- หน้าแรก
- เริ่มต้นจากรากวิญญาณขยะสู่ยอดเซียนวิถีมาร
- ฟรี บทที่ 360 การชำระล้างจากสระโลหิต
ฟรี บทที่ 360 การชำระล้างจากสระโลหิต
ฟรี บทที่ 360 การชำระล้างจากสระโลหิต
บทที่ 360 การชำระล้างจากสระโลหิต
ในส่วนของ [ช่องจัดวาง] หวังอี้ได้เว้นช่องว่าง 5, 6 และ 7 เอาไว้ชั่วคราว ทั้งวิชาโอสถมนุษย์และวิชาโอสถโลหิตล้วนเป็นวิชาสืบทอดวิถีโอสถระดับสาม
หากจะจัดวางจนบรรลุขั้นสมบูรณ์ ต้องใช้เวลาถึงสี่สิบปี
ทว่าหากคัดกรองเนื้อหาด้วยตัวเอง จำกัดความเร้นลับให้อยู่ในระดับสอง ก็จะใช้เวลาเพียงแค่สามปีเท่านั้น
หวังอี้ค่อนข้างให้ความสำคัญกับวิชาสืบทอดเหล่านี้อยู่พอสมควร
ถึงอย่างไรหากต้องการดึงประโยชน์จากมารฟ้าทั้งห้าตนมาใช้อย่างเต็มที่ วิชาเหล่านี้ก็เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ คงต้องค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไปล่ะนะ
อย่างมากก็ใช้เวลาสิบปี ก็สามารถยกระดับให้พอใช้งานได้แล้ว
ยิ่งไปกว่านั้น
ต่อให้มีฝีมือแค่ระดับหนึ่งหรือระดับสอง เขาก็ยังสามารถนำมาใช้งานได้อยู่ดี ในมือหวังอี้มีแก่นทองคำอยู่มากมายมหาศาล นับๆ ดูก็น่าจะเกือบร้อยเม็ดได้
ล้วนแต่เป็นวัตถุดิบหลักชั้นยอดทั้งสิ้น ไม่แน่ว่าวิธีเพิ่มพูนพลังเวท อาจจะต้องพึ่งพาวิชาโอสถมนุษย์ก็เป็นได้
ในวันเวลาต่อมา
วิชาหลอมโอสถมังกรเหมันต์ก็ถูกหวังอี้นำไปใส่ใน [ช่องจัดวาง] เช่นกัน ส่วนวิชาศักดิ์สิทธิ์สายต่อสู้นั้นขอพักไว้ก่อน ขอทุ่มเทให้กับการยกระดับทักษะฝีมือเป็นอันดับแรก
ครึ่งเดือนต่อมา
การประชุมสภาผู้อาวุโสแห่งยอดเขาโลหิตเยือกแข็ง ก็เปิดฉากขึ้นตามกำหนดการ!
เป้าหมายย่อมหนีไม่พ้นเรื่องการชำระล้างจากสระโลหิต ตามธรรมเนียมปฏิบัติ สถานที่จัดพิธีจะอยู่บริเวณสระโลหิตเก้าพันฉื่อหลังตำหนักมารโลหิต โดยจะดึงเอาพลังแก่นแท้แห่งวิถีโลหิตส่วนหนึ่งมาเป็นสารตั้งต้น
ผสานกับแก่นผลึกสัตว์อสูรโลหิตที่เหล่าผู้บำเพ็ญเพียรล่ามาได้ ก่อเกิดเป็นสระโลหิตขนาดเล็กใหญ่มากมาย ส่วนจะได้ผลประโยชน์มากน้อยเพียงใดนั้น ก็ขึ้นอยู่กับจำนวนแก่นผลึกที่แต่ละคนหามาได้
การเปิดการประชุมในครั้งนี้ แท้จริงแล้วก็เพื่อหารือเรื่องขีดจำกัดสูงสุดนั่นเอง
ในเมื่อนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่มีการเปิดดินแดนศักดิ์สิทธิ์เหวโลหิต สมาชิกฝ่ายตระกูลและฝ่ายอาจารย์-ศิษย์เหล่านี้ ย่อมมีแก่นผลึกสัตว์อสูรโลหิตสะสมอยู่ในมือไม่น้อย
มีทั้งของการทดสอบครั้งก่อน ครั้งก่อนนู้น ครั้งก่อนของก่อนนู้น...
สะสมหมักหมมกันมาเรื่อยๆ จำนวนแก่นผลึกที่มีจึงมหาศาลราวกับตัวเลขทางดาราศาสตร์ ดังนั้นการกำหนดขีดจำกัดสูงสุดของการชำระล้างจากสระโลหิตจึงเป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะคงเป็นไปไม่ได้ที่จะปล่อยให้สูบพลังจากสระโลหิตเก้าพันฉื่อไปจนหมดเกลี้ยง
นั่นมันของรักของหวงของบรรดาบรรพจารย์ในนิกายเชียวนะ แค่แบ่งเศษเนื้อเศษหนังมาให้ก็ถือว่าบุญโขแล้ว
ณ ตำหนักผู้อาวุโส ยอดเขาโลหิตเยือกแข็ง
เมื่อมานั่งอยู่ในโถงอำนาจสูงสุดของยอดเขาแห่งนี้ หวังอี้ก็ได้พบกับผู้อาวุโสใหญ่อีกครั้ง ครั้งนี้ทั้งเจ้าขุนเขาโลหิตเยือกแข็งและท่านมารเหมันต์สวรรค์ก็มาร่วมด้วย
รูปลักษณ์ของคนหลัง ค่อนข้างจะเหนือความคาดหมายของหวังอี้อยู่สักหน่อย
นี่คือตัวตนที่ผอมโซจนแทบจะเหลือแต่หนังหุ้มกระดูก ส่วนสูงปาเข้าไปกว่าสองเมตร ตอนที่เดินเข้ามานั้นดูราวกับภูตผีปีศาจที่เพิ่งคลานขึ้นมาจากขุมนรกเหยียนหลัว
ส่วนของร่างกายที่เผยให้เห็น ล้วนเต็มไปด้วยลวดลายมารสีน้ำเงิน
ดวงตาทั้งสองข้างราวกับผลึกน้ำแข็ง รูม่านตาเป็นจุดสีขาว เพียงแค่เผลอสบตา ก็ทำเอาขนลุกซู่ไปทั้งตัว ช่างน่าสะพรึงกลัวยิ่งนัก
ทันทีที่ท่านมารเหมันต์สวรรค์ก้าวเข้ามา สายตาก็จับจ้องมาที่เขาอย่างเป็นธรรมชาติ เมื่อเดินมาถึงข้างกายหวังอี้ เขาก็จงใจหยุดชะงัก
น้ำเสียงแหบพร่า ราวกับแฝงไปด้วยความหนาวเหน็บอันไร้ที่สิ้นสุด
คำพูดที่เอ่ยออกมา กลับแฝงความหมายให้ชวนขบคิด
“ผู้อาวุโสเจ็ด เจ้าทำได้ไม่เลว”
“ข้าคิดว่าการร่วมมือเรื่องโอสถกับตระกูลจี้ น่าจะเพิ่มจำนวนขึ้นได้อีกนะ มิเช่นนั้นจะแยกแยะความสูงต่ำของสี่ตระกูลใหญ่แห่งโลหิตเยือกแข็งได้อย่างไร เจ้าเห็นด้วยหรือไม่ล่ะ?”
คำพูดนี้ ฟังดูเหมือนเป็นการปรึกษาหารือ แต่แท้จริงแล้วกลับแฝงนัยยะบังคับกลายๆ
ในช่วงเวลาสำคัญของการประชุมในตำหนักผู้อาวุโสเช่นนี้ การที่หวังอี้จะเลือกโอนอ่อนผ่อนตาม แข็งกร้าวใส่ หรือกระทั่งไม่สนใจทั้งไม้อ่อนไม้แข็ง ล้วนมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะมันหมายถึงการพิสูจน์ว่าตำแหน่งผู้อาวุโสลำดับเจ็ดของเขานั้น เหมาะสมกับตัวเขาจริงๆ หรือไม่
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีเจ้าขุนเขาโลหิตเยือกแข็งนั่งหัวโด่อยู่ด้วย การจะตอบสนองอย่างไรย่อมต้องระมัดระวังให้จงหนัก
ความเผด็จการของผู้บำเพ็ญเพียรระดับวิญญาณแรกกำเนิด หวังอี้ไม่ได้เพิ่งเคยเจอเป็นครั้งแรก ตั้งแต่ผู้อาวุโสเสวียนเหยียนที่หลุมลึกอสนีบาตจุติในสมัยก่อน มาจนถึงท่านมารเหมันต์สวรรค์ในปัจจุบัน
คำพูดคำจาของคนพวกนี้ล้วนเด็ดขาด ไม่เปิดโอกาสให้ใครโต้แย้ง
วางมาดผู้มีอำนาจเสียเต็มประดา
ระหว่างที่ครุ่นคิด
หวังอี้ก็เอ่ยขึ้นอย่างรวดเร็ว
“ในเมื่อท่านมารเป็นคนเอ่ยปาก หวังอี้ย่อมยินดีที่จะกระชับความร่วมมือกับตระกูลจี้ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น เพียงแต่...”
พูดมาถึงครึ่งทาง หวังอี้ก็เปลี่ยนเรื่องดื้อๆ
“เพียงแต่ในมือข้าตอนนี้ยังมีคำไหว้วานจากท่านผู้อาวุโสมังกรคลื่นเนตรโลหิตอยู่ คาดว่าคงต้องใช้เวลาจัดการสักสิบกว่าปีก่อน ถึงจะรับงานหลอมโอสถเพิ่มได้อีก”
การแสดงจุดยืนพร้อมกับยกเอาผู้สนับสนุนเบื้องหลังออกมาอ้าง ถือเป็นกลยุทธ์การเจรจาต่อรองที่เขาถนัด
ต่อให้อีกฝ่ายจะไม่พอใจก็พูดอะไรไม่ออก จะให้ผู้ทรงอิทธิพลระดับนั้นไปต่อแถวรออยู่ข้างหลังท่านหรือไง? เรื่องมาก่อนมาหลังยังไงก็ต้องว่ากันตามเนื้อผ้า
เมื่อเห็นท่านมารเหมันต์สวรรค์หน้าแตก เจ้าขุนเขาโลหิตเยือกแข็งก็รู้สึกอารมณ์ดีขึ้นเป็นกอง ในเมื่อหวังอี้ไม่ยอมเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เขาก็ยิ่งไม่ต้องรีบร้อน
“เทียนซวง เริ่มการประชุมกันก่อนเถอะ เรื่องส่วนตัวค่อยเอาไว้คุยกันทีหลัง”
“หึ!”
โต๊ะประชุมเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ผู้บำเพ็ญเพียรระดับวิญญาณแรกกำเนิดทั้งสองคนนั่งหัวโต๊ะคนละฝั่ง ส่วนหวังอี้และผู้อาวุโสอีกสิบเอ็ดคนนั่งขนาบข้าง เขาทำตัวกลมกลืนไปกับกลุ่มผู้อาวุโสตระกูลจั่วชิว โดยไม่ได้สนใจสายตาของคนอื่นๆ
ผู้อาวุโสใหญ่เป็นคนเปิดประเด็น
“เรื่องการชำระล้างจากสระโลหิต ทางตำหนักมารโลหิตได้กำหนดไว้เป็นอีกเจ็ดวันข้างหน้า ตามลำดับการจัดอันดับของเก้ายอดเขา ขีดจำกัดสูงสุดของยอดเขาโลหิตเยือกแข็งจะอยู่ต่ำกว่ายอดเขาโลหิตปรโลกและยอดเขาศพสวรรค์เท่านั้น
“ทางฝั่งโลหิตปรโลกกำหนดไว้ที่หนึ่งหมื่นแก่นผลึกสัตว์อสูรโลหิตต่อคน โดยไม่จำกัดระดับขั้น
“ยอดเขาศพสวรรค์กำหนดไว้ที่เก้าพันแก่นผลึกต่อคน”
“ไล่เรียงลงมาเรื่อยๆ จนถึงยอดเขาเทพอสูร ก็จะเหลือจำนวนเพียงสองพันแก่นผลึกเท่านั้น พวกเราจะเพิ่มขึ้นสักหน่อย หรือว่าจะลดลงอีกสักนิดดีล่ะ”
การประชุมครั้งนี้ดูเผินๆ เหมือนไม่มีความจำเป็นต้องจัดขึ้นเลยสักนิด
ทว่าอันดับที่สามของยอดเขาโลหิตเยือกแข็งนั้น กลับส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อยอดเขาอื่นๆ ที่อยู่ถัดลงไป หากกำหนดไว้สูง ผลประโยชน์ที่ยอดเขาอื่นๆ จะได้รับก็จะยิ่งมากขึ้นตามไปด้วย
หากกำหนดไว้ต่ำ ผลกระทบก็จะยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้นเมื่อไล่เรียงอันดับลงไป
นี่จึงถือเป็นการแลกเปลี่ยนและต่อรองผลประโยชน์อย่างแท้จริง
ดังนั้น
หวังอี้จึงได้เห็นผู้อาวุโสทั้งสิบเอ็ดคนต่างทำหน้าที่ของตนเอง พวกเขาเริ่มใช้หยกสื่อสารติดต่อกับยอดเขากระบี่มารที่อยู่ในอันดับสี่ และเปิดฉากการปะทะคารมกันอย่างดุเดือด
ทุกๆ การเพิ่มขีดจำกัดสูงสุดขึ้นหนึ่งร้อยเม็ด จะต้องขูดรีดผลประโยชน์จากยอดเขากระบี่มารมาให้ได้ ซึ่งนี่มันตรงกับภาพจำที่เขามีต่อนิกายมารแบบเป๊ะๆ เลยล่ะ
เขาเพิ่งจะมาใหม่ คนจากยอดเขาอื่นที่รู้จักก็มีไม่มาก
พวกที่อยู่ในระดับสูงยิ่งไม่ต้องพูดถึง ไม่มีเลยสักคน
เขานั่งเบื่อๆ อยู่เป็นชั่วโมง รอจนผู้อาวุโสคนอื่นๆ ตกลงกันเสร็จสรรพ พวกเขาก็เริ่มหยิบหยกสื่อสารขึ้นมาปะทะคารมกับยอดเขากู่พิษที่อยู่อันดับห้าต่อ
ดูจากทรงแล้ว คงกะจะขูดรีดยอดเขาที่เหลือให้เรียบเลยสินะ
แต่ทว่า
ผลกระทบประเภทนี้ คนที่อยู่ในอันดับก่อนหน้าย่อมมีอำนาจต่อรองมากที่สุด ยิ่งไล่เรียงอันดับลงไป ยอดเขาโลหิตเยือกแข็งก็จะยิ่งกอบโกยผลประโยชน์ได้น้อยลง
ก็แหม ตรงกลางยังมีตั้งหลายยอดเขาคั่นอยู่นี่นา
ย่อมต้องมีคนที่ไม่พอใจ และอยากจะผลักภาระความสูญเสียไปให้กับยอดเขาที่อยู่ถัดไป สภาผู้อาวุโสของแต่ละยอดเขาเองก็ไม่ใช่คนโง่ ดังนั้นผลประโยชน์ที่พวกเขาจะรีดไถมาจากยอดเขากระบี่มารได้ จึงมีมากที่สุด!
ส่วนคนที่โชคร้ายที่สุด และสูญเสียหนักหน่วงที่สุด
ก็หนีไม่พ้นยอดเขาเทพอสูรนั่นเอง
มิน่าล่ะยิ่งพัฒนาก็ยิ่งอ่อนแอลง นี่เป็นเพียงแค่วิธีการขูดรีดวิธีหนึ่งที่หวังอี้ได้เห็นเท่านั้นนะ ยังมีอีกตั้งหลายวิธีที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อน
แถมปีนี้เซี่ยเสียอันยังไปสร้างศัตรูไว้ทั่วอีก
เกรงว่าคงต้องยอมเฉือนเนื้อตัวเองจนกระอักเลือด ถึงจะรักษาระดับคุณภาพของการชำระล้างจากสระโลหิตเอาไว้ได้ แน่นอนว่า... ยอดเขาเทพอสูรก็อาจจะเลือกใช้วิธีตาต่อตาฟันต่อฟัน ยอมหักไม่ยอมงอก็ได้เหมือนกัน ก็ขึ้นอยู่กับว่าจะกะเกณฑ์ระดับความรุนแรงไว้แค่ไหนล่ะนะ
คนอื่นๆ มัวแต่ยุ่งกับการสาดน้ำลายใส่กัน ส่วนหวังอี้ก็นั่งเอนหลังพิงพนักเก้าอี้อย่างเบื่อหน่าย นานๆ ทีผู้อาวุโสตระกูลจั่วชิวถึงจะหันมาคุยกับเขาสักสองสามประโยค เพื่อสอบถามความคิดเห็น
แล้วหวังอี้จะทำอะไรได้ล่ะ?
ก็เออออห่อหมกไปตามน้ำนั่นแหละ จบเรื่อง!
ผลาญเวลาไปหนึ่งวันหนึ่งคืนเต็มๆ กว่าจะตกลง "เครื่องบรรณาการ" จากยอดเขาต่างๆ ได้จนเกือบครบ ถัดจากนั้นผู้อาวุโสใหญ่ถึงได้หันไปกล่าวกับเจ้าขุนเขาและท่านมารเหมันต์สวรรค์ว่า
“ยอดเขาของเรากำหนดขีดจำกัดสูงสุดไว้ที่ แปดพันเก้าร้อยเก้าสิบเก้า”
“ทั้งสองท่านมีความเห็นเช่นไรขอรับ?”
“ตกลง”
เห็นได้ชัดว่าของที่ได้มาจากยอดเขากระบี่มารนั้น คุ้มค่ากับราคานี้
การประชุมสิ้นสุดลง
หวังอี้เอ่ยลาทุกคนแล้วก็เผ่นแน่บ การประชุมแบบนี้ช่างไร้สาระสิ้นดี ได้มาเปิดหูเปิดตาแค่ครั้งเดียวก็เกินพอแล้ว
พริบตาเดียว วันแห่งการชำระล้างจากสระโลหิตก็มาถึงตามกำหนดนัดหมาย
ณ ด้านหลังตำหนักมารโลหิต
สระโลหิตเก้าพันฉื่อทิ้งตัวลงมาจากเบื้องบน ก่อเกิดเป็นทะเลสาบโลหิตอันบริสุทธิ์บนพื้นดิน นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้เข้ามาสังเกตการณ์ [รูปแบบเก้าตำหนักมารดาราเหินเวหา] ในระยะประชิดเช่นนี้
รูปแบบนี้ทำหน้าที่ดึงดูดพลังดารามารจากดวงดาวบนท้องฟ้าให้ร่วงหล่นลงมา
ก่อตัวเป็นทรงกลมคล้ายอุกกาบาต แม้จะมีขนาดเท่าไข่ไก่ แต่พลังปราณมารอันบริสุทธิ์ที่อัดแน่นอยู่ภายในกลับน่าสะพรึงกลัวยิ่งนัก นี่แหละคือทรัพยากรบ่มเพาะที่ขาดไม่ได้สำหรับผู้บำเพ็ญเพียรระดับวิญญาณแรกกำเนิดสายมาร
นอกจากตอนที่กำลังจะทะลวงสู่ระดับวิญญาณแรกกำเนิด ผู้บำเพ็ญเพียรสายมารจำเป็นต้องใช้ปราณมารที่เป็นต้นกำเนิดของเคล็ดวิชา ผสมผสานเข้ากับพลังเวท เพื่อก่อกำเนิดสิ่งที่เหนือชั้นและมีคุณภาพสูงกว่าอย่าง… [พลังมาร]!
ส่วนการเพิ่มพูนพลังมารนั้น ไม่ได้จำกัดว่าต้องเป็นปราณมารชนิดใดชนิดหนึ่ง
พลังงานอย่างปราณมาร เกิดจากการที่พลังของมารโบราณแผ่ขยายออกไปกลืนกินและหลอมรวมเข้ากับปราณวิญญาณแห่งฟ้าดิน เนื่องจากสถานที่ผนึกมารโบราณกระจายอยู่ทั่วทุกหนทุกแห่ง
ดังนั้นในอากาศจึงมีปราณมารเจือปนอยู่เบาบาง เพียงแต่มันเบาบางเกินไป ยากที่จะตอบสนองความต้องการในการบ่มเพาะประจำวันของผู้บำเพ็ญเพียรระดับวิญญาณแรกกำเนิดสายมารได้
ด้วยเหตุนี้ ส่วนใหญ่จึงมักจะสร้าง [ค่ายกลพลังมารฟ้าดิน] ไว้ในถ้ำบำเพ็ญเพียร!
แก่นดาราที่ก่อตัวขึ้นจากการควบแน่นของพลังดารามารเหล่านี้
ถือเป็นหนึ่งในทรัพยากรพื้นฐานของผู้บำเพ็ญเพียรระดับวิญญาณแรกกำเนิดสายมาร มูลค่าของมันเทียบเท่ากับหินวิญญาณระดับสุดยอดเลยทีเดียว
ส่วนสารตั้งต้นที่ใช้ในการชำระล้างจากสระโลหิต แท้จริงแล้วก็คือการเผาผลาญแก่นดาราเพื่อกระตุ้นพลังวิถีโลหิตที่ซ่อนเร้นอยู่ในแก่นผลึกสัตว์อสูรโลหิต จนก่อเกิดเป็นวาสนาแห่งการชำระล้างในท้ายที่สุด
มีเพียงผู้บำเพ็ญเพียรระดับแก่นทองคำเท่านั้นที่จะสามารถทนรับพลังนี้ได้ หากอ่อนแอกว่านี้ก็มีความเสี่ยงที่จะถูกปราณมารเข้าแทรกซึมจนสูญเสียสติสัมปชัญญะได้
เมื่อผู้คนจากทั้งเก้ายอดเขามารวมตัวกันจนครบ
จำนวนคนทั้งหมดมีเพียงสามร้อยกว่าคนเท่านั้น เซี่ยเสียอัน, จัวโส่วอวิ๋น, ติงหมิง, เหยียนหลิง, เว่ยฮ่าว... และคนอื่นๆ ล้วนมากันพร้อมหน้า พวกเขายืนรวมกลุ่มกันอย่างล้นหลามอยู่เบื้องล่างน้ำตก
คนที่สนิทสนมคุ้นเคยกัน ก็มักจะจับกลุ่มพูดคุยกันตามธรรมชาติ
หวังอี้สบตากับจัวโส่วอวิ๋นจากระยะไกล
ไม่มีบรรยากาศตึงเครียดหรือท่าทีเป็นศัตรูกันเลย อีกฝ่ายถึงกับพยักหน้าและส่งยิ้มเป็นมิตรมาให้ด้วยซ้ำ ซึ่งเรื่องนี้ทำให้หวังอี้รู้สึกฉงนใจอยู่ไม่น้อย
ฝูเซียวช่วยจัวโส่วอวิ๋นไว้ตั้งมากมายขนาดนั้น เขาจะไม่ช่วยฝูเซียวมาหาเรื่องตนเลยหรือ? คิดยังไงก็เป็นไปไม่ได้
งั้นแปลว่าสถานะผู้อาวุโสลำดับเจ็ดของเขา เริ่มแผลงฤทธิ์แล้วงั้นสินะ?
คิดไปคิดมา
แต่เพราะข้อมูลที่มีอยู่น้อยเกินไป ก็เลยเดาอะไรไม่ค่อยออก
ทว่า
หลังจากการชำระล้างจากสระโลหิตเสร็จสิ้น จัวโส่วอวิ๋นจะต้องเดินทางกลับไปยังตระกูลจัวแห่งกุ่ยฟางอย่างแน่นอน ไม่รู้ว่าจัวโส่วชิ่งกับจัวหยวนเซิ่นกำลังวางแผนอะไรกันอยู่ แต่เขาต้องกลับไปเพื่อสะสางเรื่องนี้ให้จบสิ้นเสียที
ตามประกาศิตของบรรพชนตระกูลจัว
ทั้งสองฝ่ายต้องมีใครคนใดคนหนึ่งตายตกไป เรื่องนี้ถึงจะยุติลงได้ ข้อเท็จจริงนี้ไม่มีใครหลีกเลี่ยงได้
เขาดึงสายตากลับมา
ผู้คนกว่าสามร้อยคนยืนรออยู่เกือบครึ่งชั่วยาม ถึงได้มีคนเดินลงมาจากตำหนักมารโลหิต คนผู้นั้นสวมชุดเกราะเต็มยศสีแดงทอง ปกปิดมิดชิดแม้กระทั่งศีรษะ
ผ้าคลุมสีเลือดปลิวไสวอยู่เบื้องหลัง
แผ่กลิ่นอายกดดันน่าสะพรึงกลัวในระดับวิญญาณแรกกำเนิดขั้นปลายออกมา ทำเอาสีหน้าของผู้คนที่อยู่ตรงนั้นเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด หลายคนถึงกับทรุดเข่าลงกับพื้นทันที
ช่างน่าขายหน้าเสียนี่กระไร โชคดีที่แรงกดดันนั้นถูกปลดปล่อยและหดกลับอย่างรวดเร็ว
มันกินเวลาเพียงแค่ชั่วพริบตาเดียว แต่ผลลัพธ์นั้นเกินคาด ทุกคนเงียบกริบลงทันตา และเอาแต่จ้องมองร่างอันทรงพลังนั้นเป็นตาเดียว
“ข้าคือผู้บัญชาการใหญ่แห่งหน่วยองครักษ์เทพโลหิต”
“ตอนนี้... พวกเจ้าจงเข้าแถวตามลำดับของเก้ายอดเขา ห้ามไปปะปนกับคนจากยอดเขาอื่นเด็ดขาด”
ผลของการข่มขวัญช่างยอดเยี่ยมยิ่งนัก ทั้งสามร้อยกว่าคนต่างก็กลายเป็นเด็กดีว่านอนสอนง่ายไปในพริบตา
หน่วยองครักษ์เทพโลหิตคือกองกำลังชั้นยอดที่อยู่ในกำมือของตำหนักมารโลหิต หรือพูดให้ถูกก็คือ เป็นกองทัพภายใต้การบังคับบัญชาของท่านประมุขนิกาย และถือเป็นกองกำลังที่แข็งแกร่งที่สุดของนิกายโลหิตวิญญาณผกผัน
เคยสร้างผลงานชิ้นโบแดงในสงครามระหว่างฝ่ายธรรมะและฝ่ายมารมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน
ไม่มีใครรู้จำนวนที่แน่ชัด
แต่มีข่าวลือว่าพวกเขาสามารถบดขยี้เก้ายอดเขาแห่งใดแห่งหนึ่งได้อย่างง่ายดาย ถือเป็นไพ่ตายสำคัญในการรักษาอำนาจของท่านประมุขนิกาย และเป็นดาบที่คมกริบที่สุดในมือของเขา
โดยปกติแล้วพวกเขาจะออกโรงก็ต่อเมื่อต้องเผชิญกับสงครามครั้งสำคัญ หรือในยามที่นิกายตกอยู่ในสถานการณ์ความเป็นความตายเท่านั้น ส่วนเวลาปกติจะเก็บตัวบ่มเพาะอยู่ภายในดินแดนลี้ลับของตำหนักมารโลหิต นานๆ ทีถึงจะออกมาสักครั้ง
แต่ข้อมูลพวกนี้ ในตอนนี้ยังไม่ค่อยสลักสำคัญอะไรนัก
เมื่อทุกคนจัดแถวเรียบร้อยแล้ว ผู้บัญชาการใหญ่แห่งหน่วยองครักษ์เทพโลหิตก็สะบัดมือเพียงครั้งเดียว สระโลหิตเปล่าๆ ก็ปรากฏขึ้นมาทั้งบนฟ้าและบนดิน โดยแบ่งออกเป็นเก้าทิศทาง
สระของแต่ละยอดเขาจะแยกออกจากกัน และมีขนาดใหญ่เล็กแตกต่างกันไป
เบื้องหน้าหวังอี้ก็มีสระเปล่าๆ ปรากฏขึ้นมาหนึ่งสระ นี่คือสระที่เตรียมไว้สำหรับให้เขาใช้ชำระล้าง
“ตอนนี้ โยนแก่นผลึกสัตว์อสูรโลหิตที่พวกเจ้าเตรียมไว้ลงไปได้แล้ว”
แก่นผลึกที่เขาสะสมมาจากในเหวโลหิตนั้น มีจำนวนนับหมื่นๆ เม็ดเลยทีเดียว
ในเมื่อมีการกำหนดขีดจำกัดสูงสุดไว้แล้ว เขาก็ทำได้เพียงเลือกเอาเฉพาะเม็ดที่มีระดับสูงๆ ออกมาให้มากที่สุด เช่น... แก่นผลึกของราชันย์แมงป่องโลหิตระดับสี่ และแก่นผลึกระดับสามขั้นสูงสุดอีกเป็นจำนวนมาก
แม้แต่หวังอี้เอง ก็ยังเติมจำนวนแปดพันเก้าร้อยเก้าสิบเก้าเม็ดนี้ให้เต็มด้วยแก่นผลึกระดับสูงทั้งหมดไม่ได้ ส่วนที่ขาดหายไปก็ต้องเอาแก่นผลึกระดับสามธรรมดาๆ มาโปะแทน
แต่ถึงจะเป็นอย่างนั้น ของเขาก็ยังไม่ได้ดูเว่อร์วังอลังการที่สุดหรอก
พวกคนจากตำหนักโลหิตแห่งยอดเขาโลหิตปรโลก แทบจะทุกคนล้วนมีแก่นผลึกสัตว์อสูรโลหิตระดับสี่อยู่ในมือกันทั้งนั้น ตัวหัวหน้ากลุ่มถึงกับควักออกมาตั้งสามเม็ด ดึงดูดสายตาทุกคู่ให้หันไปมองเป็นตาเดียว
“ไอ้พวกเศรษฐีหน้าเลือด!”
เขาลอบด่าในใจ เขามั่นใจเลยว่าของพวกนี้ต้องมาจากตระกูลที่คอยหนุนหลังพวกนั้นอยู่แน่ๆ การมีผู้หนุนหลังดีมันก็ทำอะไรได้ตามใจชอบแบบนี้แหละนะ โชคดีที่ของเขาเองก็ไม่ได้น้อยหน้าใครเหมือนกัน
รอจนทุกคนโยนแก่นผลึกสัตว์อสูรลงไปจนเสร็จสรรพ
ผู้บัญชาการใหญ่แห่งหน่วยองครักษ์เทพโลหิตก็ดึงเอาแก่นดารามารออกมาจากทะเลสาบโลหิต กระแสพลังที่ดูราวกับสายธารแห่งดวงดาวหลั่งไหลลงสู่สระโลหิตแต่ละสระ
พลังวิถีโลหิตพุ่งพรวดขึ้นอย่างบ้าคลั่ง พริบตาเดียวก็เติมเต็มสระโลหิตจนปริ่ม
“ลงไป!”
วินาทีที่กระโจนลงสู่สระโลหิต หวังอี้ก็สัมผัสได้ถึงพลังอันป่าเถื่อนดุดันที่หลั่งไหลเข้าสู่ร่างกาย คัมภีร์มารศักดิ์สิทธิ์วิญญาณน้ำแข็งและวิชามังกรอสูรหยินมรณะ โคจรเองโดยธรรมชาติอย่างบ้าคลั่ง
พลังที่แฝงอยู่ในการชำระล้างจากสระโลหิต ชะล้างร่างกายของเขาอย่างต่อเนื่อง ทำให้ความแข็งแกร่งของเลือดเนื้อ กระดูก และเส้นลมปราณ ล้วนได้รับการยกระดับขึ้น
ที่น่าอัศจรรย์ยิ่งกว่าก็คือพลังแห่งชีวิตขุมนั้น
มันสามารถซ่อมแซมบาดแผลที่ซ่อนเร้นอยู่ภายในร่างกายของผู้บำเพ็ญเพียร บำรุงแก่นแท้แห่งชีวิต และฟื้นฟูอายุขัยที่สูญเสียไปอย่างผิดปกติกลับคืนมา สิ่งนี้ทำให้หวังอี้อดนึกถึงความลึกล้ำของวิชาโอสถโลหิตไม่ได้
แม้มันจะเป็นการใช้พลังวิถีโลหิตเหมือนกัน
แต่การชำระล้างจากสระโลหิตนี้เห็นได้ชัดว่าเหนือชั้นกว่ามาก มันแทรกซึมลึกเข้าไปถึงทุกอณูขุมขนในร่างกาย ช่วยอุดรอยรั่วและซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอให้กับผู้ที่เข้ารับการชำระล้าง
หรือกระทั่งเสริมสร้างศักยภาพของร่างกายให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้นไปอีก ดันขีดจำกัดความแข็งแกร่งของร่างกายระดับสามขั้นสูงสุดของหวังอี้ ให้ทะยานสูงขึ้นไปอีกขั้น นี่แหละคือการยกระดับรากฐานอย่างแท้จริง
ถือเป็นวาสนาครั้งใหญ่ที่หาได้ยากยิ่ง!
อาจจะเทียบไม่ได้กับการชำระล้างจากชีพจรมังกร แต่ก็ไม่ได้ด้อยไปกว่ากันสักเท่าไหร่เลย
นอกจากนี้
พลังเวทก็ยังได้รับประโยชน์อย่างมหาศาล ระดับบ่มเพาะพุ่งพรวดอย่างรวดเร็ว ทุกวินาทีที่ผ่านไปมีพลังเวทถือกำเนิดขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง ช่วยยกระดับการบ่มเพาะของเขาให้สูงขึ้น
จิตใจดำดิ่งลงไปอย่างสมบูรณ์ จนลืมเลือนวันเวลาที่ล่วงเลยไปเสียสนิท
พริบตาเดียวก็ผ่านไปแล้วหนึ่งเดือน
ทันทีที่ตื่นขึ้นมาจากการชำระล้างจากสระโลหิต สิ่งแรกที่หวังอี้สัมผัสได้คือพลังเวทที่เพิ่มขึ้นมาเกือบแปดร้อยเกลียว ซึ่งเทียบเท่ากับการบ่มเพาะอย่างยากลำบากมาหลายสิบปีเลยทีเดียว
ขีดจำกัดความแข็งแกร่งของร่างกายก็เพิ่มขึ้นมาอีกสามส่วน
หมายความว่าเขายังสามารถยกระดับร่างกายต่อไปได้อีก โดยไม่จำเป็นต้องทะลวงสู่การบำเพ็ญเพียรกายาระดับสี่ก่อน
นี่ถือเป็นเรื่องน่ายินดียิ่งนัก
ความแข็งแกร่งของเส้นลมปราณ พลังชีวิตที่เพิ่มพูน... รายละเอียดปลีกย่อยเหล่านี้ ดูจะจืดชืดไปเลยเมื่อเทียบกับสิ่งที่ได้รับมา
“สมคำร่ำลือว่าเป็นสุดยอดวาสนาจริงๆ!”
หลังจากขึ้นมาจากสระโลหิต
หวังอี้ก็พบว่าคนส่วนใหญ่ได้สติและทยอยกันกลับไปหมดแล้ว เหลือเพียงพวกจากตำหนักโลหิตเท่านั้นที่ยังคงแช่ตัวรับการชำระล้างอยู่ เห็นได้ชัดว่าพลังงานในสระโลหิตของพวกเขายังไม่หมด
เขาไม่ได้รั้งอยู่ต่อ แต่เลือกที่จะมุ่งหน้ากลับไปยังถ้ำบำเพ็ญเพียรของตนเองทันที
เขายังมีเรื่องต้องทำอีกตั้งเยอะแยะ