- หน้าแรก
- เริ่มต้นจากรากวิญญาณขยะสู่ยอดเซียนวิถีมาร
- ฟรี บทที่ 460 สามวิชาศักดิ์สิทธิ์สองวิชาลับ อัคคีม่วงเผาเมืองหลวง
ฟรี บทที่ 460 สามวิชาศักดิ์สิทธิ์สองวิชาลับ อัคคีม่วงเผาเมืองหลวง
ฟรี บทที่ 460 สามวิชาศักดิ์สิทธิ์สองวิชาลับ อัคคีม่วงเผาเมืองหลวง
บทที่ 460 สามวิชาศักดิ์สิทธิ์สองวิชาลับ อัคคีม่วงเผาเมืองหลวง
นี่คือไพ่ตายเฉพาะตัวของเขา
ใช้จัดการผู้บำเพ็ญเพียรระดับวิญญาณแรกกำเนิด เรียกได้ว่าง่ายดายราวกับพลิกฝ่ามือ โอกาสพลาดแทบจะเป็นศูนย์
แต่ถึงยังไงเจ้าอารามหวงเฉวียนก็เป็นผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดในนามของอารามหวงเฉวียน
แม้ขอบเขตจะยังห่างชั้นกันอยู่ก้าวหนึ่ง แต่พลังรบก็เหนือกว่าระดับวิญญาณแรกกำเนิดขั้นสมบูรณ์ไปไกลโข ไม่อย่างนั้นคงไม่กล้าเรียกตัวเองว่าครึ่งก้าวสู่ระดับแปลงเทวะหรอก ในความเป็นจริงแล้ว ในขอบเขตการบำเพ็ญเพียรไม่มีคำว่าครึ่งก้าวสู่ระดับแปลงเทวะ
มีแต่แก่นทองคำเทียม วิญญาณแรกกำเนิดเทียม แก่นทองคำนอกวิถี วิญญาณแรกกำเนิดนอกวิถี
ไม่มีคำว่าแปลงเทวะเทียม หรือแปลงเทวะนอกวิถีเลย...
สิ่งที่เขาทำได้ คือการมีพลังรบที่เหนือกว่าระดับวิญญาณแรกกำเนิดขั้นสมบูรณ์ ซึ่งนั่นก็ช่วยลดช่องว่างระหว่างเขากับมารฉื่อเทียนลงได้ไม่น้อย แม้สู้กันตรงๆ จะยังสู้ไม่ได้อยู่ดี
แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่า แค่กระบวนท่าเดียว เขาก็จะพ่ายแพ้และตายตกไป
กรงเล็บมารคร่าชีวิตมีความเร็วที่น่าเหลือเชื่อ แต่ด้วยความที่เตรียมพร้อมรับมืออยู่ก่อนแล้ว กระแสน้ำขุ่นหวงเฉวียนไร้ที่สิ้นสุดก็พุ่งทะลักออกมาจากร่างของเจ้าอารามหวงเฉวียน ร่างกายแปรเปลี่ยนเป็นน้ำสีเหลืองขุ่นกลมกลืนไปกับกระแสน้ำ
วิญญาณแรกกำเนิดก็หายวับไปพร้อมกัน
กรงเล็บที่มารฉื่อเทียนทุ่มเทหมายจะควักเอาชีวิตอีกฝ่ายกลับคว้าน้ำเหลว เฒ่ามารเจียวหยางฉวยโอกาสนั้น งัดอาวุธวิเศษประจำตัว [กงจักรสุริยันมารโลหิต] ออกมา มันหมุนควงด้วยความเร็วสูงและฟาดฟันปราณโลหิตอันน่าสะพรึงกลัวลงมา
ดูจากอานุภาพแล้ว มากพอที่จะบดขยี้ผู้บำเพ็ญเพียรระดับวิญญาณแรกกำเนิดได้เลย
แต่มารฉื่อเทียนเพียงแค่ยื่นมือซ้ายออกไป ท่ามกลางการปะทะกันของพลังอันบ้าคลั่ง ปราณโลหิตก็แตกกระจายไป ถุงมือเกราะสีดำสนิทคู่หนึ่งปรากฏขึ้นบนมือของมารฉื่อเทียน
มันสามารถจับกงจักรสุริยันมารโลหิต ซึ่งเป็นถึงอาวุธวิเศษระดับสี่ขั้นสุดยอดเอาไว้ได้อย่างแข็งแกร่ง มารฉื่อเทียนกระทืบเท้า รัศมีแสงสีแดงก็สาดส่องลงมาราวกับแสงอาทิตย์
แต่มันไม่ได้นำมาซึ่งความอบอุ่น หากแต่เป็นการโจมตีไร้ที่สิ้นสุดที่หมายเอาชีวิต
วิชาศักดิ์สิทธิ์ระดับห้า… แสงมารฉื่อเทียน!
แม่น้ำหวงเฉวียนเดือดพล่านขึ้นมาอย่างรวดเร็ว ถูกย้อมจนกลายเป็นแม่น้ำสีเลือด เจ้าอารามหวงเฉวียนที่ซ่อนตัวอยู่ภายในถูกแย่งชิงสิทธิ์ในการควบคุมไป ทำให้จำต้องหลุดออกมาและเปิดเผยร่างที่แท้จริง
ส่วนอาวุธวิเศษประจำตัวก็ถูกยึดไป แถมยังโดนแสงมารฉื่อเทียนสาดส่องเข้าใส่อีก
ร่างของเฒ่ามารเจียวหยางเริ่มมีอาการปริแตก เนื้อหนังแต่ละก้อนร่วงหล่นลงมาราวกับเศษเนื้อลวกน้ำเดือด เพียงพริบตาเดียวก็กลายเป็นโครงกระดูกสีขาวหยกที่ส่องประกายแวววาวไปตลอดทาง
พลังมารที่แผ่ออกมาจากอวัยวะภายใน พยายามต่อต้านการปริแตกต่อไปอย่างสุดกำลัง แต่ก็ทำให้ได้รับบาดเจ็บสาหัส เฒ่ามารเจียวหยางไม่ใช่หวังอี้ พลังชีวิตทางกายเนื้อไม่ได้แข็งแกร่งขนาดนั้น
ผนวกกับปัจจัยด้านอายุ หากไม่มีโอสถวิเศษระดับศักดิ์สิทธิ์มารักษาอาการบาดเจ็บสาหัสขนาดนี้ เขาอาจจะสูญเสียพลังชีวิตจนถึงแก่ความตายได้เลยทีเดียว
ความสามารถในการกัดกร่อนของแสงมารนั่น ยังคงทำลายร่างกายของเขาอย่างต่อเนื่อง แทบจะเป็นการส่งสัญญาณเตือนว่าจุดจบกำลังจะมาถึงแล้ว
มารฉื่อเทียนหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง
“มดปลวกริอ่านจะเทียบรัศมีกับดวงจันทร์ เปิ่นจุนแค่สะบัดมือเบาๆ ก็สามารถทำให้พวกเจ้ากลายเป็นผุยผงได้แล้ว”
“สามหาว!”
เจ้าอารามหวงเฉวียนโกรธจนเส้นผมชี้ชัน มารฉื่อเทียนแข็งแกร่งกว่าที่เขาคาดไว้ถึงหนึ่งระดับ รากฐานของนิกายหลอมฟ้านั้นลึกล้ำเกินไปจริงๆ
แต่ด้วยสถานการณ์เช่นนี้ เขาจำต้องงัดไพ่ตายออกมาใช้
“วิชาบูชายัญหวงเฉวียน ข้าขอใช้อวัยวะภายในเป็นเครื่องเซ่นสังเวย อัญเชิญมหาอสูรหวงเฉวียนจุติสู่โลกมนุษย์ มาช่วยเปิ่นเต้าสังหารศัตรู!”
นี่คือวิชาศักดิ์สิทธิ์บูชายัญโบราณ
ที่ถูกสั่งห้ามมานานแล้ว เพราะมันเป็นวิชาที่ทำลายล้างศัตรูแปดร้อย แต่ทำลายตัวเองถึงหนึ่งพัน เจ้าอารามหวงเฉวียนใช้อวัยวะภายในของตนเองเป็นเครื่องสังเวย อาการบาดเจ็บรุนแรงถึงรากฐานนี้ วิธีรักษาทั่วๆ ไปย่อมใช้ไม่ได้ผล
มันเทียบเท่ากับการพิการไปตลอดชีวิต ส่วนมหาอสูรหวงเฉวียนนั้น คือสิ่งมีชีวิตประหลาดที่อาศัยอยู่ในแม่น้ำหวงเฉวียนจริงๆ คล้ายกับมารฟ้าไร้รูปในแดนมารฟ้า ความแข็งแกร่งของมันนั้นน่าสะพรึงกลัวมาก
กระแสน้ำสีเหลืองขุ่นที่ปรากฏขึ้นอีกครั้ง หมุนวนเป็นวังน้ำวนอยู่กลางอากาศ
สิ่งมีชีวิตตนหนึ่งเดินออกมาจากวังน้ำวนนั้น มันมีความสูงถึงสามเมตร รูปร่างผอมแห้งซีดเซียว สวมเสื้อคลุมยาวสีดำขาดวิ่น และสวมหน้ากากผีร้ายสีดำปกปิดใบหน้าตั้งแต่ริมฝีปากขึ้นไป
นี่แหละคือมหาอสูรหวงเฉวียน สิ่งมีชีวิตจากต่างมิติของแท้!
ในฐานะผู้อัญเชิญ เจ้าอารามหวงเฉวียนรับประกันได้แค่ว่าจะไม่ถูกมันฆ่าตายเท่านั้น แต่ไม่สามารถควบคุมมันได้เลย
“ไอ้คนบ้าเอ๊ย”
มารฉื่อเทียนสบถด่าอย่างหัวเสีย ระบบการบำเพ็ญเพียรของสิ่งมีชีวิตต่างมิตินั้นไม่เหมือนกับของมนุษย์ แต่โดยคร่าวๆ ก็สามารถแบ่งระดับชั้นได้เช่นกัน และนี่ก็คือมหาอสูรหวงเฉวียนระดับสี่ขั้นสูงสุด
หากวัดกันที่ความแข็งแกร่ง มันยังคงสู้เขาไม่ได้ แต่ความแปลกประหลาดในพลังของมันนั้น เรียกได้ว่าไม่มีผู้บำเพ็ญเพียรระดับแปลงเทวะคนไหนอยากจะต่อกรด้วยเลย
มหาอสูรตัวซีดเซียวตนนั้น แลบลิ้นสีเทาออกมาเลียริมฝีปากบางเฉียบ มันมีสติปัญญาอยู่บ้าง นิ้วมือที่ยาวผิดปกติชี้ตรงไปยังมารฉื่อเทียน
คำสาปจมน้ำหวงเฉวียน!
นี่คือวิชาศักดิ์สิทธิ์สายคำสาปของแท้
ใบหน้าของฉื่อเทียนเขียวคล้ำ ต่อให้เป็นพลังเวทระดับแปลงเทวะก็ไม่อาจสะกดความรู้สึกคลื่นไส้นี้ไว้ได้ เขากระอักน้ำหวงเฉวียนออกมาคำโตในทันที
พลังหวงเฉวียนที่มีความสามารถในการกัดกร่อนสูงลิ่ว ได้แทรกซึมเข้าสู่อวัยวะภายในของเขาโดยตรง กัดกร่อนเลือดเนื้อและพลังเวทอย่างรวดเร็ว ราวกับมีใครเสกขี้ก้อนโตเข้าไปในท้องของเขาดื้อๆ
ความรู้สึกน่าขยะแขยงนั้น ทำเอาอารมณ์ของเขาพลุ่งพล่านจนแทบคลั่ง
โกรธ! โกรธ! โกรธ!
ความมหัศจรรย์แห่งขอบเขตในระดับแปลงเทวะถูกงัดออกมาใช้ นี่คือขั้นกว่าของเจตจำนงวิชา… พลังแห่งเจตจำนง!
แก่นแท้ของเจตจำนงวิชาศักดิ์สิทธิ์ คือการทำความเข้าใจทุกสิ่งทุกอย่างของวิชาศักดิ์สิทธิ์
แล้วนำมาหลอมรวมกับความเชื่อมั่น สัมผัสเทวะ และจิตใจของตนเอง ทำให้เกิดการยกระดับ จนก่อเกิดเป็นเจตจำนงวิชาที่ย้อนกลับมาหล่อเลี้ยงวิญญาณแรกกำเนิด เสริมสร้างวิญญาณ และยกระดับขีดจำกัด
เจตจำนงวิชาที่พัฒนาจนถึงขีดสุดก็คือเจตจำนงแห่งวิถี
ไม่ว่าจะนำไปเสริมพลังให้กับกระบวนท่าใด ก็สามารถทำให้อานุภาพเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณได้ หนึ่งในเงื่อนไขการบรรลุสู่ระดับแปลงเทวะ ก็คือการทำความเข้าใจเจตจำนงที่เป็นของตัวเองให้ถ่องแท้
เจตจำนงที่มารฉื่อเทียนครอบครอง มีชื่อว่า [เจตจำนงโลหิตพิโรธ] ซึ่งสอดคล้องกับสภาพจิตใจของเขาในตอนนี้อย่างสมบูรณ์แบบ ภายใต้ความโกรธเกรี้ยว มีเพียงเลือดเท่านั้นที่จะช่วยดับความคุกรุ่นนี้ได้
หยดเลือดที่แฝงไปด้วยแสงมารฉื่อเทียน พุ่งทะยานออกไปทุกสารทิศราวกับพายุฝน เดิมทีเจ้าอารามหวงเฉวียนตั้งใจจะอาศัยจังหวะที่มหาอสูรหวงเฉวียนช่วยถ่วงเวลาไว้ให้...
เพื่อหลบหนี แต่ตอนนี้เขาจำต้องงัดเอาอาวุธวิเศษ วิชาศักดิ์สิทธิ์ และยันต์ต่างๆ นานาออกมาใช้เพื่อป้องกันตัวอย่างสุดกำลัง
ส่วนเฒ่ามารเจียวหยางนั้นบาดเจ็บสาหัสจนไร้เรี่ยวแรงจะต่อกร ทำได้เพียงอาศัยความได้เปรียบของภูมิประเทศในการกำบังเท่านั้น
ภายในคลังโอสถอายุวัฒนะ แสงจากข้อห้ามสว่างวาบขึ้นมาอย่างรุนแรง
ท่ามกลางความผันผวนของพลังวิญญาณอันเกรี้ยวกราด ความเสียหายอย่างหนักก็บังเกิดขึ้น เสาสีแดงชาดโค่นล้ม บันไดพังทลาย
เจียวหยางพยายามหลบหลีกอย่างสุดความสามารถ แต่ก็ยังถูกหยดเลือดโจมตีเข้าจนได้
เพียงชั่วพริบตา ร่างโครงกระดูกของเขาก็ถูกย้อมจนเป็นสีแดงฉาน อารมณ์เกรี้ยวกราดเข้าครอบงำเขา ทำให้เขาแหงนหน้าคำรามก้องฟ้า
ราวกับคนบ้าที่เสียสติไปแล้ว
ถึงขั้นเอาตัวเข้าไปรับหยดเลือดเหล่านั้นเสียด้วยซ้ำ ซึ่งนั่นก็ทำให้เขาถูกมารฉื่อเทียนควบคุมไปชั่วขณะ และกลายเป็นหุ่นเชิดโลหิตพิโรธจากผลของเจตจำนง มารฉื่อเทียนเพ่งจิตสั่งการเพียงครั้งเดียว
กงจักรสุริยันมารโลหิตก็ลอยกลับเข้าไปในมือของเจียวหยาง ก่อนที่เขาจะพุ่งเข้าโจมตีเจ้าอารามหวงเฉวียนอย่างไม่ทันตั้งตัว
“ตอนนี้แหละ!”
เจ้าอารามหวงเฉวียนนึกในใจอย่างเด็ดขาด อาวุธวิเศษประจำตัว [ภาพปี้ลั่วหวงเฉวียน] ถูกกางออกอย่างรวดเร็ว ภาพที่วาดอยู่บนนั้นคือฉากที่ผีร้ายหวงเฉวียนนับไม่ถ้วนกำลังกัดกินอาหารอยู่ในแม่น้ำ
ซึ่งอาหารเหล่านั้น ก็คือเศษซากแขนขาและชิ้นส่วนของสัตว์ประหลาดนั่นเอง
เมื่อภาพถูกกางออก ปราณสีเหลืองและเขียวก็จำแลงเป็นภาพมายาของพญางูและต้นไม้ยักษ์ พุ่งเข้าพลิกคลังโอสถอายุวัฒนะจนหงายเก๋ง
เสียงร้องโหยหวนดังกึกก้องไปทั่วตงจี๋จิง
ตามมาด้วยเสียงระเบิดดังกัมปนาท คลังโอสถอายุวัฒนะทั้งหลังแทบจะถูกทำลายจนพินาศย่อยยับ ซึ่งนั่นก็เป็นเหตุให้ข้อห้ามทำลายล้างที่ซ่อนอยู่ถูกกระตุ้นให้ทำงาน
ในเมื่อเขาหาไม่เจอ เขาก็จะแตะต้องทุกซอกทุกมุมของคลังโอสถแทน
วิธีนี้ก็สามารถกระตุ้นข้อห้ามได้เหมือนกัน และที่สำคัญยิ่งกว่านั้นก็คือ การทำลายโอสถวิเศษระดับห้าและสมุนไพรวิญญาณทั้งหมดในนี้ ในเมื่อเขาไม่ได้มันไป ฉื่อเทียนก็อย่าหวังจะได้ไปเหมือนกัน
ทำลายมันให้หมด จะได้จบๆ กันไป
ผลลัพธ์ย่อมไม่ต้องพูดถึง มารฉื่อเทียนที่กำลังโกรธจัดเพิ่งจะขยับตัว ก็ถูกมหาอสูรหวงเฉวียนขวางเอาไว้ ร่างกายอันชั่วร้ายและแปลกประหลาดของมัน ราวกับไร้รูปไร้ร่าง...
มันเมินเฉยต่อแรงกระแทกจากการระเบิด ร่างกายแปรสภาพเป็นหยดน้ำสีเหลืองขุ่น หลอมรวมเข้ากับร่างของมารฉื่อเทียนโดยตรง พลังคำสาปอันมหาศาลจึงปะทุขึ้น
กลิ่นอายของฉื่อเทียนอ่อนแรงลงอย่างเห็นได้ชัด
พลังหวงเฉวียนพวยพุ่งออกมาจากทั่วร่าง กัดกร่อนทั้งเส้นผมและเสื้อคลุมเวทจนหมดเกลี้ยง ไม่เหลืออะไรเลยแม้แต่ชิ้นเดียว เปลือยล่อนจ้อนไปทั้งตัว
ส่วนเจียวหยางที่ถูกควบคุมด้วยเจตจำนงโลหิตพิโรธนั้นโชคร้ายยิ่งกว่า
เขาต้องทนรับการโจมตีซ้ำแล้วซ้ำเล่า ด้วยร่างกายที่แก่ชราและอ่อนแอนี้ เขาไม่อาจทนรับได้อีกต่อไป จากตอนแรกที่เนื้อหนังมังสาหายไป จนตอนนี้กระดูกก็เริ่มปริแตกแล้ว
เขาไม่มีเรี่ยวแรงจะขัดขืนใดๆ จนร่างกายแปรสภาพเป็นทารกวิญญาณแรกกำเนิดรูปร่างน่ารักน่าเอ็นดู แต่ก็ทำให้เขาหลุดพ้นจากการควบคุมของมารฉื่อเทียนได้ในที่สุด แววตาของเขากลับมาแจ่มใสอีกครั้ง
เมื่อตระหนักได้ว่ากายเนื้อของตนได้กลายเป็นเศษธุลีไปแล้ว สีหน้าของเจียวหยางก็เต็มไปด้วยความรู้สึกที่ยากจะบรรยาย วิญญาณแรกกำเนิดของเขาหันหลังกลับแล้วรีบเผ่นหนีสุดชีวิต
พลังของผู้บำเพ็ญเพียรระดับแปลงเทวะนั้น น่าสะพรึงกลัวและโหดเหี้ยมเกินไป
ระดับวิญญาณแรกกำเนิดขั้นสมบูรณ์อย่างเขา กลับไม่สามารถรับมือได้แม้แต่กระบวนท่าเดียว เมื่อต้องเผชิญกับพลังแห่งเจตจำนง ก็ยิ่งถูกควบคุมไปโดยสมบูรณ์ เรียกได้ว่าเป็นตัวตนที่ไม่อาจต่อกรได้เลย
ด้วยสภาพจิตใจที่สั่นคลอน การขืนสู้ต่อไปก็มีแต่จะเสียเปล่า
ได้เวลาโกยแล้ว...
ถ้าบอกว่าเจียวหยางถูกซ้อมจนหวาดกลัว จนต้องยอมทิ้งทุกอย่างเพื่อรักษาชีวิตรอด เจ้าอารามหวงเฉวียนกลับเป็นฝ่ายที่ยิ่งสู้ก็ยิ่งมั่นใจ ผู้บำเพ็ญเพียรระดับแปลงเทวะอะไรกัน ก็ไม่เห็นจะเท่าไหร่นี่นา
กล้าได้กล้าเสียดึงจักรพรรดิลงจากบัลลังก์มาเชือดก็ย่อมได้!
“ฉื่อเทียนแล้วไง? ระดับแปลงเทวะแล้วไง? สุดท้ายก็ต้องมาตกหลุมพรางเปิ่นกวนจู้ และจบเห่เอาที่นี่อยู่ดี!!!”
แผนการของเขานั้น คล้ายคลึงกับตอนที่หวังอี้วางแผนจัดการมารวารีมรกตไม่มีผิด
นั่นคือการพยายามใช้ความสามารถส่วนตัวบั่นทอนกำลังของอีกฝ่ายให้ได้มากที่สุด แล้วค่อยอาศัยข้อห้ามทำลายล้างของตงจี๋จิงเพื่อมอบการโจมตีปิดฉาก
น่าเสียดายที่หากมีหวังอี้อยู่ด้วย สถานการณ์น่าจะดีกว่านี้มาก
เพราะค่ายกลสังหารหยินหยางที่ครอบคลุมตงจี๋จิงทั้งเมืองนั้น ย่อมต้องมีอานุภาพร้ายแรงกว่าข้อห้ามทำลายล้างของคลังโอสถอายุวัฒนะอย่างแน่นอน การถูกบีบคั้นหลายต่อหลายครั้ง ประกอบกับท่าทีที่ไม่แน่นอน
ทำให้อีกฝ่ายต้องใช้วิธีพิเศษในการหลบหนีไป
ลองเอาใจเขามาใส่ใจเราดู หากเขาเป็นหวังอี้ และมีวิธีที่จะหนีไปได้ เขาก็คงเลือกที่จะเผ่นหนีเช่นกัน
ด้วยเหตุนี้ แผนการจึงต้องเปลี่ยนไปกะทันหัน
ก็ทำได้แค่นี้แหละ สิ่งที่เจ้าอารามหวงเฉวียนไม่รู้ก็คือ ข้อห้ามของคลังโอสถอายุวัฒนะนั้น เป็นสิ่งที่จักรพรรดิมนุษย์รุ่นแรกสร้างขึ้นด้วยตัวเอง ในช่วงที่พลังกำลังรุ่งเรืองถึงขีดสุด
ท้ายที่สุดแล้ว มันก็เกี่ยวพันกับเรื่องส่วนตัวของจักรพรรดิมนุษย์รุ่นแรก
หากไม่มีของวิเศษสูงสุดอย่างแหวนมังกรพันทะยานฟ้า หวังอี้ก็คงไม่มีทางค้นพบความลับที่ซ่อนอยู่นี้ได้เลย ดังนั้น... การทำงานของข้อห้ามที่เกิดจากการทำลายคลังโอสถอายุวัฒนะ
จะรุนแรงเกินกว่าที่ทุกคนจะคาดคิด
.……..
ณ มุมหนึ่งของพระราชวัง ภายนอกกำลังต่อสู้กันอย่างเอาเป็นเอาตาย
หวังอี้กำลังปีนขึ้นมาจากบ่อน้ำแห้งขอดแห่งหนึ่ง ทางเข้าที่เป็นแบบเคลื่อนย้ายมิติ ทำให้เขาหลุดพ้นจากคลังโอสถอายุวัฒนะมาได้โดยตรง ซึ่งถือเป็นเรื่องดีทีเดียว
เมื่อเขาสัมผัสได้ว่าทั่วทั้งพระราชวัง หรือแม้แต่ตงจี๋จิงทั้งเมือง กำลังสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง
หวังอี้ก็รีบลอยตัวขึ้นเหนือกำแพงเตี้ยๆ ห่างจากพื้นเพียงครึ่งเมตร พร้อมกับหยิบป้ายคำสั่งบรรพบุรุษวารีออกมา เพื่อเตรียมตัวใช้แม่น้ำใต้ดินหลบหนีออกจากตงจี๋จิง
ในขณะเดียวกัน เขาก็ทบทวนถึงสิ่งสุดท้ายที่ได้รับจากคลังลับจักรพรรดิมนุษย์
บนกำแพงแห่งการสืบทอดทั้งหมดนั้น เขาแบ่งสมาธิออกเป็นสองส่วน ส่วนหนึ่งใช้หยกสัมผัสเทวะสลักวิชาศักดิ์สิทธิ์และวิชาลับอันทรงพลังลงไป ส่วนอีกส่วนหนึ่งก็จดจำวิชาที่เหมาะสม และสามารถนำมาปรับใช้เป็นทักษะของตนเองได้
วิชาที่ไม่เหมาะกับเขา ขอข้ามไปก่อน
เฉพาะวิชาที่เขาสามารถฝึกฝนได้ ก็มีวิชาศักดิ์สิทธิ์สามวิชา และวิชาลับอีกสองวิชา วิชาแรกคือ [กายาวิญญาณอมตะ] ซึ่งเป็นวิชาศักดิ์สิทธิ์ทางกายเนื้อสายผู้บำเพ็ญเพียรสายกายา
มีชื่อเสียงทัดเทียมกับกายทองคำของพุทธะ และกายธรรมของเต๋า
ต้องฝึกฝนจนถึงระดับสี่ขั้นสูงสุดเสียก่อน ถึงจะเริ่มฝึกวิชานี้ได้ มันสามารถหลอมรวมกระดูกวิญญาณอมตะทั้งหมด เพื่อสร้างกายเนื้ออมตะที่แท้จริงขึ้นมา ในอนาคตเมื่อทะลวงสู่ระดับห้า ก็จะได้รับความมหัศจรรย์แห่งขอบเขตที่สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น
ความสำคัญของมัน ไม่ได้เป็นเพียงแค่วิชาศักดิ์สิทธิ์ทางกายเนื้อเท่านั้น แต่ยังช่วยให้เส้นทางวิถีกายาของเขาสมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้นด้วย
วิชาศักดิ์สิทธิ์ที่สอง [หมัดจักรพรรดิมังกร] หนึ่งในวิชาศักดิ์สิทธิ์ที่แข็งแกร่งที่สุดของจักรพรรดิมนุษย์รุ่นแรก ต้องไม่ลืมว่าตัวเขาเองก็ฝึกฝนวิถีกายาควบคู่ไปด้วย วิชาสืบทอดนี้จึงเป็นวิชาศักดิ์สิทธิ์ทางกายเนื้อเช่นกัน
สถานะของมันเทียบเท่ากับวิชาศักดิ์สิทธิ์ประจำตัวทางฝั่งกายเนื้อ ซึ่งเข้ากันได้ดีกับกายาวิญญาณมังกรแท้ของจักรพรรดิมนุษย์รุ่นแรก และวิชาบำเพ็ญเพียรสายกายา "วิชามังกรอสูรหยินมรณะ" ที่หวังอี้ฝึกฝนอยู่ ก็อาจจะเข้ากันได้ดีกับวิชาสืบทอดนี้ด้วยเช่นกัน
ที่สำคัญกว่านั้นก็คือ เจ้านี่เป็นถึงวิชาศักดิ์สิทธิ์ระดับห้าขั้นสุดยอดเลยนะ
หากเรียนรู้สำเร็จ มันก็จะมาแทนที่หมัดมารแช่แข็งสิบทิศ และกลายเป็นไพ่ตายใบใหม่ของเขาทันที
วิชาศักดิ์สิทธิ์ที่สาม [คาถาซ่อนฟ้ากุยซวี] เป็นหนึ่งในคัมภีร์เต๋าห้วงมิติ ระดับห้าขั้นสุดยอด เป็นวิชาศักดิ์สิทธิ์สายพรางตัวมิติ และยังมีสรรพคุณในการบดบังลิขิตฟ้าอีกด้วย
วิชาศักดิ์สิทธิ์และวิชาลับ·โซ่สวรรค์ ทั้งสองวิชานี้ล้วนมีต้นกำเนิดมาจากคัมภีร์เต๋าห้วงมิติในตำนาน ความยากในการฝึกฝนพลังแห่งมิตินั้นไม่ต้องสงสัยเลย
แต่หวังอี้สามารถควบแน่นโซ่สวรรค์ได้ยาวกว่าแปดพันเมตรแล้ว
เขาเข้าใจในพลังแห่งมิติมานานแล้ว ต่อให้ไม่มี [ช่องจัดวาง] คอยช่วยเหลือ เขาก็ยังสามารถสัมผัสและดูดซับพลังแห่งมิติได้ ดังนั้นเงื่อนไขในการฝึกฝนวิชาศักดิ์สิทธิ์นี้ สำหรับเขาแล้วจึงต่ำมาก
คุณค่าของมันจึงสูงขึ้นตามไปด้วย
วิชาศักดิ์สิทธิ์โดยทั่วไป มักจะเป็นสิ่งที่ยากจะฝึกฝนให้สำเร็จได้ในระดับปัจจุบัน เช่นเดียวกับมุทรามารคุกน้ำแข็ง เว้นเสียแต่ว่าหวังอี้จะยอมทุ่มเทใช้ [ช่องจัดวาง] จำนวนมากไปกับมัน
บางทีอาจจะสามารถสำเร็จขั้นเริ่มต้นได้ภายในหนึ่งรอบนักษัตร (60 ปี)
แต่มันก็ไม่ได้มีความหมายอะไรมากนัก รอจนกว่าเขาจะบรรลุระดับแปลงเทวะแล้วค่อยเริ่มฝึกฝน เวลาที่ใช้ก็จะลดลงอย่างมาก การมีวิชาศักดิ์สิทธิ์เตรียมพร้อมไว้เยอะๆ หมายความว่าในอนาคต หวังอี้จะไม่ต้องมานั่งกังวลเรื่องนี้อีกต่อไป
แค่ที่มีอยู่ก็พอใช้แล้วล่ะ
ส่วนวิชาลับทั้งสองวิชา ค่อนข้างจะเฉพาะทางและฝึกยากสักหน่อย ซึ่งนี่ก็เป็นผลจากการที่หวังอี้จงใจเลือกมาเองนั่นแหละ
วิชาลับที่หนึ่ง [วิชาศรดาราจักรวาล] นี่คือวิชาลับที่เขาจงใจเลือกมา เพื่อเตรียมนำมาใช้ควบคู่กับสิบสองรูปลักษณ์กว่างหาน
เกาทัณฑ์ศักดิ์สิทธิ์ในสิบสองรูปลักษณ์ มีอานุภาพที่ทรงพลังมาก และสามารถหลอมรวมพลังเหมันต์สุดขั้วทั้งหมดไว้ในศรดอกเดียวได้ ซึ่งมันก็คือวิธีการโจมตีที่เขาใช้บ่อยที่สุด
และดาวไท่หยิน ก็เป็นหนึ่งในดาราจักรวาลเช่นกัน
เมื่อนำมาผสานเข้ากับวิชาลับนี้ อานุภาพของมันย่อมต้องยกระดับขึ้นไปอีกขั้น เพียงแต่การจะฝึกฝนวิชาศรดาราจักรวาล จำเป็นต้องสัมผัสกับดวงดาวที่สอดคล้องกัน ถึงจะสามารถดูดซับพลังแห่งดวงดาวได้
สำหรับเขาแล้ว เรื่องนี้ไม่ได้มีความยากเลยสักนิด ท้ายที่สุดเขาก็มีเนตรทมิฬไท่หยิน แถมยังดูดซับและสกัดกลั่นเศษซากแก่นจันทร์ไท่หยินเข้าไปแล้ว ดวงตาทั้งสองข้างจึงดูลึกล้ำและเงียบสงบราวกับดวงจันทร์บนฟากฟ้า
เขาสร้างสายใยความเชื่อมโยงกับดวงจันทร์ไท่หยินได้นานแล้วล่ะ
วิชาลับที่สอง [วิชาลับแก่นกลางอสนีเพลิง] มีพื้นฐานมาจากอสนีและเพลิง ควบแน่นเป็นลวดลายลับตรงหว่างคิ้ว เมื่อใดที่กระตุ้นการทำงาน ก็จะสามารถเพิ่มพูนความแข็งแกร่งได้อย่างมหาศาล
มันเป็นวิชาลับสายระเบิดพลังแบบดั้งเดิม รายละเอียดของการยกระดับ นอกเหนือจากการเพิ่มค่าสถานะพื้นฐานอย่างมหาศาลแล้ว ก็ยังขึ้นอยู่กับรูปแบบพลังของอสนีและเพลิงด้วย
ตัวอย่างเช่น อสนีมารดำและเพลิงโอสถมังกรน้ำแข็ง สิ่งที่พวกมันเสริมให้กับกายเนื้อก็คือความเร็วเป็นหลัก เมื่อผสานเข้ากับร่างมังกรหยินสุดขั้วในสภาวะมารฟ้าหมื่นจำแลง ภายใต้ความเร็วสูงสุด ต่อให้เป็นผู้บำเพ็ญเพียรระดับสูง ก็ยังไม่มีทางตามเขาได้ทัน
แต่ถ้าอ้างอิงจากคุณสมบัติของทั้งสองอย่างแล้ว การเสริมพลังให้กับพลังมารและวิชาศักดิ์สิทธิ์ต่างหากที่ยิ่งใหญ่กว่า ในบรรดาของทั้งหมดนี้ สิ่งที่สามารถนำมาแปรเปลี่ยนเป็นพลังรบได้อย่างรวดเร็ว ก็มีเพียงวิชาลับสองวิชานี้เท่านั้น
แต่ตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่จะมานั่งฝึกฝน
ดังนั้น หลังจากทบทวนสิ่งต่างๆ ในใจเสร็จสรรพ หวังอี้ก็จัดการเปิดใช้งานป้ายคำสั่งบรรพบุรุษวารีทันที แล้วอาศัยเส้นทางที่ปรมาจารย์ฮวงจุ้ยปฐพีเคยวางเอาไว้ หลบหนีออกจากตงจี๋จิงผ่านทางแม่น้ำใต้ดิน
ท่ามกลางแสงสีฟ้าของน้ำที่ส่องประกายระยิบระยับราวกับดวงดาว
สายตาสุดท้ายที่เขาทอดมองไปยังตงจี๋จิง เขาเห็นเพียงแต่ไฟเทวะปราณม่วงพวยพุ่งขึ้นทะลุฟ้า
อัคคีม่วงเผาเมืองหลวง!
รัศมีการครอบคลุมของมัน แทบจะกลืนกินตงจี๋จิงไปทั้งเมือง ไม่ว่าจะเป็นในเมืองชั้นนอก เมืองชั้นใน หรือแม้แต่เขตพระราชวังและเขตเมืองหลวง ผู้บำเพ็ญเพียรทุกคนที่ยังรั้งอยู่ในตงจี๋จิง ล้วนต้องเผชิญกับการแผดเผาของเพลิงวิญญาณระดับห้า
ภายในแม่น้ำใต้ดิน หวังอี้พยายามระงับจังหวะการเต้นของหัวใจที่รัวเร็ว
แล้วมุ่งหน้าหนีออกจากเมืองไปโดยไม่หันกลับมามองอีกเลย