- หน้าแรก
- เริ่มต้นจากรากวิญญาณขยะสู่ยอดเซียนวิถีมาร
- ฟรี บทที่ 520 [ช่องจัดวาง] หมายเลขแปด ประจันหน้าหงส์น้ำแข็ง
ฟรี บทที่ 520 [ช่องจัดวาง] หมายเลขแปด ประจันหน้าหงส์น้ำแข็ง
ฟรี บทที่ 520 [ช่องจัดวาง] หมายเลขแปด ประจันหน้าหงส์น้ำแข็ง
บทที่ 520 [ช่องจัดวาง] หมายเลขแปด ประจันหน้าหงส์น้ำแข็ง
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀ยกระดับ ยกระดับ และยกระดับต่อไป!
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀กลิ่นอายที่บรรลุถึงขีดสุดเกิดการแปรสภาพในชั่วพริบตา เรียกได้ว่าก้าวหน้าขึ้นไปอีกขั้น เกราะมังกรมารอาฆาตที่ถูกสายฟ้าทัณฑ์สวรรค์พันธนาการถอยกลับเข้าไปในกระดูกสันหลังมังกร รับการหล่อเลี้ยงจากไขกระดูกเทวะโลหิตทองคำ และเริ่มเลื่อนขั้นเช่นเดียวกัน
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀ขั้นตอนนี้ต้องใช้เวลาไม่น้อยเลย
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀เมื่อกายเนื้อของหวังอี้ปรากฏออกมา ก็เผยให้เห็นท่อนบนที่เปลือยเปล่าพอดิบพอดี กล้ามเนื้อที่อัดแน่นเป็นมัดๆ ราวกับผลงานศิลปะที่ช่างสลักหินสลักเสลาอย่างประณีต
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀ทุกเส้นสายล้วนสมบูรณ์แบบไร้ที่ติ
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀สีผิวซีดเผือดที่เกิดจากวิชาลับมารศพดูเป็นปกติขึ้นมาก แต่สีผมสีเงินขาวที่เป็นผลข้างเคียงจากเคล็ดวิชาในวัยเยาว์ ยังคงหลงเหลืออยู่
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀ผมขาวในวัยหนุ่มแทบจะกลายเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของเขาไปแล้ว
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀พลังที่ราวกับไร้ที่สิ้นสุดหลั่งไหลออกมาจากภายในร่างกายอย่างต่อเนื่อง ทำให้เขามีแรงกระตุ้นที่อยากจะทะลวงฟ้าให้แตกเป็นเสี่ยงๆ นี่คือภาพลวงตาที่เกิดจากพลังที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างกะทันหัน
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀แต่ความแข็งแกร่งนั้นก็แตกต่างจากอดีตอย่างสิ้นเชิง
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀วิถีกายาระดับห้าเทียบเท่ากับผู้บำเพ็ญเพียรระดับแปลงเทวะ ซึ่งถือว่าบรรลุถึงจุดสูงสุดของโลกคุกน้ำแข็งแล้ว หากอยู่ต่ำกว่าเขาก็ล้วนเป็นดั่งมดปลวกทั้งสิ้น!
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀อำนาจควบคุมพลัง, ไขกระดูกเทวะโลหิตทองคำ, กายเนื้ออมตะ
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀ความมหัศจรรย์แห่งขอบเขตทั้งสามประการ ร่วมกันสร้างความสามารถในการต่อสู้ระยะประชิดที่ฝืนลิขิตสวรรค์ของผู้บำเพ็ญเพียรสายกายาระดับห้า หากย้อนเวลากลับไปในช่วงที่อยู่โบราณสถานตงจี๋จิง หวังอี้ก็มีความมั่นใจแล้วว่าสามารถใช้หมัดสังหารฉื่อเทียนได้
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀วิชาศักดิ์สิทธิ์สายกายาระดับห้า [หมัดจักรพรรดิมังกร] ที่เรียนรู้มาจากคลังลับจักรพรรดิมนุษย์รุ่นแรกในยุคโบราณกาล ได้มีโอกาสนำมาใช้แล้ว และที่สำคัญที่สุดก็คือ... [ช่องจัดวาง] ได้เปิดช่องหมายเลขแปดแล้ว!
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀ลองคิดดู เมื่อก่อนก็เป็นสัมผัสเทวะที่ทะลวงสู่ระดับสี่ก่อน ช่วยให้เขาเปิด [ช่องจัดวาง] หมายเลขเจ็ดได้ ตอนนี้มี [ช่องจัดวาง] ถึงแปดช่อง หวังอี้ไม่แม้แต่จะคิด เขานำวิชาศักดิ์สิทธิ์ร่างเนรมิตพญามังกรแห่งมหาสมุทรใส่เข้าไปทันที
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀เพื่อเร่งความก้าวหน้าในการควบคุมวิชาศักดิ์สิทธิ์ร่างเนรมิต เขาต้องการอาศัยโอกาสในการทะลวงสู่ระดับแปลงเทวะ เพื่อคำนวณและเรียนรู้วิชาจำแลงกายเป็นฟ้าดินที่เป็นของตัวเองโดยตรง!
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀การที่ทั้งสองวิถีทะลวงถึงระดับห้า ถือเป็นการบรรลุผลสำเร็จตามที่คาดหวังไว้ก่อนเข้าสู่ดินแดนลี้ลับวังเทวะอย่างสมบูรณ์ โอกาสในการทะลวงระดับของวิถีกายาถือเป็นเรื่องเหนือความคาดหมาย แต่ตามบันทึกในคลังเร้นลับของเผ่าอสูรตอนเหนือ
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀ภายในดินแดนลี้ลับวังเทวะน่าจะมีของวิเศษอยู่ชิ้นหนึ่ง
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀นามว่า… [เถาวัลย์วิเศษสื่อเทวะฟ้ามนุษย์]!
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀เป็นสิ่งที่บรรพบุรุษของเผ่าอสูรตอนเหนือค้นพบเมื่อครั้งมาสำรวจดินแดนลี้ลับวังเทวะ น่าเสียดายที่ตอนนั้นดินแดนลี้ลับยังไม่ได้เปิดใช้งานอย่างสมบูรณ์ อาคมผนึกรอบๆ ของวิเศษนั้นแข็งแกร่งเกินไป หากไม่ใช่ผู้บำเพ็ญเพียรระดับแปลงเทวะก็ไม่อาจทำลายได้
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀จึงทำได้เพียงบันทึกไว้ในตำรา เพื่อดูว่าคนรุ่นหลังจะมีโอกาสเช่นนี้หรือไม่
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀เถาวัลย์วิเศษสื่อเทวะเป็นหนึ่งในทรัพยากรวิญญาณฟ้าดินสำหรับทะลวงระดับแปลงเทวะ สามารถช่วยให้ผู้บำเพ็ญเพียรระดับวิญญาณแรกกำเนิดทะลวงสู่ระดับแปลงเทวะได้ ทำให้ผู้บำเพ็ญเพียรก้าวข้ามด่านที่ยากที่สุดนี้ไปได้อย่างง่ายดาย
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀ว่ากันว่าของวิเศษชิ้นนี้เติบโตอยู่ใน [สระเหมันต์เหวหงส์]!
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀หลังจากหวังอี้ปรับตัวเข้ากับพลังที่เพิ่มขึ้นมาใหม่ แล้วก็ครุ่นคิดถึงแนวทางหลังจากนี้ในหัวอย่างคร่าวๆ จากนั้นจึงเบนสายตาไปที่สองราชันย์แห่งเผ่าอสูรตอนเหนือ
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀สองราชันย์ร่างสั่นสะท้านพร้อมกัน และทำความเคารพอย่างนอบน้อม
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀"ขอแสดงความยินดีกับท่านจอมมารโอสถลี้ลับแห่งวิถีสูงสุดที่สำเร็จเป็นผู้บำเพ็ญเพียรสายกายาระดับห้า เมื่อมองดูใต้หล้าในปัจจุบัน ท่านคือจุนเจ่อคนแรกที่มีความสำเร็จในวิถีกายาถึงระดับนี้ ท่านจะต้องมีชื่อเสียงเลื่องลือไปทั่วหล้าอย่างแน่นอน!"
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀"ขอแสดงความยินดีกับท่านจอมมารโอสถลี้ลับแห่งวิถีสูงสุดที่สำเร็จเป็นจุนเจ่อ!"
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀ผู้บำเพ็ญเพียรสายกายาบริสุทธิ์ไม่ใช่เส้นทางการฝึกฝนที่ได้รับความนิยมมาตั้งนานแล้ว
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀หากพูดถึงวิถีนี้เพียงอย่างเดียว หวังอี้ถือว่าก้าวมาถึงจุดสูงสุดแล้วจริงๆ แต่ก็ยังมีท่านมารตี้ซาแห่งนิกายหลอมฟ้า ที่ฝึกฝนทั้งปราณและกายาควบคู่กัน อาศัยพลังอาฆาตนานาชนิดมาหล่อหลอมร่างกายของตัวเอง
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀ความแข็งแกร่งของร่างกายไม่ได้ด้อยไปกว่าผู้บำเพ็ญเพียรสายกายาในระดับเดียวกัน แต่หลักๆ แล้วเขาเดินในวิถีแห่งพลังอาฆาต ไม่ได้ฝึกฝนเคล็ดวิชาสายกายาเหมือนอย่างหวังอี้
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀ดังนั้นเขาจึงไม่มีความมหัศจรรย์แห่งขอบเขตของผู้บำเพ็ญเพียรสายกายา
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀หวังอี้กับยอดฝีมือของเผ่าอสูรตอนเหนือก็เป็นคนคุ้นเคยกันมานาน ย่อมไม่เปลี่ยนท่าทีไปอย่างสิ้นเชิงเพียงเพราะการทะลวงระดับ ดังนั้นเขาจึงยังคงความถ่อมตัวเช่นเดิม
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀"เป็นความโชคดีเท่านั้น หากเผ่าอสูรตอนเหนือไม่ได้พาข้าเข้ามาในดินแดนลี้ลับแห่งนี้ ไม่แน่ว่าป่านนี้ข้าอาจจะยังต้องไปเสี่ยงโชคอยู่ข้างนอกกระมัง"
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀คำพูดนี้เป็นเพียงการถ่อมตัวตามมารยาทเท่านั้น ไม่มีใครเก็บไปคิดเป็นจริงเป็นจังหรอก
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀พูดจบ
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀หวังอี้ก็เหมือนจะนึกอะไรขึ้นมาได้กะทันหัน
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀"จริงสิ แล้วทำไมขบวนของเผ่าอสูรตอนเหนือถึงเหลือแค่พวกเจ้าสองคนล่ะ..."
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀"เรื่องนี้…"
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀ราชันย์อีกาเพลิงอึกอักพูดไม่ออก ราชันย์กิเลนอสนียิ่งเงียบกริบ ผ่านไปครู่ใหญ่ถึงได้ถามขึ้น
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀"ไม่ทราบว่าเรื่องที่จุนเจ่อรับปากไว้ก่อนเข้ามาในดินแดนลี้ลับ ยังนับอยู่หรือไม่"
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀"หลอมโอสถน่ะรึ?"
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀หวังอี้ครุ่นคิดพลางหยิบ 'หิมะสามฉื่อ' กลับมาคลุมทับไว้บนร่าง
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀"นับสิ แต่พวกเจ้าต้องเตรียมตัวยาให้พร้อม ว่าแต่หาตำแหน่งของจ้าวอสูรมังกรเขียวพบหรือยัง"
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀"ยังเลย"
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀ราชันย์อีกาเพลิงส่ายหน้าถอนหายใจ กล่าวด้วยความกังวลใจว่า
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀"จ้าวศักดิ์สิทธิ์เบญจรงค์ไม่ยอมปรากฏตัวเลย ข้าสงสัยว่าเขาจะหาจ้าวอสูรมังกรเขียวพบก่อนพวกเรา ท้ายที่สุดตอนที่เขารับตำแหน่งจ้าวศักดิ์สิทธิ์ เขาสามารถมองเห็นข้อความที่จ้าวอสูรมังกรเขียวทิ้งไว้ได้"
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀"เขาคงไม่บอกเนื้อหาทั้งหมดให้พวกเรารู้หรอก"
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀เรื่องมาถึงขั้นนี้ จะเสียใจตอนนี้ก็สายไปเสียแล้ว
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀ตอนนั้นพวกเขาไม่น่าไปหลงเชื่อชื่อเสียงด้านความมีเมตตาธรรมของเขา แล้วให้เขาขึ้นเป็นจ้าวศักดิ์สิทธิ์เลย ตอนนี้ดูเหมือนว่าที่ผ่านมาคงเป็นการเสแสร้งมาตลอด และที่สำคัญที่สุดคืออ่านแผนการของอีกฝ่ายไม่ออก
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀คิดแผนการได้ล้ำลึกขนาดนี้ ถือเป็นบุคคลที่ร้ายกาจคนหนึ่งจริงๆ
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀หวังอี้ครุ่นคิดอยู่นาน จึงเอ่ยช้าๆ
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀"ในเมื่อจ้าวอสูรมังกรเขียวมาเพื่อรักษาอาการบาดเจ็บในดินแดนลี้ลับ ย่อมต้องอยู่ในสถานที่ที่ช่วยในการฟื้นฟูของเขา หรือไม่ก็อยู่ใกล้กับของวิเศษที่เกี่ยวข้องกัน เรื่องนี้พวกเจ้าเผ่าอสูรตอนเหนือน่าจะรู้ดีกว่าข้า มีจุดไหนที่น่าสงสัยบ้างไหม"
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀ราชันย์กิเลนอสนีส่ายหน้าทันที เขาไม่เคยสนใจข้อมูลด้านนี้เลย
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀ราชันย์อีกาเพลิงกลับก้มหน้าครุ่นคิด
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀"ถ้าตัดเส้นทางนรกเหมันต์สุดขั้วและกลุ่มตำหนักจ้าวศักดิ์สิทธิ์ออกไป ป่าอสูรน้ำแข็งมีความเป็นไปได้มากที่สุด ที่นั่นมีทรัพยากรวิญญาณผลึกน้ำแข็งชนิดพิเศษอยู่ ซึ่งสามารถบรรเทาความเจ็บปวดจากการถูกแผดเผาของจ้าวอสูรมังกรเขียวได้"
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀หากจะพูดถึงกระบวนการที่จ้าวอสูรมังกรเขียวได้รับบาดเจ็บ อันที่จริงมันเรียบง่ายมาก และไม่มีเรื่องของแผนการหรืออุบายใดๆ มาเกี่ยวข้องเลย
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀ในปีนั้นเผ่าอสูรเหนือใต้เกิดความแตกแยก มังกรเขียวกับพยัคฆ์ขาวในฐานะสายพันธุ์โบราณกาลที่หลงเหลืออยู่เพียงสองตนของเผ่าอสูร ได้ต่อสู้กันในฐานะจ้าวอสูร และจบลงด้วยการบาดเจ็บสาหัสทั้งสองฝ่าย
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀มังกรเขียวได้รับบาดเจ็บสาหัสจากวิชาศักดิ์สิทธิ์ 'หกวิถีสังหารเซียน' ของพยัคฆ์ขาว
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀อันได้แก่: มองสังหาร, ฟังสังหาร, ดมสังหาร, ลิ้มรสสังหาร, กายสังหาร, เจตสังหาร!
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀ผลลัพธ์จากการใช้กระบวนท่าวิชาศักดิ์สิทธิ์ต่อเนื่องชุดนี้ ทำให้จ้าวอสูรมังกรเขียวสูญเสียพลังต่อสู้ไปถึงแปดส่วน ประจวบเหมาะกับตอนนั้นมีคลื่นสัตว์อสูรโจมตีเมืองฉื่อเหวียน ท่านมารหลอมฟ้าก็โผล่พรวดขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀มุ่งเป้าโจมตีไปที่จ้าวอสูรมังกรเขียวโดยตรง หมายมั่นจะสู้ตายด้วย
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀ตอนนั้นมารหลอมฟ้าที่เพิ่งทะลวงระดับวิญญาณแรกกำเนิดขั้นกลางมาได้หมาดๆ ใช้วิชาเพลิงมารโจมตีจ้าวอสูรมังกรเขียวจนปางตาย นับตั้งแต่นั้นมาเผ่าอสูรตอนเหนือก็ตกต่ำลงอย่างสมบูรณ์
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀หลังจากนั้นก็เป็นเรื่องราวในปัจจุบัน
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀อานุภาพของเพลิงมารหลอมฟ้า หวังอี้เคยสัมผัสด้วยตัวเองมาแล้ว ในฐานะเพลิงแห่งการสืบทอดที่ได้รับการปลุกปั้นจากประมุขนิกายหลอมฟ้ารุ่นแล้วรุ่นเล่า มันได้บรรลุถึงขีดจำกัดระดับห้ามาตั้งนานแล้ว
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀หากจ้าวอสูรมังกรเขียวถูกเจ้านี่พัวพันเข้าล่ะก็ หากไม่มีพลังชีวิตมหาศาลมาคอยเติมเต็ม ก็ไม่มีทางฟื้นตัวด้วยวิธีปกติได้เลย
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀ยิ่งไปกว่านั้นยังมีวิชาศักดิ์สิทธิ์ของจ้าวอสูรพยัคฆ์ขาวตกค้างอยู่บนร่างอีก
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀มิน่าล่ะถึงได้เก็บตัวฝึกตนนานเป็นพันปี แม้ว่าเขาจะมีสายเลือดระดับเดียวกับสายพันธุ์โบราณกาลที่หลงเหลือ แต่ก็มีอายุขัยยืนยาวกว่าเผ่ามนุษย์ในระดับเดียวกันเพียงเท่าตัวเท่านั้น
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀ผู้บำเพ็ญเพียรอสูรที่มีสายเลือดระดับปฐพีลงไป จะมีอายุขัยเท่ากับผู้บำเพ็ญเพียรเผ่ามนุษย์ หากเป็นสายเลือดระดับสวรรค์ อายุขัยก็จะยาวนานกว่าประมาณหนึ่งในห้า
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀ส่วนสายพันธุ์โบราณกาลที่หลงเหลือซึ่งอยู่ในระดับที่สูงขึ้นไปอีก จะมีอายุขัยเป็นหนึ่งถึงสามเท่า
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀ยิ่งถ้าเป็นสายเลือดวิญญาณแท้จริงก็จะยิ่งยืนยาวกว่านั้นเป็นสิบๆ เท่า นี่คือพรสวรรค์ของลูกรักสวรรค์ที่ฟ้าประทานให้ ใครก็แย่งชิงไปไม่ได้
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀กลับเข้าเรื่อง
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀หลังจากหวังอี้ได้ฟังเรื่องราวต้นสายปลายเหตุทั้งหมดจากปากของราชันย์อีกาเพลิง รวมไปถึงประสบการณ์ของเผ่าอสูรตอนเหนือในดินแดนลี้ลับ สีหน้าก็ดูแปลกไปเล็กน้อย
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀จากขุมกำลังที่ยิ่งใหญ่ที่สุด กลับกลายเป็นผู้แพ้ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀เผ่าอสูรตอนเหนือช่างโชคร้ายจริงๆ ส่วนเรื่องจะช่วยจ้าวอสูรมังกรเขียวหรือไม่ หวังอี้รู้สึกว่าบทบาทของเขาก็ไม่ได้สำคัญอย่างที่ราชันย์อีกาเพลิงและพวกคิดไว้เลย
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀อีกฝ่ายเป็นถึงตัวตนระดับแปลงเทวะขั้นสมบูรณ์เชียวนะ
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀ตอนที่มาเก็บตัวฝึกตนในดินแดนลี้ลับ ก็คงเพราะเล็งเห็นถึงของวิเศษบางอย่างหรือสภาพแวดล้อมพิเศษบางอย่างของที่นี่ หากจะฟื้นตัวได้ก็คงฟื้นตัวไปนานแล้ว จะต้องรอให้เขามาช่วยทำไม?
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀พูดอีกอย่างก็คือ อาการของจ้าวอสูรมังกรเขียวน่าจะไม่ค่อยสู้ดีนัก
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀มหาโอสถวิเศษระดับห้าขั้นต่ำสักเม็ดสองเม็ดจะช่วยอะไรได้?
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀ท้ายที่สุดแล้ว เขาก็เป็นแค่นักหลอมโอสถระดับสี่ขั้นสุดยอดเท่านั้น มหาโอสถวิเศษระดับห้าขั้นกลาง ขั้นสูง ไปจนถึงระดับสุดยอด ไม่ได้อยู่ในขอบเขตความสามารถของเขาเลย อย่างมากก็ลองหลอมขั้นต่ำดูก็ถือว่าเต็มกลืนแล้ว
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀ดังนั้น บทบาทของเขาจึงไม่ได้มีอะไรมากมายนักจริงๆ
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀"นี่มันเจ็บป่วยจนหน้ามืดตามัว ไหว้พระขอพรไปทั่วแล้ว..."
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀ความคิดหนึ่งแวบขึ้นมาในหัว หวังอี้จึงนิ่งเงียบไม่พูดอะไร เขามีความรู้สึกที่ดีต่อเผ่าอสูรตอนเหนือ แม้ว่าจ้าวอสูรมังกรเขียวจะถูกเขามองว่าเป็นศัตรูสมมติก็ตาม
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀แต่นั่นก็เป็นเพียงการคาดเดาในกรณีที่เลวร้ายที่สุด เขาเป็นคนที่เตรียมพร้อมรับมือกับปัญหาที่ยังไม่เกิดขึ้นเสมอ ก้าวหนึ่งคิดเผื่อไปถึงสามก้าว ตอนนี้ยังห่างไกลจากคำว่าต้องเป็นศัตรูกันอีกมาก
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀เขาก็พูดขึ้นว่า
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀"เอาอย่างนี้แล้วกัน พวกเจ้าตามข้าไปสำรวจด้านหลังต่อ รอเจอจ้าวอสูรมังกรเขียวแล้วค่อยดูสถานการณ์อีกที วิชาหลอมโอสถของข้าก็มีขีดจำกัดเหมือนกัน ยังห่างไกลจากระดับแนวหน้าของโลกคุกน้ำแข็งนัก"
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀"ตกลง!"
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀ทั้งสองอสูรไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องตอบตกลง ในสายตาของพวกมัน ระดับวิชาหลอมโอสถของหวังอี้นั้นถือว่าปราดเปรื่องมากแล้ว อย่างน้อยก็เก่งกาจกว่านักหลอมโอสถที่ไม่ค่อยได้เรื่องได้ราวพวกนั้นของเผ่าอสูรตั้งเยอะ
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀การจัดหาโอสถระดับสูงของเผ่าอสูรตอนเหนือในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา แทบจะล้วนเป็นฝีมือของเขาแต่เพียงผู้เดียว ย่อมมีความมั่นใจในตัวหวังอี้อย่างเต็มเปี่ยม
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀เพียงแต่ตอนนี้สถานการณ์มันบังคับ ไม่ว่าหวังอี้จะตอบตกลงหรือปฏิเสธ พวกมันก็ไม่มีสิทธิ์ออกความเห็นอยู่ดี แค่เป็นแบบนี้ได้ก็ถือว่าดีมากแล้ว
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀หลังจากบรรลุข้อตกลงเบื้องต้น หวังอี้ก็โบกมือปล่อยเหยียนหลิงและอวี๋ถังถังที่อยู่ภายใต้มุทรามารคุกน้ำแข็งออกมา ใช้สัมผัสเทวะเขย่าจุดรวมวิญญาณของพวกนาง ทำให้พวกนางฟื้นคืนสติในทันที
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀"นี่มัน..."
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀ความทรงจำในช่วงที่สูญเสียสติสัมปชัญญะหลั่งไหลเข้ามาในหัว ใบหน้าของเหยียนหลิงแดงซ่าน มองหวังอี้ด้วยความกระดากอาย
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀หวังอี้เพียงแค่ยิ้ม
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀"ไม่ต้องเก็บไปใส่ใจหรอก หลังจากนี้ยังมีเรื่องต้องรบกวนเจ้าอีก"
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀"ศิษย์พี่หวังวางใจเถอะ เหยียนหลิงจะทุ่มเทสุดกำลังอย่างแน่นอน!"
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀เรื่องที่เขาพูดถึง ย่อมต้องเป็นศพดุร้ายหงส์น้ำแข็งที่เฝ้าอยู่หน้าตำหนักหวงจี๋นั่นเอง เมื่อพิจารณาถึงความหายากของสายเลือดวิญญาณแท้จริง หวังอี้มีเหตุผลให้สงสัยว่าศพหงส์น้ำแข็งตนนั้นน่าจะเป็นร่างในชาติก่อนของเหยียนหลิง
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀รอยประทับวิญญาณบนร่างของนาง อาจจะสร้างเรื่องประหลาดใจที่ไม่คาดคิดก็เป็นได้
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀อีกทั้งแก่นกลางของค่ายกลแปดประตูสวรรค์เร้นก็ถูกเขาเอาไปแล้ว
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀เมื่อเวลาผ่านไป พลังชีวิตที่ถูกมารกลืนกินในค่ายกลจะลดลงอย่างรวดเร็ว ต่อให้พวกเขาไม่จัดการกับศพดุร้ายหงส์น้ำแข็ง แล้วหลบอยู่ในตำหนักหวงจี๋สักสองสามปี
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀เจ้านี่ก็น่าจะดับสูญไปเองตามธรรมชาติ
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀หวังอี้หมายตาซากศพของหงส์น้ำแข็งเอาไว้ นี่คือเหตุผลที่เขาต้องการเผชิญหน้ากับความยากลำบาก ศพดุร้ายที่ถูกมารกลืนกินพวกนั้น หลังจากตายไปก็จะกลายเป็นหนองน้ำโดยตรง เขาเกรงว่าหงส์น้ำแข็งก็จะเป็นเช่นนั้นเหมือนกัน
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀ดังนั้น รอให้มันอ่อนแอลงตามธรรมชาติ แล้วค่อยฉวยโอกาสใช้วิชามารฟ้าหมื่นจำแลงกลืนกินมัน จะเป็นวิธีจัดการที่ดีที่สุด
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀และยังมีเพลิงหงส์ประจำตัวของหงส์น้ำแข็ง ซึ่งเป็นเพลิงธาตุน้ำแข็งระดับห้า เหมาะอย่างยิ่งที่จะนำมาพัฒนาระดับของเพลิงโอสถมังกรน้ำแข็ง นี่เป็นโอกาสทองที่มันจะไล่ตามเพลิงมารหลอมฟ้าให้ทัน
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀แค่ผลประโยชน์สองข้อนี้ ก็หมายความว่าหวังอี้ไม่มีทางปล่อยมันไปแน่นอน
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀ด้านข้าง
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀อวี๋ถังถังที่เพิ่งฟื้นขึ้นมาเหมือนกันก็เบะปากเล็กๆ กระโจนพรวดเดียวเข้าไปในอ้อมกอดของหวังอี้ แล้วแกล้งร้องไห้กระซิกๆ ออกมา
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀"ถังถังกลัวจังเลย พี่สาวเหยียนหลิงไม่ได้เรื่องเอาซะเลย"
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀หวังอี้: "..."
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀เหยียนหลิง: "..."
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀บางทีก็รู้สึกไร้หนทางจริงๆ คำพูดของเด็กแสบก็เหมือนมีดเล่มเล็กๆ ที่กรีดหัวใจ เฉือนเนื้อได้เจ็บปวดเหลือเกิน ทำเอาคนฟังแทบกระอัก
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀หวังอี้เปลี่ยนเรื่องคุยทันที
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀"ในตำหนักหวงจี๋น่าจะยังมีผลประโยชน์อย่างอื่นอีก พวกเจ้าไปเดินดูรอบๆเถอะ ข้าจะไปดูสถานการณ์ของหงส์น้ำแข็งตัวนั้นที่หน้าประตูสักหน่อย"
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀ระดับพลังเพิ่งจะทะลวงผ่าน หงส์น้ำแข็งถือเป็นหินลับมีดชั้นเยี่ยมพอดี เหมาะสำหรับเอามาทดสอบพลังต่อสู้ของเขา การประลองเวทในระดับแปลงเทวะพวกเขาก็ช่วยอะไรไม่ได้หรอก
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀ราชันย์อีกาเพลิงรีบเอาใจทันที
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀"นี่เป็นลูกสาวของเนตรโลหิตใช่ไหม ปล่อยให้เป็นหน้าที่ข้าดูแลชั่วคราวเถอะ จุนเจ่อเชิญไปสำรวจตามสบายเลย ข้ารับรองว่านางจะไม่ได้รับอันตรายใดๆ ทั้งสิ้น"
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀"ก็ดีเหมือนกัน"
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀หลังจากได้รับคำอนุญาต สองคนสองอสูรก็เดินเตร็ดเตร่ไปรอบๆ ตำหนักหวงจี๋ ที่นี่มีวาสนาอย่างอื่นอยู่จริงๆ แต่ก็เป็นแค่ของเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้น เทียบไม่ได้กับความล้ำค่าของนิ้วมือมารโบราณเลย
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀ส่วนทางด้านหวังอี้นั้น กลับรู้สึกลำบากใจนิดหน่อย
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀เขาไม่อยากเดินย้อนกลับไปทางเดิม คิดไม่ถึงจริงๆ ว่าระดับพลังวิถีกายาจะมาทะลวงเอาในเวลานี้ เคล็ดวิชาที่ฝึกหลังจากนี้ไม่เหมาะสมอีกต่อไปแล้ว ไม่สามารถเพิ่มประสิทธิภาพและปริมาณของไขกระดูกเทวะโลหิตทองคำได้เลย
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀เมื่อนึกถึงเคล็ดวิชาวิถีกายาจากนิกายโบราณเทียนไห่ในหัว
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀เขาก็ต้องการเวลาเก็บตัวฝึกตนสักพัก อาศัยเคล็ดวิชานี้เพื่อคำนวณเส้นทางต่อจาก 'วิชามังกรอสูรหยินมรณะ'
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀อาศัยพลังของขอบเขตหลิวหลี แล้วหาสมุนไพรและของวิเศษที่ช่วยเพิ่มความเข้าใจชั่วคราวมาอีกนิดหน่อย ก็น่าจะพอไหวแล้ว
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀ขณะที่กำลังครุ่นคิดถึงเส้นทางการบำเพ็ญเพียรในอนาคต เขาก็มาถึงบริเวณบันไดหินหน้าตำหนักหวงจี๋ คนยังไม่ทันถึง ก็สัมผัสได้ถึงลมหนาวบาดกระดูกที่พัดมาปะทะใบหน้า
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀ทะเลเพลิงที่เกิดจากเพลิงหงส์น้ำแข็งแท้จริงห่อหุ้มตำหนักทั้งหลังไว้อย่างมิดชิด ไม่รู้ว่าเป็นเพราะค่ายกลถูกทำลายหรือเปล่า เมื่อสูญเสียสภาพแวดล้อมที่อุดมไปด้วยพลังชีวิตที่ถูกมารกลืนกินจากภายนอก ศพดุร้ายหงส์น้ำแข็งก็ดูจะฉุนเฉียวเป็นพิเศษ
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀หลังจากที่มันสังเกตเห็นหวังอี้ที่กำลังชะเง้อคอมองอยู่หน้าประตูตำหนัก มันก็อ้าปากพ่นเปลวเพลิงสีน้ำแข็งพุ่งตรงเข้ามาหาเขาทันที
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀หวังอี้ยกมือขึ้นป้องกัน การควบคุมที่ทรงพลังอย่างเหลือเชื่อซึ่งเป็นผลมาจากอำนาจควบคุมพลัง ได้บีบอัดอาณาเขตที่ไร้รูปร่างให้กลายเป็นโล่ป้องกันโปร่งใส
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀เส้นเปลวเพลิงที่พุ่งทะลักเข้ามาถูกแยกออกไปทั้งสองข้างทันที ทิ้งร่องรอยของการผสมผสานระหว่างผลึกน้ำแข็งและรอยไหม้เกรียมเป็นบริเวณกว้างบนพื้นดิน คุณสมบัตินี้กล่าวได้ว่าสอดคล้องกับคุณลักษณะของเพลิงโอสถมังกรน้ำแข็งอย่างสมบูรณ์แบบ
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀หลังจากหยั่งเชิงง่ายๆ หวังอี้ก็ถอยกลับเข้าไปในตำหนักหวงจี๋อีกครั้ง
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀ครั้งนี้เขาเลือกใช้ [คาถาซ่อนฟ้ากุยซวี] โดยตรง
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀ในฐานะวิชาลับที่เชี่ยวชาญด้านการพรางตัวในคัมภีร์เต๋าห้วงมิติ เมื่ออยู่ในมือของหวังอี้ ประสิทธิภาพของมันกลับยังห่างไกลจากคำว่ารีดเค้นศักยภาพออกมาได้ถึงขีดสุด
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀นี่เป็นเพราะว่าด้วยความแข็งแกร่งของเขา การจะพบเจอตัวตนที่ทำให้เขาต้องหลบซ่อนนั้นถือว่าหาได้ยากยิ่ง ศพดุร้ายหงส์น้ำแข็งตรงหน้านี้มีพลังแข็งแกร่งจนน่าตกใจ เขาจึงเตรียมจะลองหยั่งเชิงดูสักสองสามครั้งก่อน
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀รอให้คุ้นเคยกับกระบวนท่าที่หงส์น้ำแข็งมักใช้ แล้วค่อยลงมือจับเป็น
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀ท้ายที่สุดแล้วค่ายกลก็ถูกทำลายไปแล้ว เขาไม่จำเป็นต้องรีบร้อนเลย การเผาผลาญพลังงานบ่อยๆ จะยิ่งเร่งความเร็วในการอ่อนแอลงของหงส์น้ำแข็ง สัตว์ประหลาดที่ถูกมารกลืนกินพวกนี้ล้วนเคลื่อนไหวได้ด้วยพลังชีวิตขุมนั้น
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀เมื่อพลังชีวิตในสภาพแวดล้อมลดลง ย่อมต้องสูญเสียความสามารถในการเยียวยาตัวเองที่วิปริตนั้นไปอย่างแน่นอน และอาจจะถึงขั้นทำให้ร่างกายพังทลายลงอย่างสมบูรณ์เพราะใช้พลังชีวิตมากเกินไป
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀สู้ไม่ได้ ก็เล่นงานให้หมดแรง
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀เมื่อหมดแรงไปพอสมควรแล้ว ก็จะตกเป็นของในกำมือของเขา ภายในดินแดนลี้ลับวังเทวะในตอนนี้ไม่มีผู้บำเพ็ญเพียรคนอื่นที่จะมาส่งผลกระทบต่อเขาได้อีก ช่างเหมาะเหม็งกับการดำเนินตามแผนการเช่นนี้จริงๆ
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀หลังจากซ่อนตัวในช่องว่างมิติ หวังอี้ก็ค่อยๆ เคลื่อนตัวออกไปนอกตำหนัก
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀ครั้งนี้เขาไม่ถูกตรวจพบอย่างที่คิด หงส์น้ำแข็งยืนอยู่บนยอดเสาต้นหนึ่งในลานกว้าง นัยน์ตาสีเลือดขุ่นมัวจ้องเขม็งไปที่ประตูตำหนัก
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀บริเวณจงอยปากมีเปลวเพลิงสีน้ำแข็งพ่นเข้าพ่นออกอย่างต่อเนื่อง
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀พร้อมที่จะโจมตีสิ่งมีชีวิตใดๆ ก็ตามที่เดินออกมาจากที่นั่นทุกเมื่อ เมื่อหวังอี้เห็นดังนั้นก็กำหมัดเบาๆ ก้าวออกมาจากช่องว่างมิติมาหยุดอยู่ข้างๆ หงส์น้ำแข็ง
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀รวบรวมพลัง ปล่อยหมัด!