- หน้าแรก
- เริ่มต้นจากรากวิญญาณขยะสู่ยอดเซียนวิถีมาร
- ฟรี บทที่ 385 วางกับดักและประลองเวท
ฟรี บทที่ 385 วางกับดักและประลองเวท
ฟรี บทที่ 385 วางกับดักและประลองเวท
บทที่ 385 วางกับดักและประลองเวท
ทางฝั่งไท่หูไม่มีคนอย่างเขาอยู่เลย ต่อให้มีชื่อติดบัญชี ก็ควรจะเป็นผู้อาวุโสเจ็ดแห่งยอดเขาโลหิตเยือกแข็งหวังอี้ ไม่ใช่กุมารปีศาจเหมันต์
ตอนนี้เขาเติบโตขึ้นจนมีรูปร่างเหมือนเด็กอายุสิบขวบอีกครั้ง
จากเด็กน้อยกลายเป็นเด็กหนุ่ม รูปลักษณ์ภายนอกย่อมมีการเปลี่ยนแปลงไปบ้าง
สำหรับการหลอมโอสถมนุษย์ เขาแทบจะไม่มีความรู้สึกต่อต้านในใจเลยแม้แต่น้อย
เชื่อว่าบรรพจารย์ชิงอีก็แค่อยากให้เขามอบใบเบิกทางแบบส่งๆ ไปเท่านั้น ตราบใดที่หวังอี้ไม่ใช่สายลับจากไท่หู สถานการณ์อื่นๆ เขาก็มั่นใจว่ายังพอรับมือไหว
"ฮ่าๆๆๆ ในเมื่อสหายเต๋าตรงไปตรงมาเช่นนี้ งั้นพวกเราไปดูกันตอนนี้เลยดีไหม?"
"ได้"
หวังอี้พยักหน้าช้าๆ หางตาเหลือบไปเห็นสองพี่น้องฝาแฝดที่ยืนอยู่ในตำหนักโดยไม่ได้ตั้งใจ ชิงอีสังเกตสีหน้าท่าทาง ก็รีบถลึงตาใส่เจ้าเมืองเหมยหลิงทันที
อีกฝ่ายเข้าใจความหมายทันที
"ผู้อาวุโสปีศาจเหมันต์ ผู้น้อยจะส่งสาวงามทั้งสองไปที่เรือนฟางเซียง ท่านสามารถพักผ่อนที่นั่นได้เลยขอรับ"
"เกรงใจไปแล้ว"
"มิได้ขอรับ ถือเป็นการให้เกียรติผู้น้อยต่างหาก"
หวังอี้เผยรอยยิ้มพึงพอใจออกมาทันที ระดับวิญญาณแรกกำเนิดกับระดับแก่นทองคำแตกต่างกันราวฟ้ากับเหวจริงๆ เมื่อก่อนจะมีทางทำให้พวกทายาทรุ่นสองที่มีเส้นสายยอมก้มหัวให้ได้ยังไง!
ระดับวิญญาณแรกกำเนิดถือเป็นกลุ่มผู้ทรงพลังส่วนน้อยในโลกนี้ไปแล้ว
นอกจากนี้ หลังจากร่างกายเติบโตจนถึงสิบขวบ โครงหน้าก็เริ่มมีความคล้ายคลึงกับตอนโตเป็นผู้ใหญ่บ้างแล้ว เขาจึงสมควรกลับมาใช้วิธีปกปิดตัวตนอีกครั้ง
เรื่องนี้เขาเตรียมจะทดสอบคุณสมบัติหมื่นจำแลงของครรภ์มารแต่กำเนิดดูสักหน่อย
ปัจจุบันมีรูปแบบวิญญาณอสูรเก็บไว้เพียงชนิดเดียว แต่การยืมความสามารถนี้มาปรับเปลี่ยนลักษณะใบหน้าเล็กน้อยก็ไม่ใช่ปัญหา ซึ่งการทำแบบนี้กลับยิ่งตบตาคนได้แนบเนียนขึ้น
หลังจากทักทายตามมารยาทพอเป็นพิธี หวังอี้ก็เดินตามชิงอีเข้าไปในคุกของจวนเจ้าเมืองเหมยหลิง ชายหนุ่มเจ็ดแปดคนที่สวมชุดพื้นเมืองของฉื่อเหวียน บนใบหน้ามีรอยแผลเป็นจากของมีคมเจ็ดแปดรอย
นอนล้มพับอย่างอ่อนแรงอยู่ภายในคุก
การแต่งกายแบบนี้ดูเหมือนโจรป่าธรรมดามากกว่าจะเป็นผู้บำเพ็ญเพียรวิถีมารของฉื่อเหวียน ยิ่งไปกว่านั้นการใส่ชุดพื้นเมืองมันก็เกินไปหน่อย ของแบบนี้คนท้องถิ่นเขาใส่กันเฉพาะช่วงเทศกาลเฉลิมฉลองเท่านั้นแหละ
ส่วนเทศกาลของฉื่อเหวียน... นอกจากวันมารจุติแล้ว หวังอี้ก็ไม่รู้อะไรเลย และไม่จำเป็นต้องรู้ด้วย
ส่วนการปลอมตัวที่มองปุ๊บก็รู้ว่าปลอมปั๊บพวกนี้ บ่งบอกชัดเจนว่าพวกมันล้วนเป็นแค่มือใหม่หัดขับ แทบจะไม่เคยผ่านโลกมาเลยด้วยซ้ำ ไม่อย่างนั้นคงไม่โง่เง่าขนาดนี้
"สหายเต๋า เชิญ..."
หวังอี้พิจารณาดูเล็กน้อย ก็รู้สึกว่าสถานการณ์ชักจะทะแม่งๆ
"พี่ชิงอี ข้าขอใช้วิชาค้นวิญญาณได้หรือไม่?"
"นี่... คงไม่ค่อยเหมาะกระมัง"
บรรพจารย์ชิงอียิ้มบางๆ แล้วอธิบาย
"สายลับพวกนี้ถูกค้นวิญญาณไปแล้วรอบหนึ่ง หากค้นซ้ำอีกในระยะเวลาสั้นๆ จิตวิญญาณจะต้องแตกสลายแน่ ถึงตอนนั้นคงยากที่จะนำไปหลอมเป็นโอสถมนุษย์"
แต่หวังอี้กลับหัวเราะเยาะ
"สำหรับวิถีโอสถมนุษย์แล้ว จิตวิญญาณก็เป็นแค่วัตถุดิบอย่างหนึ่ง ตราบใดที่ไม่ได้นำไปหลอมโอสถวิญญาณประเภทจิตวิญญาณ ก็แทบไม่ได้ใช้เลย พี่ชิงอีคงไม่ได้กำลังจะบอกว่าบังเอิญอยากได้หรอกนะ?"
"..." อีกฝ่ายถึงกับพูดไม่ออกทันที
ส่วนพวกสายลับในคุกที่ได้ยินบทสนทนาของทั้งสอง ต่างก็พากันตกใจกลัวจนสติแตก ร้องตะโกนออกมาอย่างเสียสติ โดยเฉพาะคนหนึ่งที่ตะโกนเสียงดังสะดุดตาเป็นพิเศษ
"อย่า!
"ข้าคือบุตรชายสายตรงของเจินจวินหยางเหล่ย ข้า..."
สีหน้าของชิงอีเปลี่ยนไปทันที เขาสะบัดมือเย็บริมฝีปากของมันเข้าด้วยกันอย่างบังคับ หยาดเลือดหยดแหมะ เสียงครางอู้อี้เหมือนหมูถูกเชือดอยากจะร้องก็ร้องไม่ออก ทำได้เพียงกลั้นจนหน้าดำหน้าแดง
"เจินจวินหยางเหล่ย ผู้บำเพ็ญเพียรระดับวิญญาณแรกกำเนิดขั้นกลางรุ่นลายครามแห่งอารามเพลิงอสนีบาต!"
"สหายเต๋าชิงอี ความช่วยเหลือครั้งนี้ คงไม่ง่ายซะแล้วสิ"
กลิ่นอายของหวังอี้เย็นเยียบลง
เมื่อพบว่าคนกลุ่มนี้โง่จนดูไร้เดียงสา เขาก็พอจะเดาอะไรได้บ้าง ดอกไม้ในเรือนกระจกบวกกับลูกคุณหนูที่อยากจะพิสูจน์ตัวเอง
ไม่ต้องพึ่งวิชาค้นวิญญาณ เขาก็เดาต้นสายปลายเหตุของเรื่องราวได้ทะลุปรุโปร่ง ไม่มีอะไรมาก ก็แค่ประสบการณ์มันสอนมา!
พวกสวะอยากพิสูจน์ตัวเอง แต่ดันไม่มีฝีมือจริงๆ
ตกอยู่ในสภาพนี้ก็ถือว่าหาเรื่องใส่ตัวแท้ๆ
เมื่อเผชิญกับการคาดคั้นของหวังอี้
บรรพจารย์ชิงอีเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะแก้ตัวว่า "มาถึงขั้นนี้แล้ว ข้าก็จะไม่ปิดบังเจ้า สหายเต๋าปีศาจเหมันต์มีภูมิหลังที่ไม่ชัดเจน จำเป็นต้องใช้ใบเบิกทางใบนี้จริงๆ"
"ใช่"
เรื่องนี้ หวังอี้ก็ไม่ได้ปฏิเสธ
"แต่เจ้าก็ไม่ควรมาวางกับดักข้า ก็แค่ใบเบิกทาง ฆ่าคนของไท่หูสักสองสามคนแบบส่งๆ ก็สิ้นเรื่อง ทำไมต้องลากข้าไปสร้างความแค้นฆ่าลูกชายกับเจินจวินหยางเหล่ยด้วย"
"สงครามธรรมะอธรรมกำลังจะปะทุ เจ้ามีจุดประสงค์อะไรกันแน่รึ!?!"
ถูกผู้บำเพ็ญเพียรรุ่นเยาว์ที่เพิ่งก่อกำเนิดวิญญาณตวาดใส่ บรรพจารย์ชิงอีก็เสียหน้าจนทนไม่ไหว ท่าทีจึงแข็งกร้าวขึ้นมา
"แล้วเจ้าจะทำไม?"
"คนพวกนี้ข้าฆ่าไม่ได้ เปลี่ยนกลุ่มใหม่มาเถอะ แล้วก็ เจ้าต้องจ่ายค่าตอบแทนที่ล่วงเกินข้าด้วย... หินวิญญาณระดับสุดยอดสิบก้อน"
"เป็นไปไม่ได้!"
สิ้นคำพูด บรรพจารย์ชิงอีก็ปฏิเสธอย่างเด็ดขาด
"ขูดรีดกันขนาดนี้ เจ้าคิดว่าข้าแซ่จินหรือยังไง?"
"งั้นหมายความว่าสหายเต๋าจะไม่ให้งั้นสิ?"
เลือดลมตีกลับ ความโกรธเกรี้ยวพลุ่งพล่านขึ้นในใจของบรรพจารย์ชิงอี เพียงแต่เขาคำนึงว่าหวังอี้เป็นแขกที่ถูกเชิญให้อยู่ต่อ จึงได้แต่ฝืนทนเอาไว้
แต่พอยอมถอยให้ก้าวหนึ่ง ยิ่งคิดก็ยิ่งโมโห
"ข้าเป็นถึงผู้บำเพ็ญเพียรระดับวิญญาณแรกกำเนิดขั้นที่สามผู้ยิ่งใหญ่ ต้องมากลัวเด็กเมื่อวานซืนอย่างเจ้าด้วยรึ!?!"
เมื่อเดาได้ว่าจะต้องลงไม้ลงมือ หวังอี้ก็ยิ่งแสยะยิ้มชั่วร้าย
ระยะประชิดขนาดนี้
ฝ่ามือใหญ่ก็พุ่งตรงเข้าไปทันที พลังเทพโลหิตเงินก่อตัวเป็นอาณาเขตพลัง ฝ่ามือไร้รูปฟาดลงมาอย่างดุดัน
ชั่วพริบตา
บรรพจารย์ชิงอีพ่นพายุคลุ้มคลั่งไร้ที่สิ้นสุดออกจากร่างกาย ก่อตัวเป็นปราณวายุป้องกัน แต่ในเมื่อไม่ทันตั้งตัว จะไปรับมือกับการลอบโจมตีของหวังอี้ได้ยังไง
ตู้มมมม!
คุกทั้งแห่งพังทลายลงในพริบตา หวังอี้เล็งจังหวะดีดึงตัวบุตรชายหัวแก้วหัวแหวนสวะของเจินจวินหยางเหล่ยเข้าไปในถุงเมล็ดพันธุ์มนุษย์ ส่วนพวกที่อยู่ข้างๆ มันก็นับเรียงตัว
ถูกเขาช่วยเหลือเอาตัวไปจนหมด
เขาคิดตกแล้ว ร่างจริงอย่างหวังอี้ต้องหลบหน้าเจี้ยนจวินเก้ามาร หากยังไม่ถึงระดับวิญญาณแรกกำเนิดขั้นกลางก็ไม่กล้าโผล่หัวไปไหน ส่วนฐานะกุมารปีศาจเหมันต์ก็ไม่มีเส้นสายอะไร
วันปกติก็ยังพอทน แต่พอสงครามเริ่มขึ้นก็จะต้องถูกตรวจสอบบ่อยๆ
ไม่มีทางเนียนเข้าไปในกลุ่มผู้บริหารระดับสูงของฉื่อเหวียนได้เลย สถานการณ์บัดซบแบบนี้ สู้หักหลังย้ายฝั่งไปเลยดีกว่า
ยังไงมันก็ไม่เกี่ยวกับหวังอี้อยู่แล้ว
อีกอย่างจำนวนผู้บำเพ็ญเพียรของไท่หูก็แทบจะบดขยี้ฉื่อเหวียนได้ ที่ยังรักษาดินแดนฉื่อเหวียนไว้ได้ก็เพราะพึ่งพายอดฝีมือระดับสูงที่มีจำนวนมากกว่าล้วนๆ
ไปอยู่ฝ่ายได้เปรียบชั่วคราว มันก็ไม่ผิดตรงไหนใช่ไหมล่ะ?
เขาเองก็คุ้นเคยกับฉื่อเหวียน การกอบโกยผลประโยชน์ในถิ่นนี้ก็ไม่ต่างอะไรกับหนูตกถังข้าวสาร รอจนสงครามจบ เขาก็ยังเป็นผู้อาวุโสเจ็ดแห่งยอดเขาโลหิตเยือกแข็งเหมือนเดิม
ความคิดแผนการสุดแหวกแนวจู่ๆ ก็ผุดขึ้นมาในหัว
มองเผินๆ เหมือนจะเข้าท่า แต่พอลงมือทำจริงก็คงต้องเจอกับปัญหาซับซ้อนตามมา ทว่ามันก็ยังสบายกว่าสถานการณ์ตอนนี้
ชิงอีไม่มีนิสัยกลืนเลือดก้มหน้ายอมรับชะตากรรม
เขาหวังอี้ยิ่งไม่มี!
ตอนยังไม่ก่อกำเนิดวิญญาณ ข้าก็เอาแต่หดหัว ก่อกำเนิดวิญญาณแล้วข้ายังต้องหดหัวอีก งั้นก็เท่ากับก่อกำเนิดวิญญาณไปเสียเปล่าสิฟะ!?!!
"ถ้าเจ้าเป็นยอดฝีมือ ข้าอาจจะยังเกรงใจเจ้าอยู่บ้าง"
"หึ!"
ชิงอีมุดพรวดออกมาจากซากปรักหักพัง สภาพมอมแมมฝุ่นเขรอะ บนใบหน้ามีรอยช้ำเป็นจ้ำใหญ่ ในดวงตาฝ้าฟางแฝงความหวาดระแวงอยู่บ้าง
"กุมารปีศาจเหมันต์ อย่าหาว่าข้าไม่รักษากฎเกณฑ์นักสู้"
"เฟิงฮวา เปิดค่ายกลจวนเจ้าเมือง!"
ในฐานะเมืองหลักระดับสี่ ค่ายกลคุ้มกันของที่นี่ย่อมต้องเป็นระดับสี่เช่นกัน หวังอี้ไม่หวั่นเกรงแม้แต่น้อย เขาทำท่าทางเหมือนร้อนรนแล้วพุ่งตัวเข้าใส่บรรพจารย์ชิงอีอย่างเกรี้ยวกราด
แต่ที่จริงแล้วเขาส่งสัมผัสเทวะไปเชื่อมต่อกับแหวนใจสมุทร
แตะสัมผัสกับแหวนผู้อาวุโสเจ็ดแห่งยอดเขาโลหิตเยือกแข็ง ทะลวงเข้าสู่ศูนย์กลางค่ายกลในพริบตา ในฐานะหนึ่งในผู้อาวุโสผู้กุมอำนาจแห่งศูนย์บัญชาการนิกาย มันสามารถควบคุมค่ายกลของเมืองระดับสามภายใต้สังกัดนิกายโลหิตวิญญาณผกผันได้ทั้งหมด
แม้จะไม่สามารถควบคุมค่ายกลระดับสี่ได้อย่างเบ็ดเสร็จ แต่ก็สามารถทำให้มันโจมตีเขาไม่ได้ ไม่ว่าจะตรวจสอบยังไง เขาก็คือพวกเดียวกัน
การเปิดค่ายกลก็เป็นแค่การผลาญปราณวิญญาณทิ้งไปเปล่าๆ
ชิงอีไม่รู้ตัวเลยแม้แต่น้อย
ใช้วิชาวิถีหลบหนีวายุถอยร่นออกไปอย่างรวดเร็ว มือประสานเคล็ดวิชา พายุหมุนเจ็ดแปดสายควบแน่นกลายเป็นเชือกวายุ พุ่งเข้ามาพัวพันเขา
พลังมารเดือดพล่าน หวังอี้เพียงแค่ยื่นมือผลักออกไป
อาณาเขตพลังสองสายบีบอัดอากาศโดยตรง ราวกับก่อตัวเป็นโล่สองบาน ผลักปราณวายุออกไปจนหมดเกลี้ยง ภายในดวงตาปรากฏภาพมายาแห่งดวงจันทร์วาบผ่าน
ภายใต้การสนับสนุนของสัมผัสเทวะระดับสี่ขั้นกลาง ก็ทำให้ชิงอีเหม่อลอยไปชั่วขณะ
ช่วงเวลาทองนี้เอง
เพลิงโอสถมังกรน้ำแข็งก็ระเบิดออกกลางอากาศ จำแลงเป็นมังกรเพลิงน้ำแข็งตัวยาว งับชิงอีเข้าเต็มปาก ก่อนจะพุ่งชนลานกว้างของจวนเจ้าเมืองอย่างจัง พร้อมกับระเบิดตูมสนั่น
หนามน้ำแข็งรูปทรงเหมือนหอยเม่นพุ่งพรวดออกมา
จวนเจ้าเมืองเหมยหลิงทั้งหลังถูกทำลายย่อยยับ ระหว่างฟ้าดินราวกับกลายเป็นนรกน้ำแข็ง อานุภาพของคาถาภายใต้การหนุนเสริมของพลังมาร นี่สิถึงจะเป็นโฉมหน้าที่แท้จริงของเพลิงโอสถมังกรน้ำแข็ง
ระดับวิญญาณแรกกำเนิดขั้นที่สามก็มีดีแค่นี้แหละ
"บรรพจารย์!"
เมื่อเจ้าเมืองเหมยหลิงเฟิงฮวาเห็นเช่นนั้น ก็ตกใจจนหน้าถอดสี ป้ายคำสั่งในมือถูกกระตุ้นทำงาน ค่ายกลระดับสี่มีพลังมากพอที่จะปกป้องเขตเมืองชั้นกลางได้ทั้งหมด
ศูนย์กลางค่ายกลก็ไม่ได้ถูกทำลายง่ายๆ ขนาดนั้น
มันจึงถูกกระตุ้นให้ทำงานอย่างราบรื่น
ค่ายกลนี้หวังอี้มองไม่ออกถึงเงื่อนงำ มองเห็นเพียงงูยาวสีเขียวร่วงหล่นลงมาจากฟ้าทีละตัวๆ กลายเป็นเสาวายุเก้าสิบเก้าต้นเชื่อมต่อฟ้าดิน ภายในเมืองปรากฏจุดเชื่อมต่อเสาวายุขึ้นหลายจุด
แต่ส่วนใหญ่ยังคงอยู่รอบนอกเมือง
"ใช้ค่ายกลประเภทตั้งรับสวนกลับมารับมือข้าเนี่ยนะ?"
จากรูปแบบการทำงานของค่ายกล แม้หวังอี้จะมองทะลุปรุโปร่งไม่ได้ในพริบตา แต่ก็พอจะแยกประเภทออก ค่ายกลประเภทนี้ถูกทะลวงจากภายในได้ง่ายที่สุด
"ฮ่าๆๆๆ!"
เห็นได้ชัดเลยว่า
บรรพจารย์ชิงอีมีความเห็นต่างออกไป เขาถูกเพลิงโอสถมังกรน้ำแข็งแผดเผาจนแทบปางตาย ชุดสีฟ้าอ่อนอันหรูหรานั้นขาดรุ่งริ่งแถมยังดำปี๋ หนวดเครายาวที่เคยดูดีสมฐานะก็มลายหายไปในพริบตา
เขาดึงไม้บรรทัดยาวออกมา ชี้หน้าหวังอี้
"ค่ายกลนี้ ภายนอกสามารถต้านทานยอดฝีมือระดับวิญญาณแรกกำเนิด ภายใน... ก็ยังสามารถจองจำเจ้าได้ เฟิงฮวา… ปราณวายุควบแน่นผลึก!"
สิ้นคำสั่งนั้น
หวังอี้ก็พบว่ารอบตัวเกิดพายุคลั่งล้อมเป็นวงกลม เขาอยู่ตรงตำแหน่งตาพายุพอดี พลังมารธาตุลมอันเข้มข้นกลายเป็นพายุหมุน จนถึงขั้นควบแน่นเป็นผลึก
นี่กะจะผนึกหวังอี้ไว้อย่างสมบูรณ์แบบเลยทีเดียว
เขาลองส่งสัมผัสเทวะออกไปเล็กน้อย เมื่อยืนยันว่าแหวนผู้อาวุโสเจ็ดไม่มีปัญหา ก็แกล้งทำหน้าหวาดผวาทันที
"สหายเต๋าชิงอี มีอะไรค่อยพูดค่อยจากันได้"
"หึๆ!"
พลังมารวายุทั่วร่างของชิงอีเดือดพล่าน บนอาวุธวิเศษประจำตัว·ไม้บรรทัดเทียนชิง เริ่มควบแน่นวิชาศักดิ์สิทธิ์พิเศษที่มีอานุภาพเกินขีดจำกัด ปากก็ไม่วายเยาะเย้ยหวังอี้
"พอใกล้ตายถึงเพิ่งรู้สำนึก! เจ้ามันก็แค่พวกขี้ขลาดตาขาว!
"ปีศาจเหมันต์ เจ้ามีแค่สภาพจิตใจของพวกเศรษฐีใหม่ ไม่ใช่มีบารมีที่แท้จริงของผู้แข็งแกร่งระดับวิญญาณแรกกำเนิด ช่างน่าขบขันสิ้นดี"
มุมปากของหวังอี้ยกขึ้น
คำพูดขยะพวกนี้เข้าหูซ้ายทะลุหูขวา
ในสายตามีเพียงท่าทีรวบรวมพลังของชิงอี เวลาไม่ถึงหนึ่งในสามวินาที วิชาวิถีหลบหนีแสงสุดขั้วที่กลายเป็นสีม่วงก็ถูกใช้ออกมา หวังอี้จำแลงร่างแยกนับพัน พุ่งหลบหนีไปทุกทิศทุกทาง
กระจกน้ำแข็งหมอกลวงควบแน่นขึ้นพร้อมกัน คาถาป้องกันบทนี้เขาเพิ่งเคยใช้เป็นครั้งแรก แต่มันกลับถูกนำมาใช้เป็นวิชาลวงตา เพื่อควบคุมร่างแยกให้เคลื่อนไหวสอดคล้องกับร่างจริง
ครอบจวนเจ้าเมืองเอาไว้โดยตรง ก่อตัวเป็นโลกกระจกน้ำแข็งรูปทรงเหมือนชามคว่ำ ที่ทำแบบนี้ก็เพื่อบดบังสายตาจากภายนอก ส่วนสิ่งมีชีวิตภายในจวนเจ้าเมืองน่ะหรือ
ล้วนกลายเป็นเถ้าถ่านภายใต้การโจมตีจากเพลิงโอสถมังกรน้ำแข็งของเขาไปหมดแล้ว
ผู้รอดชีวิตจริงๆ ก็มีแค่เจ้าเมืองกับชิงอีสองคนเท่านั้น
นี่แหละคือพลังของระดับวิญญาณแรกกำเนิด!
เมื่อได้เห็นกับตาว่าหวังอี้สามารถเข้าออกการผนึกพลิกแพลงของค่ายกลระดับสี่ได้อย่างอิสระ ร่างกายของบรรพจารย์ชิงอีก็อดไม่ได้ที่จะสั่นสะท้าน แววตาเต็มไปด้วยความไม่อยากเชื่อ
[ปราณกระบี่วิญญาณยักษ์วายุ] วิชาศักดิ์สิทธิ์นี้มีอานุภาพไร้เทียมทาน สามารถปลดปล่อยพลังที่เหนือกว่าขอบเขตพลังได้ แต่ข้อเสียคือต้องใช้เวลารวบรวมพลัง หากถูกขัดจังหวะกลางคันก็อาจจะทำให้เขาได้รับบาดเจ็บภายใน
ดังนั้นชิงอีจึงให้เฟิงฮวาใช้ค่ายกลผนึกพื้นที่การเคลื่อนไหวของหวังอี้ก่อนแล้วค่อยสะสมพลัง ขั้นตอนการทำงานไม่มีปัญหา แต่ค่ายกลที่ไม่เคยผิดพลาดกลับมาใช้ไม่ได้ซะงั้น
ในใจเต็มไปด้วยความคิดว่าเป็นไปไม่ได้
ใครจะสามารถเคลื่อนไหวในค่ายกลได้อย่างอิสระบ้างล่ะ? ปรมาจารย์ค่ายกลที่สร้างมันขึ้น ผู้ถือป้ายคำสั่ง พวกเดียวกัน และผู้อาวุโสของนิกายศักดิ์สิทธิ์!
สองอย่างแรกเป็นไปไม่ได้ สองอย่างหลัง... ชิงอีสะดุ้งโหยง
"เจ้าถึงกับสามารถคลายผลการตรวจสอบของค่ายกลได้อย่างรวดเร็ว"
"ปีศาจเหมันต์! อย่าบอกนะว่าเจ้าเป็นผู้มีพรสวรรค์ร้อยศิลป์ที่เชี่ยวชาญทั้งค่ายกลและโอสถงั้นรึ!?!"
"พูดมากน่า"
ร้านจะใส่ใจชิงอี การใช้กระจกน้ำแข็งหมอกลวงบดบังสายตาสอดรู้สอดเห็นจากภายนอก ก็เป็นการพิสูจน์แล้วว่าหวังอี้กำลังจะใช้วิธีที่ให้ใครรู้ไม่ได้
หากลูกไม้พวกนี้ถูกนำออกมาใช้ ด้วยชื่อเสียงของร่างจริงหวังอี้
ชิงอีย่อมต้องจำได้ภายในไม่กี่อึดใจแน่นอน
ดังนั้น... ต้องปิดบัญชีในพริบตา แม้แต่โอกาสให้วิญญาณแรกกำเนิดใช้วิชาเคลื่อนย้ายก็ให้ไม่ได้ พลังมารในร่างไหลเวียนไปตามส่วนต่างๆ ของร่างกายพร้อมกัน
วิชาศักดิ์สิทธิ์หลากหลายแขนงถูกใช้งานต่อเนื่องกันโดยมีระยะห่างไม่ถึงครึ่งอึดใจ
อย่างแรก
กระบวนท่าต่อเนื่องแสงมรณะทำลายวิญญาณสลายจิตบวกกับกระจกตรึงร่าง กระบวนท่าชุดนี้เรียกได้ว่าเป็นท่าไม้ตายพิฆาตระดับแก่นทองคำ หลังจากที่เขาทะลวงระดับสัมผัสเทวะระดับสี่แล้ว ก็แทบไม่มีใครต้านทานได้อีก
ยกเว้นระดับวิญญาณแรกกำเนิด!
ต่อให้ร่างกายขยับไม่ได้ ชิงอีก็พ่นแสงเทวะออกจากปาก อาวุธวิเศษรูปเข็มหลายเล่มพุ่งออกมาจากใต้ลิ้น แผ่กลิ่นอายแสงวิญญาณอันเข้มข้น
นี่คือหนึ่งในข้อได้เปรียบของเขา
การใช้งานอาวุธวิเศษระดับสี่อย่างช่ำชองและหลากหลาย ด้วยฐานะของตระกูลเฟิงแห่งหุบเขาเร้นลับ ในกรณีที่ตระกูลมีผู้บำเพ็ญเพียรระดับวิญญาณแรกกำเนิดแค่สองคน การจัดเต็มอุปกรณ์ถือเป็นความต้องการขั้นพื้นฐาน
บนพื้นฐานนี้ หวังอี้ยังต้องคำนวณวิชาเอาชีวิตรอดและไพ่ตายสู้ตายของชิงอีอีกสองจุด หากคิดจะเอาชนะด้วยความเสียเปรียบก็พอมีโอกาส! แต่ถ้าจะปิดบัญชีอีกฝ่าย... ถือว่ายากมาก
แต่เขาก็ยังอยากลองดูสักตั้ง
"เข็มแยกเทวะ เชี่ยวชาญการต่อกรกับสัมผัสเทวะ!"
ชิงอีแสดงสีหน้าเยาะเย้ยใส่ร่างแยกของหวังอี้ที่เต็มท้องฟ้า การสะสมพลังของไม้บรรทัดเทียนชิงใกล้จะเสร็จสิ้น หวังอี้ไม่ลังเลอีกต่อไป
หุ่นเชิดอาฆาตปฐพีหวงเฉวียนพุ่งพรวดออกมาจากกระจกน้ำแข็งบานหนึ่ง
กระบี่คาถากระดูกฝังหวงเฉวียน… ฟันขวาง!
"อาราม... หวงเฉวียน!"
เห็นได้ชัดว่าชิงอีเข้าใจผิด หุ่นมนุษย์ก็เป็นแบบนี้แหละ กลิ่นอายคล้ายคลึงกับคนเป็นเอามากๆ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าหวังอี้ยังเอาเสื้อคลุมเวทถุงโลหิตสวมทับไว้ด้วย
วินาทีนี้ บรรพจารย์ชิงอีประเมินตัวตนของหวังอี้ผิดพลาด ด้วยความเกรงกลัวต่อชื่อเสียงของวิชาศักดิ์สิทธิ์ที่อาจทำให้ถึงขั้นล้มละลาย เขาจึงกระตุ้นการทำงานของยันต์แผ่นหนึ่ง
ยันต์วิเศษระดับสี่·วายุราชันย์สะบั้น!
วิชาศักดิ์สิทธิ์บทนี้หวังอี้เคยเห็นมาก่อน แต่นี่เห็นได้ชัดว่าเป็นหนึ่งในไพ่ตายช่วยชีวิตที่บรรพชนตระกูลเฟิงทิ้งไว้ กระบี่กระดูกสีเหลืองขุ่นปะทะกับกระบี่ยักษ์ปราณวายุ
ทั้งสองฝ่ายสลายไปพร้อมกัน
หุ่นเชิดอาฆาตปฐพีหวงเฉวียนถูกคลื่นกระแทกพัดปลิว ส่วนจวนเจ้าเมืองก็พังทลายลงอย่างสมบูรณ์ ถึงขั้นยุบตัวลงไปหลายเมตร มองไม่ออกเลยว่าเคยเป็นสถานที่ที่เจริญรุ่งเรืองมาก่อน
เวลานั้นเอง
บรรพจารย์ชิงอีเพิ่งจะได้สติ ทันใดนั้นเส้นเลือดบนหน้าผากก็ปูดโปน ความรู้สึกถึงวิกฤตครั้งใหญ่เข้าปกคลุมเขา
ปราณกระบี่สีเลือดสายหนึ่งที่ราวกับจะตัดข้ามผ่านยุคอดีตและปัจจุบัน
ฟาดฟันลงมาตรงๆ
ไม่ว่าเขาจะหลบหลีกยังไง ก็ดูเหมือนจะไม่พ้น
นั่นคือหนึ่งในไพ่ตายของหวังอี้
วิชาศักดิ์สิทธิ์วิถีสังหารระดับสี่·กระบี่สังหารโลหิตเบิกใจ ขั้นความสำเร็จเล็กได้ถูกผลักดันมาจนถึงช่วงปลาย จะเรียกว่าระดับความสำเร็จเล็กก็ไม่เกินจริงไปนัก เป็นกระบี่ที่ผ่านการวางแผนมาอย่างแยบยล
สร้างความเสียหายอย่างราบคาบต่อทั้งจิตใจ ร่างกาย และจิตวิญญาณในเวลาเดียวกัน
"…บรรพชนช่วยด้วย!"
ชิงอีตะโกนลั่น ในช่วงความเป็นความตายต่อให้จะเสียดายแค่ไหน ก็ต้องยอมทิ้งการสะสมพลังวิชาศักดิ์สิทธิ์อย่างเด็ดขาด ยันต์สีเขียวแผ่นหนึ่งพุ่งออกมาจากกลางหว่างคิ้ว กลายเป็นระฆังยักษ์ขวางกั้นปราณกระบี่แทนเขา