับไว้ ไม่อาจสังหารได้ ยิ่งมารโบราณ [ชีพ] ก็ยิ่งเป็นตัวตนที่โดดเด่นที่สุดในวิถีแห่งความเป็นอมตะเสียด้วย

⠀⠀⠀

⠀⠀⠀แม้แต่เซียนก็ยังทำอะไรมันไม่ได้ นับประสาอะไรกับผู้บำเพ็ญเพียรในโลกเบื้องล่างอย่างพวกมันเล่า วิธีรับมือเพียงหนึ่งเดียวก็คือต้องผนึกมันกลับเข้าไปใหม่อีกครั้ง ซึ่งความยากลำบากนั้นแค่คิดก็รู้แล้วว่าแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย

⠀⠀⠀

⠀⠀⠀ไม่ว่าจะเป็นพัศดีราชันย์วิญญาณหรือหวังอี้ แท้จริงแล้วในใจต่างก็ไม่อยากเห็นเงาของมารโบราณเลย ทว่าเรื่องราวดำเนินมาถึงขั้นนี้แล้ว จะยังมีวิธีใดได้อีกเล่า?

⠀⠀⠀

⠀⠀⠀เห็นเพียงฉุนหยางจื่อถูกพัศดีราชันย์วิญญาณโยนเข้าไปในค่ายกลมิติที่มันจัดเตรียมไว้ ถึงกับเข้าไปแทนที่ตัวมันเอง กลายเป็นผู้ควบคุมค่ายกลแทน

⠀⠀⠀

⠀⠀⠀เพียงไม่กี่อึดใจ ก็ทำให้ตัวเองหลุดพ้นจากกรงขังได้

⠀⠀⠀

⠀⠀⠀พัศดีราชันย์วิญญาณปรายตามองทุกคนในที่นั้นอย่างเย็นชา ไร้ซึ่งจิตวิญญาณแห่งการต่อสู้โดยสิ้นเชิง มันเอ่ยเสียงเรียบว่า

⠀⠀⠀

⠀⠀⠀“บางทีพวกเจ้าอาจจะได้รับข้อมูลลับมากมายจากศิลาจารึกสีดำอมตะ จนสามารถวางแผนการในวันนี้ขึ้นมาได้ ทว่ามีเรื่องหนึ่ง... ที่พวกเจ้าไม่มีทางคาดเดาได้อย่างแน่นอน”

⠀⠀⠀

⠀⠀⠀ท่านผู้อาวุโสไท่ซวีไม่อาจซ่อนเร้นความโกรธเกรี้ยวบนใบหน้าได้

⠀⠀⠀

⠀⠀⠀ขณะที่กำลังจะพุ่งเข้าไปโจมตี ก็ถูกท่านมารหลอมฟ้าคว้าตัวไว้ มันเอ่ยเสียงทุ้มต่ำว่า “เจ้าคิดจะทำอะไรกันแน่?”

⠀⠀⠀

⠀⠀⠀“ข้าหรือ? สู้ถามพวกเจ้าเองดีกว่าว่าอยากจะทำอะไร”

⠀⠀⠀

⠀⠀⠀จู่ๆ พัศดีราชันย์วิญญาณก็ระเบิดเสียงหัวเราะลั่นออกมา

⠀⠀⠀

⠀⠀⠀ใบหน้าหล่อเหลาพลันบิดเบี้ยวดูดุร้ายขึ้นมาในทันที แทบจะตวาดออกมาว่า “แม้มารโบราณจะแข็งแกร่ง ทว่าก็เป็นเพียงร่างเปล่าที่เคลื่อนไหวตามสัญชาตญาณเท่านั้น จะทำลายล้างโลกแห่งการบำเพ็ญเพียรจนหมดสิ้นได้อย่างไร? จะทำให้การสืบทอดถูกตัดขาดได้อย่างไร!”

⠀⠀⠀

⠀⠀⠀“เรื่องในวันนี้ แม้ข้าจะไม่ได้ผลประโยชน์อันใด ทั้งยังต้องถูกลงโทษ ทว่าพวกเจ้า... ฆ่าข้าไม่ได้ และจะต้องถูกกักขังอยู่ในกรงแห่งนี้ตลอดกาล”

⠀⠀⠀

⠀⠀⠀“รอจนกว่ายอดฝีมือระดับบรรลุเต๋าแห่งวังเซียนผู้ถือครองป้ายสวรรค์มาจุติ พวกเจ้ายุคนี้ก็ถือว่าเดินมาถึงจุดจบแล้ว ฮ่าๆๆๆๆ!!!”

⠀⠀⠀(Note : 合道(期)  ระดับบรรลุเต๋า พึ่งโผล่มาน่าจะสูงกว่าหลอมสุญญตา ต่ำกว่ารวมสภาวะ นะครับ )

⠀⠀⠀

⠀⠀⠀กล่าวจบ

⠀⠀⠀

⠀⠀⠀ร่างของพัศดีราชันย์วิญญาณก็ถูกความว่างเปล่ากลืนกิน ถึงกับเลือกที่จะหลบหนีไป หวังอี้มัวแต่ครุ่นคิดถึงคำพูดของอีกฝ่าย จึงไม่ได้ระวังตัว

⠀⠀⠀

⠀⠀⠀ปล่อยให้อีกฝ่ายหนีไปได้

⠀⠀⠀

⠀⠀⠀แนวคิดของโลกเบื้องนอกและสิ่งที่อยู่เบื้องหลังรอยแยกมิตินั้น แท้จริงแล้วไม่ใช่สิ่งเดียวกัน ตามบันทึกใน "คัมภีร์โลก" โลกทุกใบจะมีชั้นบางๆ คล้ายฟองสบู่ห่อหุ้มอยู่ที่ชั้นนอกสุด

⠀⠀⠀

⠀⠀⠀สิ่งนี้มีชื่อเรียกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเยื่อหุ้มโลก, กำแพงโลก, จุดสิ้นสุดของโลก... ฯลฯ ไม่ว่าจะเรียกอย่างไรก็ย่อมได้ และพัศดีราชันย์วิญญาณก็มาจากความว่างเปล่าเบื้องนอกโลกนั่นเอง

⠀⠀⠀

⠀⠀⠀ลึกลงไปอีกคือชั้นความโกลาหล

⠀⠀⠀

⠀⠀⠀มีคำกล่าวไว้ว่า ฟ้าดินยังไม่เบิก ทุกสรรพสิ่งล้วนเป็นความโกลาหล โลกล้วนกำเนิดมาจากความโกลาหล

⠀⠀⠀

⠀⠀⠀ดังนั้นการวิวัฒนาการของความโกลาหลจึงก่อเกิดเป็นฟ้าดินได้

⠀⠀⠀

⠀⠀⠀ชั้นความโกลาหลนี้คือเหวลึกสุดขอบโลกที่ไม่อาจข้ามผ่านได้ ลึกลงไปอีกคือชั้นมิติ คอยค้ำจุนให้โลกทั้งใบสามารถขยายตัวได้อย่างปกติ สามารถมองได้ว่าเป็นกระดานวาดรูปที่อยู่ด้านหลังผืนผ้าใบ

⠀⠀⠀

⠀⠀⠀หากปราศจากมัน ผืนผ้าใบทั้งผืนก็ยากที่จะแผ่กางออก จะกลายเป็นยับยู่ยี่ นี่คือหนึ่งในรากฐานที่ค้ำจุนโลก เรียกว่ามิติ!

⠀⠀⠀

⠀⠀⠀เช่นเดียวกับความมืดมิดลึกล้ำที่อยู่เบื้องหลังมิติที่หวังอี้และคนอื่นๆ ฉีกกระชาก ไร้แสงไร้วิญญาณ มีเพียงอสูรแห่งความว่างเปล่าเท่านั้นที่สามารถอาศัยอยู่ได้

⠀⠀⠀

⠀⠀⠀ทะลวงผ่านความมืดมิด ค้นหาขอบเขต ก็จะพบกับความโกลาหล

⠀⠀⠀

⠀⠀⠀ทว่าชั้นมิตินั้นกลับทิศทางสับสนวุ่นวาย ไม่มีสิ่งที่เรียกว่าทิศทาง แทบจะกำหนดทิศทางไม่ได้เลย ดังนั้นตั้งแต่โบราณกาลจนถึงปัจจุบัน ผู้บำเพ็ญเพียรที่สามารถค้นพบชั้นความโกลาหลได้อย่างแท้จริง จึงมีจำนวนไม่เกินนิ้วมือเดียว

⠀⠀⠀

⠀⠀⠀การที่พัศดีราชันย์วิญญาณสามารถไปมาได้อย่างอิสระ ย่อมต้องเชี่ยวชาญวิชาลับของวังเซียนในการเดินทางข้ามโลกอย่างแน่นอน นึกจะไปก็ไปได้เลย แทบไม่มีความเป็นไปได้ที่จะตามทัน

⠀⠀⠀

⠀⠀⠀เมื่อต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่ยืดหยุ่น สามารถรุกและถอยได้เช่นนี้

⠀⠀⠀

⠀⠀⠀ความยากในการสังหารโจรชั่วผู้นี้ ไม่ได้ง่ายไปกว่าการหลบเลี่ยงกฎเกณฑ์ของเซียนเลย เรื่องราวได้เกิดขึ้นแล้ว เมื่อหวังอี้มองไปยังท่านมารหลอมฟ้าและคนอื่นๆ ด้วยสีหน้าแปลกๆ

⠀⠀⠀

⠀⠀⠀กลับพบว่าอีกฝ่ายก็กำลังมองเขาอยู่เช่นกัน

⠀⠀⠀

⠀⠀⠀ไม่จริงน่า ก่อนจะวางแผนการที่รัดกุมเช่นนี้ พวกเจ้าไม่ได้คิดหาวิธีจำกัดความสามารถในการเคลื่อนที่ที่เท่าเทียมกันเลยหรือ? ขนาดตัวเขาเองตอนอยู่ระดับวิญญาณแรกกำเนิด เมื่อรู้ถึงวิชาเคลื่อนย้ายของระดับวิญญาณแรกกำเนิด เขาก็ยังจงใจศึกษาวิชาลับ-โซ่สวรรค์เพื่อจำกัดวิชานี้เลย

⠀⠀⠀

⠀⠀⠀ด้วยเหตุนี้ จึงสามารถทำได้สำเร็จ ไม่พลาดเป้าแม้แต่ครั้งเดียว ยากนักที่จะมีระดับวิญญาณแรกกำเนิดหลบหนีไปจากเงื้อมมือของเขาได้

⠀⠀⠀

⠀⠀⠀ท่ามกลางสายตาที่ประสานกัน ท่านมารหลอมฟ้าดูเหมือนจะอ่านความคิดของเขาออก จึงอธิบายด้วยความกระอักกระอ่วนเล็กน้อยว่า

⠀⠀⠀

⠀⠀⠀“หากเต่าสะกดปฐพียังมีชีวิตอยู่ เขาคือไพ่ตายในการผนึกมิติเพื่อจำกัดพัศดีราชันย์วิญญาณ นอกจากนี้ สุสานกระบี่ก็ยังเป็นอีกหนึ่งแผนสำรอง”

⠀⠀⠀

⠀⠀⠀เมื่อได้ยินเช่นนั้น ท่านผู้อาวุโสไท่ซวีก็มีสีหน้าเศร้าสร้อย

⠀⠀⠀

⠀⠀⠀“เจี้ยนเหอกำลังอยู่ในสุสานกระบี่ ในยามคับขันสามารถกักขังพัศดีราชันย์วิญญาณไว้ในสุสานกระบี่ได้ เมื่อครู่นี้ศิษย์น้องฉุนหยาง... สรุปแล้วเป็นความผิดของตาเฒ่าอย่างข้าเอง”

⠀⠀⠀

⠀⠀⠀หวังอี้เห็นเช่นนั้น ในใจก็ส่ายหน้าไม่หยุด

⠀⠀⠀

⠀⠀⠀แม้จะเดาไว้ก่อนแล้วว่าโอกาสชนะในศึกครั้งนี้มีน้อยนิด ทว่าก็คาดไม่ถึงว่าความประมาทเพียงชั่วครู่ จะทำให้พัศดีราชันย์วิญญาณรอดพ้นไปได้

⠀⠀⠀

⠀⠀⠀ส่วนไพ่ตายที่ใช้ตัดสินผลแพ้ชนะในท้ายที่สุดนั้น

⠀⠀⠀

⠀⠀⠀ทั้งสองคนก็ไม่ได้พูดถึงอีกเลย

⠀⠀⠀

⠀⠀⠀และสาเหตุที่ยอดฝีมือระดับแปลงเทวะขั้นสมบูรณ์ทั้งสองคนต้องมาอธิบายให้เขาฟัง ก็เกี่ยวเนื่องกับเรื่องที่จะเกิดขึ้นต่อไป นั่นก็คือวิธีรับมือกับคำพูดของพัศดีราชันย์วิญญาณ และจะจัดการกับมารโบราณ [ชีพ] อย่างไร?

⠀⠀⠀

⠀⠀⠀หวังอี้ยืนอยู่ในกลุ่มเมฆอสูร มองดูมารโบราณที่ถูกทัณฑ์สวรรค์และค่ายกลกดทับเอาไว้แบบคูณสอง และฉุนหยางจื่อที่กำลังจะดับสูญไปในทัณฑ์สวรรค์อย่างสมบูรณ์

⠀⠀⠀

⠀⠀⠀ไม่รู้เพราะเหตุใด จู่ๆ ก็เกิดความรู้สึกอยากจะเข้าไปช่วยเหลือขึ้นมา

⠀⠀⠀

⠀⠀⠀ในขณะที่เขายิ่งมองยิ่งเหม่อลอย และเริ่มมีความเคลื่อนไหว

⠀⠀⠀

⠀⠀⠀“สหายเต๋าหวัง สหายเต๋าหวัง...”

⠀⠀⠀

⠀⠀⠀เสียงเรียกหลายครั้งติดต่อกัน ปลุกเขาให้ตื่นจากภวังค์อันแปลกประหลาด

⠀⠀⠀

⠀⠀⠀ในใจของหวังอี้พลันมีเหงื่อเย็นผุดพรายขึ้นมาทันที

⠀⠀⠀

⠀⠀⠀เขาเหม่อลอยในสถานที่อันตรายเช่นนี้ได้อย่างไร? ถึงขั้นเพิกเฉยต่อสถานการณ์ภายนอกอย่างสิ้นเชิง ในสายตาดูเหมือนจะมีเพียงมารโบราณ [ชีพ] เท่านั้น สำหรับจุนเจ่อระดับแปลงเทวะแล้ว เรื่องนี้แทบจะเป็นไปไม่ได้เลย

⠀⠀⠀

⠀⠀⠀นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?

⠀⠀⠀

⠀⠀⠀ยังไม่ทันได้คิดให้ถี่ถ้วน ก็เห็นผู้บำเพ็ญเพียรระดับแปลงเทวะหลายคนที่มารวมตัวกันในศึกครั้งนี้ได้เข้ามาในกลุ่มเมฆาอสูรแล้ว ยอดฝีมือระดับสูงสุดทั้งสี่คนแบ่งออกเป็นสองฝ่าย ยืนประจันหน้ากัน

⠀⠀⠀

⠀⠀⠀คนที่เรียกเขาก็คือจ้าวอสูรมังกรเขียว

⠀⠀⠀

⠀⠀⠀“คำพูดที่เอ่ยไปเมื่อครู่นี้ เจ้าเห็นว่าอย่างไร?”

⠀⠀⠀

⠀⠀⠀“หืม?”

⠀⠀⠀

⠀⠀⠀สัมผัสเทวะของหวังอี้ทบทวนกลับไป จึงเพิ่งจะรู้ตัวว่าประสาทสัมผัสทั้งห้าได้รับข้อมูลมากมายอย่างไม่รู้ตัว ซึ่งก็คือเนื้อหาที่ทุกคนเพิ่งจะปรึกษาหารือกันเมื่อครู่นี้

⠀⠀⠀

⠀⠀⠀ไท่ซวี “ข้าจะไปที่เหวโลหิตสักรอบก่อน เพื่อช่วยฝูหลิงและเมี่ยวเจินกลับมา เรื่องของมารโบราณ คงต้องฝากให้ทุกท่านจัดการแล้ว”

⠀⠀⠀

⠀⠀⠀มังกรเขียวตวาดด้วยความโกรธ “เจ้าคนหน้าไหว้หลังหลอก มารโบราณใช่สิ่งที่พวกเราจะรับมือได้งั้นหรือ? ตอนที่เจ้ากับหลอมฟ้าปล่อยมันออกมา ทำไมถึงไม่คิดหาวิธีจัดการให้ดีก่อนเล่า?”

⠀⠀⠀

⠀⠀⠀ท่านมารหลอมฟ้าเอ่ยเสียงเรียบ

⠀⠀⠀

⠀⠀⠀“บางทีตอนนั้นพวกเราอาจจะตายไปแล้ว จะจัดการกับมารโบราณหรือไม่ก็คงไม่สำคัญอีกต่อไป แต่ตอนนี้สถานการณ์เปลี่ยนไปแล้ว แผนการนี้กลับกลายเป็นการยกก้อนหินทุ่มใส่เท้าตัวเองเสียได้”

⠀⠀⠀

⠀⠀⠀จ้าวอสูรพยัคฆ์ขาวรีบดึงมังกรเขียวที่กำลังจะอาละวาดขึ้นมาอีกรอบเอาไว้ ก่อนจะกล่าวอย่างรวบรัด “ทุกท่านคิดว่าคำพูดของโจรชั่วผู้นั้นหมายความว่าอย่างไร?”

⠀⠀⠀

⠀⠀⠀เมื่อเปลี่ยนหัวข้อสนทนา ทุกคนก็ไม่อยากจะคิดถึงปัญหามารโบราณอีก

⠀⠀⠀

⠀⠀⠀ฉื่อเทียนรับคำต่อ

⠀⠀⠀

⠀⠀⠀“จะเป็นอะไรได้อีกล่ะ ก็แค่ขู่ให้กลัวไปอย่างนั้นแหละ ข้าไม่เชื่อคำพูดของมันหรอก”

⠀⠀⠀

⠀⠀⠀ฉื่อเทียนก็คือฉื่อเทียน สมกับเป็นเจ้าจริงๆ

⠀⠀⠀

⠀⠀⠀เขายินดีที่จะยกย่องให้ตอนนี้เป็นตอนที่เข้ากับสติปัญญาที่สุดเลย

⠀⠀⠀

⠀⠀⠀และก็เป็นไปตามคาด คนที่พูดคำนี้ออกมาอย่างฉื่อเทียนต้องถูกเยาะเย้ย และคนผู้นั้นก็คือหวงเฉวียนจุนเจ่อ

⠀⠀⠀

⠀⠀⠀มันแค่นหัวเราะพลางกล่าวว่า “ขุนนางผู้นั้นมองพวกเราเป็นแค่มดปลวก เจ้าคิดว่ามันจะจงใจหลอกลวงมดปลวกอย่างนั้นหรือ? ตามความเห็นของข้า คงไม่ใช่การพูดจาเลื่อนลอยอย่างไร้เหตุผลหรอก ในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา หายนะจากมารโบราณล้วนถูกแก้ไขโดยเซียนจากโลกเบื้องบน ซึ่งก็คือยอดฝีมือระดับบรรลุเต๋าในปากของมัน หลังจากนั้นก็จะเผชิญกับปัญหาการสืบทอดที่ถูกตัดขาด”

⠀⠀⠀

⠀⠀⠀“ตามบันทึกในประวัติศาสตร์ มารโบราณนั้นกระหายเลือด ผู้บำเพ็ญเพียรที่ล้มตายอย่างหนักล้วนเป็นฝีมือของมารโบราณทั้งสิ้น รวมไปถึงขุมกำลังที่เป็นผู้นำในแต่ละยุคสมัย แทบจะถูกกวาดล้างเป็นกลุ่มแรกๆ เสมอ”

⠀⠀⠀

⠀⠀⠀“ส่วนร่างเปล่าของมารโบราณ ในเวลานั้นก็น่าจะยังไม่ได้ก่อเกิดเป็นจิตสำนึกใหม่ขึ้นมา เจ้าคิดว่าสัตว์ป่าที่หากินตามสัญชาตญาณในป่าลึก จะสังหารและกินเหยื่อในป่าจนหมดเกลี้ยงเลยหรือไง?”

⠀⠀⠀

⠀⠀⠀คำพูดของหวงเฉวียนนั้นมีเหตุผล

⠀⠀⠀

⠀⠀⠀ทว่าฉื่อเทียนกลับไม่ยอมจำนน

⠀⠀⠀

⠀⠀⠀“หากนั่นเป็นฝีมือของเซียนจากโลกเบื้องบนจริงๆ แล้วเหตุใดบนศิลาจารึกสีดำจึงไม่มีบันทึกเอาไว้เล่า หากเป็นไปตามที่เจ้าพูด รอจนกว่ายอดฝีมือระดับบรรลุเต๋าลงมายังโลกเบื้องล่าง พวกเราก็คงต้องตายกันหมดใช่หรือไม่? แล้วศิลาจารึกสีดำจะหลงเหลือมาได้อย่างไร นี่มันเป็นเรื่องขัดแย้งกันเองชัดๆ”

⠀⠀⠀

⠀⠀⠀คุณสมบัติของศิลาจารึกสีดำอมตะทำให้มันกลายเป็นสื่อกลางชั้นยอดในการเก็บรักษาข้อมูลข่าวสารข้ามผ่านยุคสมัยอันยาวนาน ระดับแปลงเทวะไม่อาจทำลายได้ ก็ไม่ได้หมายความว่าผู้บำเพ็ญเพียรระดับบรรลุเต๋าจะทำลายไม่ได้

⠀⠀⠀

⠀⠀⠀คำพูดของฉื่อเทียนก็มีเหตุผลไม่น้อย

⠀⠀⠀

⠀⠀⠀แต่หากคิดเช่นนั้นจริงๆ ก็คงถูกรัศมีแห่งความโง่เขลาของฉื่อเทียนกัดกร่อนเต๋า กลายเป็นเจ้าโง่น้อยไปแล้ว

⠀⠀⠀

⠀⠀⠀จู่ๆ หลอมฟ้าก็เอ่ยขึ้น

⠀⠀⠀

⠀⠀⠀“หากเป็นข้า ก็คงไม่ใส่ใจกับการต่อต้านของมดปลวกหรอก ทว่ากลับจะปกปิดเรื่องที่สังหารมดปลวกพวกนั้นเอาไว้ ปล่อยให้พวกมันเคารพเทิดทูนและใฝ่ฝันถึงข้าต่อไป”

⠀⠀⠀

⠀⠀⠀“ไม่ใช่เพราะเรื่องความแข็งแกร่ง แต่เป็นเพราะเรื่องแผนการและหน้าตา”

⠀⠀⠀

⠀⠀⠀คำพูดเพียงประโยคเดียวปลุกคนในภวังค์ให้ตื่นขึ้น

⠀⠀⠀

⠀⠀⠀ผู้บำเพ็ญเพียรในที่นั้นต่างก็ตระหนักได้ ใช่แล้ว... เมื่อพิจารณาจากประวัติศาสตร์โบราณก็ไม่เคยมีผู้ใดทำสำเร็จมาก่อนเลย หากสิ่งที่ศิลาจารึกสีดำบันทึกไว้เป็นเพียงความลับของคุกแห่งนี้ ผู้บำเพ็ญเพียรแห่งวังเซียนก็คงไม่สนใจหรอก

⠀⠀⠀

⠀⠀⠀ทว่าหากเป็นการเปิดโปงเรื่องที่พวกมันเข่นฆ่าผู้บำเพ็ญเพียรชนพื้นเมืองเล่า

⠀⠀⠀

⠀⠀⠀นั่นก็เท่ากับเป็นการ “สาดโคลน” ใส่พวกมัน ย่อมต้องลบทิ้ง!

⠀⠀⠀

⠀⠀⠀ศิษย์สำนักมารต่างก็ขนานนามตนเองว่าเป็นนิกายศักดิ์สิทธิ์ คนจากโลกเบื้องบนต่อให้มีตบะแก่กล้าเพียงใด ก็ย่อมห่วงหน้าตาเช่นกัน ตราบใดที่ยังเป็นคน ก็ย่อมหนีไม่พ้นธรรมชาติข้อนี้

⠀⠀⠀

⠀⠀⠀“แล้วตอนนี้ควรจะทำเช่นไรดี?”

⠀⠀⠀

⠀⠀⠀ฉื่อเทียนเชื่อมั่นในการตัดสินใจของประมุขสำนักของตนอย่างเต็มที่ ดังนั้นจึงไม่โต้แย้งแต่อย่างใด และถามถึงวิธีแก้ปัญหาโดยตรง

⠀⠀⠀

⠀⠀⠀ภาพนี้ทำให้หวงเฉวียนอดไม่ได้ที่จะเบ้ปาก

⠀⠀⠀

⠀⠀⠀สุนัขรับใช้ตัวนี้ ช่างเสียชาติเกิดที่ได้เป็นถึงจุนเจ่อระดับแปลงเทวะเสียจริง

⠀⠀⠀

⠀⠀⠀ภัยพิบัติมฤตยูกำลังอยู่ตรงหน้า ระยะใกล้มีมารโบราณ [ชีพ] ที่ไม่อาจรับมือได้ ระยะไกลมียอดฝีมือระดับบรรลุเต๋าลงมายังโลกเบื้องล่าง ซึ่งเป็นหายนะที่ไม่อาจต้านทานได้ ไม่มีใครในที่นี้ที่จะหนีรอดไปได้

⠀⠀⠀

⠀⠀⠀แม้แต่เฒ่าไท่ซวีก็ไม่พูดเรื่องที่จะไปช่วยฝูหลิงและเมี่ยวเจินอีกแล้ว ทว่ากลับยืนนิ่งอยู่ด้านข้าง รอให้การสนทนาจบลง

⠀⠀⠀

⠀⠀⠀การรวบรวมกำลังของคนหมู่มาก บางทีอาจจะพอมีทางรอดอยู่บ้าง

⠀⠀⠀

⠀⠀⠀ความเงียบงันปกคลุมอยู่นาน

⠀⠀⠀

⠀⠀⠀ท่านมารหลอมฟ้าถอนหายใจยาว

⠀⠀⠀

⠀⠀⠀“การฝืนทำลายขอบเขตอาจพอมีทางรอดอยู่บ้าง เรือรบแก่นกลางฮุ่นต้งในมือของข้า บางทีอาจจะช่วยให้พวกเราค้นพบชั้นความโกลาหลของโลกคุกน้ำแข็งได้ ส่วนจะสามารถทะลวงขอบเขตได้อย่างปลอดภัยหรือไม่ คงต้องแล้วแต่ดวงแล้ว”

⠀⠀⠀

⠀⠀⠀นี่คือทางถอยที่มันเตรียมไว้ในตอนที่วางแผน

⠀⠀⠀

⠀⠀⠀ทว่าก็เป็นสิ่งที่ต้องเอาชีวิตเข้าแลกเช่นกัน

⠀⠀⠀

⠀⠀⠀ความน่าสะพรึงกลัวของความโกลาหลก็คือ ต่อให้เป็นทองคำวิญญาณที่แข็งแกร่งที่สุดในโลก เมื่อโยนลงไปในนั้น เพียงไม่นานก็จะถูกบดขยี้จนแหลกสลาย หรือถึงขั้นกลับคืนสู่ต้นกำเนิดและวิวัฒนาการใหม่ในความโกลาหล

⠀⠀⠀

⠀⠀⠀ทว่ามีภูเขาลูกใหญ่สองลูกกดทับอยู่บนหัว หากไม่หนีก็ทำได้เพียงรอรับการชำระความเท่านั้น

⠀⠀⠀

⠀⠀⠀มันชี้ไปที่ทัณฑ์สวรรค์พลางกล่าว

⠀⠀⠀

⠀⠀⠀“ฉุนหยางจื่อเต็มที่ก็ทนได้อีกแค่ครึ่งชั่วยาม หลังจากนั้นมารโบราณ [ชีพ] จะใช้เวลานานเท่าใดในการดิ้นหลุดจากค่ายกลมิติก็ไม่อาจล่วงรู้ได้แล้ว

⠀⠀⠀

⠀⠀⠀“ดังนั้นการตัดสินใจจะต้องรวดเร็ว หากมีมติที่แน่นอนแล้ว อีกครึ่งเดือนให้หลังเราจะไปรวมตัวกันที่เมืองทุ่งน้ำแข็งซึ่งอยู่นอกทุ่งน้ำแข็งไร้สิ้นสุด ข้าจะรอทุกท่านจนถึงยามอิ๋น หากเลยเวลาข้าจะไม่รออีก”

⠀⠀⠀

⠀⠀⠀ส่วนเรื่องมารโบราณ [ชีพ] นั้น ครึ่งชั่วยามก็เพียงพอให้พวกมันหนีไปจากที่นี่แล้ว มารตนนี้อยากจะไปไหนก็สุดแล้วแต่ใจมัน ต่อให้พวกมันอยากจะจัดการก็จัดการไม่ได้หรอก

⠀⠀⠀

⠀⠀⠀แต่บทบาทของท่านผู้อาวุโสไท่ซวีกลับดูย่ำแย่มาก

⠀⠀⠀

⠀⠀⠀เพราะที่นี่... คือประตูสำนักกระบี่!

⠀⠀⠀

⠀⠀⠀“พวกเจ้าจะไปกันแบบนี้เลยหรือ?”

⠀⠀⠀

⠀⠀⠀เมื่อลองนับดูในศึกครั้งนี้

⠀⠀⠀

⠀⠀⠀สำนักกระบี่สูญเสียอย่างหนักหน่วง ผู้บำเพ็ญเพียรระดับแปลงเทวะขั้นต้นสองคนถูกเจ้าตำหนักมารโลหิตจับตัวไปยังเหวโลหิต เป็นตายร้ายดีไม่อาจทราบ ผู้อาวุโสสูงสุดสองคน ผู้เป็นศิษย์น้องของเขาล้วนตายอย่างอนาถ

⠀⠀⠀

⠀⠀⠀ฉุนหยางจื่อแม้จะยังไม่สิ้นลมหายใจ ทว่าภายใต้ทัณฑ์อสนีหลอมสุญญตา แถมยังไม่ได้เตรียมตัวใดๆ ทั้งยังไร้ซึ่งสติสัมปชัญญะ การพ่ายแพ้และตายตกอยู่ภายใต้สายฟ้าจึงเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

⠀⠀⠀

⠀⠀⠀ไม่มีใครช่วยได้ ในทางกลับกัน ฝ่ายวิถีมารกลับไม่สูญเสียสิ่งใดเลย เรื่องนี้จะให้เฒ่าไท่ซวีทนรับได้อย่างไร หลังจากที่มารโบราณทำลายผนึกออกมา ตอนนี้กลับมาบอกให้เขาทิ้งรากฐานของบรรพบุรุษไปอีก

⠀⠀⠀

⠀⠀⠀แล้วแบบนี้มันต่างอะไรกับพวกสำนักวิถีธรรมที่เคยถูกเขาทอดทิ้งเล่า?

⠀⠀⠀

⠀⠀⠀ไม่มีสิ่งใดเปลี่ยนแปลงเลย หนำซ้ำยังน่าเวทนากว่าเดิมด้วยซ้ำ เหลือเพียงหัวหน้ากระบี่โฮ่วหรานและเจี้ยนเหอจุนเจ่อ ระดับแปลงเทวะขั้นต้นสองคน พลังฝีมือตกต่ำลงสู่จุดต่ำสุด

⠀⠀⠀

⠀⠀⠀แต่วิถีมารเป็นตัวอะไร ทุกคนล้วนรู้อยู่แก่ใจดี

⠀⠀⠀

⠀⠀⠀การทรยศหักหลังถือเป็นเรื่องปกติ แล้วประสาอะไรกับการถีบหัวส่งเล่า มีสิ่งใดที่พวกมันไม่กล้าทำบ้าง? ยิ่งไปกว่านั้น ตอนนี้เรือรบแก่นกลางฮุ่นต้งก็ตกอยู่ในมือของผู้นำวิถีมารแล้ว

⠀⠀⠀

⠀⠀⠀หากอยากจะมีชีวิตรอด อีกฝ่ายก็ยังต้องพึ่งพามันอยู่ดี!

⠀⠀⠀

⠀⠀⠀ด้วยเหตุนี้

⠀⠀⠀

⠀⠀⠀ท่านมารหลอมฟ้าจึงไม่ได้ตอบคำถามของเฒ่าไท่ซวีโดยตรง แต่กลับพูดขึ้นเองว่า “ครึ่งเดือน น่าจะเพียงพอให้พวกเจ้าเตรียมตัวแล้ว ลาก่อน!”

⠀⠀⠀

⠀⠀⠀มือของเฒ่าไท่ซวีที่กำกระบี่แน่นแล้วแน่นอีก แต่ท้ายที่สุดก็ไม่ได้ฟาดฟันกระบี่แห่งโทสะนี้ออกไป

⠀⠀⠀

⠀⠀⠀.………..

⠀⠀⠀

⠀⠀⠀ครึ่งก้านธูปผ่านไป บนเมฆาอสูรก็เหลือเพียงหนึ่งมนุษย์สามอสูรเท่านั้น

⠀⠀⠀

⠀⠀⠀มังกรพิษ มังกรเขียว พยัคฆ์ขาว และหวังอี้ หลังจากเรียบเรียงข้อมูลเสร็จสรรพ ก็กลับมาที่ภาพเหตุการณ์เมื่อครู่นี้อีกครั้ง

⠀⠀⠀

⠀⠀⠀“สหายเต๋าหวัง คำพูดที่เอ่ยไปเมื่อครู่นี้ เจ้าเห็นว่าอย่างไร?”

⠀⠀⠀

⠀⠀⠀เมื่อเห็นเฒ่าอสูรผู้นี้เอ่ยถาม สายตาของหวังอี้ก็ล่อกแล่ก

⠀⠀⠀

⠀⠀⠀พลางเบี่ยงประเด็นพูดไปเรื่องอื่น

⠀⠀⠀

⠀⠀⠀“การแสดงฉากใหญ่เช่นนี้ เผ่าอสูรเฝ้าดูอยู่ตลอดตั้งแต่ต้นจนจบ คงจะเตรียมการรับมือไว้บ้างแล้วกระมัง”

⠀⠀⠀

⠀⠀⠀จ้าวอสูรมังกรเขียวยิ้ม

⠀⠀⠀

⠀⠀⠀“ปิดบังความนัยของสหายเต๋าไม่ได้จริงๆ พวกเราเตรียมการไว้แล้ว ทว่าล้วนเป็นวิธีการเข่นฆ่าสังหาร ซึ่งไม่ได้มีประโยชน์อันใดเลยกับสถานการณ์ที่กำลังเผชิญหน้าอยู่ในขณะนี้ สำหรับคำพูดของหลอมฟ้าผู้นั้น ข้ารู้สึกว่ามีบางอย่างทะแม่งๆ”

⠀⠀⠀

⠀⠀⠀คำพูดเช่นนี้ทำให้ในใจของหวังอี้เกิดความหวั่นไหว

⠀⠀⠀

⠀⠀⠀เขาอดไม่ได้ที่จะมองไปยังฉุนหยางจื่อที่อยู่ใต้เมฆสายฟ้าหนาทึบ พูดตามตรง การที่โลกคุกน้ำแข็งสามารถปรากฏทัณฑ์อสนีหลอมสุญญตาขึ้นได้นั้น เกินความคาดหมายของเขาไปมากทีเดียว

⠀⠀⠀

⠀⠀⠀นั่นหมายความว่า ระดับแปลงเทวะไม่ใช่ขีดจำกัดสูงสุดที่โลกคุกน้ำแข็งสามารถรองรับได้

⠀⠀⠀

⠀⠀⠀เรื่องนี้เป็นเครื่องพิสูจน์ชั้นดีว่าข้อสันนิษฐานของเขาในช่วงหลายปีที่ผ่านมานั้นเป็นความจริง แก่นแท้ของโลกคุกน้ำแข็งย่อมไม่ใช่สิ่งที่โลกทั่วไปจะสามารถนำมาเปรียบเทียบได้อย่างแน่นอน มิเช่นนั้นมันจะใช้ขุมพลังจากที่ใดมากักขังมารโบราณที่เข้าใกล้ขอบเขต “กึ่งเซียน” ได้เล่า?

⠀⠀⠀

⠀⠀⠀ต่อให้จะเป็นการแยกขังจิตสำนึกและกายเนื้อออกจากกัน ก็เพียงพอที่จะพิสูจน์ให้เห็นถึงความไม่ธรรมดาของโลกใบนี้แล้ว

⠀⠀⠀

⠀⠀⠀แต่ในขณะนี้ สิ่งที่เขาสนใจมากกว่าก็คือผลกระทบที่มารโบราณ [ชีพ] มีต่อเขา การตื่นรู้จากโลกภายนอกทำให้เขาตระหนักได้ว่า การบุ่มบ่ามกลืนกินนิ้วของมารโบราณเพื่อทะลวงขอบเขตในอดีตนั้นเป็นการกระทำที่อันตรายเพียงใด

⠀⠀⠀

⠀⠀⠀การที่หลงคิดไปเองว่าสามารถขจัดมารแทรกซึมไปได้แล้ว แท้จริงแล้วมันได้เริ่มส่งผลกระทบต่ออุปนิสัยและพฤติกรรมในชีวิตประจำวันของเขามาตั้งนานแล้ว

⠀⠀⠀

⠀⠀⠀เมื่อนึกถึงของเหลวอายุวัฒนะที่ถูกปรุงแต่งขึ้นมาอย่างพิถีพิถันจำนวนมหาศาลที่ถูกเก็บไว้ในแหวนใจสมุทร ความรู้สึกหนาวสั่นก็แล่นพล่านไปทั่วร่าง หวังอี้แทบจะเลื่อนแผนการทั้งหมดออกไปในทันที

⠀⠀⠀

⠀⠀⠀ช่องจัดวางแปดช่อง มีวิชาหลักโคจรอยู่สี่ช่อง

⠀⠀⠀

⠀⠀⠀ส่วนอีกสี่ช่องก็วาง [คาถาใจข้ามมาร] ซึ่งเป็นวิชาลับในการชำระล้างมารเช่นเดียวกันลงไปพร้อมกัน จำเป็นต้องฝึกฝนให้สำเร็จโดยเร็วที่สุด

⠀⠀⠀

⠀⠀⠀เมื่อเป็นเช่นนี้ เขาถึงจะมีกะจิตกะใจไปคิดทบทวนคำพูดของจ้าวอสูรมังกรเขียว

⠀⠀⠀

⠀⠀⠀ด้วยเหตุนี้

⠀⠀⠀

⠀⠀⠀ความเงียบงันจึงดำเนินไปอย่างเนิ่นนาน

⠀⠀⠀

⠀⠀⠀เมื่อเห็นคนที่ในสายตาของมันเจ้าเล่ห์ดุจจิ้งจอกน้อยผู้นี้ไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองใดๆ จ้าวอสูรมังกรเขียวก็อดไม่ได้ที่จะเอ่ยเตือน

⠀⠀⠀

⠀⠀⠀“ความลุ่มหลงที่นิกายหลอมฟ้ามีต่อมารโบราณ [ชีพ] นั้น เริ่มต้นมาตั้งแต่ช่วงเริ่มก่อตั้งนิกายแล้ว หลังจากที่ท่านมารหลอมฟ้ารุ่นแรกก่อตั้งนิกายได้ไม่นาน ก็ได้เปิดศึกกับสำนักกระบี่”

⠀⠀⠀

⠀⠀⠀นี่... ก็คือข้อสงสัย

⠀⠀⠀

⠀⠀⠀ระยะเวลายาวนานย้อนกลับไปได้นับหมื่นปี แท้จริงแล้วก็คือปรมาจารย์ของท่านมารหลอมฟ้าในยุคปัจจุบัน เป็นผู้บำเพ็ญเพียรระดับแปลงเทวะรุ่นที่สาม ซึ่งมีอายุยืนยาวครอบคลุมทั้งยุคสมัย

⠀⠀⠀

⠀⠀⠀หวังอี้ยิ้มเจื่อนๆ ด้วยความเขินอาย

⠀⠀⠀

⠀⠀⠀“เมื่อครู่นี้ข้าเหม่อลอยไปหน่อย เชิญผู้อาวุโสมังกรเขียวกล่าวต่อเถิด”

⠀⠀⠀

⠀⠀⠀“...”

⠀⠀⠀

⠀⠀⠀อีกฝ่ายถอนหายใจอย่างจนใจ

⠀⠀⠀

⠀⠀⠀น่าเสียดายที่ผู้บำเพ็ญเพียรเผ่าพันธุ์มนุษย์ล้วนมีความแค้นสายเลือดกับเผ่าอสูร มีเพียงหวังอี้ผู้เป็นจุนเจ่อที่เพิ่งผงาดขึ้นมาใหม่ผู้นี้เท่านั้น ที่ไม่เคยได้ยินว่ามีพฤติกรรมสังหารเผ่าอสูร แถมยังมีความสัมพันธ์อันดีกับบรรดาอสูรในดินแดนบรรพบุรุษอีกด้วย

⠀⠀⠀

⠀⠀⠀หากไม่เป็นเช่นนั้น มันก็ไม่อยากจะเอ่ยปากเตือนหรอก!

⠀⠀⠀

⠀⠀⠀“การทำลายกำแพงโลกและเดินทางข้ามโลกโดยตรงนั้น เรือรบลำนั้นถือเป็นสิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้จริงๆ คำพูดเมื่อครู่นี้ ช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับไอ้หนุ่มหลอมฟ้านั่นได้ไม่น้อยเลยทีเดียว”

⠀⠀⠀

⠀⠀⠀“ทำให้ผู้คนหลงลืมไปว่ามันเคยทำเรื่องทรยศหักหลังมาแล้วมากมายเพียงใด แต่ตาเฒ่าอย่างข้าอยู่มานาน ย่อมรู้ไส้รู้พุงมันดีที่สุด คนผู้นี้ไม่เคยเตรียมแผนสำรองใดๆ เลย”

⠀⠀⠀

⠀⠀⠀“เมื่อใดที่มีการวางแผน ผลลัพธ์ย่อมมีเพียงสองอย่าง ไม่สำเร็จ ก็ตาย! การที่สามารถก้าวมาจนถึงทุกวันนี้ได้ มันก็ผ่านการวางแผนและถูกหักหลังมาไม่น้อย ทว่าก็ยังสามารถบำเพ็ญเพียรจนถึงระดับแปลงเทวะขั้นสมบูรณ์ได้ สหายเต๋าหวังเข้าใจหรือไม่?”

⠀⠀⠀

⠀⠀⠀หวังอี้ครุ่นคิดตาม

⠀⠀⠀

⠀⠀⠀เมื่อหันมาให้ความสนใจกับเรื่องนี้อย่างเต็มที่ จู่ๆ ประกายแห่งสติปัญญาก็สว่างวาบขึ้นในหัวของหวังอี้ เขากล่าวว่า

⠀⠀⠀

⠀⠀⠀“ผู้อาวุโส ปราณแห่งความโกลาหลสามารถทำให้สรรพสิ่งกลับคืนสู่ต้นกำเนิด วิวัฒนาการกลับไปเป็นความโกลาหลได้ ซึ่งก็ถือเป็นการหลอมละลายชนิดหนึ่ง และพลังแห่งโลกที่เป็นวิวัฒนาการขั้นสุดท้ายของวิถีแห่งการหลอมฟ้า”

⠀⠀⠀

⠀⠀⠀“ก็เป็นพลังที่มีแก่นแท้สูงส่งเช่นกัน แทบจะเรียกได้ว่าทำได้ทุกสรรพสิ่ง ท่านว่ามันกำลังหลอกให้จุนเจ่อระดับแปลงเทวะไปตาย เพื่อรวบรวมความโกลาหลที่แปรสภาพมาจากร่างมนุษย์หรือไม่”

⠀⠀⠀

⠀⠀⠀“ของมีตำหนิเช่นนี้ แม้จะไม่อาจเทียบได้กับปราณแห่งความโกลาหลที่แท้จริง แต่ก็มีความเป็นไปได้ที่จะถูกควบคุมและนำมาใช้ประโยชน์”

⠀⠀⠀

⠀⠀⠀มังกรเขียวเองก็ถูกข้อสันนิษฐานนี้ทำเอาอึ้งไปเหมือนกัน

⠀⠀⠀

⠀⠀⠀ทว่าความเข้าใจที่มันมีต่อหลอมฟ้านั้น เหนือกว่าหวังอี้มากนัก เพียงไม่นานมันก็สามารถมองทะลุถึงสิ่งใดบางอย่างได้

⠀⠀⠀

⠀⠀⠀“ฮ่าๆๆๆ ข้ารู้แล้วว่ามันมีแผนการใด”

⠀⠀⠀

⠀⠀⠀“ผู้อาวุโสหัวเราะเรื่องอันใดหรือ?”

⠀⠀⠀

⠀⠀⠀“หลอมฟ้า หลอมฟ้า นิกายมารของพวกมันมีคำกล่าวประโยคหนึ่งที่โด่งดังมากไม่ใช่หรือ... เจ้าเคยได้ยินหรือไม่?”

⠀⠀⠀

⠀⠀⠀“หลอมกู่ หลอมคน แม้แต่ฟ้าก็ยังหลอมงั้นหรือ?”

⠀⠀⠀

⠀⠀⠀“ถูกต้อง”

⠀⠀⠀

⠀⠀⠀นัยน์ตาขุ่นมัวของจ้าวอสูรมังกรเขียวทอประกายแห่งสติปัญญา ลูบเคราพลางกล่าวว่า

⠀⠀⠀

⠀⠀⠀“เป้าหมายสูงสุดของวิถีแห่งการหลอมฟ้าก็คือการหลอมละลายโลกทั้งใบ เช่นนั้นตาเฒ่าอย่างข้าขอถามเจ้าหน่อยเถิด โลกถือกำเนิดมาจากสิ่งใด?”

⠀⠀⠀

⠀⠀⠀“ถือกำเนิดมาจาก... ความโกลาหล?”

⠀⠀⠀

⠀⠀⠀หวังอี้กระจ่างแจ้งในทันที

⠀⠀⠀

⠀⠀⠀สิ่งที่เรียกว่าวิถีแห่งการหลอมฟ้า แท้จริงแล้วก็คือวิถีแห่งความโกลาหล เพียงแต่ด้วยพลังอันกล้าแกร่งเกินไป พลังของผู้บำเพ็ญเพียรระดับแปลงเทวะจึงไม่อาจควบคุมได้

⠀⠀⠀

⠀⠀⠀ด้วยเหตุนี้จึงก่อเกิดเป็นวิถีแห่งการหลอมฟ้าที่เป็นระดับรองลงมา

⠀⠀⠀

⠀⠀⠀การบำเพ็ญเพียรในวิถีนี้ บางทีอาจไม่จำเป็นต้องใช้วิชาลับก็สามารถข้ามผ่านชั้นมิติไปถึงชั้นความโกลาหลได้อย่างปลอดภัย

⠀⠀⠀

⠀⠀⠀เมื่อถึงเวลานั้น ท่านมารหลอมฟ้าจะใช้ประโยชน์จากยอดฝีมือระดับแปลงเทวะกลุ่มนี้อย่างไร ก็เป็นเรื่องของมันแล้ว อย่าลืมความตั้งใจเดิมของมันที่คิดจะทำลายกรงขังของโลกคุกน้ำแข็ง โดยเนื้อแท้แล้วก็เป็นเพราะยอดฝีมือระดับจุดสูงสุดเหล่านี้ไม่ยินยอมให้วิถีแห่งเต๋าต้องหยุดชะงักลง

⠀⠀⠀

⠀⠀⠀จึงได้ทำการลุกขึ้นสู้ ฝืนลิขิตฟ้าเช่นนี้

⠀⠀⠀

⠀⠀⠀หากสามารถทะลวงขึ้นสู่ระดับหลอมสุญญตาได้ อายุขัยย่อมเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล มันก็อาจจะซ่อนตัวอยู่เงียบๆ เพื่อสะสมพลังรอคอยวันที่ลมจะเปลี่ยนทิศอีกครั้งก็เป็นได้

⠀⠀⠀

⠀⠀⠀หากเป้าหมายแรกเริ่มของท่านมารหลอมฟ้าก็คือการทะลวงสู่ระดับหลอมสุญญตา เช่นนั้นการที่ไม่สามารถโค่นพัศดีราชันย์วิญญาณลงได้ ก็ย่อมอยู่ในความคาดหมายของมันตั้งแต่แรกแล้ว

⠀⠀⠀

⠀⠀⠀สถานการณ์ของจุนเจ่อระดับแปลงเทวะคนอื่นๆ ย่อมตกอยู่ในอันตรายอย่างยิ่ง

⠀⠀⠀

⠀⠀⠀ส่วนมารโบราณ [ชีพ] จะมีบทบาทใดในเรื่องนี้ เนื่องจากข้อมูลมีไม่เพียงพอ จึงยากที่จะอนุมานออกมาได้ ต่อให้เดาก็คงเดาไม่ถูกทางอยู่ดี

⠀⠀⠀

⠀⠀⠀สรุปแล้วก็คือ

⠀⠀⠀

⠀⠀⠀จุดประสงค์ที่แท้จริงของการเปิดศึกระหว่างวิถีธรรมและวิถีมาร ก็คือการล่อลวงให้สำนักกระบี่ฝ่าฝืนคำสั่งของบรรพบุรุษ ปลดปล่อยมารโบราณ [ชีพ] ออกมา ความสามารถในการวางแผนของท่านมารหลอมฟ้า ช่างประจักษ์ชัดจากเรื่องนี้จริงๆ

⠀⠀⠀

⠀⠀⠀เรียกได้ว่าน่าสะพรึงกลัวเป็นอย่างยิ่ง

⠀⠀⠀

⠀⠀⠀ในขณะเดียวกัน การที่ท่านมารตี้ซาไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ มาโดยตลอด ก็ทำให้หวังอี้เกิดความสงสัยเช่นกัน

⠀⠀⠀

⠀⠀⠀ความเงียบงันดำเนินไปอย่างเนิ่นนาน

⠀⠀⠀

⠀⠀⠀“เรื่องราวดำเนินมาถึงขั้นนี้แล้ว ผู้อาวุโสพอจะมีวิธีหลีกเลี่ยงภัยพิบัติจากโลกเบื้องบนหรือไม่?”

⠀⠀⠀

⠀⠀⠀ในเมื่อเรื่องราวพัฒนามาจนถึงขั้นนี้แล้ว

⠀⠀⠀

⠀⠀⠀การจะผลีผลามเข้าไปขัดขวางการรวมตัวของจุนเจ่อระดับแปลงเทวะคนอื่นๆ เพื่อทำลายแผนการของท่านมารหลอมฟ้า ย่อมมีแต่จะถูกยอดฝีมือผู้ยอมละทิ้งทุกสิ่งทุกอย่างเหล่านี้มองว่าเป็นศัตรูคู่อาฆาต

⠀⠀⠀

⠀⠀⠀ท้ายที่สุดแล้ว

⠀⠀⠀

⠀⠀⠀พวกมันได้ยอมสละสิ้นทุกสิ่งเพื่อหมายจะคว้าโอกาสเดิมพันในครั้งนี้ หากตอนนี้เจ้าไปบอกพวกมันว่าทุกอย่างเป็นเรื่องโกหก ล้วนเป็นแผนการร้ายและหลุมพราง ย่อมไม่มีใครเชื่อ และยิ่งไม่อยากจะเชื่อด้วย

⠀⠀⠀

⠀⠀⠀เพราะนี่คือความหวังสุดท้ายของพวกมันแล้ว

⠀⠀⠀

⠀⠀⠀มันสำคัญเพียงใดกัน?!!

⠀⠀⠀

⠀⠀⠀ดังนั้น หวังอี้จึงล้มเลิกความคิดที่จะทำลายแผนการของท่านมารหลอมฟ้าไปโดยปริยาย และเอ่ยถามหาวิธีหลบภัยโดยตรง

⠀⠀⠀

⠀⠀⠀“เรื่องนี้จะว่าง่ายก็ง่าย จะว่ายากก็ยาก”

⠀⠀⠀

⠀⠀⠀จ้าวอสูรมังกรเขียวชูนิ้วขึ้นสามนิ้ว

⠀⠀⠀

⠀⠀⠀“มีอยู่สามวิธี

⠀⠀⠀

⠀⠀⠀“วิธีแรก ค้นหาดินแดนลี้ลับที่ไม่มีใครรู้จัก ใช้วิชากลั้นหายใจซ่อนตัวอยู่ภายในนั้น ผู้บำเพ็ญเพียรระดับบรรลุเต๋าต้องค้นหาให้ทั่วทั้งโลก อีกทั้งยังต้องจัดการกับภัยพิบัติจากมารโบราณ กำลังวังชาย่อมมีจำกัด น่าจะมีโอกาสรอดชีวิตถึงหกส่วน

⠀⠀⠀

⠀⠀⠀“วิธีที่สอง หลังจากผู้บำเพ็ญเพียรระดับบรรลุเต๋าจุติลงมา ก็ให้ไปช่วงชิงร่างของคนธรรมดา ทำลายตบะของตนเองทิ้ง ซ่อนตัวใช้ชีวิตอยู่ในโลกมนุษย์ รอจนกว่าภัยพิบัติจะผ่านพ้นไป ค่อยกลับคืนสู่เส้นทางเซียนอีกครั้ง วิธีนี้จะมีความผิดปกติเพียงแค่ส่วนของจิตวิญญาณเท่านั้น โอกาสรอดชีวิตมีมากกว่าเจ็ดส่วน ทว่าก็ง่ายที่จะประสบกับเคราะห์กรรมจากมนุษย์ด้วยกัน”

⠀⠀⠀

⠀⠀⠀“วิธีที่สาม มาที่ภูเขาศักดิ์สิทธิ์อสูรโบราณ ที่นี่คือดินแดนสืบทอดของอสูรเทวะ เป็นสิ่งที่มีมาตั้งแต่ยุคโบราณกาล ผู้บำเพ็ญเพียรระดับบรรลุเต๋าจะไม่ทำลายสถานที่แห่งนี้ส่งเดช ภายในนั้นย่อมมีสถานที่หลบภัยที่อสูรเทวะทิ้งไว้ โอกาสรอดชีวิตสูงถึงเก้าส่วน”

⠀⠀⠀

⠀⠀⠀ทั้งสามวิธีฟังดูไม่ค่อยเข้าท่าเท่าไหร่นัก

⠀⠀⠀

⠀⠀⠀อีกทั้งสถานที่หลบภัยบนภูเขาศักดิ์สิทธิ์อสูรโบราณ ก็คงไม่พ้นพื้นที่จิตสำนึกภายในรูปปั้นสัมฤทธิ์นั่นเป็นแน่ ที่นั่นมีความลี้ลับมหัศจรรย์จริง ทว่าก็สามารถให้คนเข้าไปหลบซ่อนได้จำกัด

⠀⠀⠀

⠀⠀⠀หากหวังอี้เป็นตัวคนเดียวไร้พันธะ ก็คงหนีไปหลบภัยด้วยแล้ว

⠀⠀⠀

⠀⠀⠀ทว่าเขายังมีอวี๋ถังถัง, เสี่ยวฉานเอ๋อร์, จินเมี่ยวซ่าน, เหยียนหลิง, หยินกุ่ย... ตลอดจนสหายรู้ใจ สหายเต๋า และมิตรสหายอีกมากมาย ไม่ใช่คนตัวเปล่าเล่าเปลือยเหมือนในอดีตอีกแล้ว

⠀⠀⠀

⠀⠀⠀คนเรานี่นะ เมื่อใดที่มีสายใยผูกพัน ก็จะมีความกังวลและความห่วงใยเพิ่มมากขึ้น ยากที่จะมีจิตใจที่ไร้ซึ่งข้อห้ามเหมือนดั่งในอดีตได้อีก

⠀⠀⠀

⠀⠀⠀แต่หากการมีชีวิตเป็นอมตะ ต้องแลกมาด้วยการไร้มิตร ไร้คนรู้ใจ ไร้ทายาทสืบสกุล เอาแต่อุดอู้อยู่ในถ้ำบำเพ็ญเพียรดื่มน้ำค้างยามเช้า อาบแดดยามสาย นั่งมองความเปลี่ยนแปลงของโลกหล้า มองเมฆม้วนตัวคลายออกไปวันๆ มันจะไปมีความหมายอันใดเล่า

⠀⠀⠀

⠀⠀⠀ความซับซ้อนของอารมณ์ความรู้สึก คือรากฐานที่ทำให้มนุษย์เป็นมนุษย์

⠀⠀⠀

⠀⠀⠀จะให้ตัดใจละทิ้งไปง่ายๆ อย่างนั้นหรือ? เขาไม่อยากทำหรอก!

⠀⠀⠀

⠀⠀⠀กลับเข้าเรื่อง

⠀⠀⠀

⠀⠀⠀“ต่อให้มารโบราณจะหลุดพ้นจากผนึก การจะก่อกวนจนวังเซียนรู้เรื่องก็ยังต้องใช้เวลา หากประเมินอย่างต่ำ อย่างน้อยที่สุดก็ยังมีเวลาว่างอีกหลายปี”

⠀⠀⠀

⠀⠀⠀“ขุนนางผู้นั้นย่อมไม่กล้ารายงานเรื่องนี้ขึ้นไปอย่างบุ่มบ่ามแน่ คงทำได้เพียงแสร้งทำเป็นว่าบกพร่องต่อหน้าที่ชั่วคราว หรือไม่ก็แอบไปขอความช่วยเหลือจากสำนักอาจารย์อย่างลับๆ ทว่าในช่วงหลายปีนี้ โลกคุกน้ำแข็งจะทวีความอันตรายมากยิ่งขึ้น สหายเต๋าจงระวังตัวให้ดี หวังว่าพวกเราจะได้พบกันอีก”

⠀⠀⠀

⠀⠀⠀ในเมื่อหวังอี้ไม่ยินยอมไปหลบภัยพร้อมกับมัน

⠀⠀⠀

⠀⠀⠀จ้าวอสูรมังกรเขียวก็ไม่ขอพูดอะไรให้มากความอีก หลังจากกำชับไปสองสามประโยค ก็นำพาจ้าวอสูรมังกรพิษกลับไปยังดินแดนบรรพบุรุษเผ่าอสูรที่เทือกเขาขาดสะบั้นตอนเหนือ ในเวลาเช่นนี้ย่อมไม่ต้องไปสนใจข้อห้ามของจุนเจ่อเผ่าพันธุ์มนุษย์แล้ว

⠀⠀⠀

⠀⠀⠀มาคลุกคลีกันขนาดนี้แล้ว พวกมันก็ไม่มีเวลามาหาเรื่องหรอก

⠀⠀⠀

⠀⠀⠀เป็นอันว่า

⠀⠀⠀

⠀⠀⠀สำนักกระบี่อันกว้างใหญ่ไพศาลเหลือเพียงหวังอี้ผู้เดียวแล้ว เขาเหลียวมองฉุนหยางจื่อที่กำลังจะแหลกสลายกลายเป็นเถ้าธุลี แล้วก็สัมผัสได้ถึงอานุภาพของทัณฑ์อสนีหลอมสุญญตาอีกครั้ง

⠀⠀⠀

⠀⠀⠀ส่ายหน้าไปมา แล้วเตรียมจะจากไป

⠀⠀⠀

⠀⠀⠀“สหายตัวน้อย โปรดรั้งรอก่อน”

⠀⠀⠀

⠀⠀⠀ผู้ที่มาเยือนก็คือท่านผู้อาวุโสไท่ซวีที่จากไปแล้วย้อนกลับมานั่นเอง

⠀⠀⠀

⠀⠀⠀“ผู้อาวุโส”

⠀⠀⠀

⠀⠀⠀หวังอี้ก้มหัวลงเล็กน้อย ไม่รู้ว่าไท่ซวีมีธุระอันใดกับเขา

จบบทที่ ฟรี บทที่ 565 บทสรุป (สองบทรวมกัน)

คัดลอกลิงก์แล้ว