- หน้าแรก
- เริ่มต้นจากรากวิญญาณขยะสู่ยอดเซียนวิถีมาร
- ฟรี บทที่ 285 ศิษย์สายตรงเหยียนหลิง แก่นทองคำขั้นที่ 3!
ฟรี บทที่ 285 ศิษย์สายตรงเหยียนหลิง แก่นทองคำขั้นที่ 3!
ฟรี บทที่ 285 ศิษย์สายตรงเหยียนหลิง แก่นทองคำขั้นที่ 3!
บทที่ 285 ศิษย์สายตรงเหยียนหลิง แก่นทองคำขั้นที่ 3!
ในเมื่อมีเพียงเขาคนเดียวที่ล่วงรู้ความลับนี้
"กุญแจ" ก็อยู่ในมือเขาแล้ว จึงไม่จำเป็นต้องรีบร้อนจริงๆ
เมื่อกลับมาถึงยอดเขาโลหิตเยือกแข็ง บริเวณที่เขาเลือกเป็นที่ตั้งถ้ำบำเพ็ญเพียร กำลังมีผู้บำเพ็ญเพียรระดับสร้างรากฐานและระดับหลอมปราณบินว่อนไปมาอย่างขะมักเขม้น
เสามังกรพันทะยานฟ้าสีแดงชาดประดับทอง กระเบื้องหลิวหลีโปร่งแสงใสกระจ่าง ใช้ไม้กระดูกวิญญาณเป็นวัสดุก่อสร้าง สิ่งปลูกสร้างอันยิ่งใหญ่อลังการถูกเนรมิตขึ้นอย่างรวดเร็ว
จะเรียกว่าลานเรือนก็ดูจะด้อยค่าไปหน่อย มันดูเหมือนตำหนักใหญ่หนึ่งหลังและตำหนักเล็กอีกหลายหลังเสียมากกว่า กระทั่งสวนดอกไม้ ระเบียงทางเดิน และศาลาชมวิว ก็ถูกสร้างเตรียมไว้ให้เขาเสร็จสรรพ
ทั้งห้องหลอมโอสถ ห้องหลอมศัสตรา... รวมถึงสิ่งปลูกสร้างใช้งานประเภทอื่นๆ ก็มีครบครัน กินพื้นที่กว้างขวางกว่าที่เขากำหนดไว้ในตอนแรกมาก นี่คงเป็นสวัสดิการแฝงของตำแหน่งผู้ท้าชิงผู้อาวุโสกระมัง?
เพียงแต่ไปลำบากเพื่อนบ้านของเขาเข้าน่ะสิ ถ้ำของเสวี่ยอิ๋งที่อยู่ใกล้กันอยู่แล้ว กลับถูกคนพวกนี้ขยับขยายกินพื้นที่เข้ามาอีก ทำให้เหลือระยะห่างเพียงแค่ร้อยเมตรเท่านั้น
เพื่อนบ้านเรือนเคียงของแท้เลยทีเดียว!
เสวี่ยอิ๋งกำลังยืนอยู่บนยอดหอคิมหันต์ที่ถูกสร้างขึ้นชั่วคราวด้วยพลังเวท มองดูคนพวกนี้เร่งมือต่อเติมด้วยความงุนงง ดูเหมือนนางเองก็ไม่เข้าใจสถานการณ์เช่นกัน
เมื่อหวังอี้เห็นดังนั้น ก็อดรู้สึกกระอักกระอ่วนไม่ได้
ร่างของเขาร่อนลงข้างๆ เสวี่ยอิ๋ง
"ขออภัยด้วย สหายเต๋าเสวี่ยอิ๋ง คนพวกนี้จัดการกันเองตามอำเภอใจ ข้าน้อย..."
"ไม่จำเป็นต้องขออภัยหรอก"
เมื่อเสวี่ยอิ๋งเห็นว่าเป็นเขา ก็ส่ายหน้าปฏิเสธพลางเอ่ยถามด้วยความอยากรู้อยากเห็นว่า "สหายเต๋าหวังอี้ดำรงตำแหน่งใดบนยอดเขาหรือ ถึงทำให้พวกเขาประจบประแจงท่านถึงเพียงนี้ เมื่อหลายวันก่อนข้าไปคุยเรื่องนี้มา นึกไม่ถึงเลยว่าพวกเขาจะมาช่วยสหายเต๋าก่อน"
พอพูดแบบนี้ หวังอี้ก็ยิ่งกระอักกระอ่วนเข้าไปใหญ่
"ข้าน้อยอาจจะจองไว้ล่วงหน้าก่อนก็เป็นได้"
"ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้เอง ข้าคงเอาใจคนพาลไปวัดใจวิญญูชนเสียแล้ว"
"มิกล้าๆ"
ทั้งสองคนคุยโต้ตอบกันไปมาตามมารยาท ขณะที่หวังอี้กำลังจะพูดอะไรต่อ ก็มีสายลมหอบเอาความเหน็บหนาวพร้อมกลิ่นหอมหวนพัดผ่านมา และยังมีเสียงกระดิ่งดังกังวานแว่วเข้าหู
ปรากฏสตรีผู้หนึ่งเกล้าผมทรงหลิงซวี่ สวมเสื้อคลุมยาวสีน้ำเงินเข้มปักลายหิมะ ปกปิดเรือนร่างอันเย้ายวนไว้จนมิดชิด
บนบ่าทั้งสองพาดด้วยผ้าพันคอขนพังพอนสีขาว สวมทับด้วยเสื้อคลุมขนสัตว์เนื้อละเอียดสีขาว ห่อหุ้มร่างกายอย่างมิดชิด ค่อยๆ ร่อนลงมาจากกลางอากาศ
นางมีดวงตาสีฟ้าน้ำแข็ง ใบหน้าที่ไร้เครื่องสำอางนั้นขาวเนียนเรียบลื่น ริมฝีปากเล็กจิ๋วได้รูปประดับด้วยรอยยิ้มอันงดงาม พยักหน้าทักทายเขา
"ผู้อาวุโสหวังอี้ น้องเสวี่ยอิ๋ง นึกไม่ถึงเลยว่าพวกท่านทั้งสองจะได้มาเป็นเพื่อนบ้านกัน ไม่เสียเที่ยวจริงๆ ที่ข้ามาที่นี่"
ขณะที่หวังอี้ยังคงงุนงง
เสวี่ยอิ๋งกลับเผยสีหน้าประหลาดใจแกมยินดี
"พี่เหยียนหลิง ท่านมาหาข้ามีธุระอะไรหรือ?"
เหยียนหลิง?
ทว่าสิ่งที่ผุดขึ้นมาในหัวของหวังอี้ กลับเป็นเรือนร่างอรชรอ้อนแอ้นที่เขาเคยเห็นที่ภูเขาแมงมุมในปีนั้น ตอนนั้นไม่อาจเห็นโฉมหน้าที่แท้จริงได้ แต่เขาก็พอจะเดาสถานะของนางได้แล้ว
พูดไปแล้ว เหยียนหลิงอายุน้อยกว่าเสวี่ยอิ๋งตั้งสิบกว่าปี แต่กลับถูกเรียกว่าพี่สาว
ในหมู่ผู้บำเพ็ญเพียร ผู้ที่บรรลุธรรมก่อนคือผู้อาวุโส ใครเก่งกว่าคนนั้นก็คือผู้อาวุโส การเรียกขานเช่นนี้ถือเป็นเรื่องปกติ
ส่วนเสวี่ยอิ๋งนั้น มีพรสวรรค์รากวิญญาณน้ำแข็งสวรรค์ ซึ่งไม่ได้ด้อยไปกว่ารากวิญญาณวารีสวรรค์ของเหยียนหลิงเลย ซ้ำยังเหมาะสมกับการสืบทอดของยอดเขาโลหิตเยือกแข็งยิ่งกว่าเสียอีก
ทว่านางกลับไม่ได้เป็นศิษย์สายตรง จึงเป็นเพียงผู้อาวุโสสายในธรรมดาคนหนึ่งเท่านั้น
เมื่อนึกถึงบรรพบุรุษของนางคือเจินเหรินเฟยเสวี่ย และภาพที่เขาเห็นเพียงแวบเดียวในตอนนั้น บนตัวสตรีผู้นี้มีความลับซุกซ่อนอยู่มากมายเหลือเกิน
ยามนี้ย่อมไม่ใช่เวลาที่จะมาสืบเสาะค้นหา
หวังอี้จึงหันไปถามเหยียนหลิงบ้างว่า "ไม่ทราบว่าศิษย์สายตรงเหยียนหลิงมาหาข้าน้อยมีธุระอันใดหรือ"
"ข้าได้ยินมาว่าผู้อาวุโสหวังอี้เพิ่งจะกลับมาถึงยอดเขาโลหิตเยือกแข็งเมื่อวาน และได้รับการเลื่อนขั้นเป็น [ผู้ท้าชิงสิบสองผู้อาวุโส] แล้วใช่หรือไม่?"
"ถูกต้อง"
พอพูดจบ
หวังอี้ก็สัมผัสได้ถึงสายตาดุดันคู่หนึ่งจ้องเขม็งมาที่เขา ซึ่งก็คือเสวี่ยอิ๋งนั่นเอง!
เห็นได้ชัดว่านางนึกถึงเรื่องที่เขาบอกว่าจองล่วงหน้าเมื่อครู่นี้ขึ้นมาได้
พอลองคิดดูดีๆ หวังอี้เพิ่งจะกลับนิกายเมื่อวาน จะไปมีการจองล่วงหน้าได้อย่างไร มันก็แค่ข้ออ้างที่ใช้รับหน้านางเท่านั้นแหละ
เหยียนหลิงกล่าวต่อ "ผู้อาวุโสหวังอี้เป็นอัจฉริยะเหนือคน เพิ่งจะได้เป็นผู้อาวุโสยอดเขาโลหิตเยือกแข็ง ก็ได้รับตำแหน่งนี้แล้ว ในภายภาคหน้าการจะได้เป็นสิบสองผู้อาวุโสก็คงเป็นเรื่องของเวลาเท่านั้น"
"ไม่ถึงขนาดนั้นหรอกขอรับ ข้าน้อยเพิ่งจะก่อเกิดแก่นทองคำ จะไปเทียบกับสิบสองผู้อาวุโสคนปัจจุบันได้อย่างไร ยังอีกยาวไกลนัก!"
"ผู้อาวุโสหวังถ่อมตัวเกินไปแล้ว ในยอดเขามีคนไม่เห็นด้วยกับเรื่องที่ท่านได้เป็นผู้ท้าชิงผู้อาวุโสน้อยมาก คิดว่าคงได้รับคำสั่งจากตระกูลจั่วชิวและตระกูลจัวเป็นแน่"
เมื่อคำพูดดำเนินมาถึงจุดนี้ ประกอบกับดวงตาสีฟ้าน้ำแข็งที่จ้องมองมาตรงๆ หวังอี้จะไม่เข้าใจเจตนาของเหยียนหลิงได้อย่างไร
ก็แค่ต้องการดึงเขาเข้าร่วมกลุ่มอำนาจของนางเท่านั้นแหละ
เพียงแต่เขายังไม่คุ้นเคยกับกลุ่มอำนาจต่างๆ ภายในยอดเขาโลหิตเยือกแข็ง ทุกอย่างจำต้องระมัดระวัง
วันนี้เพิ่งจะวันที่สอง การมาถึงอย่างรวดเร็วเช่นนี้เหนือความคาดหมายของเขาจริงๆ ยิ่งไปกว่านั้นเหยียนหลิงก็ได้เป็นศิษย์สายตรงของเจ้าขุนเขาโลหิตเยือกแข็งแล้ว
บนยอดเขาโลหิตเยือกแข็งแห่งนี้ อำนาจของนางเรียกได้ว่าอยู่ใต้คนผู้เดียว อยู่เหนือคนนับหมื่น
เหตุใดต้องรีบร้อนถึงเพียงนี้?
ระหว่างที่เขากำลังขบคิด เหยียนหลิงก็ขยิบตาให้เสวี่ยอิ๋ง อีกฝ่ายจึงรีบเอ่ยขึ้นมาทันที
"พี่เหยียนหลิง สหายเต๋าหวังอี้ มิสู้เข้าไปนั่งในเรือนซอมซ่อของเสวี่ยอิ๋งดีหรือไม่? ดื่มชาสักถ้วยแล้วค่อยคุยกันดีๆ"
"งั้นก็เอาตามที่น้องสาวว่า ผู้อาวุโสหวังล่ะ?"
"ก็ได้"
เขารู้สึกสงสัยในตัวทั้งสองคนมาก อีกอย่างถ้ำบำเพ็ญเพียรของเขาก็กำลังก่อสร้างอย่างคึกคัก ไม่มีที่ให้ไปอยู่แล้ว ถือโอกาสนี้สืบข่าวคราวในยอดเขาเสียเลย
ครู่ต่อมา
ชาดอกไม้วิญญาณหิมะเย็นฉ่ำไหลลงคอ น้ำชาเนียนนุ่มหอมละมุน ทิ้งรสสัมผัสหอมกรุ่นไว้ในปาก ซ้ำยังแฝงรสหวานอมน้ำผึ้ง สรรพคุณในการปลุกให้ตื่นตัวนั้นยอดเยี่ยมมาก
หลังจากลิ้มรสชาติแล้ว เหยียนหลิงก็เป็นฝ่ายเอ่ยขึ้นก่อน
"ข้าจำได้ว่านักหลอมโอสถถานไถ ก็เป็นผู้อาวุโสหวังที่แนะนำมา ซ้ำยังช่วยสหายเต๋าเจียงส่งจดหมายให้ฉบับหนึ่งด้วย เหตุใดตอนนี้ถึงทำตัวห่างเหินกับเหยียนหลิงถึงเพียงนี้ล่ะ"
ไม่ใช่เรื่องของความห่างเหินหรือไม่ห่างเหิน แต่มันเป็นเรื่องที่ว่าเขาอยากจะเข้าไปพัวพันกับการแย่งชิงอำนาจภายในยอดเขาโลหิตเยือกแข็งหรือไม่ต่างหาก
"ท่านเหยียนหลิงคงจะล้อเล่นแล้ว ข้าน้อยรู้จักกับนักหลอมโอสถถานไถจริง แต่ก็ไม่อาจบงการความต้องการของนางได้ เป็นเพราะท่านแสดงฝีมืออันเหนือชั้นต่างหาก ถึงได้ดึงดูดให้นางมาสวามิภักดิ์"
"ส่วนเรื่องส่งจดหมายที่ท่านพูดถึง ข้าน้อยจำไม่ได้เลยสักนิด ท่านคงจะจำผิดคนแล้วกระมัง"
หวังอี้อ้าปากก็พ่นเรื่องไร้สาระออกมาเป็นฉากๆ
ไม่เพียงทำให้เสวี่ยอิ๋งฟังจนหน้าเหวอ แม้แต่เหยียนหลิงก็ยังมึนงงไปชั่วขณะ ในใจอดด่าทอไม่ได้ ก่อนจะเผยรอยยิ้มงดงามออกมาอีกครั้ง
"เหยียนหลิงได้ยินมาว่า เมื่อวานนี้ผู้อาวุโสหวังเพิ่งจะกลับมา ก็แวะเวียนไปตามคลังสมบัติของยอดเขาต่างๆ ทันที กำลังตามหาทรัพยากรวิญญาณชนิดหนึ่งอยู่ใช่หรือไม่ ใช่สิ่งนี้หรือเปล่า?"
เหยียนหลิงหยิบของวิเศษชิ้นหนึ่งออกมา
ทั่วทั้งชิ้นมีสีฟ้าน้ำเงิน บนพื้นผิวเปล่งประกายแสงหลิวหลี นี่ก็คือสิ่งที่หวังอี้กำลังขาดอยู่พอดี… [ศิลาครามหลิวหลี]!!
แม้จะประหลาดใจแกมยินดี แต่หวังอี้ก็ไม่ได้หยิบมันมาในทันที
แต่กลับครุ่นคิดแล้วกล่าวว่า "ไม่ทราบว่าท่านเหยียนหลิง ต้องการให้ข้าน้อยช่วยเรื่องอะไรหรือ"
"ข้า..."
การที่เขานิยามเรื่องนี้ว่าเป็นการว่าจ้าง ยิ่งทำให้เหยียนหลิงพูดไม่ออก นางเชื่อว่าหวังอี้เข้าใจความหมายของนางอย่างแน่นอน แต่จงใจไม่ยอมรับข้อเสนอ
นางครุ่นคิดครู่หนึ่งแล้วเลิกคิ้วขึ้น
"ผู้อาวุโสหวังทราบหรือไม่ว่า ทุกครั้งที่คลังสมบัติของนิกายมีการเติมของ หลังจากผู้บำเพ็ญเพียรระดับวิญญาณแรกกำเนิดตรวจสอบดูแล้ว ก็จะตกเป็นของศิษย์สายตรงทั้งเก้ายอดเขาเป็นลำดับถัดไป จากนั้นถึงจะถึงคราของพวกผู้อาวุโส"
"หากในภายภาคหน้าท่านต้องการของวิเศษชิ้นใด สามารถมาหาข้าให้ช่วยได้ แต่หากข้าไม่ว่าง... ท่านก็น่าจะเดาผลลัพธ์ได้"
ความหมายแฝงก็คือ
หากไม่ยอมสวามิภักดิ์ ในอนาคตเจ้าจะสามารถแลกเปลี่ยนทรัพยากรวิญญาณที่ต้องการได้หรือไม่ ก็ยากที่จะบอกแล้ว
นี่ไม่ใช่การที่เหยียนหลิงจงใจเล่นงาน แต่มีคนต้องการจะหาเรื่องเขาต่างหาก นางกำลังเปิดเผยข้อมูลนี้อย่างแยบยล
ขั้วอำนาจในยอดเขาโลหิตเยือกแข็ง กลุ่มที่ใหญ่ที่สุดย่อมต้องเป็นการรวมตัวกันของตระกูลจั่วชิวและตระกูลจัวอย่างแน่นอน แต่ก็ยังมีกลุ่มอำนาจอื่นๆ อยู่ด้วย เป็นไปไม่ได้ที่ทุกคนจะเป็นมิตรกับเขา
ใครก็ตามที่มีใจมุ่งหวังในตำแหน่งผู้ท้าชิงสิบสองผู้อาวุโส ย่อมต้องมาหาเรื่องเขาแน่นอน รากฐานของเขาตื้นเขิน รากฐานของเหยียนหลิงก็ไม่ลึกซึ้งเช่นกัน
หากทั้งสองร่วมมือกัน ก็จะช่วยเพิ่มแต้มต่อในมือของนาง และทำให้ได้รับอำนาจที่แท้จริงมากมาย
เส้นทางที่เหยียนหลิงเดิน อันที่จริงก็คล้ายคลึงกับเส้นทางที่หวังอี้เคยวางแผนไว้ให้ตัวเองในตอนแรก เพียงแต่เขายอมถอดใจจากเส้นทางศิษย์สายตรงไปแล้ว แต่เหยียนหลิงทำสำเร็จ
นางก็เป็นพวกไร้รากฐานเหมือนหวังอี้นี่แหละ
บิดามารดาของหวังอี้เป็นเพียงคนธรรมดา ส่วนเหยียนหลิงยิ่งแล้วใหญ่ เป็นเด็กกำพร้าที่ถูกเก็บมาเลี้ยง ผีเท่านั้นแหละที่รู้ว่านางถูกจับตัวมาจากเขตแดนวิญญาณไท่หูหรือเปล่า
พวกวิถีมารมีประวัติอาชญากรรมอยู่เต็มไปหมด ก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้
หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง
จู่ๆ หวังอี้ก็หันไปมองเสวี่ยอิ๋งที่กำลังประคองถ้วยชาจิบทีละอึก อีกฝ่ายถูกการกระทำที่กะทันหันของเขาทำให้ตกใจ ใบหน้าขึ้นสีแดงระเรื่ออย่างช่วยไม่ได้
ช่างไม่เหมือนผู้บำเพ็ญเพียรแห่งนิกายศักดิ์สิทธิ์เอาเสียเลย
"สหายเต๋าเสวี่ยอิ๋ง ท่านคิดเห็นอย่างไรกับคำพูดของท่านเหยียนหลิง?"
"สะ... สหายเต๋าหวังอี้ ท่านมาถามข้าทำไม"
หวังอี้ยิ้ม
"ข้าได้ยินมาว่าผู้มีรากวิญญาณสวรรค์ มักมีโชคชะตาคุ้มครอง สิ่งที่คิดและตัดสินใจส่วนใหญ่มักจะถูกต้อง ท่านมีความเห็นว่าอย่างไร?"
คำพูดนี้ แน่นอนว่าเขาพูดไปเรื่อย
มิเช่นนั้นลั่วเฉินคงไม่ล้มเหลวไม่เป็นท่าแบบนั้นหรอก เหยียนหลิงที่รู้เรื่องนี้ถึงกับขมวดคิ้วครุ่นคิด ไม่รู้ว่าระหว่างหวังอี้กับเสวี่ยอิ๋งมีความสัมพันธ์แบบไหนกันแน่
อันที่จริง นี่เป็นเพียงวิธีการตีสนิทของหวังอี้
การพูดคุยลึกซึ้งกับคนที่ไม่สนิทสนมถือเป็นข้อห้ามในการคบค้าสมาคม แต่ผู้คนมักจะชอบตัดสินใจแทนผู้อื่น ไม่ว่าจะถูกต้องหรือไม่ ต่างก็ปรารถนาการยอมรับทั้งสิ้น
ท่าทีไร้เดียงสาของเสวี่ยอิ๋ง หากไม่ได้แสร้งทำขึ้นมาจริงๆ ก็คงเป็นเพราะถูกปกป้องมาอย่างดีตั้งแต่เด็ก เป็นเหมือนดอกไม้ในเรือนกระจก ที่มีอาการกลัวการเข้าสังคมเล็กน้อย
เขารู้สึกว่ารากวิญญาณน้ำแข็งสวรรค์ของเสวี่ยอิ๋ง น่าจะได้รับการยกระดับในภายหลัง และน่าจะเกิดขึ้นหลังจากที่เจินเหรินเฟยเสวี่ยตายไปแล้ว
นอกจากจะเป็นการกระชับความสัมพันธ์แล้ว ยังเป็นการหยั่งเชิงความสัมพันธ์ระหว่างเสวี่ยอิ๋งกับเหยียนหลิงด้วย ดูสิว่านางจะตอบว่าอย่างไร
"ให้ข้าเลือก..."
ขณะที่เสวี่ยอิ๋งกำลังสับสน ไม่รู้จะทำอย่างไรดี หูก็ขยับเล็กน้อย ได้ยินเสียงกระแสจิตของเหยียนหลิงที่ส่งมา สีหน้าจึงกลับมาสงบลงทันที แล้วเอ่ยด้วยความเขินอายเล็กน้อยว่า
"ข้าคิดว่า... ที่พี่เหยียนหลิงพูดก็มีเหตุผลนะ"
"งั้นก็ตกลง"
เมื่อได้รับคำตอบ หวังอี้ก็ไม่ลังเลอีก
เขารับ [ศิลาครามหลิวหลี] มาอย่างเด็ดขาด เขาต้องการทรัพยากรวิญญาณชิ้นนี้ไปหลอมสร้างอาวุธวิเศษประจำตัวจริงๆ ยิ่งเร็วยิ่งดี การติดต่อสัมพันธ์กันทางอ้อมกับเหยียนหลิงในอดีตก็ไม่ใช่เรื่องโกหก
เขารู้ดีว่าสตรีผู้นี้เป็นคนฉลาดที่รู้จักประเมินสถานการณ์ บางครั้งการเลือกผู้ร่วมงานก็ไม่จำเป็นต้องฉลาด แต่ต้องรู้จักประเมินสถานการณ์และรู้จักรอดูท่าที
ในจุดนี้ นางยอดเยี่ยมกว่าซูอวี้หลงมาก อย่างน้อยก็ไม่ต้องกังวลว่าจะถูกลากไปพัวพันกับเรื่องไร้สาระ
การพูดคุยหลังจากนี้ก็ผ่อนคลายขึ้นมาก
เมื่อบรรลุเป้าหมายแล้ว เหยียนหลิงก็อยู่ต่อเพียงครึ่งชั่วยามแล้วก็ขอตัวลากลับ ถ้ำบำเพ็ญเพียรของหวังอี้ก็ยังสร้างไม่เสร็จ
เสวี่ยอิ๋งลังเลอยู่หลายครั้ง ก่อนจะเอ่ยปากรั้งให้เขาพักอยู่ด้วยสักสองสามวัน
เห็นได้ชัดว่าการพูดคุยเมื่อครู่เริ่มเห็นผล แต่หวังอี้ก็ปฏิเสธไป ปล่อยให้พวกเขาสร้างไปก่อน เขาไปพักในถ้ำก่อนก็ได้ เขาเป็นคนที่ให้ความสำคัญกับประโยชน์ใช้สอยมากกว่าสภาพแวดล้อมมาโดยตลอด
หลังจากบอกลาแล้ว เขาก็ไปพบกับกลุ่มผู้ก่อสร้าง และเสนอข้อเรียกร้องอีกสองสามข้อ ซึ่งก็ได้รับการตอบสนองทั้งหมด ถึงได้เดินเข้าไปในถ้ำหินบนหน้าผาด้วยความพึงพอใจ
เจดีย์ใจน้ำแข็งหลิวหลี และเข็มทิศฮวงจุ้ย สามารถเริ่มหลอมสร้างได้แล้ว
เขารอคอยมานานแล้ว
วันที่ 31 ในชีวิตผู้อาวุโสของหวังอี้
วันนี้
จู่ๆ ก็เกิดเหตุอัศจรรย์ พลังเวทสูงสุดของหวังอี้เพิ่มขึ้นเป็นหนึ่งพันสาย ทะลวงเข้าสู่ขอบเขตแก่นทองคำขั้นที่ 3 ได้อย่างราบรื่น!