เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 270 แก่นทองคำหนึ่งเม็ดกลืนลงท้อง

บทที่ 270 แก่นทองคำหนึ่งเม็ดกลืนลงท้อง

บทที่ 270 แก่นทองคำหนึ่งเม็ดกลืนลงท้อง


บทที่ 270 แก่นทองคำหนึ่งเม็ดกลืนลงท้อง

จั่วชิวหมิงที่แต่งกายเรียบร้อย กำลังใช้มือเท้าคางด้วยท่าทางห่อเหี่ยวไร้เรี่ยวแรง หวังอี้สังเกตเห็นว่าผมสีรุ้งที่เปลี่ยนสีได้สารพัดของเขา กลับมาเป็นสีดำสนิทแล้ว

หวังอี้อดไม่ได้ที่จะเคาะโต๊ะ แล้วเอ่ยขึ้น

"เนื่องจากเหตุการณ์ที่ป่ากระดูกอสูรสวรรค์ นิกายศักดิ์สิทธิ์และอารามหวงเฉวียนเริ่มเจรจากันแล้ว ข้อพิพาทในแคว้นจู๋เยว่จึงสงบลงชั่วคราว ข้าก็เลยกลับมา"

เมื่อได้ยินเช่นนั้น จั่วชิวหมิงก็หาวหวอด

"อ้อ ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้เอง เจ้าไม่ต้องคิดมากหรอก ยังไงก็ต้องกลับมาตีกันอีกแน่"

"โอ้? ว่ามาสิ หรือว่ามีเบื้องลึกเบื้องหลังอะไร?"

หลังจากหวังอี้ออกจากป่ากระดูกอสูรสวรรค์ เขาก็อดไม่ได้ที่จะอยากรู้สถานการณ์หลังจากนั้น ข่าวคราวที่สืบมาจากภายนอก ย่อมไม่สู้สิ่งที่ลูกหลานสายตรงผู้นี้รู้

เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ สีหน้าของจั่วชิวหมิงก็หม่นหมองลงเล็กน้อย

"สัตว์อสูรพิษระดับแปลงเทวะในป่ากระดูกอสูรสวรรค์ปรากฏตัวแล้ว"

"อะไรนะ?"

สีหน้าของหวังอี้ตกตะลึง ไม่ได้เสแสร้งแกล้งทำเลยแม้แต่น้อย

นั่นมันพลังรบระดับสูงสุดของโลกใบนี้เชียวนะ! เล่าขานกันว่าการต่อสู้ของระดับแปลงเทวะ สามารถพลิกคว่ำดินแดนหนึ่งแคว้นได้สบายๆ หลายปีมานี้ท่านปรมาจารย์กระบี่และท่านปรมาจารย์มารไม่เคยใช้พลังเต็มที่ในการต่อสู้เลยสักครั้ง

"เฮ้อ... พูดไปก็ยาว เอาเป็นว่าหลังจากราชาสมุนไพรมารโลหิตพวกนั้นปรากฏตัว ก็ต่อสู้กับพวกสัตว์อสูรพิษ ผลออกมาคือเสมอกัน"

"หลังจากนั้น สัตว์อสูรพิษระดับแปลงเทวะตนนั้น ก็ลงมือชิงเอาชีพจรวิญญาณระดับสุดยอดของโบราณสถานไป น่าจะย้ายไปไว้ในรังใต้ดินของตัวเองแล้วล่ะ"

"แถมในโบราณสถานยังพบร่องรอยการเคลื่อนไหวของชีพจรมังกรในอดีตด้วย แต่น่าเสียดายที่มีคนไปกระตุ้นมันก่อน มันเลยหนีไปแล้ว... ไม่มีใครได้มันไปเลยสักคน"

ด้วยเหตุนี้ หวังอี้จึงพอจะปะติดปะต่อเรื่องราวในภายหลังของป่ากระดูกอสูรสวรรค์ได้เกือบหมดแล้ว ส่วนเรื่องที่จะทำสงครามกันต่อนั้น...

จั่วชิวหมิงหัวเราะร้ายกาจสองสามเสียง

"เจ้ารู้หรือไม่ว่ามียอดฝีมือระดับวิญญาณแรกกำเนิดของอารามหวงเฉวียนคนหนึ่ง ถูกสามมารโลหิตปรโลกจับเป็นไปได้"

"พอได้ยินมาบ้าง"

"คนผู้นั้นถูกบีบให้รีดเค้นหินวิญญาณระดับสูงออกมาถึงสามล้านกว่าก้อน จนตบะร่วงหล่นลงมาเหลือวิญญาณแรกกำเนิดขั้นหนึ่งแล้ว รอให้อารามหวงเฉวียนไถ่ตัวกลับไป เจ้าว่าพวกมันจะทำสงครามกันต่อไหมล่ะ?"

"วิญญาณแรกกำเนิดไม่ค่อยเคลื่อนไหวพร่ำเพรื่อ ก็เลยได้แต่เอาอารมณ์มาลงกับแคว้นจู๋เยว่นี่แหละ"

สีหน้าของหวังอี้พิลึกพิลั่น เรื่องราวหลังจากนี้ช่างสอดคล้องกับวิสัยมารของแดนฉื่อเหวียนเสียจริง

ผู้บำเพ็ญเพียรระดับวิญญาณแรกกำเนิดนี่รีดไถได้เยอะจริงๆ สินะ~

ความคิดนี้แวบเข้ามาในหัว

หวังอี้รีบกล่าว "เรื่องพวกนี้ล้วนเป็นเรื่องเล็กน้อย ข้ากลับมาก่อนกำหนดก็เตรียมจะปิดด่านบำเพ็ญเพียรทันที รบกวนเจ้าอยู่ดูแลเมืองหยกวิญญาณต่อไปอีกสักระยะเถอะ"

จั่วชิวหมิงเลิกคิ้ว

"ต้องปิดด่านนานขนาดนั้นเลย? ฝึกฝนวิชาศักดิ์สิทธิ์หรือว่า..."

พูดมาถึงตรงนี้ เสียงของเขาก็ชะงักไป กลืนน้ำลายอึกใหญ่แล้วกล่าวว่า

"น้องสี่ เจ้าคงไม่ได้เตรียมตัวจะทะลวงสู่ระดับแก่นทองคำหรอกนะ"

"ใช่"

เรื่องนี้หวังอี้ไม่คิดจะปิดบัง เพราะหลังจากทะลวงสู่ระดับแก่นทองคำแล้ว เขาก็ต้องกลับคืนสู่นิกาย การเลื่อนขั้นและรับสืบทอดวิชาก็เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ ไม่ช้าก็เร็วพวกเขาก็ต้องรู้อยู่ดี

ก่อนหน้านี้ใช้มหาเวทชิงรากฐานปกปิด ครั้งนี้ก็สามารถใช้คาถาลับครรภ์มารเสวียนหยวนปกปิดได้ เมื่อเรื่องนี้แดงขึ้นมา ฝูเซียวก็ต้องเพ่งเล็งเขาแน่

แต่ก็ยังดีกว่าถูกเพ่งเล็งด้วยข้อหาที่ไม่มีมูลความจริงล่ะนะ

[ช่องจัดวาง] คือตัวช่วยที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเขา และยังเป็นความลับที่ถูกปกปิดซ่อนเร้นไว้ลึกที่สุดอีกด้วย

เมื่อได้ยินหวังอี้พยักหน้ารับคำด้วยหูตัวเอง จั่วชิวหมิงก็อดไม่ได้ที่จะเสียวฟัน "นี่เพิ่งจะผ่านไปเท่าไหร่เอง น้องสี่ ปีนี้เจ้าเพิ่งจะอายุ..."

"แปดสิบแปด"

"ใช่ เพิ่งจะแปดสิบแปดปี... ความเร็วของเจ้ามันเร็วกว่าพวกรากวิญญาณสวรรค์อีกนะ"

"แค่พอมีวาสนาอยู่บ้างเท่านั้นแหละ ยังไงก็เทียบกับรากวิญญาณสวรรค์ไม่ได้หรอก อีกอย่าง นี่ก็ไม่ใช่สิ่งที่จะทำสำเร็จได้ในวันสองวันเสียหน่อย"

จั่วชิวหมิงอิจฉาตาร้อน ร่างกายที่เหนื่อยล้าอยู่แล้วยิ่งรู้สึกอ่อนล้าหนักกว่าเดิม หนำซ้ำยังรู้สึกมืดแปดด้านอีกต่างหาก

จัวโส่วชิ่งมีโอกาสเติมเต็มรากวิญญาณ กำลังวางแผนกลืนกินจัวโส่วอวิ๋น พี่น้องร่วมสายเลือดของเขาเอง

อวี่สิ่งติดตามพี่สาวของเขากลับไปยังดินแดนบรรพชน ภูเขาศักดิ์สิทธิ์ของตระกูลอวี่

เขาไม่รู้ว่าไปทำอะไร แต่ก็รู้สึกได้ว่า จะต้องมีการเปลี่ยนแปลงแบบพลิกฟ้าคว่ำดินเกิดขึ้นแน่ๆ ตัวเขาเองก็เป็นถึงทายาทสายตรงของตระกูลใหญ่ แต่กลับกลายเป็นคนที่ถูกทิ้งไว้ข้างหลังเสียนี่

ความท้อแท้สิ้นหวังเกาะกุมจิตใจไปชั่วขณะ เขาโบกมือกล่าวว่า

"ข้ารู้แล้ว เจ้าปิดด่านอย่างเบาใจเถอะ ข้าจะช่วยดูแลเมืองหยกวิญญาณให้เอง"

"ขอบคุณมาก"

วันรุ่งขึ้น

หวังอี้เรียกชิงหยางและคนอื่นๆ มาพบ เขาประหลาดใจที่พบว่าสวีรั่วโจวสามารถทะลวงสู่ระดับสร้างรากฐานได้แล้ว คำนวณดูเวลาแล้ว ด้วยพรสวรรค์รากวิญญาณคู่ของเขา การทะลวงสู่ระดับสร้างรากฐานในช่วงเวลานี้ก็ถือเป็นเรื่องปกติ

อาจจะช้าไปสักไม่กี่ปีด้วยซ้ำ ในฐานะผู้บำเพ็ญเพียรที่เกิดและเติบโตในเมืองหยกวิญญาณ การที่เขาสร้างรากฐานสำเร็จ ย่อมหมายความว่าภาระหน้าที่ของกองกำลังปกป้องเมืองสามารถส่งมอบให้เขาดูแลได้แล้ว และยังช่วยแบ่งเบาภาระงานจิปาถะไปได้อีกเปลาะหนึ่ง

คำสั่งเสียที่หวังอี้มอบให้พวกเขาก็คล้ายคลึงกับครั้งก่อนๆ ยังคงเน้นย้ำถึงการรักษาเสถียรภาพเป็นหลัก สินค้าเสบียงทางการทหารจำนวนมหาศาลที่เขาได้มาจากเมืองหวงไป๋

เมื่อฟอกขาวเรียบร้อยแล้ว ก็สามารถนำออกขายในย่านการค้าเมืองหยกวิญญาณได้อย่างสบายใจ ตลาดแห่งนี้ผ่านการพัฒนามาหลายปี ประกอบกับได้รับอานิสงส์จากทำเลที่ตั้งซึ่งได้รับผลกระทบจากสงครามในแคว้นจู๋เยว่

กำไรโดยรวมจึงพุ่งสูงขึ้นกว่าตอนที่เขาจากไปถึงห้าส่วนด้วยซ้ำ

หากประเมินตามมาตรฐานช่วงสงคราม อย่างน้อยก็ต้องทำกำไรได้ถึงสามสี่เท่า ทว่าเขากลับพยายามระงับใจไว้ แม้จะหาเงินมาได้มาก แต่ก็ใช่ว่าจะรักษาเอาไว้ได้เสมอไป ปริมาณสินค้าที่มีอยู่ในมือตอนนี้ก็มากพอที่จะทำให้คนอื่นอิจฉาตาร้อนได้แล้ว

ธุรกิจให้เช่าถ้ำบำเพ็ญเพียรก็กำลังเฟื่องฟู จินเมี่ยวซ่านซื้อถ้ำบำเพ็ญเพียรระดับสามไปหนึ่งแห่ง อาศัยอยู่ใกล้กับจวนเจ้าเมือง ไม่รู้ว่ากำลังวางแผนการร้ายอะไรอยู่

หลังจากทำความเข้าใจการเปลี่ยนแปลงในช่วงหลายปีที่ผ่านมาจนทะลุปรุโปร่งแล้ว หวังอี้ก็ประกาศปิดด่านอย่างเป็นทางการ ข่าวการกลับมาของเขารู้กันเพียงในหมู่ขุนนางเก่าแก่ไม่กี่คนเท่านั้น

แม้กระทั่งลูกศิษย์ที่มีแค่ชื่ออย่างสองพี่น้องตระกูลกวนและพี่น้องตระกูลเจียงก็ยังไม่รู้เรื่องเลย

............

............

ในห้องลับบำเพ็ญเพียรจิตสังหารที่ถูกประกอบขึ้นมาใหม่

หวังอี้เพิ่งจัดเตรียมคางคกหยกไร้มลทิน จิ้งจอกหิมะสามหาง เตียงน้ำแข็งหมื่นปี และสิ่งของอื่นๆ เสร็จเรียบร้อย คางคกหยกเติบโตจนกลายเป็นร่างสมบูรณ์แล้ว เขาคิดว่าจะรอให้ทะลวงสู่ระดับแก่นทองคำสำเร็จเสียก่อนค่อยหลอมมัน

เพื่อให้ได้มาซึ่งกายาต้านทานหมื่นพิษ ไม่แน่ว่าอาจจะเกิดปฏิกิริยาบางอย่างกับวิชามังกรอสูรหยินมรณะก็เป็นได้ เพราะของสิ่งนี้ก็ใช่ว่าจะเพิ่งเคยกลายพันธุ์เสียเมื่อไหร่ เขาชินชาเสียแล้ว

ส่วนผลวิญญาณปฐพีนั้น เขายังไม่ได้กินมันลงไป แต่เตรียมที่จะหล่อหลอม [ใจสังหารซิวหลัว] ให้สมบูรณ์เสียก่อน ตอนที่วิถีแห่งจิตของเขาเข้าสู่ระดับเริ่มต้น หมัดสังหารซิวหลัวน้อยก็ก้าวเข้าสู่ขั้นสำเร็จเล็กพอดี

ทำให้เขาสัมผัสได้ถึงพลังอันลี้ลับอย่าง "พลังใจ"

ใจสังหารซิวหลัว จำเป็นต้องใช้พลังใจหล่อหลอมรูปร่างขึ้นมา มันดำรงอยู่ภายในร่างกายของหวังอี้ ทว่ากลับไร้ซึ่งรูปธรรม เป็นเพียงหัวใจแห่งการเข่นฆ่าที่ดำรงอยู่แต่เพียงในสภาวะจิตใจเท่านั้น

การหล่อหลอมหัวใจนั้นทั้งง่ายและยาก เพียงแค่รู้แจ้งอย่างถ่องแท้ก็สามารถทำสำเร็จได้อย่างง่ายดาย โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาสภาพแวดล้อมทางปราณวิญญาณใดๆ ทั้งสิ้น

สิ่งแรกที่ต้องทำก็คือการบุกเบิกทะเลสาบแห่งจิตใจขึ้นมา

หวังอี้นั่งขัดสมาธิลงบนแท่นหินที่กักขังท่านซิวหลัวเมื่อครั้งโบราณกาล สัมผัสเทวะแผ่ซ่านออกไปสัมผัสรอยกระบี่แต่ละรอยบนแผ่นหินอย่างเป็นธรรมชาติ

ดูดซับจิตสังหารบริสุทธิ์ที่สุดที่แฝงอยู่ภายใน ผสมผสานเข้ากับเจตนาฆ่าฟันที่กำลังเดือดพล่านของเขา แผ่นหินจิตสังหารที่ค้ำจุนมาอย่างยาวนาน พากันสลายกลายเป็นเถ้าถ่าน

เคล็ดวิชาของหมัดสังหารซิวหลัวน้อยโคจรอย่างต่อเนื่อง ในความมืดมิดนั้น หวังอี้คล้ายกับได้ยินเสียงระฆังดังกังวานขึ้น

และแล้ว... ทะเลสาบแห่งจิตใจของเขาก็เปิดออก!

ที่นี่คือผืนน้ำอันเงียบสงบที่มองไม่เห็นขอบเขต รอบด้านอบอวลไปด้วยกระแสอากาศสีเลือด ใจกลางทะเลสาบมีเกาะเล็กๆ พื้นที่ราวๆ ร้อยตารางเมตร รูปทรงสี่เหลี่ยมจัตุรัส สีดำทะมึนดั่งหมึก

หวังอี้เหยียบย่างลงบนเกาะศิลาสี่เหลี่ยมแห่งนี้ด้วยความฉงนเล็กน้อย

"นี่คือ... ภาพสะท้อนจิตใจของข้างั้นหรือ?"

ดูไม่ออกเลยว่ามีความหมายสื่อถึงอะไร กระแสอากาศสีเลือดรอบๆ กำลังหลั่งไหลมารวมกันที่นี่ ก่อตัวเป็นต้นไม้สีเลือดขนาดเล็กต้นหนึ่ง

หลักธรรมของหมัดสังหารซิวหลัวน้อยถูกสลักไว้บนต้นไม้นั้น ภายใต้การหล่อเลี้ยงของพลังใจ มันก็เจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว

ต้นไม้เล็กเติบโตกลายเป็นต้นไม้ใหญ่ กิ่งก้านสาขาแผ่ขยาย เพียงแต่มันมีสีสันดั่งโลหิต ชวนให้ผู้คนรู้สึกถึงความอัปมงคล หัวใจสีเลือดที่ทอประกายเจิดจรัสราวกับแก้วหลิวหลีกำลังถูกก่อกำเนิดขึ้นภายในแก่นไม้

หวังอี้ไม่ได้ทำอะไรเลย แค่มองเฉยๆ ก็เสร็จสมบูรณ์แล้ว

"โบราณว่าไว้: ลดการครุ่นคิดเพื่อบำรุงจิตวิญญาณ ลดวาจาเพื่อบำรุงปราณ ลดตัณหาเพื่อบำรุงแก่นแท้"

"วิถีแห่งจิตใจนี้ เน้นที่การปล่อยวางตามธรรมชาติ เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสมก็จะก้าวหน้าไปเอง ไม่จำเป็นต้องให้ข้ามากังวลพร่ำเพรื่อเลยสักนิด"

ภายในห้องลับ

เศษฝุ่นที่เกิดจากแผ่นหินจิตสังหารร่วงหล่นลงมา เวลาเพิ่งจะผ่านไปเพียงสิบลมหายใจเท่านั้น หวังอี้อดไม่ได้ที่จะยิ้มขื่น อุตส่าห์ตั้งใจทำอย่างจริงจังแท้ๆ

เมื่อ [ใจสังหารซิวหลัว] หล่อหลอมสำเร็จ หมัดสังหารซิวหลัวน้อยก็ก้าวเข้าสู่ขั้นความสำเร็จใหญ่ หากต้องการบรรลุขั้นสมบูรณ์แบบ ก็ต้องพึ่งพาการรู้แจ้งด้วยตัวเองแล้วล่ะ

เขารู้สึกได้ลางๆ ว่า สาเหตุที่ราบรื่นถึงเพียงนี้ เป็นเพราะจิตใจของเขาเริ่มเกิดการเปลี่ยนแปลงตั้งแต่ตอนที่อยู่ป่ากระดูกอสูรสวรรค์แล้ว

เมื่อฝุ่นควันจางหาย ทะเลสาบจิตใจก็จะเปิดออกเอง

วันข้างหน้าก็แค่บำเพ็ญเพียรต่อไป คัมภีร์ใจปรัชญาปารมิตาก็ทิ้งไม่ได้ พลังใจย่อมเพิ่มพูนขึ้นอย่างมั่นคง ยิ่งพลังใจแข็งแกร่งมากเท่าไหร่ ใจสังหารซิวหลัวของเขาก็จะยิ่งร้ายกาจมากขึ้นเท่านั้น

การทำให้จิตสังหารก่อเกิดเป็นรูปธรรม เป็นเพียงวิธีการใช้งานที่ตื้นเขินที่สุดเท่านั้น เขามีความเชี่ยวชาญในการสร้างเคล็ดวิชาเป็นทุนเดิม ไม่แน่ว่าอาจจะสร้างวิชาลับที่ใช้จิตสังหารขึ้นมาได้เองด้วยซ้ำ

หลังจากหล่อหลอมใจดวงนี้สำเร็จ เขาก็ไม่รู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงใดๆ ในร่างกายเลย หากจะให้พูดล่ะก็ อารมณ์ดูเหมือนจะสงบนิ่งมากขึ้น และควบคุมได้ง่ายขึ้น

ยามมองดูสรรพสิ่งบนโลก จิตใจก็ไร้ซึ่งระลอกคลื่นดั่งบ่อน้ำโบราณ

พูดง่ายๆ ก็คือ ความสามารถในการรับความกดดันเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก

แถม [ใจสังหารซิวหลัว] ยังมีคุณสมบัติหนึ่งที่เขาสามารถควบคุมได้ดั่งใจ นั่นคือเขาสามารถเลือก... ให้จิตบงการร่างได้!

ปล่อยให้จิตใจควบคุมร่างกาย ทำตามสัญชาตญาณดิบเถื่อนแห่งการเข่นฆ่า ส่วนพลังรบจะเพิ่มขึ้นหรือลดลงนั้น ยังไม่สามารถรู้ได้ในตอนนี้

เมื่อพลังใจถูกเผาผลาญจนหมดสิ้น จึงจะหลุดพ้นจากสภาวะนี้ได้ ซึ่งมีความเสี่ยงอยู่บ้างเล็กน้อย

เมื่อพิจารณาดูแล้ว เขาเพียงแค่มองดูปราดเดียว ก็ตัดสินใจผนึกมันไว้อย่างถาวร จนกว่าจะสามารถควบคุมสภาวะนี้ได้อย่างสมบูรณ์ เขาคิดว่าคัมภีร์ใจปรัชญาปารมิตานี่แหละคือแสงสว่างที่นำทางไปสู่ความสำเร็จ

หลังจากปรับสภาพอารมณ์ให้สงบลงเล็กน้อย

หวังอี้มองดูเศษฝุ่นที่เกลื่อนกลาดเต็มพื้นด้วยความเสียดาย จากนั้นก็เดินกลับไปตามทางเดินสู่ห้องลับบำเพ็ญเพียรที่ชั้นใต้ดินชั้นหนึ่ง แล้วนั่งลง ณ ที่แห่งนี้อีกครั้ง

"ผลวิญญาณปฐพี!"

ผลไม้วิญญาณเพิ่มตบะระดับสามชนิดนี้ มีรูปร่างหน้าตาเหมือนไส้เดือนสีเหลืองตุ่น มีปมขรุขระเป็นวงๆ ขดตัวเป็นรูปทรงเหมือนยากันยุง มองดูแล้วไม่เจริญอาหารเอาเสียเลย

ทว่าแววตาของคุณชายหวังกลับร้อนแรงยิ่งนัก เขากลืนมันลงท้องไปโดยไม่ลังเล แม้แต่เคี้ยวก็ยังไม่เคี้ยวเลยสักนิด

มันสามารถเพิ่มพูนพลังเวทได้ สำหรับผู้บำเพ็ญเพียรระดับสร้างรากฐาน ย่อมสามารถเพิ่มพูนพลังปราณแท้ได้เช่นกัน เพียงแต่อาจจะสิ้นเปลืองไปบ้างเล็กน้อย

แต่หวังอี้แตกต่างออกไป

พรสวรรค์ครรภ์มารช่วยแก้ปัญหาเรื่องประสิทธิภาพในการดูดซับ อีกทั้งความเร็วในการสกัดกลั่นของวิชาที่บำเพ็ญเพียรจนถึงขั้นสมบูรณ์ระดับสาม ก็สอดคล้องกับผลวิญญาณปฐพีอย่างสมบูรณ์แบบ มีแต่จะเร็วขึ้น ไม่มีทางช้าลงเด็ดขาด!

แม้จะไม่สามารถสร้างพลังเวทได้ แต่ปราณแท้ของเขากลับเพิ่มพูนขึ้นอย่างรวดเร็ว สัมผัสเทวะดำดิ่งลงสู่จุดตันเถียนภายในร่างกาย

เขาเห็นทะเลสาบปราณแท้สีน้ำเงินเข้มอันกว้างใหญ่ไพศาล ครอบครองพื้นที่ไปกว่าครึ่งของจุดตันเถียน

ผลวิญญาณปฐพีละลายกลายเป็นฤทธิ์ยาอย่างต่อเนื่อง หลังจากผ่านการสกัดกลั่นด้วยเคล็ดวิชา ก็กลายเป็นฝนตกปรอยๆ ลงสู่ทะเลสาบปราณแท้ หยาดฝนเหล่านี้ก็คือปราณแท้อันบริสุทธิ์แต่ละหยดนั่นเอง

"เร็วมาก!"

ทุกครั้งที่หยาดฝนตกลงมา ปราณแท้ก็เพิ่มขึ้นนับร้อยหยด แต่รูปลักษณ์ภายนอกของผลวิญญาณปฐพีกลับเปลี่ยนแปลงไปเพียงน้อยนิด มันแค่หดตัวเล็กลงไปวงหนึ่งเท่านั้น

ดื่มด่ำไปกับความสุขในการเพิ่มพูนตบะอย่างรวดเร็ว

วันเวลาล่วงเลยไปวันแล้ววันเล่า

ในความรู้สึกของหวังอี้ การสกัดกลั่นเป็นไปอย่างรวดเร็วมาก ทว่าในความเป็นจริงกลับผ่านไปกว่าหนึ่งปีแล้ว

ผลวิญญาณปฐพีผลแรก ช่วยเพิ่มปราณแท้ให้เขาได้ถึงสองพันห้าร้อยหยด ขาดอีกแค่สามร้อยกว่าเกือบสี่ร้อยหยดเท่านั้น หากกินผลที่สองเข้าไป ย่อมเป็นการสิ้นเปลืองอย่างแน่นอน

สู้รอให้ทะลวงสู่ระดับแก่นทองคำเสียก่อน แล้วค่อยนำมาเพิ่มพลังเวทน่าจะดีกว่า

จบบทที่ บทที่ 270 แก่นทองคำหนึ่งเม็ดกลืนลงท้อง

คัดลอกลิงก์แล้ว