เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ฟรี บทที่ 275 หมัดซิวหลัวจนขี้เยี่ยวราด มหามุทราหวงเฉวียนจนสิ้นเนื้อประดาตัว

ฟรี บทที่ 275 หมัดซิวหลัวจนขี้เยี่ยวราด มหามุทราหวงเฉวียนจนสิ้นเนื้อประดาตัว

ฟรี บทที่ 275 หมัดซิวหลัวจนขี้เยี่ยวราด มหามุทราหวงเฉวียนจนสิ้นเนื้อประดาตัว


บทที่ 275 หมัดซิวหลัวจนขี้เยี่ยวราด มหามุทราหวงเฉวียนจนสิ้นเนื้อประดาตัว

[ภาพอสนีสวรรค์จุติ] มีมูลค่าคู่ควรกับหินวิญญาณหนึ่งล้านก้อนอย่างแน่นอน นี่คืออาวุธสังหารสุดยอดเยี่ยม หากต้องใช้มันจริงๆ ก็ไม่แน่ว่าเขาอาจจะได้ลิ้มรสรากวิญญาณหยินสวรรค์ดูสักตั้ง

พูดถึงวิชามาร [คาถาลับครรภ์มารเสวียนหยวน] หวังอี้ก็มีความคิดที่จะทดสอบมันอีกครั้ง เขารู้สึกมาตลอดว่าครรภ์มารเสวียนหยวนที่เขาฝึกฝนออกมามันดูไม่ค่อยปกติเท่าไหร่

สาเหตุหลักก็คือ ครั้งก่อนตอนที่เขากลืนกินรากวิญญาณคู่ของผู้อาวุโสใหญ่ตระกูลไป๋ เขาได้รับการสะท้อนกลับมาเกือบสิบส่วนเต็ม แต่ตามคำอธิบายในเคล็ดวิชา

หากไม่มีความสัมพันธ์ทางสายเลือด การสะท้อนกลับน่าจะอยู่แค่หนึ่งหรือสองส่วนเท่านั้น

ครั้งนี้เขาจะได้ทดสอบอีกครั้งเพื่อความแน่ใจ

นอกจากนี้ ทางฝั่งของฝูเซียว เขาก็ได้ไหว้วานให้จัวโส่วชิ่งช่วยสืบข่าวเพิ่มเติม คนผู้นี้ได้กลืนกินคนในตระกูลที่มีคุณสมบัติในการบำเพ็ญเพียรไปจนหมดเกลี้ยงตั้งแต่สมัยก่อนแล้ว

การที่ตอนนี้สามารถยกระดับขึ้นเป็นรากวิญญาณสวรรค์ได้ ตามหลักแล้ว อย่างน้อยๆ เขาก็ต้องกลืนกินรากวิญญาณสวรรค์ธาตุเดียวกันถึงสิบคน ถึงจะบรรลุถึงขั้นนี้ได้

แต่จากประวัติของคนผู้นี้ กลับไม่มีข่าวลือทำนองนั้นหลุดรอดออกมาเลย หรือว่าอีกฝ่ายจะรู้อะไรบางอย่าง หรือไม่ก็ [ครรภ์มารเสวียนหยวน] ที่ก่อกำเนิดขึ้นหลังจากฝึกฝนวิชาลับจนถึงขั้นสมบูรณ์แบบ จะยังมีความมหัศจรรย์อีกมากมายที่เขายังไม่รู้!

"ท่านเจ้าเมือง สายลับรายงานมาว่าทางเมืองซานเหมามีความเคลื่อนไหวแล้วขอรับ ดูเหมือนพวกมันจะรวมตัวกันนอกเมือง เตรียมจะปะทะกับพวกเราซึ่งๆ หน้า"

หวังอี้หลุดจากภวังค์ความคิด แล้วหันไปถามสวีรั่วโจว

"อีกฝ่ายมีคนเท่าไหร่ แล้วพวกโจรโลหิตดำมีความเคลื่อนไหวอะไรไหม?"

"ตอนนี้รวมตัวกันได้หลายร้อยคนแล้วขอรับ ด้วยขนาดของเมืองซานเหมาในตอนนี้ ท้ายที่สุดน่าจะมีผู้บำเพ็ญเพียรราวๆ พันกว่าถึงสองพันคน ส่วนระดับสร้างรากฐานน่าจะมีไม่เท่าฝ่ายเรา"

"ส่วนพวกโจรโลหิตดำ ทางนั้นไม่มีข่าวคราวส่งมาเลย สายลับของเราอาจจะถูกฆ่าตายไปแล้วก็ได้ขอรับ"

จำนวนคนแค่นี้นับว่าน้อยมาก เพราะนี่คือเมืองขนาดใหญ่ที่มีชีพจรวิญญาณระดับสาม อย่างน้อยๆ ก็ควรมีประชากรหลายแสนคน การเลี้ยงดูผู้บำเพ็ญเพียรเป็นหมื่นคนก็เป็นเรื่องง่ายดาย

แต่ในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา ลั่วเฉินใช้วิธีกวาดล้างจนสิ้นซากที่หวังอี้เคยเสนอไป แม้จะกอบโกยหินวิญญาณไปได้มากมายมหาศาล แต่ก็ทำลายระบบนิเวศของผู้บำเพ็ญเพียรในเมืองซานเหมาจนย่อยยับ

ประชากรจำนวนมากลี้ภัยไปยังเมืองอื่น

นอกจากลูกน้องที่เขาพามาจากนิกายศักดิ์สิทธิ์ จำนวนผู้บำเพ็ญเพียรอิสระ หรือแม้กระทั่งขุมอำนาจเล็กๆ โดยรอบ ก็ลดลงอย่างฮวบฮาบ

ต่อให้เขาจะออกนโยบายดึงดูดใจแค่ไหน ก็ยากที่จะดึงดูดตระกูลหรือสำนักที่มีกำลังมากพอ ให้มาตั้งรกรากในเมืองซานเหมาได้

ตระกูลผู้สร้างยันต์ระดับสร้างรากฐานสองตระกูลดั้งเดิม ก็ล่มสลายไปตั้งนานแล้ว

ยอดฝีมือในเมืองมีน้อยนิด คนที่ใช้งานได้ก็แทบจะถูกส่งไปเป็นกองกำลังของโจรโลหิตดำจนหมด ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในพื้นที่รอบเมืองซานเหมาอีกต่อไป ผลกระทบที่มีต่อระบบนิเวศของผู้บำเพ็ญเพียรในแถบนี้ เรียกได้ว่าเป็นผลเสียร้ายแรงอย่างยิ่ง

เมื่อเวลาผ่านไป ก็เลยกลายมาเป็นสภาพอย่างที่เห็นในวันนี้ ขนาดจะรวบรวมกองกำลังปกป้องเมืองให้ได้สามพันคนตามเกณฑ์ยังทำไม่ได้เลย

"ถ้าว่ากันตามจำนวนคน พวกเรายังได้เปรียบอยู่มาก"

"เป็นเช่นนั้นขอรับ เว้นแต่ว่าพวกผู้บำเพ็ญเพียรระดับแก่นทองคำ..."

สวีรั่วโจวลอบชำเลืองมองกลุ่มผู้บำเพ็ญเพียรที่กำลังเร่งเดินทาง ในกองทัพเมืองหยกวิญญาณ มีไม่กี่คนหรอกที่รู้จำนวนที่แท้จริงของผู้บำเพ็ญเพียรระดับแก่นทองคำในเมืองซานเหมา

และเขาก็พอจะเดาเหตุผลที่หวังอี้เปิดศึกในครั้งนี้ได้คร่าวๆ

การแก้แค้นเป็นเพียงแค่ข้ออ้างบังหน้าเท่านั้น

การจัดระเบียบโครงสร้างอันเทอะทะของกองทัพเมืองหยกวิญญาณต่างหาก คือเป้าหมายหลัก ในจำนวนนั้น นอกจากคนแปดร้อยคนที่เป็นกองกำลังสายตรงที่เขาฟูมฟักมาตั้งแต่เริ่มเข้าสู่วิถีแล้ว ที่เหลือล้วนเป็นผู้บำเพ็ญเพียรอิสระที่รับสมัครมาทั้งสิ้น

คนพวกนี้คลุกคลีอยู่ในโลกแห่งการบำเพ็ญเพียรมานานเกินไป ทำงานแบบขอไปทีจนเป็นเรื่องปกติ แถมยังถูกชักจูงให้ทรยศได้ง่ายอีกด้วย

ก่อนที่หวังอี้จะกลับไปนิกาย เขาต้องจัดการปัญหาที่ซุกซ่อนอยู่ในเมืองหยกวิญญาณให้หมดจดเสียก่อน อย่างน้อยก็ต้องวางรากฐานหลักให้มั่นคง ถึงจะจากไปได้อย่างสบายใจ

นี่คือถุงเงินของเขา จะปล่อยให้เกิดเรื่องไม่ได้เด็ดขาด

ต่อให้มีจั่วชิวหมิงช่วยดูแลก็เถอะ แต่ก็กลัวว่าเขาจะไม่มีเวลาและเรี่ยวแรงมานั่งจัดการเรื่องพวกนี้ เพราะการที่อีกฝ่ายยอมช่วยก็ถือเป็นน้ำใจ ไม่ช่วยก็เป็นสิทธิ์ของเขา หวังอี้ยังไม่มีหน้าตาพอที่จะบังคับเขาได้ขนาดนั้น

สำหรับผู้บำเพ็ญเพียรที่เพิ่งตั้งตัวได้รุ่นแรก การจะหาหินวิญญาณสักก้อนนั้น นับว่าเป็นเรื่องยากลำบากแสนเข็ญ

หลายวันต่อมา กองทัพเมืองหยกวิญญาณที่เดินๆ หยุดๆ ในที่สุดก็มาหยุดพักพลอยู่บนที่ราบอันอุดมสมบูรณ์ เขียวขจีไปด้วยผืนหญ้า นอกเมืองซานเหมา

"ถึงแล้ว!"

"มาแล้ว!"

ทั้งสองฝ่ายต่างรู้สึกหนาวเยือกในใจขึ้นมาพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย

ส่วนคนของเมืองหยกวิญญาณต่างรู้สึกเลือดลมสูบฉีด การจะได้เห็นฉากเจ้าเมืองของนิกายศักดิ์สิทธิ์ทำสงครามกันเองนั้นไม่ได้มีให้เห็นบ่อยนัก สำหรับพวกเขาแล้ว นี่คือวาสนาครั้งใหญ่ที่คุ้มค่าจะเสี่ยงชีวิต

หากชนะ ทรัพยากรและทรัพย์สินทั้งหมดในเมืองซานเหมาก็จะตกเป็นของพวกเขา ใครแย่งได้ก็เป็นของคนนั้น คำมั่นสัญญาที่หวังอี้ให้ไว้ก่อนออกเดินทาง มากพอที่จะกระตุ้นสัญชาตญาณดิบเถื่อนของผู้บำเพ็ญเพียรวิถีมารที่เห็นแก่เงินมากกว่าชีวิตเหล่านี้ได้เป็นอย่างดี

ขณะที่ทั้งสองฝ่ายกำลังเผชิญหน้ากัน

บนท้องฟ้า

เสี่ยวฝูจวิน-ลั่วเฉินมองประเมินหวังอี้จากที่ไกลๆ ในใจบังเกิดความรู้สึกหม่นหมองขึ้นมาสายหนึ่ง คนอื่นอาจจะไม่รู้ แต่เขารู้ดีว่าหวังอี้เคยเป็นแค่ทาสวิญญาณมาก่อน!

ไอ้เศษสวะพรรค์นี้ กลับมีวันที่สามารถปีนป่ายขึ้นมาถึงตำแหน่งเจ้าเมืองได้

เจ็ดในสิบส่วนที่เขาลอบกัดหวังอี้ ก็เพราะเรื่องนี้นี่แหละ เขามองว่าหวังอี้ไม่คู่ควร ส่วนอีกสามส่วนคือความไม่พอใจที่มีต่อจัวโส่วชิ่ง

แต่ตอนนี้

เขาสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่า กลิ่นอายของหวังอี้ทะลวงเข้าสู่ระดับแก่นทองคำแล้ว

เป็นไปได้อย่างไร?!!

เขาเป็นถึงรากวิญญาณหยินสวรรค์ ซึ่งเป็นหนึ่งในรากวิญญาณกลายพันธุ์ การฝึกฝน <คัมภีร์อักขระฟ้าทมิฬ> ก็ราบรื่นดั่งปลาได้น้ำ ไม่เคยพบเจอกับคอขวดเลยสักครั้ง

ในขณะที่ไม่เคยขาดแคลนทรัพยากรใดๆ เขาก็ยังต้องใช้เวลาเกือบร้อยปีกว่าจะทะลวงระดับแก่นทองคำได้สำเร็จ

หลังจากนั้นความเร็วในการฝึกฝนก็ลดลงอย่างรวดเร็ว แม้ข้อได้เปรียบของรากวิญญาณสวรรค์จะยังมีอยู่ แต่มันก็ไม่ได้ราบรื่นไร้อุปสรรคเหมือนตอนก่อนทะลวงระดับ พรสวรรค์ระดับนี้สามารถรับประกันได้ว่าจะทะลวงระดับแก่นทองคำได้ และยังเป็นเมล็ดพันธุ์ที่มีโอกาสก้าวสู่ระดับวิญญาณแรกกำเนิดมากที่สุด

แต่เมื่อถึงระดับสาม มันก็เลี่ยงไม่ได้ที่จะช้าลงอย่างเห็นได้ชัด

ในด้านทรัพยากร ต่อให้เป็นอาจารย์ ก็ไม่ได้จัดสรรทรัพยากรสำหรับการฝึกฝนในระดับแก่นทองคำให้เขาอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย

เพียงแต่มอบเมืองซานเหมาให้เขา เพื่อให้เขาไปหาเอาเอง

ความเร็วในการฝึกฝนและทรัพยากรที่ได้รับลดลงพร้อมกัน ทำให้เขายังคงติดแหง็กอยู่ที่ระดับแก่นทองคำขั้นที่สามมาตลอดร้อยยี่สิบกว่าปี ในใจย่อมต้องร้อนรนเป็นธรรมดา

อย่าเห็นว่าหวังอี้เคยเจอกับนักรบเดนตายระดับแก่นทองคำขั้นสูงสุดมานักต่อนัก แต่พวกนั้นล้วนถูกฟูมฟักมาด้วยวิธีพิเศษ พลังฝีมือไม่ได้เหนือกว่าผู้บำเพ็ญเพียรอิสระในระดับเดียวกันสักเท่าไหร่ แถมอายุขัยก็สั้นกุดอีกต่างหาก

ผู้บำเพ็ญเพียรระดับแก่นทองคำ... โดยเฉพาะระดับแก่นทองคำของขุมอำนาจระดับผู้นำ ยังคงทรงคุณค่าอย่างมาก ถือเป็นบุคคลชั้นแนวหน้าบนดินแดนแห่งนี้ เป็นรองเพียงระดับวิญญาณแรกกำเนิดเท่านั้น

"หวังอี้ เจ้าขนคนมามากมายขนาดนี้ คงไม่ได้คิดจะมาแก้แค้นข้าหรอกนะ?"

ทั้งสองมองหน้ากันจากที่ไกลๆ คุณชายหวังเหยียดยิ้มอย่างดูแคลน

"ลั่วเฉิน หวังผู้นี้หวังดีช่วยเหลือเจ้า แต่เจ้ากลับเนรคุณ วันนี้ข้าจะให้เจ้าได้ลิ้มรสความรู้สึกเสียใจจนสายเกินแก้ดูบ้าง"

ลั่วเฉินหรี่ตาลง เขารู้สึกได้ว่าหวังอี้ไม่ได้มีจิตสังหารรุนแรงนัก ถ้าเป็นแบบนี้... ดูเหมือนจะเป็นโอกาส โอกาสที่จะได้กำจัดไอ้เวรนี่!

เขาลอบส่งกระแสจิตหาลูกน้องสองคนและท่านผู้เฒ่าเฉียว จากนั้นก็พูดกับหวังอี้ว่า "มาประลองกันสักตั้ง ถ้าเจ้าชนะ ข้าจะขอขมา แต่ถ้าเจ้าแพ้..."

ยังไม่ทันขาดคำ ร่างของหวังอี้ก็หายวับไปจากกลางอากาศ

พริบตาต่อมา เขาก็มาโผล่อยู่ตรงหน้าลั่วเฉิน หมัดมังกรอสูรพุ่งเข้าใส่เป้าหมายอย่างจัง พร้อมกับคำรามลั่นอย่างกำแหง

"พล่ามบ้าอะไรอยู่ได้ ซัดกันก่อนค่อยว่ากัน!"

การที่เจ้าเมืองเป็นฝ่ายเปิดฉากโจมตีก่อน ทำให้กองทัพเมืองหยกวิญญาณฮึกเหิมขึ้นมาทันที พวกเขาพากันโห่ร้องและพุ่งทะยานไปข้างหน้าโดยไม่ต้องรอให้สั่ง

ผู้บำเพ็ญเพียรระดับแก่นทองคำขั้นที่สองของเมืองซานเหมาทั้งสองคนสบตากัน ก่อนจะพุ่งเข้าพัวพันกับชิงหยาง แต่ก็ไม่ได้ออกแรงเต็มที่นัก ความสนใจส่วนหนึ่งยังคงจดจ่ออยู่ที่ลั่วเฉิน

พร้อมที่จะปลีกตัวไปสนับสนุนได้ทุกเมื่อ ซึ่งนั่นก็ทำให้ชิงหยางที่รับมือได้สบายๆ อดประหลาดใจไม่ได้ นี่เขาเก่งขึ้นขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน ผู้บำเพ็ญเพียรระดับแก่นทองคำของนิกายศักดิ์สิทธิ์ก็มีดีแค่นี้เองรึ!

ในขณะที่ก้อนเมฆด้านบน

ท่านผู้เฒ่าเฉียวที่เร้นกายด้วยวิชาลับ นำยันต์ฟ้าทมิฬแปะลงบนกระบี่มารกลืนปราณเซียน เตรียมพร้อมที่จะปลดปล่อยกระบี่สังหารขั้นเด็ดขาด

ขอเพียงลั่วเฉินเอ่ยปาก กระบี่ของเขาจะทำให้หวังอี้ตายตกโดยไร้ที่กลบฝังอย่างแน่นอน!

สนามรบหลักใจกลางสมรภูมิ

การปะทะกันระหว่างลั่วเฉินและหวังอี้คือตัวแปรสำคัญ

"เจ้าเพิ่งจะบรรลุระดับแก่นทองคำ ไม่มีทั้งวิชาศักดิ์สิทธิ์และอาวุธวิเศษประจำกาย เอาความกล้าที่ไหนมาสู้กับข้า?!"

หมัดที่แฝงไปด้วยพลังมหาศาลของหวังอี้ ถูกลั่วเฉินปัดป้องได้อย่างง่ายดายหลังจากที่เขาหยิบ [ธงฟ้าทมิฬ] ซึ่งเป็นอาวุธวิเศษประจำกายออกมา ยันต์อักขระเงินบนพื้นดำหลายแผ่นพุ่งออกมาจากผืนธง

ก่อตัวเป็นโซ่ตรวนยันต์ ไม่ว่าวิชาหลบหลีกของหวังอี้จะล้ำเลิศเพียงใด ภายใต้การกดดันด้วยจำนวนที่เหนือกว่าอย่างเทียบไม่ติด เขาก็ไม่มีช่องว่างให้หลบหนีได้เลย ยันต์สีดำปิดล้อมหวังอี้ไว้ทุกทิศทาง

"ระเบิด!"

สิ้นเสียงตะโกนเบาๆ เปลวเพลิงสีดำสนิทก็ระเบิดออกอย่างรุนแรง ความร้อนทะลุจุดเดือดแผ่ขยายไปรอบด้าน

"รสชาติยันต์เพลิงดำของข้าเป็นอย่างไรบ้าง?"

ถึงแม้จะไม่คิดว่าหวังอี้จะตาย แต่ลั่วเฉินก็ไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะรับมือได้อย่างง่ายดาย ในธงฟ้าทมิฬนี้ เขาได้สลักยันต์ระดับสามไว้ถึงหกแบบ และยันต์ระดับสองอีกสิบสองแบบ

เพียงแค่อัดฉีดพลังเวทลงไป ก็สามารถคัดลอกยันต์ชนิดเดียวกันออกมาได้อย่างรวดเร็ว เพียงพอที่จะรับมือกับทุกสถานการณ์ และยันต์เพลิงดำก็คือยันต์ที่มีอานุภาพร้ายแรงที่สุดในบรรดายันต์ระดับสองทั้งหมด

เมื่อกลุ่มควันจางลง หวังอี้ที่ถูกห่อหุ้มด้วยเพลิงโอสถมังกรน้ำแข็ง ก็ปรากฏตัวขึ้น อุณหภูมิต่ำสุดขั้วและสูงสุดขั้วปะทะกัน ทำลายล้างเพลิงดำเหล่านั้นได้อย่างง่ายดาย

ท่าทีที่ดูผ่อนคลายและรับมือได้อย่างสบายๆ บ่งบอกถึงความมั่นใจอันเปี่ยมล้น

"เจ้านี่มันพูดมากชะมัด"

วิชาเพลิงจำแลง!

แม้จะเป็นเพียงวิชาระดับสอง แต่เพลิงโอสถมังกรน้ำแข็งนั้นทรงพลังเกินพอ ภายใต้การสนับสนุนของพลังเวท เพลิงน้ำแข็งระดับสามนี้จึงได้แสดงอานุภาพที่แท้จริงของมันออกมา

เปลวเพลิงควบแน่นเป็นร่างงูหลามน้ำแข็งยักษ์ความยาวกว่าร้อยเมตร หมอกน้ำแข็งปกคลุม เปลวเพลิงสีครามลุกโชน ที่ใดที่มันพาดผ่าน ไอน้ำในอากาศจะกลายเป็นผลึกน้ำแข็ง ถึงกับทำให้เกิดพายุลูกเห็บตกลงมา

"เพลิงวิญญาณระดับสามงั้นรึ?"

ลั่วเฉินหรี่ตาลง สะบัดธงฟ้าทมิฬไปข้างหน้า ยันต์หลายแผ่นพุ่งทะยานออกมา ก่อตัวเป็นมังกรเพลิงสีดำ พุ่งเข้าปะทะกับงูหลามน้ำแข็งเปลวเพลิงสีครามเช่นกัน

นี่คือยันต์เพลิงดำขั้นสูง… [ยันต์มังกรฟ้าทมิฬ]!

การปะทะกันของพลังทำลายล้างทั้งสองฝ่ายต่างหักล้างกันเอง ไอน้ำปริมาณมหาศาลพวยพุ่งขึ้นมา บดบังทัศนวิสัยอย่างรวดเร็ว

วินาทีต่อมา

กลิ่นอายคาวเลือดที่น่าสะพรึงกลัวก็พุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า หวังอี้ที่ถูกห่อหุ้มด้วยหมอกโลหิตจิตสังหาร พุ่งทะลวงอากาศเข้ามา จิตสังหารที่แปรสภาพเป็นรูปธรรมก่อตัวเป็นร่างครึ่งท่อนของซิวหลัวอยู่เบื้องหลัง

"ตึกตัก... ตึกตัก..."

เสียงคล้ายหัวใจเต้นดังก้องอยู่ในหูของลั่วเฉิน ขณะที่เขากำลังรู้สึกใจคอไม่ดี ภาพเบื้องหน้าก็พร่ามัว ภูเขาซากศพและทะเลโลหิตอันกว้างใหญ่ไร้ขอบเขตก็โอบล้อมเขาไว้

ความหวาดกลัว ตื่นตระหนก ขลาดเขลา... อารมณ์ด้านลบมากมายถาโถมเข้าสู่จิตใจ และเมื่อเขาเห็นว่าซากศพที่เกลื่อนกลาดอยู่บนพื้นล้วนเป็นฝูจวินฟ้าทมิฬ ความหวาดกลัวก็แทบจะกลืนกินจิตใจของเขาไปจนหมดสิ้น

ในพริบตาเดียว เจตจำนงของเขาก็แตกสลายไม่มีชิ้นดี!

"ไม่!!!"

ในโลกแห่งความเป็นจริง หวังอี้ที่ใช้สัมผัสเทวะสังเกตดูอีกฝ่ายอย่างละเอียด ก็มีสีหน้าพิลึกพิลั่น เจ้านี่... ถึงกับฉี่เล็ดกางเกงเปียกชุ่มไปหมดเลยแฮะ

นี่น่ะหรืออานุภาพของหมัดสังหารซิวหลัวน้อยขั้นความสำเร็จใหญ่ แค่หมัดเดียวก็ทำเอาขี้เยี่ยวราดเลยเรอะ?

ช่างเป็นหมัดทำลายจิตวิถีที่ยอดเยี่ยมจริงๆ!

หากไม่สามารถหลุดพ้นจากภาพลวงตาแห่งความหวาดกลัวที่ถูกรัดรึงด้วยจิตสังหารได้ คนผู้นี้ก็ถือว่าหมดอนาคตแล้ว

จากนั้น หวังอี้ก็เผยรอยยิ้มอย่างเบิกบานใจ

อาศัยจังหวะนี้ เขาใช้ออกด้วยมหามุทราหวงเฉวียน บีบขยี้เข้าหาลั่วเฉิน ธงฟ้าทมิฬซึ่งเป็นอาวุธวิเศษประจำกาย ย่อมมีสัญชาตญาณในการปกป้องนายของมัน

ด้วยเหตุนี้

ต่อให้ลั่วเฉินจะดำดิ่งอยู่ในภาพลวงตาจิตสังหาร มันก็ยังคงพุ่งกลับมาและเข้าปะทะกับมหามุทราหวงเฉวียนด้วยตัวเอง ส่งผลให้แสงวิเศษที่เปล่งประกายของมันหม่นหมองลงอย่างรวดเร็ว

จนแทบจะกลายเป็นเศษเหล็ก

ในตอนนั้นเอง ท่านผู้เฒ่าเฉียวก็เพิ่งจะตระหนักได้ว่ามีบางอย่างผิดปกติ มือที่กำลังร่ายเคล็ดกระบี่จึงชะงักไป

จบบทที่ ฟรี บทที่ 275 หมัดซิวหลัวจนขี้เยี่ยวราด มหามุทราหวงเฉวียนจนสิ้นเนื้อประดาตัว

คัดลอกลิงก์แล้ว