- หน้าแรก
- เริ่มต้นจากรากวิญญาณขยะสู่ยอดเซียนวิถีมาร
- ฟรี บทที่ 410 ผู้ช่วยและกับดัก
ฟรี บทที่ 410 ผู้ช่วยและกับดัก
ฟรี บทที่ 410 ผู้ช่วยและกับดัก
บทที่ 410 ผู้ช่วยและกับดัก
แม้อยู่ในยุคสงคราม เมืองหลวงแคว้นเฟิงก็ยังคงเจริญรุ่งเรืองถึงขีดสุด ซ้ำยังเจริญขึ้นเรื่อยๆ ราวกับสุมไฟใส่ฟืน ด้วยเหตุที่มีประชากรต่างถิ่นอพยพเข้ามาเป็นจำนวนมาก รวมถึงตระกูลใหญ่จากทั่วทุกสารทิศที่เข้ามาลี้ภัย
แต่ก็เป็นเหตุให้ข้าวของแพงหูฉี่ ผลผลิตทรัพยากรจากที่ต่างๆ ลดฮวบลงอย่างน่าใจหาย ทรัพยากรวิญญาณประเภทหลบหนี ป้องกัน และรักษาอาการบาดเจ็บ ราคาพุ่งสูงขึ้นห้าถึงสิบเท่า
หากไม่ใช่เพราะราคาของหินวิญญาณยังคงที่ คงพุ่งสูงลิ่วจนทะลุฟ้าไปแล้ว
สิ่งที่หวังอี้สั่งให้ทั้งสามคนทำในจวนตระกูลหวังนั้นง่ายมาก นั่นคือการสืบหาร่องรอยของศิษย์ยอดเขากระบี่มารแห่งนิกายศักดิ์สิทธิ์ โดยฉากหน้าคือการใช้เรื่องนี้สืบหาร่องรอยของเก้ามาร
แต่แท้จริงแล้วคือจงใจเปิดเผยตัวตน ขอเพียงมีคนใดคนหนึ่งในกลุ่มนี้ถูกจับตัวไป ภายใต้วิชาค้นวิญญาณ ย่อมต้องพบร่องรอยของเขาอย่างแน่นอน ควันสีดำที่เขาเพิ่งเก็บคืนมานั้นคือจิตมารก็จริง
แต่เขากลับซุกซ่อนพลังอีกสายหนึ่งเข้าไปด้วย เขาทิ้งเรือกระดาษสีดำไว้ในร่างของคนทั้งสาม ซึ่งนั่นก็คือพลังของคาถาเรือมารควักวิญญาณ หากเผชิญกับการค้นวิญญาณ มันก็จะทำลายวิญญาณของทั้งสามคนทิ้งทันที
นี่คือการปกปิดซ้อนทับชั้นที่สอง จุดประสงค์ที่แท้จริงก็คือการเปิดเผยตัวตนให้เจี้ยนจวินเก้ามารรับรู้ ใช้ตัวเองเป็นเหยื่อล่อ ล่อให้อีกฝ่ายออกมาแล้วค่อยรุมสังหาร
แผนการค่อนข้างหยาบ แต่ได้ผลแน่นอน
ต่อให้อีกฝ่ายจะรู้ว่าเป็นกับดัก ก็ยังต้องมาลองดูสักตั้ง ถือว่าเป็นแผนที่เปิดเผยตรงไปตรงมา แต่ถ้าหากอีกฝ่ายไม่ได้ฉลาดขนาดนั้น การปกปิดทั้งสองชั้นก็ยังช่วยให้เขาชิงความได้เปรียบมาได้
ไม่ว่าจะทางไหนก็ไม่มีทางขาดทุน
หลังจากจัดการเรื่องราวเสร็จสรรพ หวังอี้ก็มองลึกเข้าไปในจวนตระกูลหวัง ด้วยความช่วยเหลือจากโอสถมนุษย์ เถาซือเซวียนได้เลื่อนขั้นเป็นระดับแก่นทองคำแล้ว แต่ประโยชน์ของนางกลับลดน้อยลงไปอย่างมาก
การอยู่ที่แคว้นเฟิงต่อไปก็ไร้ประโยชน์ หวังอี้ครุ่นคิดอย่างรวดเร็ว เดิมทีคิดจะไปพบหน้านางสักครั้ง ทว่าก็ล้มเลิกความคิดไป เขาตวัดมือส่งหยกบันทึกสัมผัสเทวะออกไป ก่อนที่ร่างจะหายวับไปอย่างสมบูรณ์
ไม่นานนัก
ตะขาบปีกเหล็กตัวหนึ่งก็ร่อนลงกลางลานเรือน จำแลงร่างเป็นสตรีวัยกลางคนผู้เลอโฉม รูปร่างเว้าโค้งได้สัดส่วน ท่าทางการเดินเหินเย้ายวนชวนมอง หว่างคิ้วแฝงไว้ด้วยความโศกเศร้าบางเบา ราวกับดอกติงเซียง
ชายกระโปรงสีฟ้าอ่อนลากยาวไปกับพื้น เอวคอดกิ่วราวกับจะคว้ากุมได้ด้วยมือเดียว ยิ่งขับเน้นให้บั้นท้ายลูกท้อทั้งสองข้างดูอวบอิ่มและงอนงามยิ่งขึ้น!
สตรีผู้งดงามถึงเพียงนี้ กลับมีท่าทีสับสนว้าวุ่น
นางบีบหยกบันทึกในมือแน่น เมื่อเห็นว่าในลานเรือนไม่มีผู้ใด ก็ถอนหายใจออกมายาวเหยียด
หวังอี้สั่งให้นางไปเข้าร่วมกับกลุ่มมารหลัว โดยอ้างว่าเพื่อให้ไปรวบรวมข่าวสารจากฝั่งไท่หู และตามหาอสูรแมวที่ชื่อเฮยหลิว
แต่นางกลับรู้สึกว่า เขาต้องการให้นางออกห่างจากศูนย์กลางของไฟสงคราม แคว้นเฟิงกำลังจะมีเรื่องใหญ่เกิดขึ้น ชะตากรรมของหมากอย่างนาง เขาย่อมไม่อาจเหลียวแลได้
นอกจากนี้
อาวุธวิเศษระดับสามอย่างหน้ากากผีปฐพีหลัวก็ตกมาอยู่ในมือนาง ของสิ่งนี้แทบจะไร้ประโยชน์สำหรับหวังอี้ แต่กลับสะดวกต่อนางในการแฝงตัวเข้าไปในกลุ่มมารหลัว
ส่วนคนแซ่หวังผู้นั้นกำลังคิดอะไรอยู่กันแน่
ก็คงมีแต่สวรรค์เท่านั้นที่รู้
…………
…………
ณ ลานเรือนเล็กๆ บริเวณชานเมืองหลวงแคว้นเฟิง ร่างของหวังอี้ก็ปรากฏขึ้นอีกครั้ง จินเมี่ยวซ่านและหยวนจวินจินซีกำลังนั่งรออยู่ที่โต๊ะหิน เมื่อเห็นเขามาถึงก็เอ่ยถามทันที
"ในที่สุดก็มาเสียที สรุปแล้วคนที่ต้องจัดการคือใครกันแน่"
"รออีกเดี๋ยว ผู้ช่วยที่ราชันย์เผิงสวรรค์ส่งมายังมาไม่ถึง เดี๋ยวค่อยบอกพร้อมกันทีเดียวเลย"
"ก็ได้"
ด้วยเหตุผลบางประการทางจิตวิทยา หวังอี้จึงไม่ได้ไปพบเถาซือเซวียน
เขานั่งลงอย่างเคร่งขรึม เพิ่งจะรินชาไปได้จอกเดียว หยวนจวินจินซีก็โพล่งขึ้นมากะทันหัน "เวลาของเรามีไม่มาก อย่างมากก็แค่สองปี หากอีกฝ่ายยังไม่มา ข้ากับเมี่ยวซ่านก็คงต้องกลับไปก่อน"
"ไม่เป็นไร"
แคว้นสันเขาเมฆาคืออาณาเขตที่อยู่ภายใต้การดูแลของจินเมี่ยวซ่าน ในเวลาเช่นนี้ย่อมต้องกลับไปประจำการด้วยตัวเอง ยิ่งไปกว่านั้น ระยะห่างของจินเมี่ยวซ่านกับการก่อเกิดวิญญาณแรกกำเนิดก็ใกล้เข้ามาเต็มทีแล้ว
หลังจากนิพพานทางจิตใจสำเร็จ นางก็ใช้คัมภีร์ใจปรัชญาปารมิตาควบคุมจิตสังหาร ยึดกุมอานุภาพบางส่วนของอาวุธวิเศษระดับห้าอย่างกระบี่เทพซิวหลัวเอาไว้ได้ หลังจากนี้ขอเพียงรักษาสภาพเอาไว้ได้ โอกาสที่จะสูญเสียการควบคุมอีกก็แทบจะเป็นศูนย์
พูดง่ายๆ ก็คือ ขอเพียงพลังเวทตามทันขอบเขต นางก็สามารถใช้ทรัพยากรก่อกำเนิดวิญญาณของหอจินหม่าน เพื่อพยายามทะลวงเข้าสู่ระดับวิญญาณแรกกำเนิดได้
อีกฝ่ายเปลี่ยนมาบำเพ็ญเพียร [คัมภีร์ปราชญ์สังหารซิวหลัว] หากไม่ไปดูดซับปราณมารสังหารที่ราบโบราณคนเถื่อนเพื่อก่อกำเนิดวิญญาณแรกกำเนิดวิถีสังหาร ก็มีเพียงต้องดูดซับหินวิญญาณมารสังหารที่ควบแน่นจากหินวิญญาณระดับสุดยอดเท่านั้น
ของสิ่งนี้เหมือนกับหินวิญญาณมารเหมันต์ สามารถใช้เป็นทรัพยากรทะลวงคอขวด หรือใช้ตอนก่อเกิดวิญญาณแรกกำเนิดวิถีมาร เพื่อควบแน่นเมล็ดพันธุ์พลังมาร
ได้รับความสามารถในการเปลี่ยนปราณวิญญาณฟ้าดินให้กลายเป็นพลังมาร
สถานการณ์ของจินเมี่ยวซ่านมีความคล้ายคลึงกับเซี่ยเสียอัน คนเช่นนี้ไม่มีเวลาว่างมานั่งเฝ้ารอตามจับกระต่ายกับเขานานนักหรอก เขาสามารถเข้าใจได้ และก็เป็นเรื่องที่คาดเดาไว้ก่อนแล้ว
"มาแล้ว"
ระหว่างที่พูดคุยกันอยู่ เงาอสูรร่างหนึ่งก็เดินออกมาจากเงามืดตรงมุมลานเรือน ไม่ใช่ราชันย์เผิงสวรรค์ แต่เป็นราชันย์สุนัขจ้งอ๋าวเงาพราย ผู้ครองอันดับที่แปดในการแย่งชิงตำแหน่งเก้าราชันย์อสูร
ระดับการบำเพ็ญเพียรวิญญาณแรกกำเนิดขั้นแปด สูสีกับหยวนจวินจินซีเลยทีเดียว
อสูรตนนี้มีผมยาวรุงรังสีดำสลับขาว ใบหน้าแข็งกร้าวและดุร้าย นัยน์ตาสัตว์ป่าสีเลือดและเขี้ยวที่โผล่พ้นริมฝีปากออกมา ให้ความรู้สึกว่าเป็นตัวอันตรายที่ไม่ควรเข้าไปยุ่งเกี่ยวด้วย
รูปร่างสูงใหญ่ถึงเก้าฉื่อ ดูราวกับยักษ์แคระ
ยกเว้นสายเลือดส่วนน้อย ร่างกายของเผ่าอสูรก็เหนือกว่าเผ่ามนุษย์ในระดับเดียวกันมาโดยตลอด สัตว์อสูรในระดับต่ำมักจะเก่งกาจสู้ผู้บำเพ็ญเพียรเผ่ามนุษย์ไม่ได้ แต่ยิ่งระดับสูงเท่าไหร่ ความได้เปรียบทางด้านร่างกายก็ยิ่งเด่นชัดมากขึ้นเท่านั้น
บวกกับสติปัญญาที่ไม่ได้ด้อยกว่า และของวิเศษกับวิชาศักดิ์สิทธิ์ก็ไม่ธรรมดา โดยทั่วไปแล้วจึงแข็งแกร่งกว่าเผ่ามนุษย์ในระดับเดียวกัน พรสวรรค์ของราชันย์สุนัขจ้งอ๋าวเงาพรายอยู่ที่วิถีแห่งเงา
วิชาวิถีหลบหนีเงาของมันเข้าขั้นเทพเหนือมนุษย์ แข็งแกร่งยิ่งกว่าวิธีการของตระกูลเว่ยเสียอีก
ดังนั้นอย่าเห็นว่ามันมีรูปลักษณ์เหมือนนักรบบ้าคลั่ง แต่แท้จริงแล้วมันคือนักฆ่าต่างหาก พลังระเบิดโจมตีรุนแรงมาก และถูกส่งมาเพื่อเป็นไพ่ตายในการสังหารเก้ามารโดยเฉพาะ
ทั้งสามคนลุกขึ้นยืนทันที โดยหวังอี้เป็นผู้กล่าวทักทาย
"คารวะราชันย์เงาพราย"
นัยน์ตาสัตว์ป่าสีแดงฉานของมันปรายมองหวังอี้แวบหนึ่ง หลังจากพยักหน้าตอบรับก็ประสานมือคารวะหยวนจวินจินซี ถือเป็นการทักทาย โดยเมินเฉยการมีอยู่ของจินเมี่ยวซ่านไปโดยสิ้นเชิง
เห็นได้ชัดว่าในใจของมันไม่มีเรื่องสถานะ มีเพียงผู้แข็งแกร่งเท่านั้น
"ครั้งนี้ข้าจะรับฟังคำสั่งจากเจ้า"
"ขอบคุณมาก"
เช่นนี้ ทางฝั่งของหวังอี้ก็มียอดฝีมือระดับวิญญาณแรกกำเนิดขั้นแปดถึงสองคน ในมือของจินเมี่ยวซ่านยังมีอาวุธวิเศษด้านมิติที่สามารถผนึกวิชาเคลื่อนย้ายของวิญญาณแรกกำเนิดได้อีกด้วย
แต่เพื่อให้แน่ใจว่าเก้ามารจะต้องตายอย่างแน่นอน ยังมียอดฝีมืออีกหนึ่งท่าน
ครั้งนี้ใช้เวลารอค่อนข้างนาน
ยามค่ำคืน ลิงแก่หน้าตาอัปลักษณ์จมูกแหลม สวมชุดบัณฑิตและหมวกปราชญ์ ก็ปรากฏตัวขึ้นในลานเรือนอย่างกะทันหัน รูปร่างของมันผอมบางเตี้ยม่อต้อ ความสูงยังสู้เด็กไม่ได้ด้วยซ้ำ มันค้อมตัวทักทายทุกคน
"ราชันย์สัจธรรม"
"ราชันย์จ้งอ๋าว"
นี่คืออสูรตนสุดท้าย ระดับการบำเพ็ญเพียรวิญญาณแรกกำเนิดขั้นเจ็ด ฝึกฝนวิชาศักดิ์สิทธิ์ที่ชื่อว่า [วาจาสิทธิ์สวรรค์] หรือที่เรียกกันติดปากว่าวิชาโม้แหลก ว่ากันว่าเป็นหนึ่งในสุดยอดวิชาศักดิ์สิทธิ์ที่เซียนจากเบื้องบนถ่ายทอดให้ในยุคแรกเริ่ม
เริ่มแรกเดิมทีคือการสืบทอดของนิกายศักดิ์สิทธิ์ซวีเซี่ยงในยุคโบราณกาล ภายหลังตกไปอยู่ในมือของสำนักกระบี่แห่งไท่หู เผ่าอสูรตอนเหนือได้รับการสืบทอดที่ไม่สมบูรณ์มาส่วนหนึ่ง ซึ่งวิชาที่แข็งแกร่งที่สุดในนั้น ก็หนีไม่พ้นวิชาศักดิ์สิทธิ์กระบวนท่านี้
ราชันย์สัจธรรมถือกำเนิดในเผ่าวานรวัชระ แต่โชคร้ายที่เกิดมาอ่อนแออมโรค ไม่เหมาะกับการสืบทอดวิชาของเผ่าพันธุ์ เนื่องจากหลงใหลในวัฒนธรรมของเผ่ามนุษย์ จึงเชี่ยวชาญศิลปะการใช้ฝีปากโต้เถียงเป็นอย่างมาก
ปัจจุบันได้แยกตัวออกจากเผ่าวานรวัชระ และรับฟังคำสั่งจากจ้าวศักดิ์สิทธิ์เบญจรงค์
ราชันย์จ้งอ๋าวคือกำลังเสริมที่เผ่าเผิงสวรรค์ส่งมา ส่วนลิงแก่ตัวนี้คือตัวที่จ้าวศักดิ์สิทธิ์เบญจรงค์ประทานให้ การที่หวังอี้เชิญยอดผู้บำเพ็ญเพียรระดับสูงสองท่านมาช่วยเหลือได้นั้น ต้องแลกมาด้วยข้อแลกเปลี่ยนมหาศาล
ตราบใดที่ทำสำเร็จ ไม่ว่าจะจ่ายไปเท่าไหร่ ในอนาคตก็ยังมีโอกาสทวงคืนกลับมาได้ การมีสามยอดฝีมือระดับแนวหน้าคอยช่วยเหลือ แสดงให้เห็นถึงเจตจำนงสังหารอันแน่วแน่ในใจของเขา
เมื่อคนมากันครบ จินเมี่ยวซ่านก็กวาดสายตามองไปรอบๆ ด้วยความอยากรู้
นางอยากจะถามว่าหวังอี้ไปเชิญคนพวกนี้มาได้อย่างไร แต่เห็นว่าบรรยากาศไม่เหมาะสม จึงไม่ได้เอ่ยปาก เตรียมจะไปถามในภายหลัง
หวังอี้กล่าวขึ้นว่า
"ในเมื่อมากันครบแล้ว เช่นนั้นก็มาคุยเรื่องเป้าหมายในครั้งนี้กันเถอะ คู่ต่อสู้มีนามว่าเจี้ยนจวินเก้ามาร ระดับการบำเพ็ญเพียรวิญญาณแรกกำเนิดขั้นเจ็ด"
"ข้าจะหาวิธีล่อมันมาที่แคว้นเฟิง ถึงตอนนั้นก็ต้องพึ่งพาพวกท่านแล้ว โปรดสังหารเดรัจฉานผู้นี้ให้จงได้"
ในที่สุดชื่อของศัตรูก็เปิดเผยออกมา
ราชันย์สุนัขจ้งอ๋าวเงาพรายและลิงแก่ไม่ได้พูดอะไร พวกมันรู้จากราชันย์เผิงสวรรค์แล้วว่าคู่ต่อสู้คือใคร ถึงขนาดยังได้วางแผนการต่อสู้เอาไว้ในใจแล้ว ย่อมไม่แปลกใจอะไร
กลับเป็นจินเมี่ยวซ่านที่เอ่ยด้วยความสงสัย
"เจี้ยนจวินเก้ามาร... นี่มันบรรพจารย์นิกายศักดิ์สิทธิ์ของเจ้าไม่ใช่หรือ เจ้าคิดจะฆ่าเขาหรือ"
"เข้าใจยากตรงไหน ก็เหมือนที่เจ้าอยากจะฆ่าจินหลินนั่นแหละ"
พอพูดแบบนี้ นางก็เข้าใจได้ในทันที
"วิญญาณแรกกำเนิดของนิกายศักดิ์สิทธิ์ ข้าไม่สะดวกจะลงมือ"
ประโยคนี้เป็นของหยวนจวินจินซี หอจินหม่านเป็นองค์กรที่เป็นกลาง ไม่อาจทำลายกฎเกณฑ์เพราะเรื่องนี้ได้
แน่นอน
กฎตายตัวแต่คนนั้นมีชีวิต จะทำอย่างไรนั้น หวังอี้ได้คิดแผนการเอาไว้แล้ว
"เมี่ยวซ่าน อาวุธวิเศษด้านมิติของเจ้าให้ราชันย์สัจธรรมยืมใช้ไปก่อน สหายนักพรตจินซีพอจะเชี่ยวชาญวิชาแปลงโฉมหรือไม่ หากไม่ได้จริงๆ ก็สวมหน้ากากก็พอ
"ศึกครั้งนี้ขอเพียงสังหารเก้ามารได้ ก็ไม่ต้องกลัวว่าจะเปิดเผยตัวตน ข้าเองก็ต้องกลับนิกายเช่นกัน"
พูดง่ายๆ ก็อธิบายได้ด้วยสามพยางค์
หลอกตัวเอง!
คนตายย่อมไม่ปริปากบอกความลับ หยวนจวินจินซีกวาดสายตามองไปรอบๆ กลุ่มผู้เล่นระดับแนวหน้านี้อีกครั้ง หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ในที่สุดก็พยักหน้าตอบตกลง
"ต่อไป ข้าจะทำแบบนี้ๆ..."
เมื่อพิจารณาว่าในเมืองหลวงแคว้นเฟิงยังมีเหลยโหวจวินอยู่ด้วย สนามรบย่อมไม่อาจเลือกที่นี่ได้ และก่อนที่พวกหวังเจิ้งหงจะเผชิญกับอุปสรรคและอันตรายถึงชีวิต
เขาก็จะไม่เปิดเผยการมีอยู่ของตนเองอย่างโง่เขลาหรอก
…………
…………
วันรุ่งขึ้น
หอชุนฮวา
หวังอี้จำได้เลือนรางว่า ในเมืองหลวงแคว้นเฟิงมีคุณชายเสเพลจากสายรองของตระกูลอวี่มาลี้ภัยอยู่ที่นี่ หากต้องการดึงดูดความสนใจของเจี้ยนจวินเก้ามารอย่างรวดเร็ว
เรื่องที่ทั้งเอิกเกริกและไม่สลักสำคัญ ย่อมเป็นตัวเลือกอันดับแรก
เช่น เรื่องชู้สาว เป็นต้น เหมาะสมที่สุด
เมื่อรู้ว่าอีกฝ่ายมักจะมาเมามายอยู่ที่นี่ เพื่อทำกิจกรรมแอบดูเสือในท่อ หวังอี้จึงเป็นฝ่ายมาดักซุ่มรอ
แขกเหรื่อในหอชุนฮวามีไม่น้อย เรียกได้ว่าเสียงดังเจี๊ยวจ๊าวอึกทึกครึกโครม
ข้างนอกปะทะกันดุเดือด ในนี้ก็ปะทะกันดุเดือดไม่แพ้กัน ต้องบอกเลยว่าเป็นความรู้ใจที่ยากจะอธิบาย ยิ่งวุ่นวาย พวกนี้ก็ยิ่งต้องการระบายความเครียด
ชั้นหนึ่งเป็นรูปทรงวงแหวน ตรงกลางมีกลุ่มนางรำระดับหลอมปราณกำลังแสดงอยู่ สวมผ้าแพรบางเบา เท้าเปล่าเปลือย ดวงตาหวานเยิ้ม เรือนร่างอรชรที่เห็นรำไรแฝงไว้ด้วยเสน่ห์ยั่วยวนอันเลือนราง
ท่ามกลางเสียงดนตรีบรรเลง ทุกหนแห่งล้วนอบอวลไปด้วยไอหมอกสีชมพู
กลิ่นสุราคลุ้งตลบ กลิ่นหอมหวานเตะจมูก
สภาพแวดล้อมเช่นนี้นับว่าค่อนข้างต่ำต้อยในหมู่หอนางโลม ตรงไปตรงมา ไม่มีกิจกรรมเรียกน้ำย่อยหรือปูอารมณ์ใดๆ คาดว่าราคาคงจะไม่แพงเท่าไหร่
การบริการไม่ผ่านเลยแฮะ
หวังอี้ค่อนขอดในใจ เมื่อไม่เห็นแม่เล้ากับลูกหาบ เขาก็เดินตรงขึ้นไปชั้นสองทันที รูปลักษณ์ของเขาผ่านการปลอมแปลงมาบ้างแล้ว
มิเช่นนั้นด้วยบุคลิกเย็นชาผมขาวในยามปกติ ใครจะเชื่อว่าเขามาเที่ยว? กลิ่นอายพลังบำเพ็ญเพียรก็ถูกกดไว้ที่ระดับสร้างรากฐาน สีหน้าก็ดูมีชีวิตชีวาขึ้นมาก
ชั้นสองเป็นห้องส่วนตัว สามารถมองลงมาเห็นเวทีการแสดงจากมุมสูงได้ และสามารถปิดประตูเสพสุขได้อย่างเป็นส่วนตัว
แม่เล้าที่แต่งตัวฉูดฉาดกำลังยืนอยู่ตรงระเบียงทางเดิน กำลังคุยบางอย่างกับหญิงสาวชุดแดง หวังอี้เดินเข้าไปหา แล้วโยนหินวิญญาณระดับสูงให้หนึ่งก้อนทันที
"ได้ยินมาว่าแม่นางจื่อเยียน นางโลมอันดับหนึ่งของหอวสันต์ เป็นที่เลื่องลือเรื่องความงาม จงไปเรียกนางมา ให้คุณชายผู้นี้ลองหยั่งความตื้นลึกดูหน่อยสิ"
เมื่อแม่เล้าเห็นหินวิญญาณ ก็ยิ้มแฉ่งราวกับดอกไม้บาน
"คุณชายช่างล้อเล่นเก่งจริงๆ ข้าจะรีบไปเรียกนางมาเดี๋ยวนี้แหละเจ้าค่ะ"
"หนูเอ๋อร์ ห้องไห่ถัง นำทางคุณชายที"
หวังอี้มาเที่ยวหอนางโลมไม่บ่อยนัก ชาติก่อนค่อนข้างสงสัยใคร่รู้เสียมากกว่า สำหรับเรื่องตัณหาราคะชายหญิง เขามักจะปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติมากกว่า
จังหวะเหมาะสมก็เล่นสนุกบ้าง และค่อนข้างเรื่องมากเรื่องคุณภาพ
หอวสันต์ไม่ค่อยตอบโจทย์รสนิยมของเขาเท่าไหร่นัก แต่เพื่อแผนการก็ต้องยอมเสียสละสักหน่อย รอจนกว่าคุณชายเสเพลตระกูลอวี่นั่นจะมาถึง ก็ไม่ต้องมัวปั้นหน้าเสแสร้งอีกต่อไป
เมื่อเข้าไปในห้องไห่ถัง เขาก็นั่งลงรอที่โต๊ะ
ในประวัติศาสตร์ของโลกคุกน้ำแข็ง มีเพียงยุคโบราณกาลเท่านั้นที่เคยเกิดวัฒนธรรมราชวงศ์เซียนขึ้น หลังจากนั้นก็ไม่เคยมีราชวงศ์ที่เป็นปึกแผ่นอีกเลย มีเพียงการปกครองโดยนิกาย
รากฐานวัฒนธรรมก็สืบทอดมาจากยุคนั้น ว่ากันตามจริงก็มาจากเบื้องบน แม้จะคล้ายคลึงกับยุคโบราณของจีนในความทรงจำของหวังอี้อยู่บ้าง แต่แท้จริงแล้วกลับแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง
ขณะที่เขากำลังเหม่อลอย แม่เล้าก็เคาะประตูห้อง
"คุณชาย จื่อเยียนมาแล้วเจ้าค่ะ"
"เข้ามา"
ม่านลูกปัดถูกเลิกขึ้น เรือนร่างอรชรโค้งเว้าได้สัดส่วนก็ปรากฏสู่สายตา หวังอี้หรี่ตาลงเล็กน้อย แม้จะมีการปกปิด แต่เขาก็ยังคงสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของวิถีหวงเฉวียน
ระดับแก่นทองคำขั้นสี่!
มาเจอของแบบนี้ในที่แบบนี้ แถมยังเป็นหญิงบริการอันดับหนึ่งที่คุณชายเสเพลนั่นเรียกหาอยู่เป็นประจำ หวังอี้ย่อมต้องเกิดความคิดแตกฉานออกไปมากมาย
น่าสนใจแฮะ
คิดไม่ถึงจริงๆ ว่าการวางกับดักจะได้ผลพลอยได้ที่คาดไม่ถึงมาด้วย เมื่อพิจารณาถึงความเร่งด่วนของสถานการณ์ หวังอี้จึงยังไม่เปิดโปงรอยยิ้มบนใบหน้ายังคงสดใส
"แม่นางจื่อเยียน เชิญนั่ง"
ด้วยระดับการบำเพ็ญเพียรที่มีติดตัว ใบหน้าของนางจึงไร้ซึ่งร่องรอยตำหนิใดๆ เนียนนุ่มดุจหยกขาว ดวงตาเรียวยาว นัยน์ตากลมโตฉ่ำน้ำแฝงไว้ด้วยความยั่วยวน
กระโปรงสีม่วงรัดหน้าอกปล่อยชายยาว เผยให้เห็นไหล่ขาวเนียน
ไหปลาร้าที่งดงามรับกับร่องอกอันอวบอิ่ม ชวนให้สายตาผู้คนดำดิ่งลงไปยากจะถอนตัว รูปลักษณ์ยั่วยวนเย้ายวน มีความร่านสวาทเผยให้เห็นอยู่ภายนอก
คำว่านางจิ้งจอกที่คนทั่วไปมักพูดถึง ก็คงหมายถึงสตรีประเภทนี้นี่แหละ
จื่อเยียนใช้พัดกลมปิดปาก หัวเราะคิกคัก
"คุณชายมีนามว่ากระไรเจ้าคะ หน้าตาไม่คุ้นเลย ไม่ค่อยได้มาที่หอวสันต์สินะเจ้าคะ"
หวังอี้พยักหน้า
"แคว้นเฟิงเกิดความวุ่นวายครั้งใหญ่ จำต้องพาครอบครัวอพยพมาลี้ภัยในเมืองหลวงแคว้น แม่นางอยู่ที่หอวสันต์แห่งนี้มานานเท่าใดแล้ว"
"คุณชายคิดจะไถ่ตัวให้ข้าหรือเจ้าคะ~"
"หากเจ้าทำให้คุณชายผู้นี้สำราญใจได้ ย่อมตกลงกันได้ง่าย"
ในเมื่อเป็นหอนางโลม ย่อมไม่จำเป็นต้องปิดบังความปรารถนา การพูดจาตรงไปตรงมาต่างหากที่เป็นเรื่องปกติ
หวังอี้ยื่นมือออกไปโอบเอวคอดบาง รั้งร่างหญิงงามเข้าสู่อ้อมกอด
ความสนใจลุกโชน
กับดักล่อปลาก็ไม่เป็นอุปสรรคต่อการที่ใครบางคนจะเสพสุขไปก่อน อีกทั้งเห็นได้ชัดว่าเป็นสายลับที่อารามหวงเฉวียนวางเอาไว้ ด้วยฐานะที่บวกเพิ่มเข้ามา ยิ่งกระตุ้นความเร้าใจให้พุ่งสูงขึ้นไปอีกขั้น
เรียกได้ว่าบรรลุมาตรฐาน "คุณภาพสูง" ของเขาเลยทีเดียว
"คุณชาย~ อย่าเพิ่งใจร้อนสิเจ้าคะ ดื่มสุราสักสองสามจอกเพื่อเพิ่มอรรถรสก่อนเถิด"
"ไม่ดื่มแล้ว แม่นางจื่อเยียนน่ากินกว่าเยอะ"
"คิกๆ~"
ชั่วขณะหนึ่ง ภายในห้องพักก็เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะยั่วยวนของสตรี
ฉับพลันนั้น
หวังอี้ก็สัมผัสได้ถึงคลื่นความผันผวนของสัมผัสเทวะจากชั้นล่าง ซึ่งได้ตรึงเป้าหมายมาที่ตัวเขาอย่างรวดเร็ว การเคลื่อนไหวของเขาก็ยิ่งเหิมเกริมมากขึ้น
"อ๊า~~~"
แม่นางจื่อเยียนหอบหายใจรวยริน ดวงตาฉ่ำเยิ้ม ยิ่งมองดูใบหน้าหล่อเหลาของหวังอี้ก็ยิ่งพึงพอใจ มือเรียวหยกแอบลูบไล้ต่ำลงไป
ในจังหวะสำคัญที่กำลังจะเปลือยกายเข้าหากัน
ประตูห้องก็ถูกพังทลายลงเสียงดังสนั่น คุณชายเสเพลจากสายรองของตระกูลอวี่พังประตูเข้ามาด้วยความโกรธเกรี้ยว ด้านหลังมีแขกเหรื่อชะโงกหน้ามาดูด้วยความอยากรู้อยากเห็น
แววตาของหวังอี้ล้ำลึก ด้วยเหตุที่เป็นกายาครรภ์มารแต่กำเนิด
เขาจึงสามารถใช้จิตมารเพื่อสัมผัสถึงอารมณ์ที่แสดงออกมาได้ และคุณชายที่อยู่ตรงหน้าก็ไม่ได้มีอารมณ์โกรธเกรี้ยวเลยแม้แต่น้อย
ทว่าใบหน้ากลับบิดเบี้ยวไปด้วยความโกรธ
เรื่องราวชักจะน่าสนุกขึ้นเรื่อยๆ แล้วสิ
การพรางตัวเช่นนี้ไม่เหมาะกับสายลับ ดูเหมือนผู้หลบหนีการจับกุม ที่ต้องจำใจแสดงพฤติกรรมให้สมกับบทบาทมากกว่า
"ปล่อยแม่นางจื่อเยียนเดี๋ยวนี้"
"ไอ้หนุ่ม เจ้ารู้หรือไม่ว่าข้าเป็นใคร"
"แล้วเจ้ารู้หรือไม่ ว่าข้าเป็นใคร"