- หน้าแรก
- เริ่มต้นจากรากวิญญาณขยะสู่ยอดเซียนวิถีมาร
- ฟรี บทที่ 395 ฝ่าด่าน สี่ราชันย์ถกสถานการณ์
ฟรี บทที่ 395 ฝ่าด่าน สี่ราชันย์ถกสถานการณ์
ฟรี บทที่ 395 ฝ่าด่าน สี่ราชันย์ถกสถานการณ์
บทที่ 395 ฝ่าด่าน สี่ราชันย์ถกสถานการณ์
"กายเนื้อ สัมผัสเทวะ จิตใจ วิญญาณแรกกำเนิด..."
"ทั้งสี่ด้านแทบไม่มีจุดอ่อนเลย ดูท่าจะเป็นคนรุ่นหลังที่ไม่ธรรมดาเสียแล้ว"
หอใจอสูรในฐานะที่เป็นหนึ่งในสถานที่พักพิงยามชราของเผ่าอสูรตอนเหนือ
การดูแลจัดการภูเขาศักดิ์สิทธิ์อสูรโบราณเป็นเพียงชีวิตประจำวัน อัจฉริยะรุ่นหลังที่เคยพบเจอมามีนับไม่ถ้วน แต่ผู้บำเพ็ญเพียรที่พัฒนาอย่างรอบด้านแบบหกเหลี่ยมเช่นหวังอี้นั้น มีน้อยนักจริงๆ
ระหว่างที่ตาเฒ่าหลายคนกำลังสนทนากัน หวังอี้ก็ผ่านบันไดหินฝั่งทิศตะวันออกไปจนหมดด้วยความเร็วที่ไวปานวอก และเข้าสู่ลานพักตรงหัวมุมแห่งแรก
ในยามนั้น ของกำนัลจากภูเขาศักดิ์สิทธิ์อสูรโบราณก็ร่วงหล่นลงมาพร้อมกัน
หวังอี้ยืนอยู่บนลานหินสีดำสนิท หรี่ตาลงเล็กน้อย หมอกสีเลือดรอบด้านกำลังพวยพุ่งขึ้นมาจากลานหิน แล้วไหลทะลักเข้าสู่ร่างกายของเขาเองโดยธรรมชาติ
เพียงสัมผัสแรก ก็สามารถรับรู้ได้ถึงตบะสายกายาที่ยกระดับขึ้น
พลังปราณและเลือดลมพลุ่งพล่าน ไขกระดูกเทวะโลหิตเงินเริ่มหลอมรวมกระดูกชิ้นที่สอง กระดูกอมตะชิ้นที่สองที่หวังอี้เลือกคือกะโหลกศีรษะ ปริมาณรวมของไขกระดูกเทวะโลหิตเงินจึงเพิ่มสูงขึ้น
ทำให้กะโหลกศีรษะของเขาปรากฏประกายแสงสีเงินเป็นหย่อมๆ
น่าเสียดายที่สภาวะเช่นนี้คงอยู่เพียงระยะเวลาสั้นๆ ก็สิ้นสุดลง รางวัลจากการผ่านด่านชั้นที่หนึ่งมีเพียงเท่านี้ หวังอี้อดไม่ได้ที่จะรู้สึกสนใจรางวัลในชั้นต่อๆ ไปมากขึ้น
หมอกโลหิตเมื่อครู่ แก่นแท้แล้วคือพลังปราณและเลือดลมบริสุทธิ์ที่สัตว์อสูรเทพทิ้งเอาไว้ ดูดซับได้รวดเร็วแถมยังไม่มีผลข้างเคียง มาภูเขาศักดิ์สิทธิ์อสูรโบราณครั้งนี้นับว่ามาถูกที่แล้วจริงๆ
ความเข้มข้นของชั้นที่หนึ่งหยุดอยู่เพียงระดับสาม
เริ่มตั้งแต่ชั้นที่สอง การทดสอบบนบันไดหินจะไม่มีลักษณะสุ่มอีกต่อไป ทว่าบันไดหินทั้งหนึ่งพันแปดสิบขั้นล้วนเป็นการทดสอบแบบเดียวกันหมด
ยิ่งปีนสูงขึ้น ความรุนแรงก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้น
การทดสอบพื้นฐานที่สุดคือแรงกดดันที่มีต่อกายเนื้อ คล้ายกับข้อห้ามแรงโน้มถ่วงที่พุ่งเป้าไปที่ทั่วร่าง ทุกๆ ก้าวที่เดิน แรงกดทับจะหนักอึ้งขึ้นเล็กน้อย
ภายใต้การขัดเกลาเช่นนี้ หวังอี้ได้ปลดปล่อยพลังอาฆาตจันทร์ที่รวบรวมไว้จากโลงเลี้ยงศพอาฆาตไท่หยินออกมาอีกครั้ง ขณะที่หลอมพลังอาฆาต เขาก็อาศัยพลังข้อห้ามของสถานที่แห่งนี้ ยกระดับขอบเขตเนื้อหนังมังสาอย่างเชื่องช้าทว่ามั่นคง
อาณาเขตพลังเทวะที่ก่อตัวจากพลังเทพโลหิตเงิน ก็ได้ยกระดับความเชี่ยวชาญขึ้นอย่างต่อเนื่องท่ามกลางการต่อต้านนี้ หวังอี้ควบคุมมันได้คล่องแคล่วดั่งใจนึกมากยิ่งขึ้น
เป็นเช่นนี้
เมื่อเขาผ่านชั้นที่สอง มาถึงลานหินตรงหัวมุม หมอกโลหิตจำนวนมากก็พวยพุ่งออกมา ช่วยยกระดับปริมาณรวมของไขกระดูกเทวะโลหิตเงินให้หวังอี้อย่างรวดเร็ว
เวลาในการย่อยสลายครั้งนี้ยาวนานขึ้นครึ่งหนึ่ง
ขอบเขตวิถีกายาระดับสี่ขั้นต้น น่าจะก้าวหน้าไปประมาณหนึ่งในสิบแล้ว นับเป็นความคืบหน้าที่รวดเร็วมาก
หากประเมินจากหลักการนี้ ไม่แน่ว่าเขาอาจยืมของกำนัลจากภูเขาศักดิ์สิทธิ์อสูรโบราณ ยกระดับตบะสายกายาจนถึงจุดสูงสุดในปัจจุบันได้ หากต้องการทะลวงขีดจำกัดระดับสี่ขั้นกลาง
ในด้านของเคล็ดวิชาก็ต้องก้าวหน้าไปอีกขั้นให้ได้เสียก่อน
เมื่อคิดมาถึงตรงนี้
สายตาของหวังอี้อดไม่ได้ที่จะทอดมองไปยัง [ช่องจัดวาง] ความคืบหน้าด้านล่างของวิชาลับมารศพกำลังคืบหน้าไปทีละก้าว ระยะห่างจากการเติมเต็มจนถึงระดับสี่ฉบับสมบูรณ์นั้น แท้จริงแล้วก็เหลือเวลาเพียงแค่ยี่สิบปีนี้เท่านั้น
วิชามังกรอสูรหยินมรณะได้มาจากการหลอมรวมต่อยอดเลื่อนระดับในช่วงเวลาชำระล้างชีพจรมังกร ซึ่งตัวมันเองก็หลอมรวมกับวิชาลับมารศพไปบางส่วนแล้ว หากเดินหน้าต่อไป โอกาสสำเร็จก็มีสูงมากทีเดียว
รอจนของกำนัลบนลานหินชั้นที่สองสิ้นสุดลง
หวังอี้ก็เปลี่ยนทิศจากเหนือมุ่งสู่ตะวันตก ท้าทายชั้นต่อไปอย่างต่อเนื่อง
…………
…………
ในขณะเดียวกัน
ณ ลานประลองเวหาของเผ่าเผิงสวรรค์
ราชันย์อสูรจากทุกสารทิศล้วนมาปรากฏตัว นับเป็นงานสุดยิ่งใหญ่คึกคักที่สุดในรอบหลายปีของเผ่าอสูรตอนเหนือ มหาอสูรจำแลงกายจากทุกสายตบเท้าเข้าร่วมงานกันอย่างพร้อมเพรียง เล็กสุดตั้งแต่หนูกลืนทองคำ ไปจนถึงใหญ่ระดับงูหลามขดขุนเขา
ทั้งหมดล้วนร่อนลง ณ สถานที่แห่งนี้ บนแท่นสูงที่ถูกสร้างขึ้นชั่วคราวบริเวณกึ่งกลาง ราชันย์เผิงสวรรค์สวมมงกุฎทองคำ สวมเสื้อคลุมขนนกจักรพรรดิ นัยน์ตาสีฟ้าครามคู่หนี่งเปี่ยมไปด้วยความน่าเกรงขามถึงขีดสุด
กลิ่นอายทั่วร่างบรรลุถึงขอบเขตระดับวิญญาณแรกกำเนิดขั้นสมบูรณ์อย่างชัดเจน
ท่ามกลางอสูรทั้งหลายที่อยู่ ณ ที่นี้ ผู้ที่สามารถทัดเทียมกับเขาได้มีเพียงสามคนเท่านั้น
คนหนึ่งบนศีรษะมีเขากวางห้าสี ด้านบนห้อยไข่มุกสีเขียวมรกตกลมกลึงดั่งไข่ไก่ กลิ่นหอมโอสถเข้มข้นตลบอบอวล เพียงคนรอบข้างขยับเข้าไปใกล้เล็กน้อยก็รู้สึกผ่อนคลายสบายไปทั้งตัว
นี่คือราชันย์แห่งเผ่ากวางเขาโอสถ
กวางเบญจรงค์… ลู่หมิง!
แม้จะมีตบะระดับวิญญาณแรกกำเนิดขั้นสมบูรณ์เช่นเดียวกัน แต่ความกดดันของเขากลับไม่รุนแรงเท่าราชันย์เผิงสวรรค์ บนใบหน้ามักประดับด้วยรอยยิ้มที่ทำให้ผู้คนรู้สึกอบอุ่นราวกับสายลมวสันต์เสมอ
เขาได้รับการยอมรับและสนับสนุนจากเผ่าอสูรจำนวนมาก โดยมองว่าเขาจะเป็นราชันย์ผู้มีเมตตา ที่แปลกประหลาดคือ เผ่ากวางเขาโอสถมีเพียงเขาคนเดียวที่มาเยือน แม้แต่ผู้ติดตามรับใช้ก็ไม่ได้พามาด้วย
คนที่สองมาจากเผ่ากิเลนอสนี อสูรตนนี้มีรูปลักษณ์ภายนอกคล้ายกิเลน ทว่ากลับเป็นเพียงสายเลือดกิเลน หาใช่ทายาทกิเลนสายตรงไม่ ทว่าด้วยความเชี่ยวชาญในการใช้สายฟ้ามาแต่กำเนิด จึงตั้งชื่อเผ่าตนเองว่า [เผ่ากิเลนอสนี]!
ราชันย์กิเลนอสนีในยุคปัจจุบัน เป็นชายฉกรรจ์วัยกลางคนผมสีม่วง
บนร่างกายมีลวดลายเกล็ดละเอียดอ่อนงอกเงย แผ่ซ่านไปทั่วร่างราวกับสายฟ้าแลบ ทั้งยังอยู่ในขอบเขตระดับวิญญาณแรกกำเนิดขั้นสมบูรณ์ ท่าทีของราชันย์กิเลนอสนีนั้นหยิ่งยโสโอหัง ยืนอยู่บนราชรถเวหาโดยไม่ยอมก้าวลงมาเลยแม้แต่น้อย
ถึงกระนั้น ข้างกายก็ยังคงมีกลุ่มเผ่าพันธุ์สัตว์สี่เท้าเกราะเกล็ดรวมตัวกันอยู่ ทำทีราวกับเต็มใจรับใช้ และภูมิใจที่ได้เป็นผู้บุกเบิกทางนำหน้าราชรถ
คนที่สาม ราชันย์อีกาเพลิง!
เผ่าพันธุ์นี้มีลักษณะเฉพาะที่ค่อนข้างเป็นตำนาน ว่ากันว่าเซียนผู้ก่อตั้งราชวงศ์เซียนในยุคโบราณกาล ก็โดยสารมากับฝูงอีกาเพลิงจำนวนมหาศาล บรรพบุรุษของพวกมันมีบทบาทสำคัญอย่างมากในการเปลี่ยนโลกคุกน้ำแข็งให้กลายเป็นโลกปกติ
โดยการเปลี่ยนผืนดินเยือกแข็งทุ่งหิมะอันกว้างใหญ่ ให้กลายเป็นผืนดินของโลกปกติ
อีกทั้งเผ่านี้ยังมีสาขาย่อยอีกมากมาย ที่เทือกเขาขาดสะบั้นตอนใต้มีหนึ่งสาขา นิกายเขาปรโลกมีหนึ่งสาขา นิกายสุริยันร้อนแรงก็มีอีกหนึ่งสาขา แม้สายเลือดจะไม่ธรรมดาแต่กลับไม่ยอมลงรอยซึ่งกันและกัน
อีกาเพลิงและเผิงสวรรค์ต่างก็จัดอยู่ในกลุ่มสัตว์ปีกเช่นเดียวกัน
ท่ามกลางกระแสการแก่งแย่งชิงตำแหน่งจ้าวศักดิ์สิทธิ์ นี่คือเผ่าที่ไม่ถูกมองว่ามีโอกาสมากที่สุด ทว่าสำหรับตำแหน่งเก้าราชันย์อสูรแล้ว พวกเขาคือกลุ่มที่สามารถยึดครองสามอันดับแรกได้อย่างมั่นคงแน่นอน
ส่วนตำแหน่งที่เหลืออีกหกตำแหน่งต่างหาก ที่แปดเผ่าล่างสมควรจะต้องแย่งชิงกัน
ความแข็งแกร่งโดยทั่วไปล้วนอยู่ในระดับสี่ขั้นปลาย ทัดเทียมกับมหาผู้บำเพ็ญเพียรเผ่ามนุษย์ในขอบเขตเดียวกัน สาเหตุหลักที่เผ่าอสูรแข็งแกร่งถึงเพียงนี้ แต่กลับต้องหดหัวอยู่ในเทือกเขาขาดสะบั้น
แท้จริงแล้วก็ยังตกอยู่ที่ผู้อาวุโสระดับแปลงเทวะ เทวอสูรระดับห้าที่สอดคล้องกันนั้นแทบจะไม่มีเลย ป่ากระดูกอสูรสวรรค์นั้นพอจะมีอสูรพิษระดับแปลงเทวะดำรงอยู่บ้าง แต่เห็นได้ชัดว่าไม่ได้อยู่ฝ่ายเดียวกับพวกมัน
ส่วนสำนักกระบี่แห่งไท่หูนั้น เท่าที่รู้ก็มีผู้อาวุโสระดับแปลงเทวะถึงสี่ท่าน
นิกายหลอมฟ้าทางฝั่งฉื่อเหวียนก็มีสี่ท่านเช่นกัน
ต่างฝ่ายต่างทำอะไรกันไม่ได้ จึงก่อเกิดสถานการณ์เผชิญหน้ากันของสองดินแดน หากความสมดุลนี้ถูกทำลายลงเมื่อใด ย่อมต้องรบราฆ่าฟันกันจนกว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะพ่ายแพ้พังทลายไปอย่างสิ้นเชิง
เว้นเสียแต่ว่าจะมีมือที่สามเข้ามาร่วมด้วย จนกลายเป็นสถานการณ์ค้ำยันแบบสามเส้า
เป็นที่รู้กันดีว่า รูปสามเหลี่ยมมีความมั่นคง ขุมอำนาจต่างๆ ก็เป็นเช่นนั้น หากมีคู่ต่อสู้เพียงรายเดียว ต่อให้ตีกันจนสมองไหลก็ไม่อาจหยุดยั้งได้
แต่หากมีคู่ต่อสู้สองราย ก็จะต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ
ถึงขั้นต้องรวมกลุ่มพันธมิตร เริ่มใช้เล่ห์เหลี่ยมเพทุบาย คิดบัญชีหักหลังกันและกัน
เผ่าอสูรมีศักยภาพเช่นนี้อยู่
ทว่าความสามัคคีกลับไม่ค่อยจะดีนัก แม้จะบอกว่าเป็นเผ่าเดียวกัน แต่แท้จริงแล้วแต่ละเผ่าก็ต่างคนต่างอยู่ แบ่งแยกกันอย่างชัดเจน
ที่ว่ามังกรไม่อยู่ร่วมกับงู ก็เป็นเช่นนี้นี่เอง
สี่เผ่าบนแบ่งแยกกันอย่างชัดเจน ราชันย์เผิงสวรรค์มีบารมีแห่งจักรพรรดิ ได้รับการหนุนหลังจากวิหคนับร้อย ราชันย์เบญจรงค์มีจิตใจศักดิ์สิทธิ์เมตตา ได้รับการยกย่องจากเผ่าอสูรธรรมดามากที่สุด
ราชันย์กิเลนอสนีเย่อหยิ่งกร่างโอหัง รายล้อมไปด้วยเผ่าอสูรระดับหัวกะทิ ส่วนราชันย์อีกาเพลิงนั้นโดดเดี่ยวเดียวดาย นอกเหนือจากอีกาเพลิงที่ติดตามเขามาทีละตัวแล้ว ก็แทบจะไม่มีลูกน้องที่พอจะใช้งานได้เลย
ทั้งสี่มีรูปแบบที่แตกต่างกัน แถมความแข็งแกร่งก็ยังอยู่ในขอบเขตเดียวกัน การจะแย่งชิงตำแหน่งจ้าวศักดิ์สิทธิ์เผ่าอสูรตอนเหนือนั้น นับว่าไม่ใช่เรื่องง่ายเลยจริงๆ
ทว่าสำหรับอสูร ผู้แข็งแกร่งคือผู้ที่ได้รับการเคารพ
ก็แค่ซัดกันให้รู้เรื่อง ใครชนะคนนั้นก็คือลูกพี่ใหญ่ หมัดแข็งนั่นแหละคือเหตุผล!
กาลเวลาล่วงเลยไป
งานเลี้ยงราชันย์อสูรเปิดฉากขึ้นอย่างเป็นทางการ ตำแหน่งที่นั่งตรงกลางสุดถูกจัดแบ่งตามความแข็งแกร่งและอำนาจของเผ่าพันธุ์ แมวเงาสองหางก็นั่งอยู่ตรงตำแหน่งตรงกลาง
ด้านหน้าคือพยัคฆ์คมดาบโลหิต ด้านหลังคือหนูกลืนทองคำ
เป็นตำแหน่งที่นั่งที่ยอดเยี่ยมกระเทียมดองจริงๆ!
สี่ที่นั่งด้านบนนั้นเรียกได้ว่าทัดเทียมกัน เรียงรายเป็นหน้ากระดาน
ราชันย์เผิงสวรรค์ไม่ได้อาศัยความได้เปรียบในฐานะเจ้าบ้าน ยกตนข่มท่านให้อยู่เหนือใคร การปฏิบัติอย่างเท่าเทียมก็เนื่องมาจากความพิเศษของงานเลี้ยงในครั้งนี้
รอจนมหาราชันย์อสูรทั้งสี่นั่งลง บรรยากาศก็เริ่มคึกคักขึ้นเรื่อยๆ
งานเลี้ยงของเผ่าอสูรอาจจะไม่มีลูกเล่นแพรวพราวเท่าเผ่ามนุษย์ แต่ศิลปะการร้องรำทำเพลงก็ไม่มีตกหล่น ทั้งดีด สี ตี เป่า ล้วนเชี่ยวชาญทุกแขนง ต่างฝ่ายต่างก็พยายามสานสัมพันธ์สร้างเส้นสายของตน
รูปแบบการเข้าสังคมเช่นนี้ก็นับว่าเป็นโอกาสที่หาได้ยากยิ่ง
มีให้เห็นสารพัดรูปแบบ
บนแท่นสูง สี่ราชันย์ก้มมองความคึกคักและเสียงจอแจเบื้องล่างด้วยสีหน้าที่แตกต่างกันไป บ้างก็รู้สึกอิ่มเอมใจ บ้างก็รู้สึกหนวกหู บ้างก็เย็นชาไร้อารมณ์ บ้างก็... ทอดมองด้วยความเมตตาเอ็นดู
ราชันย์เผิงสวรรค์ปรายตามองสหายเก่าทั้งสามข้างกาย
กระแอมไอเบาๆ แล้วเอ่ยว่า
"ช่วงนี้ไท่หูกับฉื่อเหวียนเปิดศึกกันอีกแล้ว ทั้งสามท่านมีความเห็นเช่นไรบ้าง?"
ราชันย์อีกาเพลิงเบิกตากว้างด้วยความประหลาดใจ
"เผิงสวรรค์ นี่เจ้าคิดจะ..."
"…แย่งชิง!"
ราชันย์กิเลนอสนีตบโต๊ะเตี้ยดังปัง เอ่ยด้วยน้ำเสียงทรงอำนาจสุดขีด
"หากข้าได้เป็นจ้าวศักดิ์สิทธิ์ เมื่อต้องเผชิญกับโอกาสงามๆ เช่นนี้ มิสู้ปล่อยให้เผ่าอสูรขึ้นเวทีอย่างเต็มตัวไปเลย เทือกเขาขาดสะบั้นแม้ทรัพยากรจะอุดมสมบูรณ์ แต่พื้นที่กลับคับแคบไปสักหน่อย"
"ถึงเวลาที่เผ่าอสูรจะต้องขยายอาณาเขตแล้ว!"
ราชันย์เบญจรงค์ในเวลานี้ได้หุบรอยยิ้มที่มักจะประดับอยู่บนใบหน้า เอนกายพิงพนักที่ควบแน่นจากหยวนอสูรอย่างสบายอารมณ์ ดูเกียจคร้านเสียเหลือเกิน
เขาเอ่ยว่า
"การขยายอาณาเขตอยู่ที่การรบ การบุกเบิกดินแดนอยู่ที่การปกครอง"
"จะพึ่งพาเจ้าไปรบงั้นหรือ? หรือจะบอกว่าสัตว์สี่เท้าเกราะเกล็ดใต้หล้าของเจ้า จะสามารถปกครองนาวิญญาณอันกว้างใหญ่และสรรพสัตว์ใต้หล้าได้?"
ราชันย์กิเลนอสนีกล่าวอย่างจองหอง
"รบแล้วจะเป็นไรไปเล่า? เปิ่นหวังจะแบกธงรับหน้าเป็นขุนพล นำทัพบุกทะลวงด้วยตัวเอง เรื่องใดก็ขอชิงลงมือก่อน!"
"ส่วนเรื่องการปกครอง ใครไม่ยอมสยบก็ฆ่าทิ้งเสียสิ ฆ่าจนพวกมันขวัญหนีดีฝ่อ ฆ่าจนพวกมันหวาดผวา ล้างบางทั้งเมืองสิ้นซากทั้งเผ่า ยังต้องกลัวว่าพวกมันจะไม่ยอมสวามิภักดิ์อย่างว่าง่ายอีกหรือ?"
"ไอ้คนห่าม"
สำหรับกระบวนการความคิดของราชันย์กิเลนอสนี ลู่หมิงไม่ใช่เพิ่งจะเคยเห็นเป็นครั้งแรก แต่ทุกครั้งเขาก็ยังอยากจะฟังความคิดโง่ๆ ของเจ้านี่ เพื่อให้มันหน้าแตกอยู่ดี
และก็เป็นไปตามคาด
ราชันย์เผิงสวรรค์และราชันย์อีกาเพลิงต่างก็ลอบขำอยู่ในใจ จนกระทั่งถูกราชันย์กิเลนอสนีถลึงตาใส่ไปสองสามที ถึงได้สงวนท่าทีลงบ้าง
ราชันย์เผิงสวรรค์ทอดถอนใจพลางเอ่ย
"ราชันย์กิเลนอสนี ยามนี้ไม่เหมือนวันวานอีกแล้ว"
"เมื่อครั้งอดีตที่เผ่าอสูรเจริญรุ่งเรืองถึงขีดสุด เป็นเพราะวิสัยทัศน์อันกว้างไกลของจ้าวศักดิ์สิทธิ์หงส์น้ำแข็ง บรรพบุรุษสี่วิญญาณก็ถือเป็นขุนนางผู้มีความดีความชอบอย่างแท้จริง ทว่าบัดนี้สี่วิญญาณสูญสิ้น..."
"สายเลือดเสวียนอู่หนีหายไปอยู่ทะเลกลียุคโบราณ ได้ยินว่าไปสมคบคิดกับนิกายโบราณเทียนไห่ ลืมญาติมิตรยากไร้เช่นพวกเราไปตั้งนานแล้ว"
"สายเลือดวิหคเพลิงย้ายไปอยู่ที่ภูเขาเทพวิหคเพลิงทางตอนใต้ของฉื่อเหวียน ช่วงหลายปีมานี้ตกต่ำลงอย่างสิ้นเชิง ผู้สืบทอดสมญานาม [บุตรวิหคเพลิง] รุ่นเยาว์ที่สุด กลับมีตบะเพียงระดับแก่นทองคำเท่านั้น"
"สายเลือดพยัคฆ์ขาวอยู่ที่เทือกเขาขาดสะบั้นตอนใต้ ไม่ยอมไปมาหาสู่กับพวกเรามาจนแก่เฒ่าตายจาก ส่วนสายเลือดมังกรเขียว... บรรพบุรุษมังกรเขียวจนถึงตอนนี้ก็ยังคงเก็บตัวรักษาอาการบาดเจ็บอยู่"
"เจ้าคิดว่ามันปกติไหมล่ะ?"
ราชันย์เผิงสวรรค์พ่นร่ายยาวรวดเดียวจบ ทำให้ราชันย์กิเลนอสนีถึงกับพูดไม่ออกไปชั่วขณะ บรรพบุรุษมังกรเขียวผู้มีสมญานามว่า [บุตรมังกรเขียว] คือมังกรเจียวเขียวที่บรรลุธรรม
และยังเป็นเทวอสูรระดับแปลงเทวะเพียงหนึ่งเดียวของเผ่าอสูรตอนเหนือ
เมื่อกว่าสี่ร้อยปีก่อน หลังจากกลับมาจากการออกไปเยือนในศึกธรรมะมารครั้งล่าสุด ก็ประกาศเก็บตัวปิดด่านอย่างไม่มีกำหนด เว้นแต่จะถึงช่วงเวลาคอขาดบาดตายของเผ่าพันธุ์ มิฉะนั้นห้ามรบกวนเด็ดขาด
บุตรมังกรเขียวออกไปทำอะไร พวกเขาล้วนไม่ล่วงรู้เลย
แต่ที่แน่ๆ ย่อมต้องหนีไม่พ้นความเกี่ยวข้องกับผู้อาวุโสระดับแปลงเทวะของเผ่ามนุษย์ เมื่อก่อนมีบุตรมังกรเขียวกุมอำนาจ ต่อให้เผ่าอสูรทั้งหลายจะมีข้อพิพาทกันบ้างก็ยังพอจะสะกดข่มเอาไว้ได้ จึงอยู่กันอย่างสงบสุขไร้เรื่องราว
ทว่าหลายปีมานี้
ความขัดแย้งระหว่างกันเริ่มลึกซึ้งขึ้นเรื่อยๆ ซ้ำยังไม่มีใครคอยเป็นประธานผดุงความยุติธรรม
นี่แหละคือสาเหตุที่แท้จริงของการจัดงานเลี้ยงราชันย์อสูร ขาดแคลนผู้คุมหางเสือ!
เพียงแต่การแก่งแย่งชิงตำแหน่งจ้าวศักดิ์สิทธิ์นี้ จำต้องรู้ซึ้งถึงจุดพอดี ทั้งยังต้องแสดงให้เห็นถึงอำนาจบารมีอันไร้เทียมทาน เพื่อข่มขวัญเหล่าราชันย์อสูรจำแลงกาย ภายภาคหน้าการดำเนินการ "ตัดสินศักดิ์สิทธิ์" จะได้ราบรื่นยิ่งขึ้น
การอธิบายชี้แจงสถานการณ์ของเผ่าอสูร แท้จริงแล้วก็เพื่อเตือนสติให้ผู้อื่นรับรู้ถึงสถานการณ์ในปัจจุบัน การเข่นฆ่ากันเอง... ล้วนมีจุดจบที่ไม่สวยงาม
ราชันย์กิเลนอสนีขมวดคิ้วแน่น
อัดอั้นอยู่พักใหญ่ถึงค่อยเอ่ยปาก
"ความหมายของเจ้าคือ ครั้งนี้จะไม่ประลองการต่อสู้กระนั้นหรือ?"
"โอ๊ะ!"
ราชันย์เบญจรงค์ไม่รอให้ราชันย์เผิงสวรรค์ตอบกลับ ก็แค่นหัวเราะเยาะออกมา เอ่ยด้วยน้ำเสียงประชดประชัน "ไม่นึกเลยว่าเจ้าจะยังมีสติปัญญาเช่นนี้อยู่ เผิงสวรรค์พูดอ้อมค้อมเสียขนาดนี้ เจ้าก็ยังอุตส่าห์ตีความออกอีกหรือ?"
"ลู่หมิง! เจ้าจงใจมีเรื่องกับเปิ่นหวังใช่ไหม?"
ราชันย์เบญจรงค์ลุกพรวดขึ้นตบโต๊ะเช่นกัน ชี้หน้าราชันย์กิเลนอสนีแล้วด่ากราด
"ก็เจ้าบริหารจัดการได้ห่วยแตกที่สุดไง หากไม่ใช่เพราะไอ้พวกลูกน้องตะกละตะกลามของเจ้าที่เอาแต่กินลูกอ่อนเผ่าแกะไขมันวิญญาณทุกวี่ทุกวัน พวกมันจะมาฟ้องร้องบนโต๊ะทำงานเปิ่นหวังหรือ?"
"ลูกแกะน้อยบ้าบอคอแตกจะถูกกินจนสูญพันธุ์อยู่รอมร่อ ก็ยังไม่รู้จักหยุดพักสักนิด เผ่าเผิงสวรรค์ก็ชอบกินสัตว์สายเลือดมังกรนะ เจ้าเห็นพวกมันไปจับมังกรหลามมากินไหมล่ะ?!!"
ราชันย์เผิงสวรรค์ที่จู่ๆ ก็ถูกพาดพิงถึงกับอ้าปากพะงาบๆ คำพูดไกล่เกลี่ยมาจ่ออยู่ที่ริมฝีปาก แต่กลับต้องกลืนลงคอไปเสียดื้อๆ เขาอยากจะดูนักว่าสองคนนี้จะเถียงกันไปได้อีกนานแค่ไหน
อสูรทั้งสองบาดหมางกันมาเนิ่นนาน ไม่ได้มีเพียงเรื่องนี้เรื่องเดียว
แต่เป็นเรื่องขี้ปะติ๋วมากมายในชีวิตประจำวันที่สะสมพอกพูนขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็นเรื่องใหญ่ พื้นที่ที่สองราชันย์ดูแลอยู่ค่อนข้างใกล้ชิดกัน และราชันย์เบญจรงค์ก็มีจิตใจศักดิ์สิทธิ์เมตตาเป็นทุนเดิม
พวกอสูรธรรมดาที่มาขอพึ่งพิงก็อ้าแขนรับไม่เคยปฏิเสธ ถึงขั้นมีนิสัยชอบรวบรวมอสูรป่าเถื่อนเข้ามาร่วมด้วยซ้ำ สำหรับเผ่าอสูรแล้ว เขาคู่ควรกับสมญานามราชันย์ผู้มีเมตตาอย่างแน่นอน
ลูกน้องถูกเพื่อนบ้านข้างเคียงขโมยกินอยู่ทุกวี่ทุกวัน แบบนี้ใครมันจะไปทนไหว?
สำหรับเรื่องนี้
ราชันย์กิเลนอสนีก็มีคำพูดที่อยากจะเอ่ยเช่นกัน
"ใครใช้ให้เจ้ารับไอ้พวกสวะพวกนั้นเข้ามาเล่า? สู้ไม่ได้ก็ช่างปะไร แต่ละตัวดันแต่งตัวเสียหอมฉุย อย่าว่าแต่ลูกน้องข้าเลย ต่อให้เป็นเปิ่นหวังเห็นก็อยากจะจับมากินรองท้องสักตัวสองตัวเหมือนกัน"
"ช่างไร้เหตุผลสิ้นดี"
เมื่อเห็นว่าทั้งสองเริ่มจากการปะทะคารม ลุกลามไปจนถึงขั้นจะลงไม้ลงมือกันจริงๆ ราชันย์อีกาเพลิงที่เอาแต่เงียบกริบมาตลอดนับตั้งแต่พูดไปประโยคแรก ก็เอ่ยขึ้นอย่างกะทันหัน
"อยากจะขึ้นโต๊ะกินข้าว แท้จริงแล้วก็ใช่ว่าจะไร้หนทาง"
สองคนที่กำลังเถียงกันคอเป็นเอ็น และราชันย์เผิงสวรรค์ที่กำลังกินแตงมุงดู ต่างก็เบือนหน้ามามองทันที สหายเก่าผู้นี้มักจะไปไหนมาไหนตัวคนเดียวจนชิน ความสัมพันธ์กับพวกเขาล้วนอยู่ในระดับธรรมดา
แต่ด้วยตำนานที่เล่าขานกันมา รากฐานของอีกาเพลิงจึงดูเหมือนจะเหนือกว่าอสูรเผ่าอื่นอยู่ขั้นหนึ่ง เมื่อตอนนี้บอกว่ามีหนทาง ย่อมดึงดูดความสนใจของผู้อื่นได้โดยธรรมชาติ
ราชันย์เบญจรงค์ก็กลับมาจริงจัง นั่งตัวตรงแล้วเอ่ยถาม
"เผ่ามนุษย์กำลังแพร่พันธุ์และแข็งแกร่งขึ้น เผ่าอสูรเองก็เช่นกัน ขีดจำกัดการรองรับของเทือกเขาขาดสะบั้นมาถึงจุดสูงสุดแล้ว การบุกเบิกพื้นที่อยู่อาศัยออกไปภายนอก ถือเป็นสิ่งที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้"
ราชันย์เผิงสวรรค์กล่าวเสริม
"บัดนี้ฉื่อเหวียนเกิดศึกนองเลือดภายใน กองกำลังไท่หูฉวยโอกาสสอดแทรกเข้ามา พวกเราก็อาจจะเข้าร่วมด้วยได้สักตั้ง ภายใต้เงื่อนไขที่ว่าผู้อาวุโสระดับแปลงเทวะของฝั่งนิกายหลอมฟ้าจะต้องหลับตาข้างหนึ่งยอมปล่อยผ่านเสียก่อน"
คำพูดของเขา ก็เป็นสิ่งที่ผู้อื่นกำลังคิดอยู่ในใจเช่นกัน
เมื่อเทียบกับประชากรนับหมื่นล้านของไท่หู ฉื่อเหวียนที่มีพื้นที่กว้างขวางทว่าผู้คนเบาบาง ย่อมเหมาะสมกว่าที่จะให้เผ่าอสูร 'ยึดเขาตั้งตัวเป็นใหญ่'
ตอนนี้เป็นโอกาสอันเหมาะสม การบุกเบิกนั้นแสนง่ายดาย แต่การจะรักษาพื้นที่เอาไว้ได้หรือไม่ นั่นต่างหากคือปัญหาที่ต้องเผชิญอย่างแท้จริง
โอกาสพันปีมีหน หากพลาดคราวนี้ไป ก็ไม่รู้ว่าครั้งหน้าจะมาถึงเมื่อใด
สายตาที่เต็มไปด้วยความคาดหวังของทั้งสามคน ทำให้ราชันย์อีกาเพลิงรู้สึกกดดันไม่น้อย
จึงได้แต่แข็งใจเอ่ยออกไป
"เรื่องมันเป็นเช่นนี้..."